Apr 28

อารมณ์ครึ้มๆขอเขียนอะไรเล่นๆสนองนี๊ดตามสไตล์ตัวเองละกัน

วันนี้หลังจากเสร็จภารกิจที่ site ลูกค้าก็ได้ไปกินข้าวเย็นที่ Bar-B-Q Plaza สั่งชุดครอบครัวรวมมิตรสำหรับ 3-4 คน ราคา 429 บาท แต่เอามากินแค่ 2 คน จริงๆมีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เปิดดูเมนูแล้ว..

ย้อนกลับไปราว 15 ปี ช่วงฉันอยู่ประถมปลาย ฉันได้มีโอกาสไปกินร้าน Bar-B-Q Plaza ที่สาขาเดอะมอลล์ท่าพระ ในโอกาสพิเศษหนึ่ง.. ซึ่งนานทีปีหนจะได้ออกกินข้าวนอกบ้านกันบ้าง.. ต้องพิเศษจริงๆถึงจะออกมา เนื่องจากฐานะทางการเงินไม่ค่อยอำนวย แต่นั่นก็ยิ่งทำให้อาหารธรรมดาๆกลายเป็นอาหารมื้อพิเศษและเป็นที่จดจำได้มากมาย

ฉันยังจำได้ในวันที่ครอบครัว 6 คนกับ ชุดครอบครัวรวมมิตรสำหรับ 3-4 คน วางอยู่ต่อหน้าแม้ว่ามันจะน้อยนิดแต่ก็แลกมาพร้อมกับความสุขมหาศาลกับเด็กวัยนั้น.. ภาพที่ป๊าม๊าเอาเนื้อลงเตาแล้ว คีบมาใส่ถ้วยให้ลูกๆ แล้วตัวเองก็กินแต่ผักต้ม เพื่อให้ลูกๆทานอิ่มในมื้อพิเศษนี้

เนื่องด้วยครอบครัวฉันเปิดร้านอาหารมาก่อน ทุกมื้อย่อมมีวิชาอยู่บนโต๊ะอาหาร..  เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ขั้นตอนแรกต้องเอามันหมูลงชโลมผิวหน้าสัมผัสไม่ได้เนื้อติดเตา จากนั้นก็เอาผักเนื้อแข็ง เช่น แครอท ข้าวโพดอ่อน ลงไปก่อนเพราะจะได้สุกพร้อมๆกัน จากนั้นเอาอุด้ง และกะหล่ำลงเพื่อต้มให้น้ำซุปหวาน และแล้วก็ถึงเวลาบรรเลงเนื้อ คงไม่ต้องบรรยายมากมาย เฝ้ารอให้ความหวานมันของเนื้อไหลผ่านร่องเตาลงสู่ทะเลซุปผัก เมื่อนั้นล่ะครับ เมื่อความหวานของผักรวมตัวกับความหอมมันของเนื้อก็จะได้น้ำซุปที่ใครได้ลองกินแล้วก็หยุดไม่ได้ เมื่อน้ำซุปพร้อมป๊าม๊าก็จะบอกให้ลูกๆทุกคนตักใส่ถ้วยตัวเอง.. ก่อนที่จะเติมน้ำซุปจากกาและเริ่มกระบวนการเคี่ยวใหม่.. ครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดวัตถุดิบ :)

ตอนพนักงานมาเก็บจาน อย่าหวังว่าจะได้เห็นเศษเนื้อหรือแม้แต่กะหล่ำปลีหั่นฝอยหลงเหลืออยู่ในจานเชียว พวกฉันเก็บเรียบหมดล่ะ.. อะไรที่กินอิ่มอยู่ท้องได้ ฉันกินหมดล่ะ… นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้อาหารสำหรับ 3-4 คน สามารถทำให้ครอบครัว 6 คนได้อิ่มท้องและมีความสุขได้ :)

… ครั้งนี้ฉันเปิดเมนู ฉันยิ้ม ฉันนึกถึงวันเก่าๆ วันที่เงิน 400 บาทสร้างความสุขให้กับคนได้ทั้งครอบครัว.. เทียบกับตอนนี้ที่เงิน 400 บาทถูกใช้ไปเพื่อสนองความอยากกินประชดความหิวก็เท่านั้น

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน
ธีรเดช

ปล. ฉันกินมาตั้งแต่ข้าวกระเทียมถ้วยละ 12 บาท จนถึงตอนนี้ 35 บาท แม่จ้าววววว..


