Sep 05

Day9(4/8/2555) : Train – Xining – Chengdu

                ตึงๆๆๆๆๆ เสียงสั่นเบาๆของรถไฟได้ปลุกผมให้เพิ่มตื่นในเช้าวันใหม่ ศีรษะของผมยังคงลอดอยู่ใต้โต๊ะวางอาหาร แขนขาลำตัวผมนาบติดพื้นและขนาบด้วยเตียงของพี่แป๊บและไอเบิ้มทั้งสองข้าง กี่โมงแล้วไม่รู้คาดว่าคงเช้าพอสมควร เพราะเมื่อคืนเข้านอนเร็ว หลับซะเต็มอิ่มเลยล่ะ ผมมุดหัวออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วส่งเสียงทำลายความสุขชาวบ้านชาวช่อง “ตื่นได้แล้วคร๊าบบบบ เช้าแล้ว” สักพักแต่ละคนก็พลิกตัวหันหลังบิดขี้เกียจหมุนตัวกันอย่างกับผ้าขี้ริ้วเอามาบิดน้ำเลย หน้ามันมอมแมมกันไปหมด ทนสภาพความมันไม่ไหวผมเลยไปจัดแจงล้างหน้าล้างตาก่อนจะมาโวยวายเสียงดังในห้องต่อ ขนมเสบียงยามเช้าถูกนำมาแทะโลม กินอะไรได้บ้างน้า แล้วก็คว้าเนสวิต้าหน้าเจย์โชว์มากิน แกะกระป๋องราดบุกลงไปแล้วเทน้ำร้อน นั่งภาวนารอให้ความอร่อยได้ที่แล้วเปิดฝากินกัน รสชาติถือว่าพอใช้ได้เลยล่ะครับ

                หลังกินเสร็จมานั่งดูนาฬิกา โอ้วอีกตั้งหกเจ็ดชั่วโมงแน่ะกว่าจะถึงซีหนิง ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็นอนเอกแขนกกันมองวิวทางนั้นทีทางนู้นที พี่แป๊บก็นั่งดูซีรี่เชอร์ลอคโฮมอย่างเอาเป็นเอาตาย แข่งกับไอเบิ้มกดเกมส์อย่างไม่ลดละ ใครหยุดก่อนเป็นแพ้เลยล่ะครับ ส่วนพี่เจก็แต่งหน้ากลบรอยด่างดำจากแดดทิเบต และทำหน้าที่เป็นดีเจเปิดเพลงกล่อมน้องๆบนรถไฟ เฮียธีร์ก็ทำนู้นทำนี่ ถ่ายรูปเดินไปมา สอนผมใช้โปรแกรมFinancistoในโทรศัพท์บ้าง ส่วนตัวผมเองนอกจากจะนั่งฟังเฮียสอนใช้โปรแกรมแล้ว ผมก็มานั่งดูรูปตัวเอง ดูรูปของคนอื่น นอนกลิ้ง ก่อกวนความสุขไปเรื่อย สบายจังเลยครับ การได้นั่งบนรถไฟเฉยๆสักวันนึงผมว่ากำลังดีเลยล่ะครับ ใครมีโอกาสมาก็นั่งเครื่องมาลงซีหนิงแล้วต่อรถไฟเข้าทิเบตสักหนึ่งวันหนึ่งคืน กำลังดีเลยล่ะครับ

                การได้นั่งรถเฉยๆวันนี้ ไม่มีอะไรที่มันน่าเบื่อเลยครับ ได้นั่งบนฟูกสบายๆ เอกเขนกอยู่บนเตียง หยิบขนมมากิน นั่งคุยไปเรื่อย หัวเราะไปพลาง มองเห็นทุ่งหญ้ากว้างสีเขียว สลับกับทุ่งดอกไม้สีเหลืองบ้าง สีม่วงบ้าง บางช่วงก็ผ่านที่โล่งกว้างอย่างกับทะเลทราบ บางช่วงก็แล่นผ่านทะเลสาบขนาดใหญ่ให้ได้ยลโฉม แนวหิวและภูเขาที่นี่แปลกตามากกว่าทิเบต แต่สวยไปอีกแบบนะ ตรงไหนที่ว่าสวยก็วิ่งไปถ่ายรูปกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถ่ายไม่ทัน ก็รถไฟมันวิ่งเร็วจะตายนิ กลิ้งไปกลิ้งมาจนหิวก็โซ้ยมาม่าอีกประป๋อง แล้วกลิ้งไปมาต่อบนเวลาแห่งความสุขแบบนี้ สบายมากมายครับ แนะนำเลยว่าจะมาทิเบตต้องนั่งรถไฟ ไม่ได้ขาไปก็นั่งขากลับอย่างผมนี่ล่ะ ^^ สุขล้นเลยล่ะครับ

                บันทึกความทรงจำวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากจะบอกว่า โคตรจะมีความสุขจริงๆที่ได้เดินทางครั้งนี้ เหนื่อยมาก เพลียมาก กินยากมาก มาตลอดการเดินทาง แต่ก็มีความสุขไม่ใช่น้อยที่ได้มาครับ อย่างบนรถไฟนี้แม้ว่าจะได้นั่งเฉยๆ แต่การได้นั่งเฉยๆหลังจากที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียกันยาวนานก็ทำให้เวลาบนรถไฟนี้มันคุ้มค่า และมีความสุขไปไม่น้อยไปกว่าการได้เดินบนโปตาลาเลย ความสุขนั้นไม่แตกต่าง ต่างแค่สาเหตุที่จะทำให้เราสุขเท่านั้นครับ

                สิ้นสุดปลายทางของสถานีที่ซีหนิงครับ จัดแต่งองค์ทรงเครื่องตัวเอง นับของให้ครบ แล้วรอรถไฟหยุดครับ พวกผมห้าคนพร้อมแล้วที่จะก้าวเท้าเดินออกมาลุยจีนแผ่นดินใหญ่อีกครับ ที่ใหญ่กว่าคือการต่อสู้ชิงดีกับกองทัพชาวจีน ที่ยังแย่งกันออกจากสถานีรถไฟ แย่งกันเดินขึ้นบันได พูดคนกันดูสับสนอลหม่านไปหมด  พวกผมก็เดินกันงงๆออกมาจะไปทางไหนก็ไม่รู้ ผมไม่ได้วางแผนไว้ครับ คิดว่ายังไงก็ไปรถแท็กซี่อยู่ดี แต่พี่ๆจะลองต่อบัสเข้าในเมืองแล้วต่อไปสนามบินอีกที ก็เลยตามนั้นครับ ผมล่ะไม่อยากเลยครับ เพราะผมอ่านภาษาจีนก็ไม่ออก จะดูป้ายอะไรก็ไม่ได้ สื่อสารก็ห่วยขั้นเทพ ลาเลยล่ะงานนี้ สุดท้ายก็ต้องมาต่อราคารถแท็กซี่ครับ แม่งโก่งราคากูเห็นกูหน้าญี่ปุ่นหน่อยก็ไม่ได้ บอกว่าพูดจีนได้นิดหน่อยก็สวดมันต์ร่ายคาถาใส่กรูอยู่นั่นล่ะ ก็บอกว่าไม่รู้เรื่องไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจภาษาคนรึไงฟระเนี่ย แง่มๆๆ นี่ถ้ากัดคนไม่ผิดจะกระโดดกัดคอมันแล้ว บ่นอุบบ่นอิบ นั่นล่ะครับ คุยไม่รู้เรื่อง ผมก็ใช้ภาษาจีนขั้นรากเหง้าคุยกับมัน สุดท้ายก็ได้ราคาที่ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ เพราะมันก็อยากได้มากกว่านี้ ส่วนผมก็อยากได้ถูกว่านี้ แต่มันกลัวว่าจะไม่ได้ลูกค้า พวกผมก็กลัวว่าถ้าต่ออีกแล้วมันไม่เอาต้องไปต่อราคาสื่อสารใหม่ก็ไม่ไหว เลยต้องนั่งรถไปด้วยความจำยอม

                คนไทยห้าคนที่ออกมาเจอะแสงแดดอุณหภูมิร้อนเปรี้ยง ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่สบายนั่งบนฟูกอากาศเย็นอย่างกะเทวดา ณ ตอนนั้นเหมือนถูกถีบตกสวรรค์อย่างไงอย่างงั้นเลยล่ะครับ ต้องมาเดินแบกของหนักสิบกิโลตากแดดร้อนๆ คุยกับคนต่างด้าว ขึ้นรถประทุนเปิดหน้าต่างโดนลมร้อนระดับทะเลทรายซาฮาร่าโกรกหน้า เหงื่อทำท่าออกเป็นหมดเกาะตามตัว ตามซอกหลืบร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่ออย่างต้านทานไม่ได้ โอยยยยย…เพลียจริง พลังที่สะสมมาตลอดบนรถไฟหมดในบัดดล ผมหลับหน้ารถทั้งอากาศร้อนๆอย่างนั้นล่ะครับ ตื่นเป็นห้วงๆหันมาทำหน้าตาดสดใสแล้วหลับต่อ ปลายทางที่สนามบินซีหนิงครับ ถึงแล้วก็จัดแจงจ่ายตังค์โบกมือลาคนขับ แล้ววิ่งถลาเข้าสนามบินทันที

