Feb 23

04:30 ตื่นมาแต่เช้ามืด ตื่นมาแบบไม่อยากตื่น นอนไปแค่ 2 ชม. เอง แถมตื่นมาก็หนาวสาดดดด หนาวจริงๆ ไม่อยากทำอะไรเลย.. แต่ก็ต้องดึงตัวเองให้ตื่นให้ได้ นี่มึงมาเที่ยวนะเว่ย ไม่ได้มาเปลี่ยนที่นอน เอาหล่ะ จุดหมายที่แรกในวันนี้ ไปดูเค้าประมูลปลากันที่ตลาด Tsukiji ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องไปรับบัตรคิวกันก่อนถึงจะเข้าไปดูได้ มีอยู่ 2 รอบ 05:00-05:40, 05:40-06:15 และเนื่องจากเกิด accident นิดหน่อย ทำให้พลาดรถไฟเที่ยวแรกไป นั่นทำให้เราไปไม่ทันรับบัตรคิวรอบที่ 2 และไม่ได้เข้าไปดูประมูลปลา โอเคไม่เป็นไร อุตส่าห์ตื่นเช้าตรู่ขนาดนี้ และนี่เราก็ย่ำอยู่ในดินแดนปลาดิบ และยืนอยู่ในสถานที่ที่เค้าว่าเนื้อปลาสดที่สุด ว้าววว.. งั้นเราไปหา sushi กระแทกปากให้หายเจ็บใจกันดีกว่า..

เป้าหมายถัดไปคือ Sushi Dai ในตำนาน ร้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็น sushi ที่อร่อยที่สุดในโลก โอก โอก… และแพงที่สุดในสามโลกกกก..  เดินชะแวบไป เชดดด.. ร้านนี้คนต่อแถวยาว ใช่ป่าวว่ะ เงยขึ้นไปดูป้าย สราดดดดดดด… มีแต่ภาษาญี่ปุ่น เชี่ยลืมจดภาษาญี่ปุ่นมาด้วย แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่า คำนี้แหละอ่านว่า Dai ชัวร์ๆ ณ ตอนนั้น เราก็เดามั่วไปสารพัด เออ คำคุ้นๆ ก็น่าจะใช่นะ พอดีเห็นกลุ่มวัยรุ่นมารออยู่ท้ายแถว ไอ่เราก็เข้าไปถามเพื่อความชัวร์อีกรอบ ว่าใช่ sushi dai หรือเปล่า แล้วเค้าก็ดูงงหันไปหันมาถามเพื่อน แล้วหันมาตอบเราว่า ใช่.. กูไม่รู้ล่ะ กูเชื่อ กูหิว.. แล้วก็ต่อแถว รอแล้วรอเล่า จากฟ้ามืด จนสว่างโร่ 7 โมงเช้า.. รอไป ชม นึงได้.. ก็ได้มายืนอยู่หน้าร้าน เค้าให้เลือกอาหาร ไอ่เราก็ดูเมนู อ่าวห่าน.. ไหน sushi ว่ะ.. แม่งมีแต่ข้าวหน้าปลาดิบ.. ก็เลยถามพนักงานว่า มี sushi มั้ย เค้าก็ตอบว่า โน้ววว พร้อมอมยิ้มเล็กๆ ในใจคงคิดว่า.. "ว่ะฮ่ะฮ่ะ สมน้ำหน้า! พวกมึงจะมากิน sushi dai ใช่มั้ย ต่อแถวผิดร้านล่ะสิ!! ไอ้โง่เอ้ยย.. sushi dai อยู่ซอยถัดไปเว้ยยยยยย แต่มึงไปต่อตอนนี้ก็คงไม่ได้กินหรอกนะ มึงดูแถวซะก่อน ขดเป็นลำไส้เล็กเลย ดังนั้น สั่งร้านกรูมาซะดีๆ ว่ะฮ่ะฮ่ะ" T T