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Feb 19

หลังจากเจอพายุงานกระหน่ำเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว

ตอนนี้หลายๆอย่างเริ่มลงตัว งานเอกสารบ้าบอก็ลดลง

เหลือแต่ที่ต้องไปประชุมทุกอาทิตย์นี่ละ

ซึ่งต่อจากนี้ไป ก็คิดว่าจะได้ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดเสียที

 

ตอนนี้ก็ครบรอบ 1 เดือนพอดี ที่เราจับโปรเจคนี้มา

เพียงแค่เดือนเดียว แต่ความรู้สึกเหมือนผ่านมาสัก 3 เดือนเห็นจะได้

นี่กรูสามารถผลิตงานออกมาเต็มไปหมด ราวกับแยกร่างได้เช่นนี้เลยฤา

 

เหนื่อยครับ เหนื่อยจริงๆ เป็นการรับตำแหน่งใหญ่ครั้งแรก และดันได้มาทำโปรเจคช้างบิ๊กบึ้ม ใหญ่ทั้งงาน ใหญ่ทั้งปัญหา ใหญ่โชว์พาว นู้นนี่หลายเรื่อง

ยอมรับว่าโคตรเครียดและโคตรกดดัน ชีวิตในเดือนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็นั่งอยู่หน้าคอมพ์ ตอบเมล์ติดต่อลูกค้า ทำเอกสารทั้งหลายแหล่ Paperwork อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ

ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่ตอนนี้ก็ได้ทำอย่างเต็มๆเลย

นอกจากจะเป็น PM แล้ว ยังเป็น Coordinator เป็น Designer เป็น Developer รู้สึกว่าเป็นอะไรหลายอย่างเหลือเกิน

คอชักปวด นี่ฉันต้องแบกลิงอยู่กี่ตัวเนี่ย.. หันไปมองคนรอบข้าง.. เฮ้ย.. นั่นมันอุรังอุตัง เชี่ย.. นี่มันกอริล่า 

แต่ละคนก็มีลิงเป็นของตัวเอง และไม่ใช่แค่ตัวเดียว

 

ฉันยังสามารถแบกต่อไปไหวไหม ฉันถามตัวเอง.. 

ในใจตอนนั้น ไม่ไหวก็ต้องไหววะ ยังไงกูก็ต้องผ่านมันไปให้ได้

จะตายก็ให้มันรู้ไป เค้าจะได้รู้กันว่า มึงอ่อน!!

 

งานเยอะมันไม่ใช่ประเด็น ประเด็นมันอยู่ที่การที่ต้องมารับผิดชอบในงานที่ตัวเองไม่ถนัด การที่ต้องส่งผ่านความคิดคนอื่นออกไป โดยที่เราไม่ได้ insight

มันก็ลำบากใจอยู่.. แต่ทั้งหมดมันก็คือการเรียนรู้แหละหว่ะ.. ก็ต้องลองดู ถ้าคิดจะย่ำอยู่กับที่ก็คงไม่ได้เห็นหรอกว่าหนทางข้างหน้าสวยงามแค่ไหน แม้สุดท้ายเดินไปจะเจอหล่มเจอเหวแต่อย่างน้อยเราก็ได้เลือกที่จะเดินไป

 

เฮ้ย!! มาเรื่องนี้ได้ไงว่ะเนี่ย…  จริงๆตั้งใจจะเขียนแค่ว่า

ผ่านมาเดือนนึงนั่งปั่นงานอยู่แต่หน้าคอมพ์ บ้านก็ยังขัดไม่เสร็จ

วันนี้เพิ่งได้พอมีเวลาว่างมาขัดบ้านต่อ..  ขัดไปได้แค่ 10 นาทีก็หน้ามืดแล้ว

กล้ามเนื้อไม่มีแรง รู้สึกอ่อนแอโคตร ช่วงเดือนที่ผ่านมาเหมือนถูกดูดวิญญาณไปเลยเชียว

ทริปก็ต้อง cancel หลายๆนัดก็ต้องเลื่อนออกไปเพราะมีประชุมด่วน

 

เอาวะแต่สุดท้ายเราก็ฝืนขัดกำแพงไปได้จนเสร็จตามที่ตั้งใจไว้ ก็ยังเหลืออีกพอสมควร

จะได้มาขัดต่อเมื่อไรยังไม่รู้เลย.. ไม่แน่ น้ำอาจจะท่วมก่อนเราขัดเสร็จก็เป็นได้

 

