Jan 01

Day4 : 16May2011 “Hasst pass, Wanaka”

     เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับความสดใส เพราะนอนแต่หัววัน มาม่าหมูสับพร้อม ลงมาทำกินดีกว่า ชวนอาเฮียลงมาทำ เนื่องจากทำอาหารช่ำสุดแล้วในทริปนี้

     ลืมแนะนำ เพื่อนร่วมเดินทางซะสนิทเลย มีผมครับ มีหลายชื่อน่ะครับ เต้ เจ้าชาย น้องเต้ จุนโซ ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านศูนย์คัดกรองนั้นมีอีกมากมาย ไม่เอ่ยล่ะกันครับ เพื่อนร่วมเดินทางคนที่สอง คือ ไอเบิ้ม เพื่อนสนิทตัวกวนของผม ผู้ร่วมวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวกับผม มันหิวตลอดทางเลยครับ และสุดท้ายก็อาเฮียธีร์ ตากล้องและผู้ปักหมุดGPSบอกเส้นทางกันหลงประจำทริป สามหนุ่มsuckseed จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์การท่องเที่ยว ที่ซี๊ดดดดด ไม่รู้ลืมมมมม(วันที่เดินทางมาดันฟังเพลง suckseedไปหลายรอบ ผมแหกปากลั่นรถคนเดียว สะใจมากกกกก มันซี๊ดดดด)

      มาถึงเว้อถึงอาหารเช้ากันต่อ สรุปว่าทำเสร็จ อร่อยมาก เป็นมาม่าที่อุดมด้วยโปรตีนเยอะมากกกกก ใส่หมูไปจะครึ่งหมอ ใส่แฮมเข้าไป แล้วใส่ไข้เข้าไปอีก มีผักกะหล่ำปลีมาช่วยเพิ่มสีสัน ได้บรรยากาศมาก มาม่าร้อนๆกับอากาศเย็นๆเช้านี้ อยากกินอีกจังครับ

เสร็จจากภารกิจยามเช้าก็ต้องมุ่งหน้าไปต่อทันที เพราะตารางวันนี้ยังแน่นอยู่ครับ ตามแผนก็จะไป Fox Glacia แวะ Matheson lake(ชมยอดเขา Mt Cook) แวะชม Haast pass, Bluepool, The neck(คอคอดที่กั้นระหว่างสองทะเลสาบใหญ่ที่มีชื่อว่า Hawea และ Wanaka Lake) ปิดท้ายด้วย Puzzling world แล้วไปพักหลับนอนที่ Base Wanaka เป็นที่พัก Backpacker อีกค่ำคืนของทริปนี้

แผนเช้านี้ก่อนจะข้ามไปยังเมือง Fox เพื่อชม Glacia  ขณะขับผ่านแม่น้ำสีนม Waiho river ก็พยายามหาจังหวะจะถ่ายรูป แต่เนื่องจากฟ้ายังขมุกขมัวไม่เป็นใจเลยขับผ่านไปอย่างน่าเสียดาย ใช้เวลาขับรถเลาะภูเขา ขับยากเหมือนกัน ทั่วไปใช้เวลา 30 นาที แต่ผมขับไป 20 นาที แหะๆ ปลอดภัยนะครับ หายห่วง เริ่มชำนาญทางมากขึ้นด้วยล่ะครับ ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่จะมีเวลาลงมาเดินกันน้อย  บางคนแวะได้แค่Glaciaเดียว พวกผมเก็บหมดครับ เดินเข้าไปชมให้จับใจเลย จริงๆก็อยากจะเดินเข้าไปลุยมากกว่านี้ แต่ตารางมันแน่นจะแย่แล้ว แค่ได้มาเดินนี้ก้อดีถมไปแล้ว จริงมะครับ

เดินชิลด์ตามทาง

@ Fox Glacia

ซี๊ดดดดดดด

จัดน้อยๆ ให้ภาพพอมีชีวิตชีวา

       เมื่อเดินทางมาถึงFox Glacia ทางเดินใกล้กว่าของเมื่อวานอีกครับ ต้องเดินผ่านธารน้ำอยู่สองครั้ง แล้วไปดูความสวยงามของธารน้ำแข็งอย่างห่างๆ สวยอลังการดาวล้านดวงโคตรๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าได้พิชิตGlacia อารมณ์นั้นเลย และจะบอกว่านี่คือGlacia แห่งเดียวในโลกที่ ไม่ได้อยู่เขตขั้วโลก และaltitudeของธารน้ำแข็ง ต่ำสุดในโลกด้วย การที่มันเป็นธารน้ำแข็งได้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างทางธรรมชาติของที่นี่สรรค์สร้างขึ้น(จริงๆตรงboardมีเขียนอธิบาย ชี้ทิศทางลมอะไรมากมาย แต่ขึ้นเกียจอ่าน หุหุ) อะไรในวันนี้ก็ไม่สำคัญไปกว่าการได้ถอดเสื้อท้าลมหนาวสมดั่งใจ ได้บ้าซี๊ดๆเต็มที่ อย่างนี้ล่ะ ถึงจะเรียกว่าชีวิตแบบเต้ สุดยอดโว้ยยยยยย โอ้วววววว มีความสุขจัง หลังจากได้โป๊ท่อนบนสมใจ ก็หยุดไว้แค่นั้นครับ กลัวเจ้าป่าเจ้าเขาแดนกีวี่จะตกใจไปมากกว่านี้ เลยใส่เสื้อแล้วเดินเก็บบรรยากาศต่อ