ดูเมนู ดูราคา เหลือบไปเหลือบมา.. เพิ่มอีกนิดเดียวกูก็จะได้กิน sushi dai ระดับเทพแล้วสินะ แต่เอาว่ะ ต่อมาตั้งนานลองดูหน่อย สั่งเมนูถูกๆ รู้สึกจะถูกสุดล่ะ ข้าวหน้าปลาโทโร่ กุ้งหวาน ไข่หอยเม่น ไข่ปลา ไข่หวาน โทโรสับ ถ้วยนี้ 1700Y o_O" ส่วนของเพื่อนข้าพเจ้าจะมี ปลาหมึก หอยเซลล์เพิ่มเข้ามา รู้สึกจะ 2100Y บร๊ะเจ้า..  แต่พอได้กินเท่านั้นล่ะ.. ตาวิ้งๆเป็นประกาย โลกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ปลาทูน่าวิ่งผ่านหน้า หอยเม่นต่อสู้กับหอยเชลล์ ทันใดนั้นตัวระบิดออกมาเป็นไข่หอยเม่นเต็มจอ..  เหยยย ไข่หอยเม่นอร่อยมาก หวานมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลย มีความสุข วู้วๆๆๆ สรุปว่า อร่อยนะ แต่กินไปเยอะๆชักจะเลี่ยน มันเลี่ยนตรงไข่ปลาเม็ดโตๆนี่ กัดปุ๊บน้ำกระจายเต็มปาก มันเค็มๆคาวๆ แรกๆก็อร่อยแต่สักพักมันเลี่ยนขึ้นสมองเลย..

ร้านนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ เพราะเห็นเค้าบอกว่าไม่ให้ถ่ายรูป ไอ่เราก็ยังเพิ่งมาใหม่ ก็ปฏิบัติเคร่งครัด แต่สักพักมีฝรั่งเข้ามากิน ถ่ายรูปกันแบบว่าแทบจะคีบมาถ่ายทีละชิ้นกันเลยทีเดียว.. เห็นดังนั้นเราก็เออ ถ่ายบ้างดีกว่า แล้วก้มดูถ้วยตัวเอง ห่าน!! จะหมดถ้วยแล้ว T T สรุป นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ต้องไปขยันอ่านป้ายตัวอักษรเล็กๆที่ติดอยู่ข้างๆร้านมากมาย ซึ่งมักจะห้ามนู้นห้ามนี่ ถ่ายๆไปก่อน เราคือนักท่องเที่ยว ถ้าถ่ายไม่ได้เดี๋ยวเค้าก็บอกเองล่ะ กินเสร็จก็เดินไปสำรวจ sushi dai แล้วสบถกับตัวเองว่า กูจะต้องแดกมึงให้ได้!!

แถวที่ต่อหน้าร้านล้นทะลักจนต้องมาตั้งแถวใหม่ข้างนอก

 

07:30 กินเสร็จเดินเล่นแถวๆนั้นนิดหน่อย หลงทางนิดหน่อยพอเป็นพิธี :) แล้วก็นั่งรถไฟไปต่อกันที่ Imperial Palace เดินขึ้นมา ด้วยความคาดหวังที่จะเห็น สถานีโตเกียว สวยงามคลาสสิค แต่กลายเป็นเจอแต่แผ่น metal sheet เอาเว้ย.. ปิดปรับปรุงกันเข้าไป ช่วงที่กรูมาเนี่ย ปิดกันเข้าไป!!

เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปต้นแป๊ะก๊วยสีเหลืองอร่ามสวยงาม ถ่ายสะพานแว่นตา แล้วก็เดินทางไกลๆๆ แถมทำแผนที่โตเกียวหายอีก ทีนี้เดินดุ่มๆกันเลยทีเดียว แต่ดีเค้ามีแผนที่ตามจุดต่างๆทั่วเมืองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ยาก..

 

09:10 แบกกระเป๋าไปต่อกันที่ shinjuku ศูนย์กลางแหล่งคมนาคมใน Tokyo ไปซื้อตั๋วรถบัสมุ่งหน้า Kawaguchi-ko เพื่อไปดูภูเขาไฟฟูจิ

ค่ารถคนละ 1700Y แล้วก็ไปเดินเล่น ถ่ายรูป หาของกิน ดูนาฬิกาเหลือ 20 นาทีรถออก เราก็อุตส่าห์เลือกร้านคัทสึกินง่ายๆแล้วนะ กะว่าคีบๆใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟ แต่บังเอิญลืมไปว่าที่นี่ญี่ปุ่น เค้าบรรจงทอดทีละชิ้นเลยล่ะ  

โอ้ว.. ตอนมาเสิร์ฟนี่ต้องแดกด่วนเลย ปากลวกปากพอง รอ 10 นาทีกิน 3 นาที ที่เหลือวิ่งหน้าตั้งประมาณ 300 เมตรได้มั้ง วิ่งทั้งอิ่มๆนั่นหล่ะ แทบอ้วก!! พอขึ้นรถก็เห็นบรรดาผู้โดยสารน่ารัก หอบหิ้วข้าวกล่องน้ำดื่มจัดเต็ม กลิ่นอบอวลเต็มรถ โอ้วววว เยี่ยม!! This is Japan, you can eat at any place. รู้ไว้ก็ดี.. ทีหลังไม่พลาดแน่ หึ..