ธีรเดช ก่งก๊ง


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Feb 05

แป๊บๆก็ผ่านปีใหม่มาเดือนนึงละ เร็วจริงๆ

วันนี้อยู่ที่บ้านกำลังพยายามรวบรวมสมาธิและจิตใจให้ทำงานอยู่

ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องเข้ามาในหัวมากมายหลายเรื่องเลยละครับ

ทั้งเรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องคน ประดังประเดเข้ามาพร้อมกัน

มันไม่ยากหรอกที่จะบอกว่าอะไรสำคัญมากสำคัญน้อย

แต่เรื่องสำคัญมากบางเรื่อง หนทางแก้ก็ดูตีบตันเหลือเกิน

และบางทีการที่ต้องเป็นคนกลางมันเหนื่อยหน่ะ

มันเป็นเรื่องที่พูดยาก ยากจริงๆ

 

ชีวิตเติบโตได้จนถึงตอนนี้ ฝ่าฟันมามากมาย ถูกบ่มเพาะนิสัยมาก็มาก

คนเราก็ต้องรู้จักเอาตัวรอด แต่การที่เอาตัวเองรอดโดยทิ้งปัญหาไว้เบื้องหลังมันก็ไม่ใช่

ถ้าปัญหาพร้อมเปิดใจรับสิ่งที่น่าจะเป็นทางออก ไม่ยึดถึอศักดิ์ถือศรีที่กินไม่อิ่มตายไปก็เอาไปไม่ได้

เมื่อนั้นทุกสิ่งคงมลายหายพลัน ผมยังคงหวังที่จะเห็นแสงสว่างปลายทางที่ส่องผ่านรูที่ตีบตันนั้นชัดเจนขึ้น

ก่อนที่อะไรอะไรจะสายไป

 

ฉันคงทำเต็มที่เท่าที่ฉันสามารถทำได้ และหวังว่าสิ่งต่างๆจะไม่เลวร้ายไปกว่านี้

 

ธีรเดช ณ ระหว่างทางที่แคบลงแคบลง


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Jan 13

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ครับ

เราไม่ได้เขียน blog ปีใหม่มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย

ทุกครั้งพอสิ้นปีเราจะต้องมาสรุปว่าปีนั้นได้ทำอะไรตามเป้าหมายที่ได้เขียนไว้ตอนต้นปีแล้วหรือยัง

แล้วก็ร่างความคาดหวังใหม่สำหรับปีถัดไป

จากสิ่งที่ทำมาเป็นประจำกลับกลายต้องหยุดลงหลังจากเข้าสู่วัยทำงาน

มันเป็นช่วงเวลาที่ทำอะไรไม่ได้ตามเป้าสักอย่าง

ต้นปีเขียนไว้ยังไง ปีถัดไปก็เรื่องเดิมๆ 

เขียนซ้ำๆหลายปีจน รู้สึกว่ามันไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว เจ้า New Year Resolution เนี่ย

ก็เลยเลิกเขียนเสียดีกว่า เอาให้เราพร้อมแล้วค่อยมาลุยกันใหม่

 

แต่แล้วปีนี้ก็เป็นปีที่อยู่ดีๆก็รู้สึกว่าอยากเขียน อยากเริ่มตั้งความหวังใหม่อีกรอบ และอยากทำให้ได้สำเร็จ

ให้เป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตในยามที่รู้สึกว่าอะไรอะไรก็ไม่ลงตัวสักอย่าง..  ในยามที่สมองไม่ยอมทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น

ตอนนี้ผมก็เขียนมันทั้งๆที่ก็ยังปวดหัวอยู่นี่ละ อยากหาย แล้วกลับมาเป็นธีรเดชผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาดังเดิม

 

เส้นทางอีกยาวไกล ขอเพียงได้เริ่มก้าว จะถึงปลายทางได้สักวัน

 

ต่อไปจะพยายามร่ายในสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จในปีนี้

1. เขียน blog ให้ถี่ขึ้น เพื่อฝึก skill การเขียน ฝึกการเรียบเรียงคำพูด และการตกผลึกทางความคิด