ผมเดินฟังเสียงน้ำไหลไปเรื่อยๆตามทาง สบายใจ หายใจทิ้งแบบไม่มีภาระอะไรมาถ่วง การที่มีชีวิตแบบ ไม่มีพันธนาการสักช่วงหนึ่งในชีวิตก็ดีเหมือนกันนะ มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้เป็นของเรา ตามใจเรา ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ใดๆมาครอบ สมองได้พัก ได้มองอะไรที่น่าชุ่มฉ่ำอิ่มเอมไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมากำหนดระยะเวลา ความสุขแบบนี้มันดีจังครับ ผมดีใจจังที่ตัวเองรู้จักตัวเองดี เลือกวิถีชีวิตให้เหมาะกับชีวิตของตัวเอง แค่นี้ก็สุขใจแล้ว

ทางเข้า Matheson Lake

        ห่างจากGlaciaไม่ไกล ในเขตพื้นที่เดียวกัน ผมก็วนรถไปอีกทางเพื่อเข้าชม Matheson lake ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามรอบทะเลสาบ และเงาสะท้อนบนพื้นน้ำ โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดที่มีชื่อว่า Mt. Cook เป็นต้นแบบ และต้องใช้เวลาในการเดินราบทะเลสาบตั้ง 1.30 ชม.แน่ะ นานเชียว เดินกันเมื่อยไปข้างนึงเลยล่ะ ในตอนนั้นฝนตกปรอยๆ ก็เริ่มหวั่นแล้วว่ามันจะเห็นมั๊ยเนี่ย อยากแค่นั่งเฉยๆชมวิวตรงทางเข้าทะเลสาบมากว่า เพราะว่าวิวตรงทางเข้ามันสวยมาก มีทุ่งหญ้าเขียวปูเป็นฉาก มีนกสีขาวบินไปมาให้ภาพน่ามอง และมีวัวเดินกินหญ้าแบบไม่สนใจใคร สะบัดหางและตูดไปมาอย่างอิ่มหนำสำราญ จะให้ไม่เข้าไปก็แอบเสียดาย ไหนๆมาถึงแล้วและพอมีเวลา ผมเลยตัดสินใจเข้าไปเดินวนทะเลสาบ วิวตามทางเขียวชอุ่มมาก ไปจุดชมวิวรอบทะเลสาบก็พบแต่แอ่งน้ำขนาดยักษ์ แต่มันไม่สะท้อนเท่าไร เพราะฝนตกตลอด และฟ้าครึม ทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่สวยเท่าไรนักครับ เดินวนจนครบรอบก็เที่ยงพอดี เลยต้องหาของกินมาเติมท้องแก้หิวซะก่อน แล้วค่อยออกเดินทางขับยาวเลยไปยัง Haast pass

Lunch here

Matheson lake in the Cloudy day

        หลังจากที่ได้ขับเข้าสู่แม่น้ำHaast ฝนก็ยังคงตกตลอด ไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดๆ ณ ตอนนั้นรู้สึกเสียดายมากที่อดเห็นวิว ขับไปบ่นไปตลอดทาง ผมเริ่มบ่นตั้งแต่ก่อนจะเข้าแม่น้ำHaastอีก เพราะตรงนั้นมีหน้าผาเห็นทะเล และจุดชมวิวสวยมาก เริ่มพลาดความงามตั้งแต่จุดนั้น พอเข้าส่วนของแม่น้ำก็ยิ่งเสียดาย เพราะปากแม่น้ำกว้างมาก สวยด้วยล่ะ ทุกอย่างถูกรบกวนด้วยหมอกเมฆฝนตลอดเวลา จนช่วงหลังๆเริ่มไมไหว เสียดายความงามใต้ม่านฝน เลยจอดรถลงไปถ่ายซะงั้นเลย ให้มันรู้ไป ว่าใครแรงกว่า หลังจากนั้นไม่นานก็แวะถ่ายรูปมากขึ้น ทั้งตรง Haast river bridge ซึ่งจริงๆมีหลายสะพาน แต่ตรงสะพานเหล็กจะมีน้ำไหลกระแทกโขดหิน