11:40 รถออก.. ฟิ้ววววว..  หลับเป็นตายยยยยย.. ><

นั่งรถประมาณ 2 ชม ก็ถึง Kawaguchi-ko

14:00 Check-in ที่ Kawaguchi Station Inn อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟแล้ว ห่างจากเมืองหน่อย แต่เดินทางสะดวกดี ที่พักพร้อมดี ราคาก็ไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับที่อื่น ตกคนละ 4000Y + อาหารเช้า 700Y ( นี่ไม่แพงนะจ๊ะ >< )

สำรวจที่พักเรียบร้อยก็ไป Tourist Center เพื่อวางแผนเที่ยว สรุปจุดหมายต่อไปก็คือ Fuji-Q วู้วๆๆๆ ได้ไปสวนสนุกต่างประเทศแล้วโว้ยยยย…

15:00 นั่งรถไฟไป 1 สถานีก็ถึงแล้ว.. ซื้อตั๋วค่าผ่านประตู (1200Y) แล้วก็ตรงดิ่งไปเล่นเอ้จาไน่ก๋าาา Eejanaika (1000Y) ที่กินเนสบุ๊คเร็คคอร์ดว่า เป็นเครื่องเล่นที่ Twist มากที่สุดในโลก ต่อแถวไป 2 ชม ถึงได้เล่น.. มันส์มากกกกกกก.. ประทับใจ แมร่ง twist ซะจนขากรูไปพาดบนที่วางแขน ลงมาช้ำเลย >< 

เล่นเสร็จออกมา อ้าว.. มืดล่ะ เครื่องเล่นเด็ดๆ 3 ตัวหลัก เพิ่งเล่นไปได้ตัวเดียวเองอ่ะ แง่มๆ ที่เหลืออีก 2 ตัว เค้าก็ปิดคิวแล้วด้วย เสียใจหว่ะ วันนี้เป็นวันเสาร์ด้วย วันหยุด เด็กๆหยุดเรียนจะขึ้นมาเล่นกัน ก็เลยต่อแถวนานมากกกก ถ้ามาวันธรรมดารอไม่นานก็ได้เล่นล่ะ เสียดายหว่ะ..

เดินเล่นๆดูบรรยากาศ แล้วก็ไปเล่น Tondemina (800Y) อีกตัวนึงเป็นคิวสุดท้าย ก็สนุกดีนะ ฮ่าๆ..  รู้สึกยังเล่นไม่คุ้มค่าเข้าเลย แต่ไม่เป็นไร

ของฝากจาก Fuji-Q ฮ่าๆ

ไฟค่อยๆดับลง ประตูจะปิด ก็รีบออกไป อ่าวววว.. ช่องขายตั๋วปิดหมดแล้ว กรูจะกลับที่พักยังไง.. สุดท้ายเค้าให้ขึ้นไปก่อนแล้วไปจ่ายปลายทาง.. โย่ว ได้กลับที่พักล่ะ ^^

19:00 ถึงที่พักนั่งพักนวดขาแป๊บนึง กางแผนที่แล้ว เราก็ลงมติกันว่า คืนนี้เราจะไปอาบน้ำและแช่ Onsen กันที่ Kawaguchi-ko Onsenji ดีกว่า วู้วๆๆตื่นเต้นๆ Onsen ครั้งแรกในชีวิต เป็นครั้งแรกนับแต่วัยสะรุ่นที่จะต้องเปลือยเปล่าต่อหน้าสาธุชนทั้งหลาย มาถึงญี่ปุ่นทั้งทีจะมัวอายอะไรเล่า.. มันก็มีเหมือนๆกันแหละ ต่างกันก็แค่ขนาด หุหุ.. เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็มุ่งหน้าไปทันที.. เดินออกไปท่ามกลางอุณหภูมิ 5 องศา เดินเลาะถนนไปเรื่อยๆ แสงไฟถนนก็สลัวสุดๆ โคตรเสียวรถเฉี่ยวเลย.. เดินโคตรไกลแต่ใจบ่ยั่นเพื่อน้องออนเซ็น เดินประมาณครึ่งชม น่าจะเกิน 3 กิโลนะ..

ไปถึงก็ถอดรองเท้า กดตู้ซื้อบัตร แล้วก็เข้าไปห้องแต่งตัว.. ทะแด๊นนนนน!!

