Jul 29

ช่วง 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมาได้มีโอกาสรู้จักรุ่นน้องคนหนึ่ง ที่อยู่ดีๆก็เข้ามา comment link ของ blog ที่เราโพสต์ใน facebook เห็นครั้งแรกก็รู้สึกแปลกว่าใครเข้ามา comment ว่ะ ไม่รู้จักมาก่อน เพราะปกติแล้วไม่เคยเจอคนที่ไม่เคยเป็น friend กันมาก่อน เข้ามาโพสต์อะไรยังงี้เลย (มีแต่เราที่ไปโพสต์ของคนอื่น ><) แล้วพอดีตอนนั้นเป็น blog เรื่องที่เราจิตตกอยู่ด้วย ก็เลยรู้สึกดีที่มีคนเข้ามา post ให้กำลังใจและชื่นชม ยิ่งเป็นคนที่ไม่รู้จักด้วย มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆนะ ไอ่เราก็เข้าไปดูใน wall น้องเค้าบ้าง ได้ไปอ่านนู้นอ่านนี่ แล้วไปเจอบทความหนึ่ง โอย.. เด็กคนนี้มันเขียนดีหว่ะ ทั้งความคิดและสำนวนภาษา เสียอยู่เรื่องเดียวพิมพ์ผิดเยอะมาก ฮ่าๆ (เก็บมานานสุดท้ายก็บอกน้องไปแล้วล่ะ)

ช่วงระหว่างนั้นก็ได้ทำความรู้จักกับน้องเค้าเรื่อยๆ ก็พูดคุยผ่าน facebook หน่ะแหละ แต่ก็ไม่ได้บ่อย เพราะต่างคนก็ต่างมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

จนถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เห็นแล้วต้องตาร้อนขึ้นมาทันที คือน้องมันได้มีโอกาสไป Backpack ที่เนปาล ตามความฝันของน้องเค้า โห.. เห็นแล้วมันแบบว่า เจ๋งหว่ะ และนี่มันก็คือความใฝ่ฝันของเราด้วยนี่หว่า ยิ่งมีแรงฮึดขึ้นมามันที น้องมันไปได้กรูก็ไปได้ว่ะ ฮ่าๆ

หลังจากที่รู้จักกันทาง internet มาเกือบปีก็ได้มีโอกาสมาเจอกันครั้งแรก พอดีน้องขึ้นมาที่กรุงเทพฯ ก็เลยนัดกินข้าวกันพร้อมกับพี่เจเลย ซึ่งวันนั้นก็เป็นวันที่พี่เจจะออกเดินทางไป Backpack ที่ญี่ปุ่นพอดีด้วย ^^  น่าแปลกใจที่การเจอกันครั้งนี้ไม่เหมือนกับคนที่เคยเจอกันครั้งแรกเลย.. ทุกคนพูดคุยกันได้ถูกปาก สนุกเฮฮา รู้สึกวันนั้นมีความสุขจริงๆ

 

หลังจากผ่านมื้อนั้นไปก็คุยกับพี่เจเล่นๆว่า จัดทริปไปหาหมอดีกว่า เอาว่ะ พวกเราเป็นพวกบ้ายุอยู่แล้ว แล้วอีกอย่างช่วงนั้นก็ทำงานหนักมากอยากหาเวลาไปพักผ่อนอยู่เหมือนกัน ก็เลยจัดทริปตะลุยหาดใหญ่โลด โดยพวกพี่โยนภาระหน้าที่ให้กับหมอแต่เพียงผู้เดียว พวกพี่มีหน้าที่อย่างเดียวคือ เดินทางไปและกลับ >< โหดร้ายมั้ยฮ่าๆ แต่เชื่อว่าน้องพี่ทำได้เพราะขนาดเนปาลยังไปมาแล้ว แค่นี้จิ๊บๆ

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทาง ตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรณภูมิตอน 6.30 พอดี ทุกคนตรงต่อเวลาก็เลยได้บินก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ถึงหาดใหญ่ประมาณ 7.40 น้องเลยมารับไม่ทัน ไม่ใช่ความผิดน้องหรอก พี่มาเร็วเอง เกิดมาไม่เคยเจอเครื่องบินก่อนเวลา (เค้าไม่ต้องจอง slot เวลาขึ้นลงหรือเนี่ย) น้องหมอมาถึงก็โบกให้ขึ้นรถ Mazda 3 ป้ายแดง น้องมันถอยรถออกมาถูกเวลาจริงๆเลย ถอยมาให้พี่ๆถล่มซะจนเละเลย น้องบอกว่าถือเป็นการ test drive ไปในตัว ดีครับน้อง พี่ชอบตรงที่น้องคิดบวกนี่ล่ะ ^^

