Aug 13

วันนี้เป็นวันเรื่องราวปะปนตีรวนกันในหัวเยอะมาก ตั้งสติไม่ค่อยได้เลย

 

1.บ้านน้ำรั่ว เซ็ง น่าเบื่อ ไม่อยากจะรับรู้เลย ไม่อยากไปตบตีกับช่างแล้ว.. พอพูดถึงช่างแล้วทุกอย่างมัน flash back เข้ามาในหัวหมดเลย งายชุ่ย หมกเม็ด ทำงานไม่เรียบร้อย มาซ่อมอย่างนึง แต่ไปทำอีกอย่างนึงให้เสีย ต้องคอยชี้จุด ต้องคอยคุมตลอดเวลา ยิ่งแรงงานต่างด้าวนี่ยิ่งปวดกบาล สื่อสารกันก็ไม่รู้เรื่อง แถมงานแย่มากๆ  ที่ผ่านมาเหมือนกระบวนการมันจบไปแล้ว เรายกขึ้นหิ้งไปแล้ว และพยายามปรับความคิดและสุขภาพจิตให้กลับมาเป็นปกติ แต่พอมีอะไรที่ต้องใช้ช่าง เหมือนหิ้งมันอันตรธานหายไป ของบนหิ้งก็ตกลงมาทับถมอีกครา.. รกสมอง! แต่มันก็ต้องคิดหว่ะ นี่มันบ้านเรานะเว้ย

 

2. หยุดสี่วันนี้คิดว่าจะรื้อยาแนวห้องน้ำ ทำใหม่ เพราะช่าง foreman แม่งเอา silicone เป็นหลอดมายิง แล้วมันไม่กันเชื้อราเว้ย ใช้ไปไม่กี่เดือน ราขึ้นครับพี่น้อง.. สรุปก็กู!! นี่แหละ ที่ต้องทำ ที่ต้องแก้ >< แขนก็ยังโคตรปวด จาก cable ski แล้วก็ต้องใช้แรงขัด ขูด ยาแนวเก่าอีก ทำไปร้องโอยไป มันไม่สนุกเลยครับ ยิ่งทำงานก็ยิ่งบาน  รอแห้ง เอาผ้าเช็ดรอยอีก ใช้แรงขัดอีกครับ ทำไปส่ายหน้าไป ทำไปคิดเรื่อยเปื่อยไป เงยไปดูนาฬิกา ห่านตี 1 กูกำลังทำอะไรอยู่ว่ะ… นึกถึงคำที่พี่ที่ office เคยบอก..  manhour ของเรามันต่างจากพวกเค้านะ มันคุ้มกันมั้ย ที่ต้องทำเอง… สำหรับเรามันคุ้ม มันภูมิใจ งานที่ออกมาก็เรียบร้อยปราณีตตามความต้องการเรา.. งั้นถ้าเรามองว่ามันเป็นงาน fine art บางที manhour ของเรา อาจจะดูน้อยนิดไปเลยก็ได้ครับ ^^

 

3. สืบเนื่องจากเมื่อคืนนอนหลับตอน ตี 5 แล้ววันนี้ต้องรีบตื่นมาให้ทัน 10 โมงเพื่อไปเดินงานเฟอร์นิเจอร์กับพี่สาว แต่แล้วก็ตื่นมาเป็นซากศพ ตอน 10 โมงเป๊ะๆ แต่ก็ลืมไปว่างานห้องน้ำยังค้างคาอยู่นี่หว่า ยังเคลียร์ไม่เสร็จ แล้วเราก็จะไม่อยู่บ้านอีก 2 วัน สุดท้ายก็ต้องรีบหยิบเครื่องมือช่างไปลุยต่อ ข้าวก็ยังไม่ได้กิน นั่งทำไปก็นั่งคิดแบบเดิม นั่งร้องโอยๆจากความเจ็บปวด… นั่นสินะ กูกำลังทำไรอยู่ว่ะ ตอนนั้นไม่รู้อะไรประดาเข้ามาในหัวนะ… กลัวพี่ด่าเพราะต้องมารอ งานที่ออกมาจะดีมั้ยเพราะต้องทำแข่งกับเวลา ทำทั้งทีก็อยากให้ดีที่สุด อุตสาห์ทำงานดีตลอดแล้วมาตายตอนท้าย มันน่าเจ็บใจขนาดไหน (ข้อเสียของ perfectionist) บ้านน้ำรั่วก็ไม่รู้จะแก้ยังไง เดี๋ยวไปดูเฟอร์แล้วจะได้อะไรมั้ยน้อ ดูเสร็จแล้วไปไหนต่อว่ะ สุดท้ายก็คิดไปเรื่อยทำไปเรื่อยจนเสร็จ ตอนนั้นก็เกือบเที่ยง ลงมากินข้าวเช้า แล้วขึ้นไปอาบน้ำ แล้วจัดเสื้อผ้าเตรียมตัวไปทริป Aloha กับเพื่อนสวนฯ แล้วก็พร้อมออกเดินทางตอน บ่ายโมง  เลทไป 3 ชม.. แต่พี่ไม่ว่าอะไรสักคำ ขอบคุณนะ

 