Haast river น้ำไหลเชี่ยวมาก

ตรงนี้สวยสุดครับ ขับไปสักพัก ฝนเริ่มซาลง ด้วยความแรงของพวกผมหรืออภินิหารใดไม่ทราบ เมฆฝนไม่ได้ตามมาอีกเลย ขับทิ้งช่วงฝนได้สักพักก็เจอ Blue pool บ่อน้ำสีฟ้าที่หนังสือแค่แนะนำ แต่ไม่ได้เข้ามา พวกผมก็ตามสไตล์ความแรง ลุยโลด ฝนหยุดตกแล้วนี่หว่า ขอยืดเส้นยืดสายบ้าง จึงมุ่งหน้าออกแรงเดินอีกครั้งหลังจากไปเดินป่ารอบๆ Matheson lake แล้วยังไม่จุใจ เดินตรงนี้ก็ได้อีกบรรยากาศ มอส, เฟิร์น ไม้ป่าหลากชนิดขึ้นแซมกันพอดีๆ เหมือนป่าในนิยายเลยครับ ไม่แปลกใจเลยทำไมจึงมาถ่ายทำ Lord of the Ring ที่ประเทศนี้ สวยงาม อุดมสมบูรณ์จริงๆครับ เดินได้ไม่นานก็ไปถึง Blue pool ต้องข้ามสะพานแขวนทั้งสองครั้ง พอไปถึงก็รีบเก็บภาพกันทันทีก่อนจะมีคนอื่นตามเข้ามาทำลายบรรยากาศ ที่เห็นเป็นธารน้ำสีฟ้าที่ไหลออกมาแล้วขังอยู่ในแอ่งหินสักพักแล้วไหลออกมารวมกับธารน้ำสายอื่น

เข้าไปในป่า ทางเข้า Blue pool

Hobbit in the great forest

Blue pool is here

มันเป็นสีฟ้าใสสวยจริงๆ สวยอีกแล้ว ไม่รู้จะบรรยายคำอื่นยังไงน่ะครับ ก็มันสวยนี่หว่า ชอบครับชอบ เดินชมกันสักพักก็รีบไปต่อ เวลาไม่คอยใคร ฝนจะตกอีกรึป่าวก็ไม่รู้  ไปดีกว่า พวกผมรีบเดินจ้ำออกมากันอย่างรวดเร็ว เพราะตามแผนการวันนี้ยังอีกเยอะนัก แต่เช็คระยะทางแล้วมันก็ใกล้แล้วล่ะนะ

ระหว่างไป The neck

Hawea Lake

           หลังจาก Blue pool ก็ขับกินลมชิววิวไปเรื่อย จนมาสะดุดความงามอลังการอีกครั้งก็ Hawea lake นี่ล่ะครับ อยู่ทางด้านขวามือของรถเลย ผมเป็นคนขับน่ะครับ ได้แค่ชำเลืองเป็นช่วงๆ แวบมองกระจกหลัง มองด้านข้างอยู่บ่อยๆ จนทนไม่ไหวขอจอดถ่ายรูปกันเลยทีเดียว ในช่วงนี้ก็ไมค่อยกลัวเวลาไม่ทันด้วยล่ะครับ เพราะว่าจะถึง The neck แล้ว เลยจอดรถเก็บภาพกันอีก ผมอยู่ฝั่งเขามีหน้าผาชันลัดเลาะด้วยถนนรอบริมทะเลสาบ  มองออกไปเจอทะเลสาบขนาดใหญ่ไกลสุดตา มีภูเขายกตัวรับขึ้นมาเหมือนตีกรอบทะเลสาบให้ไม่กว้างไปกว่านี้ ฟ้าสีฟ้า ภูเขาสีเขียว ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม งามเหลือเกิน เก็บภาพตรงนี้ได้ไม่นานลมก็เริ่มแรง แรงแทบจะพัดตกทะเลสาบได้เลย เลยรีบขึ้นรถแล้วไปถ่ายรูปข้างหน้าต่อ ขับรถผ่านจุดแคบแล้ว ตรงThe neck หรือคอคอดนั่นล่ะครับ ถ้าไม่เห็นในGPSก็ยังไม่รู้ว่ามาถึงแล้ว ขับเลยมาหน่อยก็เจอ Wanaka lake ทะเลสาบอีกอันที่ทำตัวเสมือนประตู มาคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่เข้ามา ให้ได้เห็นความงามระดับเทพนิยายอีกครั้ง ภาพที่เคยวาดไว้ว่านิวซีแลนด์เกาะใต้นั้นสวยเพียงใด แทบจะมลายสิ้น รู้ไหมว่าทำไมครับ เพราะภาพของWanaka lake ที่วาดขึ้นมาจริงๆนั้น มาสวยกว่าที่คิดไว้มาก

Wanaka Lake wonderful moment

ในช่วงแดดร่ม พระอาทิตย์ใกล้ตก แสงแดดสีขาวทองสาดลงมายังภูเขาหลังทะเลสาบครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็เป็นอีกวันที่ยังคงฉาบทอภูเขานี้ ผืนน้ำสีน้ำเงินที่โรยด้วยระลอกคลื่นลูกเล็กๆถูกสะบัดด้วยลมยามเย็นให้ผืนน้ำส่องแสงระยิบระยับดุจดาวค้างฟ้า ทุ่งหญ้าเขียวเข้มถูกเติมสีเส้นด้วยถนนสีขาวคดเคี้ยวหลอกสายตาให้ภาพมีมิติชวนมองมากขึ้นไปอีก อยากจะนั่งนอนนานๆจังเลยครับ ณ ตรงจุดนี้ไม่อยากไปไหนเลยจริงๆ เก็บอารมณ์ ความรู้สึก ความสวยงามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สลัดโปรแกรม Puzzling world โดยเอกฉันท์ ไม่ต้องมาประชุมกันให้วุ่นวาย