 

blog นี้คิดว่าจะไม่ลงรายละเอียดการเดินทางนะครับ ขอพูดรวมๆดีกว่า (อยากรู้รายละเอียดไปอ่านที่นี่)

นับตั้งแต่รู้จักเจ้าเต้มา คุยกับน้องมาเรื่อยๆ รู้สึกว่ายิ่งคุยมากเท่าไร ยิ่งรู้จักกันมากเท่าไร ยิ่งเห็นภาพสะท้อนความเป็นตัวเราออกมามากเท่านั้น นี่มันคือตัวฉันในอดีตนี่นา..  สิ่งแรกที่ว๊าวคือ น้องมันจบนักธรรมศึกษาชั้นเอกเหมือนกับเรา สำหรับใครที่ผ่านตรงนี้มา และได้มีโอกาสไปถามเพื่อนๆในมหาลัย น้อยคนมากที่จะรู้จัก และแทบจะไม่มีเลยที่บอกว่าจบชั้นเอกมาแล้ว ตอนคุยกับเจ้าเต้ครั้งแรก ก็เลยเซอร์ไพรช์เป็นพิเศษ อารมณ์ประมาณว่า ในที่สุดเราก็หากันจนเจอ 55

อีกทั้งความคิด และการตัดสินใจอะไรหลายๆอย่าง มันเหมือนกันซะจนน่าแปลกใจ ซึ่งเคยตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่าในโลกนี้จะมีใครที่เหมือนกับเราบ้างนะ ก็เจอน้องนี่ล่ะที่เหมือนที่สุดแระ จะต่างก็ตรงส่วนสูงและหน้าตา ว่ะฮ่าฮ่า

อีกอย่างที่คิดว่าเหมือนคือความมากมายของน้องเค้า แต่ก่อนเราก็มากมายอย่างงี้ล่ะ แต่เนื่องด้วยเหตุผลอะไรหลายๆอย่าง จึงทำให้เราต้องเปลี่ยนไป มุมมองในการมองโลกเปลี่ยนไป จากแต่ก่อนที่มองโลกบวกสุดๆ ก็กลายเป็นค่อนมาทางลบซะเยอะ ทำตัวเป็นหินไปก็นาน พอเลิกเป็นหิน หลายๆอย่างมันก็ไม่เหมือนเดิมซะแล้ว ภาพเก่าๆก็ค่อยๆเลือนหายไป แล้วพอมาเจอไอ่น้องเต้ ภาพของตัวเองสมัยก่อนมันก็ค่อย flashback ขึ้นมา หลายๆภาพก็ชัดเจนขึ้น ทำให้เราเห็นว่า นี่ล่ะ คือสิ่งที่ฉันเคยเป็นนะ มันเป็นอย่างงี้นะ เรายังอยากกลับไปเป็นอย่างงั้นอยู่มั้ย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นภาพที่เราโหยหาที่จะกลับไปตั้งนานแล้ว แต่เรามองไม่เห็นภาพตรงนั้น พอเราได้เห็นก็สามารถ set เป็น target ได้ เหมือนมีต้นแบบอ่ะ (รู้สึกว่าตัวเองจะกลับไปเป็นเหมือน robot อีกแล้ว ทำตาม procedure แต่ถ้าทำได้เหมือนแต่ก่อนเราก็ยอมนะ) 

จริงๆก็รู้สึกผิดเหมือนกันที่เราบอกน้องไปว่าแต่ก่อนเราเป็นแบบนี้ แล้วตอนนี้เราเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ จนน้องเริ่มกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนไป นี่เราไม่ได้ไป inception น้องใช่ไหม ><  ก็เลยอยากจะบอกน้องว่า พี่มี factor หลายอย่างที่ต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ จนบางทีสิ่งที่ออกมาตอนนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งใจให้เป็น และไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าพิสมัยเสียด้วย และการที่น้องมองโลกนี้โคตรจะสดใส คือมองบวกมากๆ พี่ก็รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ดีนะ ก็ไม่อยากให้ต้องปรับอะไรหรอก พี่รู้สึกว่าสิ่งต่างๆที่จะเข้ามา มันเป็นหน้าที่ของกระบวนการเรียนรู้ของเรา เป็นหน้าที่ของระบบ defense ของจิตใจเรา ที่จะคอยจัดการ ไม่อยากให้กลัวไปล่วงหน้า ใช้ชีวิตที่สดใสของน้องให้เต็มที่เถิด มีอะไรให้น่าค้นหาภายในห้วงความคิดนี้อีกเยอะ ถึงเวลาที่น้องมองบวกน้อยลงเมื่อไร แล้วเรามาคุยกัน พี่จะคอย support น้องเสมอ 🙂

ทริปนี้เรามีอะไรให้พูดคุยตลอดเวลา ย้ำว่าพูดคุยตลอดเวลาจริงๆ ทั้งพี่ พี่เจ และน้องเต้ ได้แชร์เรื่องราวต่างๆในชีวิต โมเมนต์สำคัญต่างๆ ทุกคนเปิดใจและพร้อมจะถ่ายทอดและรับฟังเรื่องราว รู้สึกสบายใจจริงๆสำหรับทริปนี้ นี่มันทริปจิตทัศนาชัดๆ ^^ คงเป็นเพราะเราได้ทลายกำแพงระหว่างกันออกไปทำให้เราคุยได้อย่างเปิดอก และทำให้รู้สึกผูกพันกันได้มากขนาดนี้

 

ขอบคุณน้องเต้ สำหรับทริปดีๆครั้งนี้ มันทำให้พี่รู้สึกว่าได้กลับบ้านอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะโดนพวกพี่โยนงานไปให้ซะเยอะ เป็นทั้งคนจัดตาราง เป็นทั้งไกด์ เป็นทั้งสารถี โอ้วสุดยอดจริงๆทำได้ทุกอย่าง คงเหนื่อยละสิ ไว้ครั้งหน้าเดี๋ยวพวกพี่จัดให้นะ ^^ 

ขอบคุณสำหรับมื้ออาหารเด็ดๆทุกมื้อ อร่อยทุกมื้อจริงๆ ทำให้พี่ได้ย้อนวันวานกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง เต้รู้มั้ยว่าปลากระบอกเป็นปลาที่พี่ชอบทานที่สุด โดยเฉพาะไข่ปลากระบอกทอด พ่อแม่พี่ทอดให้กินบ่อยมากเลยแต่ก่อน คอเลสเตอรอลพุ่งปรี๊ดด

ขอบคุณที่ทำให้พี่ได้รับรู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่าอยู่

ขอบคุณพี่เจ ที่ตั้งใจรับฟังและให้คำแนะนำดีๆตลอดทริปเลย และยังทำหน้าที่พี่สาวที่ดีคอยดูแล และปลุกผมทุกเช้าเลย >< ขอบคุณสำหรับเสื้อที่ซื้อให้ด้วย ชอบมากก

ขอบคุณฟากฟ้า ที่ทำให้เรามารู้จักกัน คงเป็นเพราะพรหมลิขิตจริงๆ 

ขอบคุณที่ทำให้เกิดโมเมนต์ดีๆมากมาย

 

ขอบคุณตัวเอง ที่ยังทนกับชีวิตมาได้จนถึงบัดนี้

ขอบคุณจริงๆ

ธีรเดช ณ ห้วงเวลาแห่งความสุข

 

ปล. รูปพร้อม Geo Tagging แบบดิบๆ ยังไม่ได้คัดกรองไปดูได้ที่นี่ ><


4 Responses to “22-25 July 10 : หาดใหญ่แต่แรก”

  1. P'Jay says:

    น้อง .. แข่งกันเข้าชิงซีไรส์กะเต้ใช่ไม๊ อารม์เดียวกันกะตอนอ่านของเต้จบครั้งแรก มันโหวงๆ หายใจไม่ค่อยออก จุกอยุ่ที่อก สำหรับคนพูดไม่ค่อยเก่ง แต่รัก(น้องๆ)หมดใจอย่างพี่ ไม่รุ้จะหาคำไหนมาแทนความรุ้สึกในช่วงเวลาดีดีนี้ได้ พูดไปก้อบ่อย อีกทีคงไม่เป็นไร..รักน้องสองคนหมดใจเลยคับ อีกไม่นาน ช่วงเวลาดีดีแบบนี้ของเราสามพี่น้องจะกลับมา พี่สัญญา

  2. Eun Junso says:

    อ่านซ้ำสองรอบก่อนไปทำงาน
    ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ…(อีกครั้ง)
    ดีใจเช่นกันครับที่ได้รู้จัก
    ผมจะรักษามันอย่างดีครับ

  3. หนูหิ่น ส้มจุก says:

    อย่างน้อย ก้อมีอะไรมาให้พี่อ่านเพิ่มอีก 1 เรื่องนอกจาก blog น้องหมอซึ่งพี่อ่านมันทุกคืนก่อนนอน ขอบคุณโอกาสที่ทำให้พี่ได้มาเจอน้องๆ ที่รักของพี่ ขอบคุณน้องๆ ที่รักของพี่ที่ทำให้พี่ได้มีโอกาสและ moment ดีดีกับน้องๆ พี่จะรักษามันไว้อย่างดีเช่นกันคับ ^_<

    • หนูหิ่น ส้มจุก says:

      นี่ก้อด้วย .. เข้ามาอ่านทุกคืน ก่อนนอน ^____<