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป 
ผ่าง!! 
ภาพที่เห็นตรงหน้า นี่มัน นี่มัน!! 
Culture Shock รอบแรกของทริป!..  o_O” 
ในใจคิด มันเดินร่อนกันอย่างงี้เลยเหรอว่ะ >< 
เคยอ่านๆดูก็เข้าใจว่า ก็มีผ้าผืนเล็กๆให้ปิดบ้างอะไรบ้าง แต่นี่แม่งถลาลอยลม แกว่งเป็นเพนดูลัมกันเลยทีเดียว เอาว่ะ เค้าว่ากันว่าถ้ายิ่งอายจะยิ่งเป็นจุดสนใจ ทุกสายตาจะจ้องมอง.. เราก็ต้องเซลฟ์มีของดีก็ต้องงัดมาสู้บ้าง ฮ่าๆ 

เดินเข้าไปก็มองดูว่าเค้าทำยังไงกันบ้าง เพราะแต่ละที่ก็จัดที่จัดทางไม่เหมือนกัน เข้าไปก็ถอดเสื้อผ้าโลด ถอดแล้วใส่ตะกร้าแล้ววางไว้ในช่องที่มีไว้ให้ แล้วเอาผ้าผืนเล็กๆ เท่ากับผ้าเช็ดผมของเรานั่นหละ แต่บางกว่ามากกกก..  เอามาปิดในที่ที่อยากปิด ใครเขินมากก็ปิดหน้าไปเลย ไม่เห็นใครมองชัวร์ๆ เปลือยเสร็จก็เดินเข้าไปในห้อง onsen หลักๆก็จะแบ่งเป็น 2 โซน โซนอาบน้ำ และโซนบ่อแช่ เราเข้าไปก็ต้องไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อน มีแชมพู สบู่ ครีมนวด ให้พร้อม อาบเสร็จก็ ได้เวลาลงบ่อ

ที่นี่จะแบ่งเป็น indoor กับ outdoor ด้านในก็จะเป็นบ่อปูนปูกระเบื้องทั่วไป ส่วนด้านนอกก็จะเป็นบ่อหินเปิดประทุนอากาศหนาว มีต้นไม้ประดับโดยรอบ เงยหน้ามองเห็นดาวและเดือน โอยช่างมีความสุขจริงๆเลยครับ ตอนแช่ห้ามเอาผ้าลงไปนะครับ ให้วางไว้ขอบบ่อ แล้วการแช่คือแช่อย่างเดียว ห้ามขัดห้ามถูขี้ไคลโดยเด็ดขาด เสียมารยาทครับ ลงแช่สัก 15 นาทีพอระอุ ก็ขึ้นมาราดน้ำเย็นสักทีนึง จากนั้นก็ลงไปแช่ต่อ สักประมาณ 15 นาทีก็ขึ้นได้ละครับ อย่าแช่นานเกินไป เดี่ยวหน้ามืด และจะป่วยเอาครับ อุณหภูมิในบ่อเค้าควบคุมไว้ที่ 40 องศาครับ ก็ร้อนอยู่ แต่พอเจออากาศหนาวๆที่นั่น แทบอยากจะแช่นานๆเลยล่ะครับ แช่เสร็จก็ไม่ต้องอาบน้ำแล้วนะ ให้น้ำแร่ติดตัวไว้อย่างงั้นล่ะ ออกไปเช็ดตัวเปลี่ยนชุดได้เลย แล้วก็ออกมานั่งกินน้ำ พักผ่อนข้างนอกสักครู่ แล้วก็เดินทางกลับ อีกครึ่ง ชม.. ก็เพิ่งรู้ว่าการแช่ออนเซ็นมันช่วยคลายหนาวได้อย่างงี้นี่เอง แต่กว่าจะกลับไปถึงที่พักร่างกายกระผมก็กลับมาเย็นอีกครั้ง ฮ่าๆ

21:30 เดินกลับถึงที่พัก กินข้าวเย็นที่แวะซื้อระหว่างทาง จด journal จดบัญชี เตรียม plan วันรุ่งขึ้น

23:30 นอน zzZZ

 


ค่าใช้จ่าย

JPY

ปลาดิบ Tsukiji

1,700

Bus to Kawaguchi-ko

1,700

Katsu

620

Fuji-Q

3,000

Kawaguchi-ko Onsenji

800

Station Inn (1 night+bf)

4,700

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

1,480

กินจิปาถะ

1,100

รวม

15,100