Wanaka lake Precious time

           เพ้อกับความงามยามเย็นจนได้ที่ก็ขับเข้าเมืองทันที เข้าไปหาที่พักที่ได้จองไว้ ห้องสะอาดครับ ค่ำคืนนี้มีเพื่อนร่วมห้องด้วย แต่เค้าไม่คุยกับพวกผม นั่งเล่นคอมไปเรื่อย เวลาน้อย พวกผมเลยเลือกที่จะออกไปเดินเล่น กินลม ชมวิวทะเลสาบอีกมุมในเมือง เมืองเค้าสงบมาก สะอาดน่า และน่าอยู่ ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวแค่ไหน แต่ประเทศเค้าก็ช่วยกันอนุรักษ์เป็นอย่างดี ไม่เข้ามาทำลายให้เสียหาย ช่วยกันถนอมมันไว้ ไม่ว่าจะกี่สิบปี ธรรมชาติความงดงามของที่นี่ก็ยังอยู่ ผิดกับบ้านเรา แอบบ่นหน่อย อ.ปาย อ.เชียงคาน ใกล้จะล่มแล้ว อีกไม่นาน จ.น่านก็คงเป็นเหยื่อรายถัดไป เพราะอะไรน่ะหรอครับ เพราะว่าความคิดกอบโกยระยะสั้นๆมันเกิดขึ้นง่ายกว่าการคิดอนุรักษ์ระยะยาวครับ แง่มๆ ลืมตัว เสียบรรยากาศหมดเลย เผลอบ่น ^^ ผมถ่ายรูปกินลมชมวิวจนพระอาทิตย์ตก ก็เดินหาของกินกันหนึ่งรอบ สุดท้ายได้ร้านอาหารคนจีนมาที่เปิดขายเป็นอาหารมื้อเย็นครับ ปิดท้ายมื้อดึกด้วยไอศกรีมสองก้อน เดินเล่นอีกสักหน่อย ก่อนจะเข้าไปหลับพักผ่อนเตรียมสู้กับวันใหม่อีก วันรุ่งขึ้นต้องขับไปไกลอีกตามเคยล่ะครับ จุดหมายปลายทางถูกวางไว้ที่ Ta Anau 300กว่ากิโลเช่นกัน

           ราตรีสวัสดิ์นะครับ ฝันดีทุกคน

Day5 : 17May2011 “Te Anua @ the Happiness home”

            งัวเงียๆสุดๆ กับคืนที่ผ่านมา นอนไม่ค่อยหลับเลยแฮะ ตื่นมาหลายรอบเพราะไอ่พวก backpacker ที่พักคนอื่นมันดันมาส่งเสียงโวยวายกลางดึก สงสัยหลังPubปิด ตื่นเลยกรู มีตื่นอีกครั้งตอนที่เบิ้มตะโกนเสียงดังมาก ผมชะโงกหน้าลงไปดู(ผมนอนเตียงบน) ก็ไม่มีอะไร ตอนแรกเข้าใจว่าถูกmateคนอื่นลอบขโมยของ มารู้ทีหลังว่ามันโดนผีอำกลางดึก ขอเล่าๆ มันเล่าให้ฟังว่า ตื่นมาเปิดตาเห็นเด็กผู้ชายหน้าฝรั่ง ลอยอยู่ข้างหน้ามัน มันบอกว่ามันฝัน แต่มองไปรอบๆก็ห้องนอนนี่หว่า มันเลยตกใจมากเอามือปัดเด็กนั้นออกไปพร้อมกับร้องเสียงหลง หลังจากนั้นมันก็พบว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด มันเลยนอนไม่หลับไปสักพักก่อนจะหลับแล้วมีพวก backpacker คนอื่นส่งเสียงรบกวนอีก หุหุ น่ากลัวโฮก ดีนะที่พกพระมา ไม่รู้ว่าผีแดนกีวี่นี่กลัวพระเรารึเปล่านะ

            อาหารเช้าวันนี้กินที่ Subway เด้อครับ ง่ายดีครับ หลังเติมพลังงานเสร็จก็ออกเดินทางไปจุดชมวิวทะเลสาบในเมืองซะหน่อย เสียดายที่มาเช้าไปนิดนึง แสงยังไม่ค่อยสวยเท่าไรครับ เลยได้แค่เดินด้อมๆ หันซ้ายหันขวา เก็บภาพเพื่อยืนยันว่ามาถึงแล้วแล้วรีบไป Puzzling world ต่อ กะว่าไปตอนเค้าเปิดทำการเลย นั่นคือ แปดโมงครึ่ง พวกผมไปตรงเวลาเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน ก่อนเข้าไปก็ทักทายสายรุ้งที่ทอต้อนรับยามเช้าอีกสักครั้งก่อนครับ ถ่ายรูปข้างหน้า ไอบ้านเอียงอะไรนั่นล่ะครับ ที่เห็นๆกัน แล้วรีบเข้าไปเล่นข้างในกันครับ

Puzzling world

Th puzzling world

ในที่สุดเต้ก็สูงสมใจนึก

            ด้านใน Puzzling world ก็มีอะไรให้ทำเยอะครับ มีทั้ง illusion zone ทั้งภาพ พื้นเอียงที่หลอกให้พวกผมหัวหมุนเล่น งงกับการปรับสภาพสมดุลตัวเองครับ ที่ชอบอีกอันก็ที่เทคนิกการถ่ายทำให้คนตัวเล็กลง ที่ใช้ในเรื่อง The Lord (อีกแล้ว) ผมก็เลยตัวเตี้ยแคระไปเลย เพราะมุมมองจากเทคนิคนี้นี่เอง ฮ่าๆๆ ชอบๆ และมีเขาวงกตอีกอันให้เล่น เดินกันมึนไปเลย สรุปว่าหลงทาง เลยรีบหาทางออกทาง emergency exit ก่อน เพราะเดี๋ยวเสียเวลาเดินทางอีกครับ(ขนาดทางออกฉุกเฉินยังหาทางออกยากเลย) เสร็จกิจจากตรงนี้จึงรีบดิ่งไปอย่างรวดเร็ว จุดแวะวันนี้มีตั้งหลายที่อีกเช่นเคย ทั้งเมือง Cromwell(เมืองผลไม้) Kawarau bridge(Bungee jump site) Arrow town(เหมืองทองเก่า ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี) และขับไปนอนปลายทางที่ Te Anau โอ้ววว แค่นึกก็เหนื่อยแล้วล่ะสิ หนึ่งวันนี้จะเก็บหมดอีกรึป่าวเนี่ย!

Cromwell เมืองผลไม้

            ขับพ้นจากWanakaมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงเมืองผลไม้ Cromwell นั่นเอง แวะถ่ายกับสัญลักษณ์ประจำเมืองเสร็จก็ขับหาร้านผลไม้ชื่อดังเลย ผมดันโง่ ขับเข้าไปในเมือง วนสักรอบนึง หาไม่เจอแฮะ เลยให้เบิ้มกับเฮียเปิด GPS อีกรอบ และรู้ว่า มันอยู่ติดถนนใหญ่นี่หว่า เลยวกออกมาแล้วไปแวะร้านผลไม้ Jone’s fruit stall หนังสืออีกเล่มบอกว่า คนไทยชอบเรียกร้านนี้ว่าร้านป้าโจนส์ ผมว่ามันเรียกง่ายดีเลยเรียกแบบนี้นี่ล่ะ ในร้านป้าโจนส์มีผลไม้เยอะมาก ผักก็มีให้เลือกหลายชนิด

Test it! Jones fruit stall

ผักเอ๋ยผักน้อย

หร่อยมาก ไปซื้อเสื่อมานั่งปูกินเลยดีก่า

จากวางแผนว่าจะแวะแค่ครึ่งชั่วโมง เพราะคิดว่าไม่มีอะไร ยืดยาวไปชั่วโมงกว่าๆ ชิมผลหมากรากไม้ ลูกอม ช็อกโกแล็ต สมบูรณ์พูนสุขมากๆ สุดท้ายผมได้ช็อกโกแลต และลูกอมกีวี่มาเป็นของฝาก ทั้งยังได้แครอท กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำมาเป็นเครื่องครัวในมื้อเย็นวันนี้อีก สนุกกับการจับจ่ายหลังจากเอาเงินดองในกระเป๋ามานาน เอนโดรฟินเริ่มหลั่งออกมาไม่ขาดสาย พอจ่ายได้ที่ ก็ไปซื้อไอศครีมกินอีก มาที่นี่ต้องมากินไอศครีมครับ เพราะเค้าจะมีให้เลือกรสชาติ(ทั้ง รสวานิลา รสน้ำผึ้ง รสโยเกิร์ต และคุ้กกี้แอนครีม) และมาใส่ผลปั่นเข้าไป อร่อยเหาะอีกแล้ว กินแล้วน้ำตาจะไหล อยากนั่งคุกเข่าลงกับพื้น นั่งปูเสื่อ ชื่นชมรสชาตินานๆ กลิ่นไอศครีมมันหอม หอมกลิ่นmixed berry ด้วย  อร่อยๆๆ กินได้ไม่นานก็ไปชักชวนคนอื่นซื้อกินบ้าง แล้วไปตามขอชิมจากถ้วยอื่น สนุกจังกับการกินวันนี้ หลังจ่ายได้บริหารปากและลิ้นก็มุ่งหน้าสู่ Kawarau bridge กันเลย

          ขณะเดินทางไปนั้นต้องทำเวลาอีกแล้ว เพราะตะกี๊เจอรถบัสฝรั่งคันอื่นที่มาเที่ยว ซึ่งเดินทางตามมาตลอด คาดว่าคงมาแวะ Kawarau เช่นกัน จากการคาดการณ์ฝรั่งพวกนี้โดด Bungee jump กันเกินครึ่งรถ ต่อแถวกันตายแน่นอน พอพวกผมไปถึง โชคดีมากที่ไม่มีใครมา อาเฮียทำใจมาแล้ว ถึงที่ก็รับขี้ให้เสร็จ(บอกว่าน้ำหนักจะได้พอดี) แล้วไปชั่งน้ำหนักจริงก่อนจะเริ่มไปดิ่งตามแรงโน้มถ่วง เห็นว่าต้องการจะดิ่งเอาหัวจุ่มน้ำ มารอดูกัน ในช่วงจังหวะที่กำลังจะโดด พวกผมก็ลุ้นกันอยู่

Bungee jump @ Kawarau bridge

ท่าผีเสื้อ ท่าสวยๆ

หลังอะดรีนาลินหลั่ง ยิ้มไม่หุบเลย

เฮียไปยืนใส่เครื่องยึดต่างๆเพื่อความปลอดภัย แล้วเห็นอาเฮียอีกทีตอนมายืนที่ตำแหน่งกระโดด กลางสะพานกว้าง เวิ้งว้าง และลมหนาวโกรกตลอดเวลา ณ ความหวาดเสียวชั่วอึดใจ เฮียก็กระเด้งตัวออกมาจากแท่น ด้วยท่าว่ายน้ำ ท่าผีเสื้อ โห โดดท่าสวยเว่อ จ้วงท่าว่ายน้ำไม่ถึงเสี้ยววินาที เสียงแผดร้องตะโกนลั่นเขาก็ดังขึ้น “อาาาาาาาาาาาาาาาาา” ตัวเหวี่ยงเด้งขึ้นมาตามแรงหยุ่นของสปริงในเชือก พร้อมกับเสื้อปริ้นขึ้นมารับลมหนาว แล้วเด้งลงไปอีกครั้ง “อาาาาาาาาาาา ฮู้วววววววๆๆๆๆ” มีการรัวของเสียงเล็กน้อย แล้วเด้งขึ้นมาเบาๆอีกที ไวมาก ณ ช่วงเวลาความมันนั้น เออ หัวไม่จุ่มน้ำนี่หว่า ตอนหลังเฮียมาแอบบ่นอุบอิบว่า เสียดายหัวไม่จุ่มน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าอยากจุ่มต้องกระโดดดิ่งลงไปตรงๆ ถ้าโดดพุ่งไปข้างหน้า ก็ไม่ถึงแน่นอน… วู้วววววว อยากตะโกน อยากโดดบ้าง แต่กลัวความสูงว่ะ แค่เดินผ่านสะพานยังทำใจไม่ได้เลย T,T ไม่เป็นไร มีสักคนโดดในทริปก็ถือว่าคุ้มแล้ว เสร็จจากการกระโดดBungee ก็เดินทางไปต่อ และก็ได้เห็นว่าพวกทัวร์ฝรั่งมากันแล้ว ต่อแถวเตรียมกระโดดกันให้พรึ่บ ว่าแล้วกรู คาดไว้ไม่มีผิด อย่างไรก็ตามเฮียตรูโดดเสร็จแล้วเฟร้ย ไปแล้วๆ หาข้าวเที่ยงกินที่เมือง Arrow town ดีกว่า

มากิน้ขาวเที่ยวที่เมืองนี้ Arrow town

วิวทางเข้าเมือง ใบ้ไม้เปลี่ยนสีทียังเหลือ

ภูเขาสวยสดงดงามด้วยไม้หลากสี

          มื้อเที่ยงของวันนี้ก็มาฝากท้องที่เมือง Arrow town เมืองนี้น่ารักมาก สงบ สวยอีกตามแบบฉบับของประเทศนี้ เมืองนี้มีดีตรงฤดูใบไม้ร่วงนี้ล่ะ ซึ่งผมกำลังมาพอดี จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกัน มีคนบอกว่าสวยมากๆ แต่ในวันที่ผมไป ส่วนใหญ่ก็ร่วงหมดแล้ว โดยเฉพาะถนนที่ว่าจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุดนั้น ต้นไม้เหลือแต่ก้าน ยังดีที่ตามเขารอบๆเมือง ยังคงเปลี่ยนสีกันอยู่ ใบไม้ยังไม่ร่วงหมด มองไปตามเขาจะเห็นใบไม้สีเหลือง เหลืองทอง น้ำตาล น้ำตาลแดง และสีแดง บ้างสลับกัน บ้างก็รวมกลุ่มกันเป็นกระจุกๆ ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ผมมองไปดูอยู่หลายรอบ โอวววว มันช่างงดงามอะไรเช่นนี้หนอบ้านนี้เมืองนี้ ประทับใจมากกับบรรยากาศเมืองนี้

walking along the KIWI way @ Arrow town

          เดินชมบรรยากาศในเมืองเสร็จ ก็ไปกินร้าน Saffron ต้องแจ้งชื่อร้านเลยล่ะ เพราะมันทำให้มื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของการเดินทางเลยก็ว่าได้ ทั้งยังได้ลงหนังสือ Lonely planet ว่าเป็นร้านอาหารที่ควรมากกินมากที่สุดในเกาะใต้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาหารมื้อนี้มันอร่อยสุดๆ เริ่มจากเมนูแกะตุ๋น มันมีชื่อฝรั่งไฮโซที่ดีกว่านี้ แต่จำไม่ได้ รสชาติแกะมันลุ่มลึกมาก นุ่มพอดีเคี้ยว หอมกลิ่นเนื้อแกะ พอกินกับชีสต์ที่ใส่มาด้วย แล้วเอาเข้าไปอมรวมกันในปาก ฮื้มมมมมมม อร่อยมากกกกกก(กรุณานึกภาพตามถ้าเคยเห็นผมวิจารณ์อาหาร) มันอร่อยจริงๆ เดิมเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่นนอกจากหมู ไก่ และอาหารทะเล แกะนี่สุดยอดจริงๆ ลำดับถัดมาคือซุปหอยแมลงภู่ รสชาติดีมาก หอยสดหวาน เคี้ยวมันปาก ซดซุปรสชาติบาดปากเล็กน้อยแก้เลี่ยนให้ได้พอดีคำ เมนูสุดท้ายก็สลัดอะไรสักอย่างนี่ล่ะ หอมเครื่องที่ใส่เข้ามา ช่วยชูรสบนโตอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุ้นๆว่า ตอนสั่งถามเมนูเจ้าของร้านว่าอะไรอร่อย อาหารที่ควรแนะนำ เจ้าของชี้ทุกเมนู แล้วพูดว่า Gorgeous! Fantastic! Miracle! พวกผมนั่งมองหน้ากัน ส่วนผมนึกในใจ เออกรูสั่งหมดนี่ล่ะ อร่อยจริงๆครับ เสร็จจากเมืองนี้ก็ดิ่งต่อเลยครับ เพราะครึ่งเช้านี้ เดินทางกันน้อยมาก เก็บของดีย่านนี้จนครบ กว่าจะได้ออกจาก Arrow town ก็บ่ายสองแล้ว ระยะทาง 200 กว่ากิโลกำลังอยู่ หุหุ ว่าแล้วก็ไปต่อกันเลย

          ก่อนจะไปถึง Te Anau พวกผมก็แวะภาพถ่ายข้างทางกันเล็กน้อย โดยจุดที่ต้องแวะตามหนังสือ คือ The remarkable เป็นฉากภูเขา ที่ใช้ถ่ายทำเรื่อง The Lord อีกตามเคย เห็นว่าเป็นตอนที่ชาวเมืองโรฮาน อพยพหนีใครนี่ล่ะ ตอนที่ผมไปมันใหญ่มาก เห็นยอดไม่ชัด มีเมฆ มาขมุกขมัว แอบเสียดายครับ คิดว่าจะสวยกว่านี้ แต่มันก็สวยล่ะครับ พอดีมีหนังมาการันตีเอาไว้เลยวาดภาพในหัวไว้สวยขึ้นไปอีก ตอนขับไปเส้นทางนี้ ผ่านทะเลสาบอีกอันนึง ชื่อ Wakatipu lake สวยมากครับ แต่วันนี้ทำเวลา ยังไงก็ค่อยกลับมาวันกลับมานอน Queens town ละกัน ผมจึงขับเลยไปเรื่อยๆ ชมวิวรายทาง สวยอีกตามเคย ยังคงเห็นรุ้งประปราย หลังจากเดินทางไปมาครึ่งทางได้ ก็แวะถ่ายรูปกับน้องแกะสัหน่อย มันยืนกินหญ้ากันสลอนเลย น่ารักมาก เอ้ย หน้าโง่มาก มองตาลอยๆมาทางพวกผมทั้งฝูง ไม่แสดงสีหน้าใดๆ นึกว่ามันป็นโรคเอ๋อด้วยซ้ำ แต่น่ารักนะครับ ณ ตำแหน่งนั้น ผมปวดฉี่พอดี เลยยืนฉี่ตรงนั้น ไอพวกแกะก็ยืนมองกันเฉย ไม่รู้จักมองไปทางอื่นบ้าง มันเอ๋อจริงๆเหอะครับ ให้ตายสิ น้องหนึ่งน้องแกะพวกนี้ ได้เวลาอำลาเจ้าแกะแล้วหลังจากเสร็จกิจส่วนตัว ผมก็ลุยต่อครับ ขับรถน้องหนึ่งน้องแกะไปเรื่อย ๆ จนถึง Te Anau จำได้ว่าถึงเวลาประมาณเกือบๆห้าโมงเย็นครับ ติดต่อที่พักเสร็จก็เข้าห้องนอนตีพุงเลย

