Sep 05

Day5(31/7/2555) : Lhasa – Yamdrok Lake – Gyanze – Shigatze

                ภารกิจยามเช้าของวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกคนพร้อมใจกันขึ้นมาชั้นห้าโดยพร้อมเพรียงกัน และร่วมกันลิดรอนบุฟเฟต์ยามเช้า “…เฮียหยิบไข่ต้ม อย่าลืมสั่งขนมปังปิ้ง เดี๋ยวมองลาดราวไว้ พนักงานมารึเปล่า พี่เจหยิบใส่ถุงเร็วเข้า เดี๋ยวเต้ทำท่าถ่ายรูปไว้ให้ เก็บใส่เลย ตอนนี้ไม่มีใครเดินมา ไอ่เบิ้มเมิงหยุดกินก่อนช่วยใส่ของลงถุงดิ๊ บลาๆ” สนุกแฮะแบบนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจสะสมของกิน ก็กินกันจริงๆจังๆอีกรอบ เอาให้เต็มที่ก่อนออกเดินทางในวันนี้ ทุกคนพร้อม ข้าวของพร้อม ไปโลดดดดดดดด พร้อมเสบียงคร๊าบบบ

                ปลายทางวันนี้แสนยาวไกล นั่งรถรวมแล้วประมาณเจ็ดชั่วโมงได้ ไกด์เตือนแต่หัววันเลยว่า จะแวะให้บางจุด และรีบถ่ายรูปรีบขึ้นรถ เพราะว่าจะไปไม่ทัน โปรแกรมวันนี้ก็คือเยือนทะเลสาบยกดรก เข้าชมสถูปคุมบุนที่เมืองเจียนเซ่ และเข้าชมอารามทาชิหลุนโปที่เมืองชิกาเซ่ แล้วพักแรมที่เมืองนี้ชิกาเซ่นี่ล่ะครับ

                ตอนออกเดินทางก็สบตาลาซาก่อนสักหนึ่งรอบ ไว้จะกลับมานะครับ นึกดูอีกทีตามโปรแกรมที่วางไว้ก็จะเหลือนอนที่ลาซาอีกคืนเดียวสินะครับ แล้วก็ที่ทะเลสาบนัมโซเป็นคืนสุดท้าย ไวจังแฮะการเดินทางอันทุลักทุเลของผมถึงครึ่งทางซะแล้ว ต่อจากนี้ออกนอกเมืองพวกผมก็จะอิสระอย่างที่สุด เพราะไร้ซึ่งทหารหรือตำรวจครับ จะถ่ายจะทำอะไรก็ได้ไม่มีจามรีหรือแกะตัวไหนมาว่า อิสระๆๆๆ ท่องเอาไว้

                ระหว่างทางผมก็คว้าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาอ่านบ้าง อธิบายเวิ่นเว้อพรรณนาไปเรื่อย ทำให้ช่วยรีวิวข้อมูลได้มากขึ้น เส้นทางที่ไปทะเลสาบยัมดรกนั้นเป็นทางอ้อมเพื่อไปยังชิกาเซ่ แต่เส้นทางนี้มีความสวยงามมาก พ้นจากช่วงแม่น้ำ ก็เข้าสู่แนวทิวเขาสลับซับซ้อนเรียงรายไปมา ถนนหนทางที่ถูกสร้างขึ้นทำหน้าที่เสมือนวงแวนรอบภูเขาที่คล้องเป็นแนวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา บางช่วงไต่ละดับความสูงไล่ตามก้อนเมฆอย่างติดๆ มองไปด้านล่างแทบจะเป็นลม คนกลัวความสูงอย่างผมขอมองขึ้นฟ้าอย่างเดียวดีกว่า เพราะว่ามันสูงมากเวลามองลงไป ยังกะเหว กลัวตกลงไปจะแย่แล้ว จุดสูงสุดที่ผมต้องนั่งรถผ่านถ้าจำไม่ผิด 4700 กว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ระหว่างที่ไต่ระดับขึ้นไปก็ไล่มองเมฆไปเรื่อยๆ พลางนึกในใจว่า นี่เรามาสูงขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย มาได้ไกลเกินกว่าที่คิดไว้เลยแฮะ เพราะตอนที่จะมาเที่ยวไม่ได้คิดหรอกว่าสุดท้ายแล้วสรรพางค์กายจะได้มาโลดแล่นอยู่ระดับเดียวกับปุยเมฆสีขาว ผมรู้ตัวว่าอยู่สูงขนาดนี้ก็ตอนที่มีคนในรถพูดว่า “ดูดิ เมฆชนยอดเขาแล้ว” ผมก็พลันนึกตอบในใจว่า “จริงด้วยแฮะ” แล้วนั่งอินน์กินบรรยากาศไปเรื่อยๆกับความอลังการของเส้นทางหลังคาโลกแห่งนี้