2. รื้อฟื้นภาษาอังกฤษให้ได้เสียที

3. ออกกำลังกายเยอะ เล่นเวทนิดหน่อยให้เฟิร์ม

4. แยกเวลางานกับเวลาส่วนตัวให้ได้เด็ดขาดเสียที

5. ค้นหาตัวเองให้พบว่าชอบด้านไหนถนัดด้านไหนกันแน่ แล้วลุยมันต่อไป

 

เอาแค่ 5 ข้อละกัน ก็เป็นเรื่องเดิมๆ จะทำได้กี่ข้อสิ้นปีมาดูกัน

 

ธีรเดช ณ จุดผ่านของความหวัง

ปล. blog นี้สำนวนแปลกๆอย่าว่ากัน ร้างราไปนาน


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Jan 04

ไปนิวซีแลนด์ครั้งนี้ไม่ค่อยได้ถ่าย clip เท่าไร เนื่องด้วยต้องทำเวลาเพราะมีสถานที่ต้องแวะเที่ยวเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก.. 
ส่วนใหญ่ลงไปก็ดื่มด่ำธรรมชาติ เก็บภาพความทรงจำดีๆ แล้วก็ขึ้นรถลุยกันต่อ

ไม่ค่อยได้บรรจงถ่ายวิดีโอเท่าไร clip ที่ลงให้ดูนี้ส่วนใหญ่ก็ได้ถ่ายช่วงวันแรกๆ เพราะมีเวลาเยอะสุดแล้วล่ะ ><

เอาละๆ ไปดูกันดีกว่า ครับ :)

 

Haast River เป็นหนึ่งที่ที่ต้องแวะลงไปถ่ายรูป แม่น้ำ Haast ไหลเคียงคู่ไปตลอดเส้นทาง Haast Pass Highway วิวข้างทางจะสวยมาก
วิวแม่น้ำฉากหลังเป็นภูเขา :)  แต่โชคไม่ดีมากถึงมากที่สุดฟ้าปิดตลอดทางเลย หมอกเต็ม ไม่เห็นวิวที่เค้าว่าทีเด็ดเลย
แถมพอมาถึง Haast River ฝนก็ตกหนักอีก เลยต้องสบถคำเช่นนั้นออกมา (ขออภัยถ้าทำให้ระคายหู) 
มันน่ามั้ยล่ะ!!! อุตส่าห์มาถึงที่แล้ว แต่ไม่เห็นอะไรเลย นอยๆๆๆๆ T.T

 

ขับจาก Haast River มาไม่นานก็จะถึงจุดสำคัญนั่นคือ The Neck หรือคอคอด เป็นแผ่นดินที่แคบที่สุดที่ขนาบด้วยทะเลสาปใหญ่ 2 แห่ง
นั่นคือ  Lake Hawea and Lake Wanaka ลมแรงมากกกกก แรงขนาดที่ว่าคนปลิวเลยทันที..  
คือกระโดดแล้วตอนลงพื้นมันไม่ลงที่เดิม ว่ากันว่า Camper Van หลายคันผ่านตรงนี้แล้วแทบจะคุมรถไม่อยู่เลยทีเดียว
คือมันพัดจนรถโยก ไอ่เราก็ลงไปถ่ายได้ไม่นานเท่าไร เพราะกลัวปลิว หนาวด้วย บรื๋ยยยยยย ><

 

หิมะ!! ดีใจมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นหิมะจริงๆกับตาตัวเอง.. ได้สัมผัส ได้ปาบ้าบอ.. หิมะจริงๆนี่มันนุ่มมากเลยเนอะ ดีใจๆ
แถมก่อนขับออกไปก็ได้เห็นหิมะตกจริงๆด้วย เป็นเกร็ดมาแปะที่หน้าเลย ^^
แต่ก็ต้องรีบขับออกไปก่อนเพราะกลัวถนนลื่นและไม่คุ้นทางด้วย แต่แค่นี้ก็ดีใจแล้วค้าบบบบบ 

 