                ที่สนามบินซีหนิงพวกผมอาศัยอยู่นานเลยล่ะครับ ตั้งแต่บ่ายสามกว่าๆยันเที่ยงคืน ก็เครื่องทิเบตแอร์ไลน์อะดิครับ มันดีเลย์ตั้งสองชม. แม่ง…โมโหนิ ยิ่งเพลียๆอยู่ ก่อนจะไปบนเรื่องเครื่องก็ต้องบอกว่าพวกผมมาถึงสนามบินแต่เนิ่นๆเลยครับ กลัวมาไม่ถูกกลัวตกเครื่องเลยมารอที่ตรงนี้ดีกว่า พอมาถึงที่ก็หาของกินในสนามบินกันล่ะครับ หิวเล็กน้อยแต่ต้องการที่นั่งวางของรอเช็คอินครับ เลยเข้าไปนั่งกินนั่งโม้ในร้านบุฟเฟ่ต์อาหารจีนครับ จะว่าไปอาหารรสชาติก็พอใช้ครับ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี ผมละเบื่อนิสัยกินยากของตัวเองเหมือนกันครับ ไมรู้จะแก้ยังไง นี่ล่ะครับอุปสรรคสำคัญสำหรับ Backpacker อย่างผม ผมตื่นเช้าแค่ไหนก็ได้ จะเดินทางลำบากลำบนแค่ไหน เจอะอากาศร้อนหนาวแค่ไหน ต้องนอนลำบากลำบนนอนบ้านคนอื่นยังไง ผมทนได้ทั้งนั้น มีแต่ไอ้เรื่องกินเรื่องเดียวนี่ล่ะครับที่ผมยอมแพ้ อย่ามาอะไรมากกับกรูเลยเรื่องกินเนี่ย “เน้นกินเพื่ออยู่ อิ่มท้องเพื่อเที่ยว” เท่านั้นครับ ไม่เน้นหาของอร่อยกินหรือลองของแปลก จะลองเมื่ออยากลองหรือมีคนลองแล้วว่าดีจึงจะลอง เพราะฉะนั้นอาหารอร่อยจึงเป็นแค่กำไรในการท่องเที่ยวของผมครับ

                พอพวกผมกินอิ่มก็นั่งโม้ และเล็งมองหาแตงทิเบตสีเหลืองหวานชุ่มฉ่ำมานั่งกินกัน ทำเป็นกระบวนการเลยครับ มีคนนั่งเล็ง วนเดินไปดู แล้วโฉบมาสักครึ่งค่อนถาดได้ ผมเป็นคนเอามาครับโดนพี่ๆเพื่อนๆด่ายับว่าเอามามากเกินน่าเกลียด แต่ตอนกิน จิ้มกันลืมคำด่าผมเลยล่ะครับ ดูสิครับ ผมน่าสงสารแค่ไหน YoY ได้นั่งพักพอถึงเวลาก็เอากระเป๋าไปโหลด เช็คอินแล้วเข้าไปนั่งรอในสนามบินครับ นับว่าเป็นช่วงที่น่าเบื่อที่สุดของทริปเลยครับ นั่งรอแล้วรอเล่า ทนฟังเสียงชาวจีนโวยวาย พูดกันงึมงำเสียงดังน่ารำคาญครับ ผมเลยนั่งเล่นแท็บเบ็ทอ่านการ์ตูนไปเรื่อยกลบเสียงคนพวกนี้ เลื่อนไปเลื่อนมาก็นั่นล่ะครับเที่ยงคืน พอนั่งเครื่องผมขึ้นไปก็หลับทันทีไม่สนใจใคร อาหงอาหารมาไม่สนตรูจะนอน ถึงอีกทีก็จะลงเครื่องที่เฉิงตูครับ

                ถึงสนามบินเฉิงตูด้วยสภาพสะบักสะบอมยับเยินกันแต่ละคน ในช่วงที่สนามบินเฉิงตูนี้แม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายครับในสมองของพวกผมทั้งห้าคน เอาชนะโต้แย้งด้วยเหตุผลและอารมณ์ พร้อมทั้งปล่อยคำพูดออกมาเป็นระลอก ทั้งความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ไม่พอใจ ขัดแย้ง สุดท้ายอารมณ์มาชนะเหตุผลกันทั้งนั้น ผลลัพธ์คือ ล้มเหลว จากการประเมินของผมนะครับ เนื่องจากว่าวางแผนที่จะนอนสนามบินกันน่ะครับ แต่ทุกคนไม่ไหวกันจริงๆครับ ผมคิดอย่างนั้น แม้ว่าจะได้นอนพักอาบน้ำบ้าง รู้สึกดีกันขึ้นเล็กน้อยในบางคน โดยเฉพาะผมที่หลับได้โดยไร้กังวลที่สุด พอตื่นมาก็มีคนหลับได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่หลับเลยก็มี ผมได้พักและไม่ห่วงของอะไรหรอกครับ เพราะถ้าหลับก็คือหลับ  ส่วนของสำคัญคือเป้ที่เอามาหนุนเท่านั้นครับ จึงไม่กังวลอะไรมาก แล้วที่ล้มเหลวยังไงหรอครับ ก็พอผมตื่นก็เกิดการแตกกระเจิงของทีม หายไปตรงนู้นที่ตรงนี้ที่ เป็นภาวะที่อึดอัดที่สุดเลยล่ะครับ เรื่องมันยาวครับสรุปสุดท้ายผมกับเบิ้มก็พาพี่เจที่ดูอ่อนเพลียที่สุด ไม่ไหวที่สุดเข้าส่งยังโรงแรมเพื่อเติมพลัง ส่วนเฮียธีร์พี่แป๊บก็รอคนขับรถของเฮเลนที่สนามบินครับ และเช้าวันรุ่งขึ้นสี่คนที่เหลือก็เตรียมออกเดินทางเที่ยวในเฉิงตูในวันรุ่งขึ้น จริงๆก็คือว่านี้นี่ล่ะ เพราะเวลาตอนที่ส่งพี่เจเสร็จก็หกโมงกว่าๆแล้วครับ ได้งีบประเดี๋ยวนึงเองครับ ^^

Day9(4/8/2555) : Chengdu(Huanglongxi ancient town) – Bangkok

                เช้าวันใหม่ที่หลับเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เฉิงตูครับ พอรถมารับคนครบ ผม เบิ้ม เฮียธีร์ และพี่แป๊บก็ออกลุยกันเลยครับ รู้สึกว่าตัวเองสดชื่นสุดเลยครับ เมื่อเทียบกับคนอื่น ดูเฮียกับพี่แป๊บอ่อนเพลียเล็กน้อย ส่วนเบิ้มอยู่เวรบ่อยการไม่ได้นอนเป็นเรื่องปกติ ถ้ารู้ว่าเยินขนาดนี้ผมว่าไปนอนโรงแรมเติมพลังจะดีซะกว่าตั้งแต่เมื่อคืนครับ อย่างน้อยจะได้มีแรงเที่ยวของอีกวันด้วย ทุกอย่างมันผ่านมาแล้วก็คงแก้อะไรไม่ได้ครับ เพียงบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยผิดพลาด ครั้งหน้าไม่มีแน่นอนครับทุกคนต้องได้เที่ยวครบ ถ้ามีโอกาสไปกันอีก ส่วนผมถ้าไปเองคนเดียวจะนอนที่ไหนผมก็ไปต่อได้ครับ ทำเอาคิดถึงตอนไปอังกฤษคนเดียวเลย ข้อดีอย่างหนึ่งที่ดีมากๆก็คือ ผมไม่ต้องไปตบตีกับใคร เป็นตัวของผมเอง พาตัวเองให้รอด สุโค่ยจริงๆ ภูมิใจมากครับ ตอนที่ไปเที่ยวคนเดียว ผมเก่งไม่เบาเลยนะครับ ฮ่าๆ ชมตัวเอง ทำไมมาพูดึงเรื่องนี้ได้เนี่ย ^^

                เมืองโบราณหวงหลงซี ผมไม่รู้ประวัติอ่ะครับ ได้ไปสัมผัสบรรยากาศ ดูว่าแต่งเมืองได้สวยดี คิดว่าคงมีการตกแต่งใหม่ทับเมืองเก่าครับ อาหารขนมที่นี่กินได้แต่ไม่อร่อยเลยสักอย่าง คิดว่าทั้งหมดทั้งปวงแล้วคงเป็นความผิดของคนไทยเอง ที่เกิดมาบ้านเมืองเรามีแต่อาหารอร่อยมาก พอไปที่อื่นเลยได้เรียนรู้ว่า แต่ละที่รสชาติห่วยบรมเลยล่ะครับ สิ่งที่ทำให้เมืองโบราณนี้ดูไม่โบราณนั่นก็คือ การที่มีเด็กเล็กผู้ใหญ่วัยรุ่นมาเล่นปืนฉีดน้ำกัน ก็เหมือนสงกรานต์บ้านเราน่ะครับ แต่เค้าเล่นกันเฉพาะที่นี่ เพราะว่าอะไรไม่ทราบ แต่ไม่ใช่วันสำคัญใดๆครับ ทำให้ภาพเมืองโบราณที่จินตนาการไว้มลายหายไป วันนั้นดันเป็นวันอาทิตย์ซะด้วย เด็กๆจึงมาเล่นกันแน่นขนัดครับ นั่นล่ะครับ ทั้งหมดที่จำได้ในหวงหลงซี เดินครบรอบชื่นชมจนถึงเวลานัดก็นั่งรถกลับไปรับพี่เจ และไปยังสนามบินครับ อ่อ…ขอเล่าอีกนิดเกี่ยวกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ มันเอาอีกแล้ว จะถ่ายรูปก็มายืนบัง ยืนแช่ ไม่หลบ ไม่เกรงใจ ผมเลยส่งท้ายก่อนกลับไปสองราย โดยการเอามือปัดออกไปจากลานสายตาแล้วถ่ายรูปต่อด้วยความสะใจ ไม่มีมารยาทเลยจริงๆ ผมเลยขอใช้เชื้อสายจีนดิบๆไร้การกลั่นกรองจากเมืองไทยนี่ล่ะมาสู้สักที สบายใจจริงๆ แค้นนี้ชำระแล้วเพื่อชาวประชา

                บรรยากาศสนามบินก็เหมือนเดิมครับ ทุกคนหลังได้พักได้ผ่อนก็กลับมาเป็นคนปกติ ยกเว้นผมคนเดียวที่ยังบ้าอยู่ ฮ่าๆ กินเคเอฟซีรสชาติห่วยๆ เช็คอินเข้าไปนั่งรอกลับบ้านเกิดเมืองไทยที่รักของผมครับ ลากันที่ครับกับประเทศจีน ครั้งนี้ผมศรัทธาประเทศจีนลดลงอย่างชัดเจน ไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ดีใจที่บรรพบุรุษย้ายมาเมืองไทย ไม่งั้นคงจะแย่เหมือนไอ้พวกนี้ ส่วนทิเบต ยังไงคุณก็ยัง มีเสน่ห์และลี้ลับเสมอ ในสายตาผม …Tashi da rek

                จบแล้วครับบันทึกความทรงจำชีวิตบนหลังคาโลกของผม ทุกอย่างแห่งความทรงจำ ได้แปลรหัสเป็นอักษรเท่าที่จะทำได้ มันคือศิลาจารึกของชีวิตผมครับ ไม่ใช่ของใคร ไม่ต้องเขียนส่งท้ายใดๆกับ(ประเทศ)ทิเบตนี้ ผมได้ถ่ายทอดมันไปหมดแล้ว ทุกความคิด และความรู้สึก ผมยังรอวันประกาศอิสรภาพผ่านดวงตานะครับ และคุณทั้งทิเบตไม่ต้องหวั่นไหวนะครับ พระราชวังโปตาลาจะยังคงอยู่สู้กับพวกคุณตราบเท่าที่คุณยังมีศรัทธาต่อโปตาลาครับ …ถึงเวลานี้ ผมก็ยังคงอยากทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง การท่องเที่ยวในแบบของผม การถ่ายรูปในแบบของผม การแสดงอารมณ์ในแบบของผม การเล่าเรื่องในแบบของผม เพราะนี่คือวิถีการเดินทางชีวิตของผมเอง ผมดีใจครับที่วิถีสะพายเป้ของผมมาถึงวันนี้ได้ และจะยังคงดำเนินต่อไป อย่าหยุดคิด อย่าหยุดฝันกันนะครับ ขอบคุณครับ

Happy Ending!!! ^___^

 

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part V(Happy Ending)