                เมื่อพ้นจุดสูงสุดได้สักพักก็เข้าสู่จุดชมวิวอันตระการตา ทะเลสาบยัมดรกสีเทอควอยซ์สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ ภูเขาสีเขียวสดท้องฟ้าสีครามใส ทุกอย่างลงตัวงามอย่างภาพวาด ได้แต่อุทานกับตัวเองว่า ทำไมมันสวยอย่างนี้เนี่ย ผมเคยนึกสงสัยว่าอะไรคือแชงกริลา หรือชัมบาลา สิ่งที่เปรียบเปรยว่า ณ ตรงนั้นคือสวรรค์บนดิน ที่แห่งนี้ที่ผมได้เหยียบยืนก็อาจจะเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เรียกแทนสวรรค์บนดินได้เหมือนกัน สวดจนสะกดให้ทุกคนต้องมอง มองแล้วมองอีกว่าทำไมมันสวยงดงามอย่างนี้ ใครจะว่าผมเว่อร์ก็เป็นไปได้ แต่ลองมาเห็นซะก่อนแล้วคุณจะรู้ว่าผมเว่อร์ได้ไม่เท่ากับความจริง จริงๆนะครับ

                ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่าทะเลสาบแมงป่อง เพราะรูปร่างมันเหมือนแมงป่อง คิดว่าคงต้องดูจากแผนที่ เมื่อมองลงมาคงจะเหมือนไม่ใช่น้อย แต่ไกด์บอกผมว่า มันเหมือนแม่น้ำมากกว่านะ เพราะมันกว้างใหญ่มีทางน้ำไหลไปตลอดเส้นทางที่ผมนั่งรถผ่านนั้น อยากจะบอกว่าใช้เวลาตั้งหนึ่งชั่วโมงกว่า ถึงจะสามารถผ่านพ้นทะเลสาบนี้ได้ ของเค้าใหญ่จริง ก่อนจะสิ้นสุดเส้นทางทะเลสาบ ก็มีแวะเก็บภาพทะเลสาบระยะใกล้ ไปแลดูความใสของน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่องดูฝูงปลาแหวกว่ายกันอย่างชื่นมื่นในดินแดนแห่งนี้ที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะมาดักจับ กองหินที่นักท่องเที่ยวสร้างต่อขึ้นมาเป็นสุมทุมลักษณะเหมือนเจดีย์ตั้งกระจัดกระจายริมฝั่ง มองไปมองมานึกว่ามาก่อเจดีย์หินซะอย่างนั้น พวกผมมีเวลาไม่นานในการเก็บภาพในแต่ละสถานที่ กดถ่ายภาพกันคนละมุม แม้ว่าเวลาจะน้อย แต่กล้องถ่ายรูปตั้งห้าตัวแน่ะ ยังไงก็พอที่จะช่วยบันทึกภาพความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ได้พอสมควรครับ แชะๆๆ หันมา แชะๆๆ โดดๆ เอ้าโดด แชะ!

                ครึ่งทางของทะเลสาบพวกผมก็กินข้าวเที่ยงที่เมืองนานกาเซ่ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ กองทัพยังไงก็ต้องเดินด้วยท้องครับ เป็นที่น่าดีใจมากที่อาหารมื้อนี้กว่าที่คิดไว้มาก เอร็ดอร่อยจนไม่ต้องขนเสบียงใดๆออกมา รสชาติเหมือนอาหารจีนในครัวบ้านเราอย่างไงอย่างงั้นเลย ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดวันหนึ่งบนโต๊ะอาหารในทิเบตเลยก็ว่าได้ สุดยอดไปเลยคร๊าบบบบ งั่มๆๆ กินเสร็จขึ้นรถ ไกด์ก็บ่นอุบอิบว่าพวกผมช้า แม้ว่าพวกผมทำเวลากันจะตายแล้ว รีบแดกรีบถ่ายรีบฉี่รีบขี้ วิ่งขึ้นวิ่งลงรถ โอยยยย ก็เข้าใจนะว่าตารางมันแน่น จะให้ทำไงล่ะคร๊าบบบบบบบบบ ระหว่างทางบางจุดพวกผมก็อยากแวะอีก ก็มันสวยนี่นา จะให้ผ่านไปได้ยังไง สุดท้ายแล้วพวกไกด์ก็บอกว่าคงไปไม่ทันแน่นอนคงต้องตัดบางโปรแกรมออกไป เพราะมันไม่ทันแน่ๆ จะไปไว้พรุ่งนี้ก็จะถึงลาซาช้ากว่าปกติ เพราะอารามทาชิหลุนโปกว่าจะเปิดก็เก้าโมงครึ่งแล้ว เป็นไงล่ะชิหาย ไม่ยอมบอกกรูแต่แรกแล้วมายัดวันนี้ ด้วยความที่ทั้งกลุ่มเกลียดกิจกรรมชะโงกทัวร์มาก ขอเดินทางสบายมีเวลาดื่มด่ำ เลยบอกให้ไกด์ช่วยตัดสักอัน คิดว่าอันไหนงั้นๆเดิมๆเอาออกไป และแล้วทาชิหลุนโปก็ตกไป เหลือแต่ไปสถูปคุมบุนอย่างเดียว แล้วชิลด์เอาท์ระหว่างทางได้มากครึ่ง

รู้ไหมว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งที่สองครับ การตัดบางอย่างออกไปก็ต้องได้บางอย่างกลับคืนมา และที่สุดแล้ว เวลา คือสิ่งที่ผมอยากได้มากในสถานที่ดีๆแบบนี้  ไม่เสียใจครับที่ทริปนี้พลาดทั้งพระราชวังนอบูริงคา และอารามทาชิหลุนโป ทุกที่สวยทั้งนั้นล่ะครับ แล้วผมมีบ่นเล่นๆว่า “เหลือทิ้งไว้ เผื่อมาเที่ยวอีกละกัน” เสียง “…เฮือกกกกก” ดังสนั่นพร้อมกันในรถอย่างไม่ได้นัดหมาย O_o! แค่บอกว่าจะมาอีกรอบ ทุกคนก็เฮือกกันไปเลยทีเดียว พลางส่ายหน้า ทำปากบูดเบี้ยว จะไม่ให้ร้องเฮือกเฮิกอะไรได้อย่างไรครับ ในเมื่อบ้านเมืองนี้เข้ายากซะขนาดนี้ เดินทางก็ลำบาก สื่อสารก็ยาก กินก็แทบจะไม่รอด มีชีวิตรอดมาได้บุญแค่ไหนแล้วจริงมั๊ยครับ สวยแค่ไหน ณ ตอนนั้นก็ต้องเอาความเหนื่อย และชีวิตเข้าแลกเหมือนกันนะครับ คิดว่าคงต้องเที่ยวที่อื่นบ้างก่อนที่จะกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้งครับ เพราะมันดูดพลังชีวิตตรูชัดๆ

                ครั้งนี้ได้มาผมที่ทิเบต ผมก็เหมือนได้ก้าวผ่านความฝันที่ยิ่งใหญ่ไปหนึ่งแล้วครับ ถึงตอนนี้พูดอย่างไม่อายใครเลยว่า ผมมาพิชิตทิเบตแล้วนะครับ หลังคาโลกนี้ทำอะไรผมไม่ได้ ผมกระโดด เดินและโลดแล่นบนผืนดินนี้ ด้วยความสุขครับ ฟังมาเยอะครับว่าหลายคนมาเที่ยวไม่ไหว บ้างก็นอนซม รายที่แย่ๆก็ต้องรีบจองตั๋วเครื่องบินกลับไปที่ที่อยู่ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าระดับความสูงนี้ แล้วจะไม่ให้ผมภูมิใจได้อย่างไรเล่า ว่า ผม มา พิชิต ทิเบต แล้ว จริงมั๊ยครับ