แกะน้อยหน้าสลอนระหว่างทาง เป็นที่รู้กันว่า New Zealand เป็นประเทศที่มีประชากรแกะมากกว่าประชากรมนุษย์อยู่มากโข
ดังนั้นไม่ว่าจะขับไปที่ไหนก็จะเห็นแต่แกะยื่นนั่งเล็มหญ้าอยู่ตลอดสองข้างทาง
ตอนนั้นปวดฉี่กันพอดี ก็เลยจอดรถข้างทางแล้วฉี่ให้แกะดู ฮ่าๆๆ พวกเรานี่แหกกฏมันทุกอย่าง 
ตอนแรกพวกมันก็นั่งเล็มหญ้าก็อยู่แหละ แต่พอพวกเราจอดรถมันก็หยุดกิจกรรมทุกอย่างแล้วจ้องมาที่รถ
ทันทีที่เราเปิดประตูรถ แกะส่วนใหญ่ก็จะยืนแล้วจ้องตาไม่กระพริบ
มองตามไปทุกที่ พร้อมทำหน้าฉงนว่ามันจะมาทำอะไรฟร่ะ..  แล้วพวกมรึงจะมาฉี่ให้กรูดูทำมายยยย..
กรูไม่ได้อยากเห็นกาเจี๊ยวมรึงน้าาาา แสรดดดด…  ฉี่เสร็จก็ชักภาพถ่ายรูปให้หนำใจแล้วก็เดินทางต่อออ

 

เป็นอีกความใฝ่ฝันในชีวิตว่าอยากโดดบันจี้จัมพ์.. อย่างน้อยก็ครั้งหนึงในชีวิต.. แต่ไม่อยากโดดในไทยหว่ะ ด้วยความสัจจริง
รู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัยอ่ะ แต่ตอนนี้เรามาถึงถิ่นต้นกำเนิดบันจี้จั๊มแห่งแรกของโลก เราก็ต้องลองกันหน่อยใช่ม้ายยยยย..
จ่ายเท่าไรไม่อั้น!! (แต่แม่งแพงจริงหว่ะ โดดทีนึงครึ่งหมื่น T.T) อากาศตอนนั้นหนาวก็หนาว
แต่ก็ต้องถอดเสื้อหนาวออกเพื่อความคล่องตัวในการกระโดด หลายคนเห็นวิดีโอแล้วบอกว่าโปรเฟสชั่นแนลมากกก ดูไม่กลัวเลย..
แต่ shot ที่ไปยืนที่ platform นี่ละ ใจวูบเลย.. แขนขาชาหมด เริ่มไม่แน่ใจว่าชาเพราะอากาศหนาวหรือเสียว
โอยย.. ตัวสั่น ตัวโหวงๆ เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆเลย

Three… Two.. One!!  ว๊ากกกกกกกกกกก เชรี่ยยยย มันสรัด!!

อะดรีนาลีนสูบฉีดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากนั้นทุกคนก็บอกกับกระผมว่า.. พี่ธีดู alert ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด energetic มากกกกก ฮ่าๆ

สำหรับใครที่ยังไม่เคยกระโดด ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ ลองโดดดู มันส์มากกกกกกกกกกกกกกกกกกก โก โก โก!!

 

 

คิดว่าคงจบ Series New Zealand ไว้ที่บล็อกนี้ เป็นทริปที่ผมประทับใจมาก เพราะได้ทำอะไรที่อยากทำ ได้เจออะไรที่อยากเจอ ได้ผจญโลกกว้าง ได้ไปนอน dorm ได้ทำอาหารกินเอง ได้ฝืนกฏ ได้เซย์เฮลโหลกับตำรวจต่างแดน ได้ Speed Limit Ticket ได้ใช้ชีวิตในโลกที่ห้อมล้อมไปด้วยภาษาอังกฤษอย่างจริงจังสักที.. โลกที่เคยกลัว แต่สุดท้ายด้วยสัญชาตญาณ ยังไงคุณก็สามารถเอาตัวรอดได้อยู่ดี แม้ว่าคุณไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย.. ทริปนี้ทำให้ผมมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ขอขอบคุณน้องเต้ น้องเบิ้ม.. ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการแบกเป้ท่องโลกครั้งนี้ ตบตีกันมาตั้งแต่ Tibet Bhutan ที่มีปัญหาวุ่นวายมากมายก่ายกอง แต่สุดท้ายเราก็ได้ไปเที่ยวด้วยกัน ไปเวิ่นเว้อด้วยกัน และมันก็เป็นทริปที่สุดตรีนสุดๆไปเลย ฮัดซ่าาาาาาา!!

 

Miss you, New Zealand.
ผมสัญญาว่าผมจะกลับไปหาคุณอีก.. แน่นอน ^^

 


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with: