May 07

ย้อนกลับไป TDEX 2017 ระหว่างที่เดินอย่างไร้จุดหมายอยู่ในงาน ก็เจออั๋นและผองเพื่อนชวนไปราชาอัมพัต ตอนนั้นตอบไปอย่างรวดเร็วมากว่าคงไม่ได้ไป เพราะเพิ่งเฟลกับทริป EBC ที่ต้องทิ้งตั๋วเพราะติดงาน และอยู่ในช่วงแต่งบ้านต้องใช้จ่ายเยอะ อีกอย่างไม่อยากจองอะไรล่วงหน้าไว้นาน ความเสี่ยงมันเยอะขึ้นทุกปีๆ เอาไว้ใกล้ๆถ้าโชคชะตามันเข้าข้างก็คงจะได้ไป

ผ่านมาถึง Feb 2018 เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดมาก งานเยอะ ช่างทิ้งงาน ปัญหารุมเร้า และรู้สึกว่าต้องพักแล้วหว่ะ ไม่งั้นกูบ้าแน่ นั่งเปิดรูปเก่าใน Facebook แล้วโพสต์ระลึกความหลัง ซึ่งรูปช่วงนั้นมันก็จะเป็นทริปดำน้ำซะส่วนใหญ่ มันคงจะไปเด้งใน Feed เพื่อนอั๋นเยอะอยู่ ก็เลยส่งมาชวนอีกรอบ และโชคชะตามันคงจะเข้าข้างเราจริงๆล่ะ เหลือ 1 ที่สุดท้ายสำหรับเรา ด้วยราคาที่น่าสนใจสำหรับทริปดำน้ำที่ราชาอัมพัต

ด้วยสภาพอารมณ์อันย่ำแย่ตอนนั้น ก็เลยตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย มันเป็น Dream Destination ของเรามาแต่ช้านาน ได้ยินหลายคนพูดถึงความสมบูรณ์อย่างที่สุดของปะการังในแถบนั้น ก็หวังว่าในชีวิตนี้จะได้ไปดำน้ำสักครั้ง

.. แล้วฉันก็จะได้ไปดำจริงๆแล้วสินะ ตื่นเต้นจุง

 

ราชาอัมพัต (Raja Ampat) เป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่ อยู่แถบ West Papua โซนขวาสุดของประเทศอินโดนีเซีย ปกติจะต้องเดินทาง  3 flights (Bangkok-Jakarta-Makassar-Sorong) แต่บังเอิญช่วงที่จอง Garuda เพิ่งเปิดบินตรง Jakarta-Sorong สดๆร้อนๆ ขาไปก็เลยได้เดินทางแบบไม่ต้องเหนื่อยร่างกายมาก ส่วนขากลับเวลาไม่อำนวยก็เลยต้องบินกลับแบบ 3 flights เหมือนเดิม

 

แผนการเที่ยว

   11 Apr - Bangkok -> Jakarta -> Sorong (Garuda)
   12 Apr - Check-in MV Temukira | Check dive #1
13-16 Apr - 3 Dives ( 7:30/11:00/15:00 )
            | 1 Night Dive (19:00)
   17 Apr - 2 Last dives #18 #19
   18 Apr - Check-out MV Temukira
            | Sorong -> Makassar -> Jakarta (Garuda)
            | 1 Night at CGK Airport
   19 Apr - Jakarta -> Bangkok (Thai Lion Air)

ทริปนี้ไม่ได้แวะเที่ยวไหน เดินทางไปดำน้ำแล้วก็เดินทางกลับ แต่จะเสียเวลาเดินทางเยอะหน่อย เพราะต้องต่อหลายเที่ยวบิน และเวลาไม่ค่อยจะลงตัวเสียเท่าไร

 

MV Temukira

เป็นเรือ Liveaboard ขนาดเล็ก สำหรับ 12 คน มี 6 ห้อง  เป็น bunk bed 4 ห้อง และ double bed 2 ห้อง มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่ มี saloon มี deck แม้จะเป็นเรือลำเล็กแต่สามารถ Utilize พื้นที่ในเรือทุกตารางนิ้วได้คุ้มค่ามากๆ

ดูรายละเอียดและรูปได้จากที่นี่
https://travel.padi.com/liveaboard/indonesia/temukira

** Raja Ampat is not really about rare critters or seeing sharks, there are generally not as many of what one would call – classic critters or big marine life. What is so special about this area is the scenery and in places the abundance of fish life. 🙂

 

ชีวิตดำน้ำ

ชีวิตดำน้ำที่นี่ก็เหมือนกับในไทย ดำวันละ 4 ไดฟ์  7:30/11:00/15:00/19:00 แต่ที่นี่ดำกันบ้าระห่ำมากกก น้ำแรง ดำลึก ดำนาน ขึ้นจากน้ำมาอากาศเหลือโซนแดงตลอด no decom time ไม่ต้องพูดถึง ใช้คุ้มจนนาทีสุดท้ายเกือบทุกไดฟ์ ไดฟ์นึงดำเกินชั่วโมงซะส่วนใหญ่ แถมต้องเสียเวลานั่ง dinghy ไปกลับทุกไดฟ์ ทำให้เวลาพักน้ำแต่ละไดฟ์เหลือน้อยนิดเหลือเกิน ดำเสร็จขึ้นมาแต่งตัวกินข้าว จด logbook เงยมองนาฬิกาอีกที อ้าว.. ต้องลงน้ำอีกแล้วยังไม่ได้นอนพักเลย หนังสือที่เตรียมไปอ่านนี่ไม่ต้องพูดถึงตอนมาอยู่ยังไงตอนกลับก็อยู่อย่างนั้นไม่ได้อ่านเลย ><

รูปแบบการดำน้ำของที่นี่จะแบกถังนั่ง dinghy ไปที่จุดปล่อยตัว  dive lead จะนับ 1-2-3 แล้วก็ backroll พร้อมกันทั้งลำ ตีลังกาแป๊บเดียวโผล่ขึ้นมาผิวน้ำอีกที dinghy ก็หายไปแล้ว รวดเร็วมากๆ

ไดฟ์ไซท์ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็น drift dive ดำไปตามกระแสน้ำ และกระแสเปลี่ยนทิศรวดเร็ว บางทีดำต้านน้ำอยู่ พอกลับตัวไปทางเดิม แม่มก็ยังต้านอยู่ หอบแฮ่ก อากาศแทบหมดแทงค์ บางจุดน้ำแรงมากก็ต้อง negative backroll ปล่อยอากาศให้หมด BCD แล้วลงไปเจอกันข้างล่างเลย เอาจริงๆดำทั้งหมด 19 dive เจอน้ำนิ่งน้ำใสดำพริ้วๆชิลๆ แค่ 2 ไดฟ์เองมั้ง ที่เหลือก็ตีขาเกาะหินกันรัวๆ

ทริปนี้มีได้แวะขึ้นจุดชมวิวที่ Piaynemo, Fam Island เป็นจุดชมวิวที่คนที่มาดำน้ำราชาอัมพัตต้องแวะมา  กับขึ้นเกาะรีสอร์ทของเจ้าของเรือ ก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศขึ้นมาบนดินบ้าง

จุดเด่นของราชาอัมพัต ไม่ใช่สัตว์ใหญ่ แต่เป็นความสมบูรณ์อย่างที่สุดของผืนปะการัง ที่มีความหลากหลายของรูปทรง สีสัน และชนิด ทั้งปะการังแข็งและปะการังอ่อน รวมไปถึงกัลปังหา พัดทะเล แส้ทะเล ฟองน้ำ มีครบทุกชนิด คือมันสมบูรณ์และหนาแน่นมากๆ

จะถ่ายรูปแต่ละทีก็ยากมาก เพราะมีปะการังทุกจุด หาที่แลนดิ้งแทบไม่ได้ ต้องลอยตัวถ่ายกลางน้ำ น้ำก็ไม่ใช่นิ่งๆ ก็จะถ่ายลำบากอยู่ไม่น้อย

พอมีแนวปะการังที่สมบูรณ์ ก็จะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็กสัตว์แรกเกิด ทำให้เจอพวก Juvenile เยอะมากๆ ดูเพลินเลยจริงๆ

 

ค่าใช้จ่าย

เห็นราคาไม่ต้องตกใจ อันนี้ถือว่าถูกมากแล้วสำหรับทริปไปราชาอัมพัต ที่ไม่ค่อยเห็นคนมาดำที่นี่สักเท่าไร ส่วนหนึ่งก็มาจากราคาอันสุดโหดนี่ล่ะ โดยทั่วไปทริปราชาอัมพัต 7 วัน เริ่มต้นก็จะอยู่ประมาณ $2,100  อันนี้จองทริปแบบฉุกละหุกแถมได้ราคานี้มา เราก็โอเคล่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปดำน้ำสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าปะการังสมบูรณ์และหลากหลายเป็นอันดับต้นๆของโลก จุดดำน้ำที่เป็น Dream Destination ของฉัน 🙂

 

รวมรูปทริปราชาอัมพัต

Raja Ampat, West Papua, Indonesia11-19 April…

โพสต์โดย Theeradej Hongpisuttikul เมื่อ 21 เมษายน 2018

MV TEMUKIRARaja Ampat, West Papua, Indonesia11-19 April 2018จุดเด่นของราชาอัมพัต ไม่ใช่สัตว์ใหญ่…

โพสต์โดย Theeradej Hongpisuttikul เมื่อ 22 เมษายน 2018

 

ธีรเดช ณ ดินแดนที่ปะการังหนาแน่นกว่าปลา

Apr 14

ทริปนี้วางแผนกันข้ามปีเลยทีเดียว คุยกันตั้งแต่ May 2015 ช่วงงาน TDEX ลากยาวมาจนใน Chat Group จนสุดท้ายสรุปได้วันมาช่วง 2-9 Apr 2016 เรือ MV AriQueen กับสมาชิกจากประเทศไทย 12 ชีวิต สู่ท้องทะเลหมู่เกาะมัลดีฟส์

หลังจากได้วันก็หาซื้อตั๋วเครื่องบินกัน แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมไฮโซบินตรง Bangkok Airways ราคา 23k กับทีมโลโซของเรา บิน SriLankan Airlines ราคา 14k แวะ Transit ที่ Colombo, SriLanka ไหนๆก็แวะแล้ว ก็เลยจองไฟลท์ห่างๆมีเวลาสัก 14 ชม. แล้วขอ Transit Visa ออกไปเที่ยว Downtown Colombo ดีกว่า

11140746_10153518093513806_6679241340106856398_o

แผนการเที่ยว

  1 Apr 16 - Bangkok -> Colombo -> Male
  2 Apr 16 - Check-in MV AriQueen / Check dive #1
3-7 Apr 16 - 3 Dives a day
  8 Apr 16 - Last dive #17 / Male city tour
  9 Apr 16 - Check-out MV AriQueen / Male -> Colombo / Colombo City tour
 10 Apr 16 - Colombo -> Bangkok

 

Maldives

maldives-on-worldmap  MaldivesPoliticalMap

ภูมิประเทศ พื้นที่ความยาวจากเหนือจรดใต้ 821 กิโลเมตร จากตะวันออกจรดตะวันตก 120 กิโลเมตร แต่เป็นพื้นที่ดินรวมเพียง 300 ตารางกิโลเมตรมีจุดสูงสุดเพียง 2.3 เมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 C ตลอดทั้งปีช่วงที่ปราศจากมรสุม ได้แก่ ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

 

MV AriQueen

20160409_073330

เรือ Live Aboard ที่มัลดีฟส์ใหญ่โตมโหฬารกว่าที่เมืองไทยเยอะมาก นอกจากเรือจะใหญ่กว่าแล้ว ยังมีเรือลำเล็กอีกลำ ไว้สำหรับพาไปดำน้ำโดยเฉพาะ แยกโซนดำน้ำออกไปอีกลำเลย ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยเรือลำใหญ่เยอะแยะมากมาย ห้องนอนทั้งหมด 12 ห้อง มีห้องน้ำในตัวทั้งหมด พื้นที่ส่วนกลางไว้กินข้าวไว้บรีฟ ขึ้นไปอีกชั้นเป็นโซนตากอากาศโซนบาร์ ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าไว้ตากผ้า นอนดูดาว ชมวิว มีพื้นที่ใช้สอยเยอะมากกกก

12891626_10153518684808806_6976213037876582597_o

วัสดุในเรือส่วนใหญ่ทำจากไม้ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือปลวก แรกๆก็ไม่ค่อยเห็นตัวหรอกนะ เห็นแค่เศษผงไม้โดนแทะอยู่ตรงวงกบประตู แต่หลังๆนี่บินว่อนให้เห็นเลย แล้วก็มีพวกแมงมุมตัวจิ๋วชักใยห้อยลงมาจากโคมไฟ ก็ไม่ได้กระทบกับการหลับนอนเท่าไร แต่เห็นแล้วรู้สึกรำคาญมากกว่า

พื้นชั้นล่างเดินยวบยาบรู้สึกกลวงมาก ก็แอบคิดว่าถ้าปลวกกินเรือขนาดนี้ สักวันเดินๆอยู่อาจจะทะลุลงไปห้องเครื่องก็เป็นได้

รายละเอียดและภาพเรือดูได้จากเว็ปไซต์จ้า

https://diviac.com/liveaboard/maldives/ari-queen
http://www.ariqueen.com/facilities.html
https://www.facebook.com/ariqueen.maldives

 

ชีวิตบนเรือ

ชีวิต Live Aboard ก็น่าจะเหมือนๆกันหมด

ตื่น -> ดำน้ำ -> กิน -> นอน -> ดำน้ำ -> กิน -> นอน -> ดำน้ำ -> กิน -> นอนนนน

วนเวียนไปตามวัฏจักรอย่างนี้ไป 5 วัน สิ่งที่ต่างเมืองไทยก็คือที่นี่ดำวันละ 3 ไดฟ์ กำหนดการแต่ละวันก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ dive site และการเคลื่อนเรือ

แต่หลักๆจะประมาณนี้20160407_130538

06:00 Wake up
06:30 Brief / Dive #1
08:30 Breakfast
10:30 Brief / Dive #2
12:30 Lunch
14:30 Brief / Dive #3
16:30 Snack / Afternoon tea
19:00 Dinner

12961403_10153522324598806_5110839667616873635_o

เนื่องจากดำแค่วันละ 3 Dive เราจะมีเวลาว่างบนเรือเยอะมาก ส่วนใหญ่จะหมดเวลาไปกับการเขียน dive log และขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าเรือ วิวมันสวยมากจริงๆนะ ไม่ค่อยได้นอนเท่าไร นั่งรอชมวิวระหว่างทางดีกว่า วิวแนวปะการังตอนเรือแล่นผ่านมันสวยงามแปลกตามากๆเลย

12961306_10153522587863806_2003595420096398891_o

 

ชีวิตดำน้ำ

จุดดำน้ำในมัลดีฟส์จะเป็น Drift Dive ซะส่วนใหญ่ คือลงน้ำแล้วก็ดำปล่อยตัวตามกระแสน้ำไปทางเดียว หรือไม่ก็จะดำแถว ​Corner แล้วปล่อยไหลไปตาม Channel เรื่อยๆ สนุกดี ทั้งทริปมีโอกาสได้ดำน้ำนิ่งๆแค่ประมาณ 2-3 ไดฟ์เอง ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี

One-week-South-Ari-tour-map

ทริปนี้ดำทั้งหมด 17 ไดฟ์  1 check dive / 2 night dive ปกติเรือจะให้ night dive แค่อันเดียวให้เลือกว่าจะดู Manta Ray feeding หรือ Shark Point แต่รอบนี้เค้าใจดีจัดให้ 2 night dive เลย โชคดีมากๆ

12901369_10153520710853806_3344740965795719450_o

  • Manta Ray feeding เค้าจะเปิดไฟท้ายเรือ ให้ plankton มารวมตัวกันเยอะ  พอมี plankton เยอะๆ Manta Ray ก็จะเข้ามากิน มาทำ Summersault กวาดอาหารไปเป็นรอบๆ เราก็ดำลงไปใต้น้ำนั่งดูมันกินอาหารด้วยความเมามันส์ รอบนี้มากัน 6 ตัวเป้งๆ และตัวลูกอีก 1 ตัว ตอนจบไดฟ์มี Stingray ตัวใหญ่ โฉบมาทักทายอีก 2 ตัว
  • Shark Point ดำลงไปที่ใต้ resort ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ Nurse Shark ตัวเป้งๆ น่าจะประมาณ 2 เมตรได้ ใหญ่กว่าที่วาดไว้ในหัวเยอะม๊ากกกก เห็นครั้งแรกตกใจเลย แต่หลังๆก็เริ่มชิน มี Stingray ตัวใหญ่ Black-tip Shark แล้วก็พวก Travelly Tuna ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น เรือลำเราให้ไปนั่งดูเฉยๆ ไม่ได้ feed เหมือนเรือลำอื่น เพราะถ้า feed มันจะคลั่งมาก ซึ่งแค่นี้ก็ตื่นเต้นมากพอล่ะ โดนหางฉลามตบหัวไปตั้งหลายที

12973432_10153529300243806_5590778085858185834_o

มามัลดีฟส์รอบนี้ก็เลยได้เจอปลาตัวใหญ่ๆเต็มเลย ทั้งแมนต้า ฉลามวาฬ ฉลามครีบขาว/ดำ โลมา เต่า ทูน่า บาราคูด้า หมึกยักษ์ มอเร่ย์ฮันนี่โคม และอื่นๆอีกมากมาย คุ้มค่าทุกนาทีม๊ากกกกก

และนอกจากจะได้เจอปลาตัวใหญ่เขตร้อนอย่างครบถ้วนแล้ว ยังได้เจอสภาวะการดำน้ำทุกรูปแบบอีกด้วย ทั้งน้ำนิ่ง น้ำไหล น้ำยก น้ำดึง น้ำดูด น้ำร้อน น้ำเย็น น้ำแรง น้ำแรงมาก น้ำแรงมากมาก ถือเป็นการฝึกปรือวิทยายุทธใต้น้ำได้ดีจริงๆ

  • น้ำไหล ก็เลยลงพลาดไป pinnacle นึง ต้องตีขาต้านน้ำย้อนกลับไปประมาณ 100 เมตร ตีขาข้ามไปเฉยๆก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่นี่พาลงไป 30 เมตร และตีขาข้ามเกาะมุ่งหน้าไปยัง open space อันเวิ้งว้าง โอ้วววว..​ จะตื่นเต้นไปไหน
  • น้ำแรงมากๆๆ ลงปุ๊บ ต้องรีบตีขาให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าไปยัง pinnacle ตีขาจน choke อากาศหายไป 40 บาร์ ภายใน 3 นาที เหนื่อยมากกกก  ถึงเกาะแล้วว่ายไปทางไหนก็เจอแต่กระแสน้ำ ซัดแบบว่าต้องคลานต่ำกันเลยทีเดียว ดำน้ำด้วยแขน ฮ่าๆ สุดท้ายไม่ทันได้ดูอะไร อากาศก็หมดกันซะล่ะ จบไดฟ์กันอย่างรวดเร็ว

12970907_10153542909818806_5816318861010788123_o

  • กระโดดลงไปปุ๊บถูกน้ำดึงลงอย่างช้าๆแบบไม่รู้ตัว สักพัก Dive Computer ร้องเตือนกันระงมทั้งทีม เหลือบตาดูอีกทีก็ลงไปที่ 26m เป็นที่เรียบร้อยภายใน 1 นาที ณ เวลานั้น Dive Lead เห็นท่าไม่ดี ก็เลยสั่งให้ทุกคนขึ้นผิวน้ำ ที่น่าตกใจคือมีคู่รักคนจีน panic ทำไรไม่ถูก และอยู่นิ่งๆ พาร่างดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ น่าจะไปถึง 35m+ กันเลยทีเดียว Dive Lead เคาะเรียกกันวุ่นวาย ไอ่เราพยายามตีขา ตียังไงก็ไม่ขึ้น ยิ่งตียิ่งลงลึก จนสุดท้ายต้องเติมลม BCD เพื่อช่วยพยุงขึ้น ซึ่ง effect ที่หนีไม่พ้นคือ ขึ้นเร็วเกินไปจนติด Slow และโดน mandatory safety stop ติด Ceiling ไปกันคนละ 4 นาที ครบถ้วนกระบวนความ ครบทุกหลักสูตร Dive Comp ภายใน Dive เดียว

 

การดำน้ำที่สำคัญที่สุดคือสติ ทุกนาทีที่อยู่ใต้น้ำคือชีวิตของเรา เราต้องครองสติให้อยู่ เรื่อง panic มันเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อ panic แล้ว เราต้องดึงสติเข้าร่างให้เร็วที่สุด

12909645_10153521955463806_4662965545207915096_o

 

Colombo City Tour

ขากลับบินมาลง Colombo มีเวลาต่อเครื่อง 14 ชม. เหมารถมินิแวนพร้อมคนขับ ตั้งแต่ 12:00 – 22:00 ราคา US$80 ก็โอเคนะ วิ่งไปจุดสำคัญๆใน downtown ตามรูปนี้เลยLINE_P20160416_005733693

แล้วก็ไปตากแดดแวะซื้อของ shopping กันทั่วเมือง ตกเย็นก็แวะกินข้าวกันที่ Dutch Hospital แล้วก็เดินทางกลับสนามบิน

หลังจากได้มาเที่ยว Downtown Colombo 1 วันเต็มๆ ทำให้ได้รู้ว่า เมืองแม่มไม่มีอะไรให้เที่ยวเลยยยยย วันเดียว ครั้งเดียวก็เกินพอล่ะ

ถ้าพูดถึงสภาพเมืองก็ถือว่าเป็นเมืองที่เจริญแล้วนะ ถนนดีเลยหล่ะ ที่สำคัญสายไฟลงดินทั้งเมืองนะจ๊ะ (มัลดีฟส์ก็ลงดินด้วยเหอะ)

 

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นการเดินทางแบบ Live Aboard ก็เลยจะเหมารวมทุกอย่างไปหมดแล้ว

ที่เหลือก็จะเป็นค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าเที่ยว Colombo คำนวณที่ Rate US$1 = THB35

Screen Shot 2559-04-14 at 1.38.42 am

แพงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะค่าเงินขึ้นดีดขึ้นไปกว่าตอนที่ตัดสินใจประมาณ 5 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ พูดง่ายๆก็แพงขึ้นกว่าเดิม 7,625.00 บาท แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้ มาเที่ยวมัลดีฟส์ 7 วันเต็มๆ ได้ล่องเรือ ชมวิวเกาะต่างๆ ชมรีสอร์ทนับไม่ถ้วน ได้ขึ้นเกาะไป Dinner ชิลๆ ได้ดำน้ำดูปลามากมาย ได้ไปเที่ยว SriLanka ตั้ง 1 วันเต็มๆ โคตรคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก 🙂

 

ธีรเดช ณ ดินแดนสวรรค์

 

Mar 27

ขออัพเดตก่อนนอนเร็วๆสักอัน

วันศุกร์ได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนสมัยประถม บรรยากาศการพูดคุยในวันนั้น มันรู้สึกเรียลมาก

มันนิ่ง มันสุขุม มันเต็มไปด้วยความจริงใจ มันคือการเปิดใจคุยกันในแบบที่ฉันไม่ได้สัมผัสมาหลายปี

จนบางทีในห้วงเวลาหนึ่ง ฉันเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมา เหมือนมันเป็นบรรยากาศที่ฉันไม่คุ้นเคย มันเหมือนไม่ใช่ที่ของฉัน

มันเป็นไปได้อย่างไร แล้วสิ่งที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้มันคืออะไร มันลดทอนระดับจิตใจฉันเพียงนี้เลยหรือ

 

ฉันรู้ว่าทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน แต่พอมันถึงจุดที่วัดผลได้ มันก็น่าใจหาย น่าใจหายจริงๆ

 

 

 

Jan 03

สวัสดีปีใหม่ 2016 ข้ามปีแล้วก็ได้เวลามาตั้งปณิธานประจำปีกัน ปีนี้ข้ามปีด้วยความสงบ ไม่ได้ยินดียินร้ายกับการข้ามปีเสียเท่าไร มีเรื่องในหัวเยอะแยะให้คิด แต่เมื่อข้ามปีแล้ว เราก็ควรจะยิ้มรับสิ่งดีๆที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นแหละเนอะ

12362817_10153275277058806_6767897205926771542_o

1. เข้าใจชีวิต เข้าใจตัวเอง หาสมดุลให้ชีวิต
หาคำตอบให้ตัวเองให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อัตตาตัวตนคืออะไร อะไรคือสิ่งที่ต้องการ เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น ตั้งเป้า แล้วไปให้ถึง เสียเวลามานานเท่าไรแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่ขลาด สิ่งที่ผลัดไปไม่หยุดหย่อน..  นึกดูดีๆแล้วรีบจัดการ

2. วิ่งมาราธอนให้แน่นอนกว่าเดิม
ทำเวลาให้ดีขึ้น จบมาราธอนต่ำกว่า 5 ชั่วโมง
วิ่งได้โดยไม่หยุดเดิน วิ่งจบแบบไม่เจ็บ

3. วิ่งเทรล 50k จบให้ได้อย่างน้อย 1 รายการ
ขอเป็นระยะไกลสุดในชีวิต จบเทรล 50k ให้ได้ ท้าทายดีนะ ต้องลองดู

4. วิ่งมาราธอนต่างประเทศ ให้ได้อย่างน้อย 1 ประเทศ
เมื่อในประเทศคล่องแล้วก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศต่างประเทศบ้าง น่าสนใจดีนะ

5. เข้ายิมลดพุง เสริมกล้าม lean ให้ได้ body fat 15-16%
คงได้เวลาเอาจริงเอาจัง ตอนนี้เผละมาก กล้ามหาย ลุยกันต่อ

 

ธีรเดช
ไร้แก่นสาร

Jan 03

ผ่านไปแล้ว 1 ปีเต็ม ได้เวลาทบทวนปณิธานที่ได้ตั้งไว้ตอนต้นปี (1 Jan 2015 : สวัสดีปีใหม่ 2015 ปีดีด๊ารอเราอยู่)

11155104_10152828151563806_7653279620555154659_o

1. Backpack ต่างประเทศคนเดียว
ยกยอดมาจากปีที่แล้ว อยากพิสูจน์ตัวเองให้จงได้

‣ ก็ยังทำไม่ได้ซะที เวลาทั้งหมดของปีนี้ ทุ่มไปให้กับการวิ่งหมดเลย ปีหน้าว่ากันใหม่นะ

 

2. Full Marathon งานกรุงเทพมาราธอน
มันคงเป็นอะไรที่ฟินมาก ณ วินาทีกระเผลกเข้าเส้นชัย และรับเสื้อ Finisher

‣ ผ่านมาแล้วโว้ยยยยย แม่งฟินสรัดๆ จบปีซัดไป 3 มาราธอน (Khaoyai Trail 7:09 / Bangkok 6:09 / Chiangmai 5:24) เกินเป้ามากๆ ได้สะสมเสื้อ finisher เหมือนคนอื่นเค้าบ้างล่ะ ตอนนี้ยังจบแบบเจ็บๆ ปีหน้าต้องพัฒนา 

 

3. พยายามนอนเร็วตื่นเช้าให้ได้
ก้าวข้ามสิ่งเร้าต่างๆให้ได้ ฝึกสมาธิ นอนให้พอ จะได้มีแรงไปสู้รบกับงาน

‣ ทำได้มาครึ่งปี สุดท้ายช่วงปลายปีกระเจิงกระจุยกระจายหมดเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เครียดจนผมร่วมเป็นหย่อมเลย

 

4. ออกกำลังกายเข้าฟิตเนส
กล้ามไม่ต้องเยอะ แต่พุงต้องหายไป

‣ เริ่มต้นมาดีนะ พอช่วงปลายปี งานเยอะ ป่วย ไม่ได้เข้า gym มาสองเดือนเต็มๆ แต่ยังกินเท่าเดิม กล้ามหาย พุงออก นน.ขึ้นรวดเร็วมาก

 

5. พัฒนาภาษาอังกฤษ
พยายามใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด

‣ แรกๆทำได้นะ หลังๆก็กระเจิง ไม่รู้ว่าช่วงปลายปีเป็นอะไรเหมือนกัน เละเทะมาก

 

6. ทำใจให้สงบมากกว่านี้
ช่วงปีที่ผ่าน รู้สึกว่าใจร้อนขึ้น Mental breakout ง่ายมาก จะพยายาม maintain ให้ได้เหมือนเดิม

‣ Maintain ได้มากขึ้นนะ แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไร เจอจิตตกช่วงปลายปีอีก หลุดไปไกลเลย

 

สรุปสำเร็จอย่างเดียวคือเรื่อง Full Marathon ส่วนเรื่องอื่น Fail หมด นั่งพิมพ์ๆก็เพิ่งมารู้ตัว ช่วงปลายปีกูเป็นไรวะ มันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แล้วมีอยู่ช่วงนึงโคตรเครียดกับที่ทำงาน คือก็พยายามจะกดให้ down deep เหมือนทุกทีที่เคยทำตอนเผชิญกับปัญหา แต่รอบนี้แม่งไม่ crystalized สักที จนร่างกายแม่งพัง ร่างกายแม่งงอแง ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองแม่งเลยไง ผมร่วงเป็นวง ป่วย..​  กลายเป็นคนป่วยโดยสมบูรณ์ เบิร์นร่างกายมากเกินจนร่างกายทำงานเพี้ยน

ไม่บอกก็ควรจะรู้ตัวนะ ว่าปีหน้ามึงต้องทำไงกับชีวิต สุขภาพแม่งสำคัญนะ มึงวิ่งไปขนาดนั้น ร่างกายเหมือนจะแข็งแรง แต่ถ้าใจพัง ร่างก็พังตามหว่ะ สมดุลให้ดีๆ มันไม่ใช่แค่ work-life balance แล้ว มึงต้องแตก life ออกมาเป็น physical-mental balance ด้วยแล้วล่ะ

 

ธีรเดช
ค้นหาสมดุลให้ชีวิต