         วันนี้พักที่ The parkland motel ครับ ชื่อ motel แต่ motel บ้านเค้าไม่เหมือนเมืองไทยนะครับ สะอาดหน้าอยู่ มีแต่คนมาพักตากอากาศมานั่งมานอนเล่น วันนี้ไม่ได้นอนแบบ backpacker ครับ นอนแบบส่วนตัวบ้าง ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน มีพื้นที่หน้าบ้านด้วย ใกล้ๆที่พักก็ติดทะเลสาบ Te Anau แน่ะ แล้วงี้จะให้นั่งนอนเล่นได้ไงครับ พวกผมจึงจัดแจงเอาของลงแล้ว ขึ้นรถไปขับถ่ายรูปชมเมืองกันต่อครับ

Te Anua lake

Te Anau, Je Tam

        ทะเลสาบยามเย็น ช่างเย็นนัก มีลมพัดความหนาวเย็นเหนือทะเลสาบมาปะทะหน้าอยู่ตลอด หนาวๆ ถ่ายรูปไปหนาวไป เมืองน่าอยู่อีกแล้ว น่าอยู่ทุกเมืองที่แวะเลยล่ะครับ อาหารเย็นวันนี้ตามแผนการคือต้องไปกินสเต้กกันครับ วันนี้เปลี่ยนแปลงตาราง เนื่องจากมีอุปกรณ์ทำอาหารกันเล็กน้อย เลยตกลงกันว่าจะหาอะไรมาทำกินกัน จึงไปเดิน super market กันครับ(อยู่ที่นี่เดิน super market ทุกวันครับ…มีความสุขที่ได้เดินดูของกินไปเรื่อย แล้วถามตัวเองว่า จะกินดีมั๊ย จะกินอะไรดี ^^) ได้เครื่องครัวกันพอประมาณ ได้อาหารมื้อหลักอย่างไก่หมัก สเต้กแกะมากินกัน แล้วมีผักจากร้านป้าโจนส์มาเสริมอีก อิ่มแน่ๆ ที่เด็ดไปกว่านั้นคือค่ำคืนนี้เราซื้อไวน์แดงมากินกัน วิธีการเลือกง่ายมากครับ (เนื่องจากเลือกไม่เป็น) ผมจึงเดินไปยังที่ขายไวน์ หาคนที่เดินผ่านแถวนั้น แล้ววิ่งไปตะครุบทันที “โทษนะครับ พอดีจะซื้อไวน์ไปกิน มีไวน์แนะนะมั๊ยครับ” ฝรั่งใจดีคนนั้นก็ทำหน้างง แบบว่า ไอ่นี่มันใครเดินมาทักกรู(ผมคิดแทน) แต่เอาว่ะมันถามก็สงเคราะห์มันหน่อย สงสารเด็กหน้าตาดี ฝรั่งคนนั้นก็เดินไปหยิบมาให้แล้วจากไป อารมณ์ประมาณว่าเสร็จภาระกรูสักที แต่ผมก็ขอบคุณเค้าน่ะครับ ก็เลือกไม่เป็นนี่หว่า ต้องใช้วิธีนี้ล่ะครับ

Hoolay!!! near the lake

         มื้อค่ำนี้เป็นมื้อที่สนุกและมีสีสันกันอีกมื้อนึงครับ เพราะพระอาทิตย์ตกพวกผมก็ไม่รู้จะไปไหนกัน มีเวลามานั่งสุมหัวช่วยกันทำอาหารกัน พอมานั่งนึกย้อนหลังสนุกไม่ใช่น้อย เพราะพวกผมมานั่งหุงข้าวไมโครเวฟ ทำสเต้กแกะจากไมโครเวฟ ไก่หมักไมโครเวฟ น้ำซุปไมโครเวฟ และผักต้มจากกาน้ำร้อน นึกภาพกาน้ำร้อนไฟฟ้า พวกผมหั่นผักยัดลงไป แล้วควักออกมาอีกเพื่อจะกินมัน น่าสนุกมั๊ยล่ะครับ สุดท้ายอาหารก็ออกมาน่ากิน  อร่อยด้วยนะครับ มีความสุขจังในค่ำคืนเว้อๆแบบนี้ ปิดท้ายก่อนนอนด้วยการพิสูจน์รสชาติไวน์แดงที่ฝรั่งผู้นั้นแนะนำมาให้ จำไม่ได้ว่าใครชิมคนแรก แต่หันมากบอกว่า Sparkling wine แง่วเลย แต่ก็อร่อยดีนะผมว่า กินไป จิบไป ในอากาศเย็นๆแบบนี้ สุดยอดไปเลยครับ

Dinner time

ผักต้มอันทรงคุณค่า ยัดมันลงไปซะ

          อำลากันก่อนนอนด้วยการพยากรณ์อากาศในวันรุ่งขึ้น ขอให้ฟ้าใส หิมะไม่ตกเถอะครับ ไม่งั้นอดไป Milford sound แน่ๆ เอาว่ะ นอนดีกว่า มึนแล้วด้วย Sparkling wine ช่างอร่อยนัก มื้ออาหารช่างน่าจดจำ ^^

to be continue, Let's follow us via Kiwi way

By Eun Junso : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part II