4. ออกเดินทางไปงานเฟอร์ที่ศูนย์สิริกิติ์ เดินทางด้วยอารมณ์นัวร์สุดๆ โลกนี้มืดมน ง่วงนอน ปวดหัว ล่องลอย จนถึงงาน เข้าไปรู้สึกว่ามีบูธน้อยจัง เดินๆไปวนไปมาจบครบทุกร้าน ได้เก้าอี้ผู้บริหารมาตัวนึง.. เป็นความใฝ่ฝันมาแต่เด็กว่าอยากมีห้องนอนส่วนตัว มีโต๊ะทำงาน แล้วก็มีเก้าอี้สบายๆไว้นั่งทำงาน ที่ไม่ใช่เก้าอี้หัวล้าน นั่งหลังตรงเกร็งทำงานตลอดเวลาเหมือนแต่ก่อน สรุปก็ได้เก้าอี้หนัง PU สีน้ำตาลดำ มาตัวหนึ่ง ราคา 4,000 ครั้งนี้ขอทุ่มทุนหน่อย เพื่อความสุขในการหลับระหว่างทำงาน ^^ เดี๋ยวต้องซื้อพรมมารองพื้นปาเกต์ด้วย ไม่งั้นเยิน… ว่าแต่นั่งไปนานๆแล้วจะได้เป็นผู้บริหารป่าวอ่ะ

 

5. ระหว่างเดินดูเฟอร์ก็มี sms มาเซอร์ไพรส์ ให้ตกใจเล่นๆ ไอ่น้องหมอที่พูดถึงใน blog ก่อนๆ ตอนเช้ายังไปราวน์คนไข้อยู่หาดใหญ่อยู่เลย ตอนบ่ายมันบินมากรุงเทพฯซะแระ น้องมันจะกลับไปเซอร์ไพรส์แม่บ้านที่กาญฯ พี่ยกนิ้วให้เลยหว่ะน้อง… ความคิดถึงมันห้ามไม่ไหวจริงๆ กลับไปบ้านกอดแม่ร้องไห้กันให้พอใจเลยนะครับ ^^ ฟังแล้วมีความสุข แต่ก็ปนไปด้วยความทุกข์ว่า น้องมันอุตส่าห์บินมาเฉี่ยวกรุงเทพฯ แต่เราก็ดันหนีไปจันทบุรีซะนี่… อะไรกันว่ะ อะไรกันว่ะ เสียใจๆ… ก็ดาวน์ไปอีกหนึ่งดอก

 

6. หลังจากนั้นก็เดินๆด้วยอารมณ์กระวนกระวายเต็มที่เหมือนฉีดคาเฟอีนเข้าเส้น ใจเต้นแรง มึนหัว กล้ามเนื้อหมดแรง เหมือนอยากจะออกไปจากบริเวณนี้ไวๆ จนบางทีอาจจะทำอะไรที่ขาดสติออกไป จนทำให้เข้าใจผิดกันกับพี่สาว โอย.. งานเข้า แต่มีอะไรก็ต้องรีบเคลียร์ให้จบครับ อย่าให้ติดค้างคาใจกัน มีอะไรก็บอกกันครับ บอกแล้วก็อย่าถือโทษโกรธกัน ให้เปิดใจรับฟังกันครับ และร่วมแก้ปัญหา แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน สิ่งต่างๆเหล่านี้ได้มาจากตอนที่ทำงานชมรมเลยล่ะครับ ได้ใช้เยอะมาก และมันก็ใช้ได้จริงครับ  ตอนนั้นโคตรจะ Sympathy เลย… เข้าใจความรู้สึกคนอื่นไปซะทุกเรื่อง แล้วก็อินเสียด้วย จนบางทีก็โดนเพื่อนเตือนว่า …เมิงคิดมากไปป่าวว่ะ กูไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นนะ เค้าไม่คงไม่ได้ตั้งใจว่ามึงหรอกนะ คิดมากไปแล้วเพื่อน… นั่นแหละครับ อารมณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความนึกคิดของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน แล้วมึงเป็นพระเจ้าอะไรจะไปตรัสรู้ความรู้สึกทุกคนได้.. หลังจากนั้นก็เพลาๆลง และก็มีบางเรื่องที่ทำให้ต้องกดความสามารถจุดนี้ไป เพื่อให้เราก้าวต่อไปได้.. 

 

ตอนนี้เรากะลังอยู่ระหว่างทาง เรามองดูวิวรอบข้าง… มองผู้คนผ่านไปมา เห็นคนนั้นมีความสุข คนนู้นมีความสุข ผิดไหมถ้าเราจะตักตวงความสุขที่มันล้นเหลือจากข้างทางนั้น มาเติมในใจเรา เติมไปเรื่อยๆก็หวังว่ามันจะเต็มในสักวัน และหากใจเราเปรียบดั่งตอกสาน เราก็ยังคงหวังว่ามันจะถูกเติมให้เต็มได้ในสักวัน 

 

ธีรเดช ณ ภาวะที่คุ้นชิน แต่ยังไม่ชาชิน


6 Responses to “13 Aug 10 : คุ้นชิน แต่ไม่ชาชิน”

  1. blog นี้ขอ no comment .. ขอแค่ตามอ่าน แร้วก้อเป็นกำลังใจให้น้องในทุกๆ ข้อพอแร้ว.

  2. Bua says:

    สู้ต่อไปนะ ธีรเดชคุง เอาใจช่วยๆ 🙂

  3. อ่านแล้วก็ เฮ้อ.. แทนเร้ย สู้ๆๆ นะแก

  4. Ton says:

    สู้ๆว่ะ ช่างเมืองไทยมันเป้นแรงงานไร้ฝีมืออ่ะ เฮ้อ

    แต่ว่า formen นะ มะใช่ flowman

  5. @P’Jay คับผม ขอบคุณครับ
    @Lee ขอบคุณนะหลี 🙂