                นั่งรถชมวิวชมเขื่อนเรื่อยไปจนถึงสถูปคุมบุน เจดีย์สไตล์เนปาลขนาดที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้ที่ผมยืนจ้องอยู่ พยายามตัดความคิดว่าที่เนปาลสวยและใหญ่กว่ามาก ก็ใช่อยู่นี่ครับ เมื่อประเทศเนปาลเป็นต้นแบบก็ต้องสวยและใหญ่กว่าเป็นธรรมดา เนื่องด้วยเมืองแห่งนี้ชิดติดค่อนไปทางเนปาล เคยเป็นป้อมปราการต่อต้านการบุกรุกจากชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษในอดีต ที่ตั้งฐาน ณ อินเดีย บุกทะลุผ่านเนปาลมายังเมืองแห่งนี้ ก่อนที่จะถูกตีเมืองสำเร็จ ทลายกำแพง แล้วมุ่งหน้าตรงสู่มหานครลาซาในขณะนั้น ผมรู้มาว่าการสู้รบ ณ ตอนนั้น ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าผลการรบจะเป็นอย่างไร ในเมื่อกองทัพอังกฤษเพียงหยิบมือห้าร้อยกว่าคนแบกปืนคนละกระบอก โจมตีนักรบทิเบตนับหมื่นที่ท่องมนต์สักยันต์ คว้ามีดค้อนกระบองไม้ อย่างหรูก็คานดีดคานงัดเล็กๆน้อยๆ มีหน้าไม้ไว้ดีดไว้ยิงฝรั่งหัวแดง ฉากรบที่เริ่มไม่ถึงวันก็จบลงด้วยหมู่ชนทิเบตที่ล้มตายระเนระนาดบนกองเลือดอายดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มหกรรมปลาใหญ่กินปลาเล็กเริ่มขึ้นและเสร็จสมบูรณ์เพียงหนึ่งเสี้ยวคำ ปิดฉากอิสรเสรีภาพของทิเบตนับตั้งแต่บัดนั้น องค์ดาไลลามะจำเป็นต้องยอมเพื่อไม่ให้ชาวทิเบตต้องนองเลือด ผมจำไมได้ว่าสุดท้ายทิเบตทำท่าเข้าข้างจีน หรือพยายามให้จีนมาช่วยกันชนกับอังกฤษ ไม่รู้ว่าอย่างไร แต่เรื่องน่าเศร้าสุดท้าย องค์ดาไลลามะก็ตัดสินพระทัยลี้ภัยไปอินเดีย ปิดฉากอิสระเสรีของทิเบตอย่างเสร็จสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ปราการที่ผมได้เห็นรอบๆสถูปนี้ ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ครับ รายล้อมรอบผู้เขาหินสีน้ำตาลแดง ตากแดดผ่านร้อนหนาวมานับพันปี ซากปราการเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ให้รุ่นลูกหลานของคนที่นี่ได้เห็นอารยธรรม ความแข็งแกร่งของชาวทิเบตในอดีตกาลครับ หากใครดูหนังเรื่อง Prince of Persia ปราการและภูมิทัศน์รอบนี้ก็เหมือนอย่างนั้นเลยครับ ผมประทับใจนะครับ ณ เมืองเจียนเซ่แห่งนี้

                ล่ำลาเมืองปราการโบราณก็ดิ่งสู่เมืองปลายทางอย่างรวดเร็ว ก่อนตะวันตกดินวันนี้ต้องไปให้ถึงให้ได้ เพราะมันยังอีกยาวไกลเหลือเกินกว่าจะถึงปลายทาง การที่มีจุดตรวจเช็คเวลาเพื่อจำกัดความเร็วก็ทำเอาหงุดหงิดไม่ใช่น้อย เสียเวลาอย่างมากเลยครับ ที่ต้องแวะจอดๆเรื่อยๆแบบนี้ เมื่อถึงปลายทางเมืองที่ผมจะมาพักพิงอิงแอบในค่ำคืนนี้ เมืองชิกัทเซ่ในสายตาผมนับว่าเปิดตัวได้ไม่ดีนัก เมื่อสิ่งก่อสร้างจำนวนมากเตรียมผุดขึ้นจากพื้นดินกระจายไปทั่วเขตเมือง ฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวนไปทั่ว เมืองหลวงอันดับสองของทิเบตแห่งนี้ กำลังจะพลิกผันไปสู่ศูนย์กลางความเจริญในอนาคต ผมมองหาความเก่าของเมืองนี้แทบไม่เจอเลยล่ะครับ ไม่รู้เพราะว่ารถไมได้ขับผ่าน หรือว่าฝุ่นเยอะเกินเกินไปจึงไม่ได้เห็นเนื้อแท้ของเมืองนี้รึเปล่า ทำเอาผมรู้สึกชินชากับเมืองนี้อย่างเห็นได้ชัด คงจะบวกกับความเหนื่อยด้วยมั๊งครับ แรงจะให้แต้มคะแนนความงามของเมืองนี้จึงถูกกดขี่ซะติดดินเลยทีเดียว ก็พวกผมเดินทางบนรถเจ็ดชั่วโมงกว่าๆนี่นา ถูกดูดพลังแทบหมดสิ้นเลยล่ะครับครานี้

                เข้าโรงแรมวางของเสร็จ คาราวานนักท่องเที่ยวก็กลายร่างเป็นนักกินครับ หิวกันแล้วก็ไปลุย Hotpot กันเลย ต้มๆลวกๆที่วาดฝันไว้ วิ้ววๆๆๆ ผมแอบดีใจเล็กน้อยครับกับอาหารมื้อนี้ เพราะตั้งแต่เข้ามาในร้านก็รู้สึกดีเล็กน้อย ดูสะอาด และไร้กลิ่นเครื่องเทศอันไม่พึงประสงค์ ความดีใจนั้นมาเพียงชั่วพริบตา เพราะน้ำซุปที่ตั้งเทไว้ข้างหน้า พนักงานก็มาทำให้มันน่ากลัวด้วยการเทน้ำมันสีเหลืองประมาณครึ่งลิตรลงไปในหม้อ ตามด้วยพริกเผาโคตะระเผ็ดที่แช่ในน้ำมันเมือกใสลงไปในหม้ออีกประมาณเกือบลิตร น้ำจิ้มเพิ่มรสเติมแต่งด้วยน้ำมันงาชุ่มกระเทียมผักชีตั้งไว้ข้างหม้อ “Oh my Budha พระเจ้าๆ โอย คุณพระๆ Oh my god Oh my god” ผมอุทานอะไรออกมาไม่ได้มากกว่านั้น เพราะช็อกตลึงกับความมันเมือกมหาศาลที่ทำท่าเดือดพล่านอย่างน่ากลัว อย่างกับกระทะทองแดงอย่างไงอย่างงั้นเลย ผมรีบกินรีบเคี้ยวรีบกลืน พยายามปลงและไม่สนใจเรื่องความมัน แล้วคิดบวกในใจว่า “ไม่เป็นไร เรามาเรียนรู้วัฒนธรรมการกินที่นี่ hotpot จีนมันเป็นอย่างนี้หนอ มันมันอย่างนี้หนอ มันหนอมันหนอ” สุดท้ายก็หมดจนได้ กับความมันรอบปาก หน้าฝากผมก็เลยสำแดงเดชเต็มที่ แวววับจับใจภายในชั่วโมงเดียว เจ็บปวดใจจริงมื้อเย็นนี้ ทำเอาอยากวิ่งburnน้ำมัน ที่กินเข้าไปซะตอนนั้น นี่ถ่ายไม่กลัวนอนพะงาบๆริมทางเดินที่ชิกัทเซ่คงวิ่งไปแล้วล่ะครับ

                ไม่มีอะไรถูกใจในเมืองนี้ และอาหารเย็นนี้ อาการปวดหัวเล็กน้อยกับความเพลียเหนื่อยล้าที่มาตามไล่ให้ผมเข้านอนก่อนเวลา ผมซัดพาราไปสองเม็ดก่อนนอน พร้อมทั้งบอกลาความเมื่อยล้าในวันนี้อย่างรวดเร็ว ราตรีสวัสดิ์ครับชาวโลก

Day6(1/8/2555) : Shigatze – Lhasa

                เปิดตามองเพดานด้วยความง่วงในยามเช้า โอย เช้าแล้วหรอเนี่ย ฝ่ามือก็เที่ยวตะเกียกตะกายหาโทรศัพท์ ภารกิจปลุกสมาชิกของผมก็เริ่มต้นขึ้น โทรเรียกห้องข้างเคียงให้ลืมตาดูโลกอย่างผม ก่อนจะหิ้วตัวเองเข้าไปอาบน้ำยามเช้า ก็แค่แปรงฟันล้างหน้าเท่านั้นเองครับ แค่นี้ก็สะอาดมากพอแล้วครับ

                กิจกรรมวันนี้ของผมไม่มีอะไรมากครับ นั่งรถตรงดิ่งกลับลาซาอย่างเดียวครับ มีแวะกลางทางเล็กน้อยเพื่อถ่ายรูป และชมวิวแม่น้ำที่ไหลรายทางไปเรื่อยๆ ทางที่กลับนี้จะถึงเร็วกว่าขามาเล็กน้อยครับ แค่ไม่อ้อมมาก แต่ก็ยังไกลอยู่ดี ต้องนั่งรถถึงหกชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึง พวกผมก็พยายามทำเวลาเช่นกันครับ จึงไม่ได้วุ่นวายอะไรมาก ประกอบกับวันนี้ ทุกคนดูอ่อนเพลียกัน เห็นนอนหลับในรถตื่นแล้วตื่นอีกอยู่หลายรอบ วัตถุประสงค์เดียวของพวกผมในวันนี้คือทำอย่างไรก็ได้ให้กลับไปถึงลาซาให้เร็วที่สุดครับ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายครับที่จะได้นอนที่เมืองนี้ ตั้งใจว่าจะไปถึงให้เร็ว เดินชิลด์ๆ หายใจรดถนนหนทางแถวนี้ ตระเวนหาของฝากที่ถนนบาร์คอร์ กินเค้ก summit café อีกสักมื้อ ซึมซับบรรยากาศยามเย็น แล้วไปเดินส่องโปตาลายามค่ำคืนเป็นการส่งท้าย วีดวิ้วววว อย่างกะ มาออกเดทกับเมืองนี้เลยนะครับ

                นึกแล้วใจหายเหมือนกันครับ ไวจัง ผมเพิ่งจะวิ่งเหินเดินคล่องได้ไม่เท่าไรก็ต้องเตรียมไปกลับไปซะแล้ว พรุ่งนี้ก็ไปเที่ยวและนอนค้างที่ทะเลสาบนัมโซอีก เตรียมโบกมืออำลาได้เลยล่ะครับ

                ที่พักในค่ำคืนนี้ต้องเปลี่ยนที่ครับ เพราะเกิดความขัดข้องในการจองเล็กน้อย ทำให้ต้องพวกผมต้องย้ายไปอยู่โรงแรมHeritage โรงแรมเปิดใหม่ที่แทรกตัวในชุมชนทิเบต ทำเอางงเหมือนกัน เพราะพอเปลี่ยนที่ก็ไม่มั่นใจว่าจะเดินหลงรึเปล่า ไกด์เลยต้องพาพวกผมมาเดินแอ่วรอบถนน ก่อนจะอำลาพวกผมไปพักผ่อน สงสัยแกคงเพลียเหมือนกัน ผมว่านะ ก่อนที่แกจะมาปล่อยพวกผมไกด์ก็พามาร้านPeace of mind ร้านขายของฝากทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ Magnet ผ้าพันคอ หวีจากเขาจามรี หินเทอร์คอยซ์ และหินทิเบต เดินวนเวียนอยู่หลายรอบล่ะครับกว่าจะได้ของมา เพราะมันแพงจนไม่อยากจะซื้อ เบี้ยน้อยหอยน้อยกันทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ซื้อติดกลับมา เพราะว่ามีขายที่เดียวในโลก และโลกนี้ก็คงมีที่เดียวที่มอบความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสิ่งนี้…หินทิเบตครับ หินสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ได้รับการแต่งลายที่เป็นเอกลักษณ์ เคลือบเงาแวววาวไร้รอยขีดข่วน ใส่แล้วช่วยดูดซับโรคภัยไข้เจ็บ เค้าบอกว่าคนที่เชื่อมั่นหินก็จะศักดิ์สิทธิ์มากครับ ผมก็ซื้อกลับมาชิ้นหนึ่งครับ เอามาห้อยคอ ลงทุนสักเล็กน้อยในราคาที่พอไหวสองพันบาทกว่าๆ ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์อะไรผมไม่รู้ครับ แค่ผมคิดในสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดว่า ผมชื่อในทุกสิ่งที่เป็นบวกอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆไร้ภัยไร้โรคา กฎแห่งUniverse ที่ว่าด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะทำให้ความคิดผมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ นี่ล่ะครับ ศัรทธาของผม…ไอ่ย่ะ ไอ่ย่ะ ไอ่ย่ะ ชื่นชมกับความศัรทธาของตัวเองสามรอบ เพื่อความสิริมงคล ^^

                เสร็จจากร้านหิน ไกด์ก็พาผมไปหาซื้อเสื้อชนชาติทิเบต คือผมบังคับไกด์ว่างั้นเถอะครับ จะพูดภาษาไทยตรงๆว่า กูอยากได้ กูจะเอาง่า เมิงไปต่อราคาให้หน่อย เดินวนเวียนอยู่ไม่นาน กับแดดร้อนๆเปรี้ยงปร้าง ลองใส่ได้สองตัว เลิกดีกว่าครับ ตัวแรกใส่แล้วพอดีไหล่แต่เอวลอย อีกตัวใหญ่โคล่งแขนยาวจนเอาสามารถเอามีดมากรีดขีดให้เป็นฝอยทำพู่ได้สบายๆ การเดินหาของตอนนี้ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนบรม ผมเลยยกเลิกการเฟ้นหาเสื้อครับ เดินหาอะไรที่พอฝากได้ดีกว่า แล้วไปหาที่หลบร้อน สุดท้ายก็ได้Magnetมากันคนละชิ้นสองชิ้นครับ ระหว่างที่ยังเดินหาของฝากกันยังไม่เสร็จ ความหิวระดับสิบเข้ามาเยือน มันมาเยือนแบบไม่เตือนครับ เพราะหิวจนปวดท้องปวดบิดทันที ตอนนั้นคิดในใจเลยว่า มาแล้วdyspepsia แค่กินอาหารผิดเวลา หรือกินได้น้อยไม่กี่มื้อมันก็จะมาเยือน ทำไงได้กระเพาะอ่อนแอนี่หว่า ยิ่งมีประวัติไม่ดีเคยอาเจียนเป็นเลือดมาหนึ่งครั้ง ทำให้รู้ว่ากระเพาะผมมันบางกว่าหน้าผมอีก ผมเลยหาร้านอาหารกินทันที ในเวลานั้นก็มีพี่ๆเพื่อนๆในกลุ่มบางคนก็มีหิวบ้างแล้วครับ เลยลากกันไปหาของกินกัน ร้านอาหารที่รีบปรี่เข้าไปเป็นร้านเดิมที่เคยกิน ร้านNamaste Lhasa ตอนนั้นจำได้ว่าถึงขั้นระดับโมโหหิว พูดจากวนตีนมากเลยล่ะครับ พยายามจะเบรกตัวเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ ผมรีบสั่งแล้วนั่งสงบสติ นั่งรออาหารไม่นานก็ได้กิน ของผมมาก่อนก็จ้วงเข้าปากเคี้ยวๆกลืนทันที ฮ่าๆ กินไปสามคำค่อยยังชั่ว สีหน้าอารมณ์ค่อยๆเปลี่ยน สีหน้าจากสีแดงกลายสีขาวๆคล้ำแดดหน่อยๆอย่างรวดเร็ว เหมือนหมาบ้าได้ยาสลบอย่างไงอย่างงั้นเลย ฮี่ๆ อิ่มๆก็นั่งดูคนอื่นกิน เอนหลังนั่งไขว่ห้างดูนู้นดูนี่ กระดิกเท้า ดิ๊กๆๆ รอคนอื่นกินเสร็จครับ

                หลังเอาอาหารเติมใส่ท้องก็เดินหาพวงกุญแจของฝากอย่างสุดท้ายที่ผมอยากได้ครับ เดินตระเวนสบายๆ แดดเริ่มอ่อนลงพอได้รู้สึกสบายตาบ้าง จังหวะที่ซื้อพวงกุญแจ ก็สื่อสารกันอย่างออกรส ต่อราคาภาษาจีน ภาษามือ และภาษาเครื่องคิดเลข กว่าจะสำเร็จทำเอามึนไปตามๆกัน เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีพวกชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาดูแล้วมันทำหน้าอารมณ์ประมาณว่า ทำไมหนุ่มหน้าตี๋อย่างผมจึงพูดไม่รู้เรื่อง ผมอยากจะโบกหัวรายคนเลยล่ะครับ  เพราะพวกนี้มันดันมาช่วยอธิบายแทนคนขายเป็นภาษาจีนใส่ผม ผมเลยรีบชิงพูดอย่างไว “หว่อสื้อไท่กว๋อ หว่อปู้จือเต้า” แปลตามอารมณ์ได้ว่า “กูเป็นคนไทย กูไม่เข้าใจ” แล้วผมก็ทำหน้าหงุดหงิดผสมสยามเมืองยิ้มกลับไป เหล่ากองทัพชาวจีนพวกนั้นก็ล่าถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว หลังได้ของฝากครบ ก็ซื้อผลไม้อีกเล็กน้อยเผื่อออกไปนอกเมืองจะกินอะไรกันไม่ได้ แล้วก็ไปนั่งพักกันที่ร้านกาแฟครับ Summit Café แหล่งพักผ่อนหย่อนเท้าของผม ฮ่า! สบายจัง นั่งไปเรื่อย จิบช็อกโกแล็ตเย็น กินเค้ก โอ้ว ไร้กลิ่นจามรี มีความสุขเป็นไหนๆ ช่วงเวลาสั้นๆวันนี้ พวกผมก็ได้เป้าครับ เดินชิลด์นั่งชิลด์กันเล็กน้อย รอพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน แล้วถ่ายรูปหน้าวังโปตาลากัน

                ส่งท้ายลาซาคืนนี้ที่หน้าวังโปตาลาครับ พวกผมเดินไปไม่ทันพระอาทิตย์ตก เพราะมัวแต่ชิลด์กันอยู่ เลยไปนั่งเก็บบรรยากาศ ลาซา และโปตาลายามค่ำคืน ในคืนนี้เหล่าผู้คน ทั้งคนทิเบต หมู่นักท่องเที่ยว เดินสวนไปมาก็ยังขวักไขว่ ไหล่กระทบหลังกระแทกกันตลอดทาง ภาพที่พวกผมไม่คุ้นเคย และถูกยัดเยียดจนคุ้นชินจากเหล่าทหารตำรวจ ก็ไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ใส่พวกผมได้อีก เดินยืดทำงานของพวกเมิงไป พวกกูพลเมืองดีไม่สนใจหรอกนะ งานของผมคือแบกขาตั้งกล้องไปให้พี่แป๊บเก็บภาพหน้าวัง และตั้งใจว่าจะถ่ายภาพหมู่กัน ส่วนกล้องอื่นๆก็เก็บภาพกันตามอัธยาศัย ระบำน้ำพุก็แสดงต้อนรับ และเตรียมอำลาพวกผมในค่ำคืนนี้

                ตำแหน่งเก็บภาพวังโปตาลามีหลายจุด พวกผมถ่ายไล่ไปเรื่อยจนไปหยุดอยู่ที่ลานจัตุรัสกว้างด้านหน้าพระราชวังครับ พอได้ไปยืนตรงนั้น จะสามารถมองเห็นปราสาทขาวที่โอบล้อมปราสาทสีแดงน้ำตาลไว้ทั้งหลังอย่างชัดเจน แสงไฟสปอร์ตไลท์ช่วยส่อง ขับให้พระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้ดูมีพลังและน่าเกรงขามมากขึ้น ผมนั่งมองยืนมองสักพัก ก็รู้สึกอยู่ในใจอยากบอกกับวังนี้ว่า คุณนี้ช่างเป็นคนที่ไร้ชีวิตชีวาเสียจริงๆ ผมรู้สึกว่าคุณก็แข็งแกร่งมากนะ ที่สามารถอดทนถูกขังจองจำบนบ้านเมืองตัวเองแบบนี้ และคุณก็เก่งมากนะที่ยังยืดหยัด ณ ตรงนี้ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้กับคนทิเบตทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเกิดจากพลังอะไรที่มีอยู่ในตัวคุณ ณ ตอนนี้ผมก็ศรัทธาในตัวคุณเหมือนกัน ชื่นชอบคุณมาก ประทับใจคุณมาก จึงได้ดั้นด้นทรมานกายมาถึงที่แห่งนี้ แล้วก็ไม่ผิดหวังสักนิด คุณไม่เพียงนำพาให้ผมรู้จักคุณเพียงอย่างเดียว คุณทำให้ผมหลงรักประชาชนคนทิเบตของคุณ คุณทำให้ผมหลงใหลในความน่ารักที่ยังคงมีซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ที่พบได้ไปเหยียบบนดินแดนของคุณ ผมยังไม่รู้จักคุณมากนัก แค่เพียงรู้จักคุณมากขึ้น และผมเชื่อว่าคุณยังเป็นคนลี้ลับในสายตาผม และคนทั้งโลกเสมอ คุณไม่จำเป็นต้องเปิดเผยอะไรทั้งสิ้น เป็นอย่างที่คุณเป็นอย่างนี้ล่ะ จะได้ไม่ทรมานบอบช้ำไปกว่านี้ และให้คุณรู้ไว้นะครับว่า ความลี้ลับและความศักดิ์สิทธิ์นั้น คือเสน่ห์ของคุณ ขอบคุณมากครับโปตาลา

                พวกผมได้มีโอกาสเก็บภาพส่งท้าย พร้อมเสียงหัวเราะกันหน้าพระราชวัง นับว่าเป็นวันที่เหนื่อยล้า แต่มีความสุขมากครับ ยิ้มแบบที่ใจอยากยิ้ม สลัดความกลัวต่างๆที่เคยมีทิ้ง สิ้นสุดแล้วครับคืนนี้ที่ลาซา โบกมือลา พร้อมเร่งฝีเท้ากลับเข้าที่พักก่อนที่เวลาจะเกินเลยไปมากกว่านี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ

>> to be continue >>

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part III