Aug 26

ความจริงทริปนี้เกิดขึ้นมาก่อนที่เราจะตัดสินใจไป Raja Ampat อีกนะ สืบเนื่องมาจากฤดูแล้งทริปเมื่อปลายปีที่แล้ว จากการโหมงานหนักจนทิ้งทริปไปหลายทริป ก็เลยไม่กล้าที่จะจองทริปล่วงหน้า จนมาถึงจุดที่ร่างกายไม่ไหวแล้ว ไม่งั้นประสาทแดกแน่นอน ก็เลยเปิดหน้าตักรับจอยทริปทั่วราชอาณาจักร จนมีพี่น้อง Intania Runner ชวนไปทริป Rinjani ที่ฟอร์มทีมกันบางส่วนและจองตั๋วเครื่องบินช่วงโปรไปกันหมดแล้ว ตัดสินใจไม่นานก็จัดแจงจองตั๋วเครื่องบิน เป็นอันจบข่าว ที่เหลือก็ฟิตร่างกายรอเวลาเดินทาง

แผนการเที่ยว

26 Jul - Bangkok -> Denpasar (AirAsia)
         | Night at Kuta

27 Jul - Day Trip (Nusa Penida) 
         | Denpasar -> Lombok (Garuda)
         | Night at Rudy Trekker

28 Jul - Trekking Day #1 
         | Sembalun Village (1,156m) -> Crater Rim (2,639m)
         | Night at Sembalun Crater Rim

29 Jul - Trekking Day #2
         | Crater Rim <-> Rinjani Summit (3,726m)
         | Crater Rim -> Lake Segara Anak (2,000m)
         | Lake -> Senaru Crater Rim (2,641m)
         | Night at Senaru Crater Rim

30 Jul - Trekking Day #3
         | Crater Rim <-> Senaru Village (601m)
         | Night at Senggigi

31 Jul - Lombok -> Kuala Lampur -> Bangkok (AirAsia)
         | Night at Home Sweet Home

แผนที่วางไว้ใช้เวลาทั้งหมด 6 วัน แวะบาหลี เที่ยวเกาะ 1 วัน แล้วบินไปลอมบอกเดินป่า 3 วัน เหลืออีก 2 วันใช้สำหรับเดินทาง ซึ่งใครที่เคยไปอินโดก็จะพอรู้อยู่ว่า การเดินทางไปเที่ยวแต่ละที่โคตรเสียเวลา และส่วนใหญ่จะเป็นทริปอดนอน โรงแรมมีไว้ให้อาบน้ำและซุกหัว และต้องตื่นก่อน 6 โมงเช้าในทุกทริปไป 555
Intania Runner ล่วงหน้าไปเที่ยวบาหลีกันก่อนวันนึง
สมาชิกตอนที่เราเข้าไปจอยช่วงกลางเดือน Jan 2018 มีอยู่ 14 คน ก็เกี่ยวคนรอบตัวเรื่อยๆจนถึงตอนไปจริง สรุปจบที่ 21 คน ถือเป็นทริปเทรคกิ้งที่คนเยอะที่สุดตั้งแต่ไปมาล่ะ
แต่ยังโชคดีที่ส่วนใหญ่เป็นพวกนักวิ่งกันทั้งนั้น ก็พอรู้เคมีของแต่ละคนอยู่ บ้าระห่ำและพร้อมลุยกันสุดๆ

 

เดินทาง

เนื่องจากซื้อตั๋วทีหลัง ก็เลยบินตรงคนเดียวไปเลย หลังๆพออายุมากขึ้น ก็ยอมจ่ายเงินแลกความสบายล่ะ บินตรงไปบาหลีเหงาๆคนเดียว ถึงสนามบินตั้งแต่ 5 โมงเย็น รอกรุ๊ปหลักมาถึงประมาณทุ่มนึง ถามราคา Taxi ที่สนามบิน โดนฟันหัวแบะ IDR 250k ต่อคันนั่งได้ 4 คน ก็เลยลองติดต่อไปที่โรงแรมให้เค้าเอารถมารับ รอไปรอมาทีมดึกก็มากันพอดี สรุปครบทีมนั่ง Coach ไปโรงแรมด้วยกัน 18 คน กว่าจะถึงโรงแรมก็ปาไป 4 ทุ่มล่ะ สรุปค่ารถแค่ IDR 250k ทั้งคัน รวม 18 คน!! รอดชีวิตจากการฟันหัวแบะมาหนึ่งเปราะ เดินหาอาหารกินรอบดึกก่อนแยกย้ายกันไปนอน พร้อมตื่นแต่เช้าตรู่ไปเที่ยวเกาะกัน
สนามบินงูระฮ์ ไร ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เคยเหมือนเดิมสักครั้ง

ข้ามเกาะ

แพลนวันนี้จะเป็น Day Trip เที่ยวเกาะ Nusa Penida จริงๆเราเคยไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ไปดำน้ำดู Mola Mola ที่ Crystal Bay รอบนี้มาเที่ยวบนดินกันบ้าง
เที่ยวเกาะรอบนี้ก็ต้องใช้แต้มบุญเยอะอยู่ เพราะเมื่อวานไกด์เพิ่งส่งมาบอกว่า คลื่นสูงมากกกก เรือถูกสั่งห้ามออกมา 2 วันแล้ว อาจจะข้ามเกาะไม่ได้ ทุกคนนี่ลุ้นกันเยี่ยวเล็ดมาก เพราะถ้าไม่ได้ข้ามเกาะก็คือเที่ยวเมือง เที่ยววัด ซึ่งไม่มีใครเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเที่ยวเมืองเลยสักคน ฮ่าๆ รวมถึงข้าพเจ้าเคยมาบาหลี 2 ครั้งแล้ว ก็จะเที่ยวทะลุปรุโปร่งอยู่หน่อยๆ
แต่โชคก็เข้าข้างเรา เดินทางไปถึงท่าเรือ คลื่นไม่แรงมาก ไกด์ส่งสัญญาณ OK!! ไปได้!!

เย้ !! หยอดตู้แต้มบุญไปหนึ่งกำมือ!

 

Sanur Beach ยามเช้า รอลุ้นเรือข้ามไป Nusa Penida
วันนี้เรือออกช้ากว่าทุกวันเพราะต้องรอคลื่นเบา และต้องกลับเร็วกว่าทุกวันก่อนที่คลื่นจะกลับมาแรง ทำให้เวลาสำหรับเที่ยวในเกาะ ลดลงไปอีก สรุปได้ไปเที่ยวแค่ 3 ที่ Kelingking / Angel’s Billabong / Broken Beach
แล้วก็รีบกินข้าวเที่ยง รีบนั่งเรือกลับมา ไปเอาของโรงแรมแล้วก็ไปสนามบินกันต่อ
The Broken Beach

เตรียมเข้าป่า

แลนดิ้งที่ Lombok ประมาณ 4 ทุ่ม ออกมาจากสนามบินก็เจอป้ายไวนิลเล่นใหญ่ของทีม Rudy Trekker รอรับอยู่ ยังพูดเล่นๆอยู่ว่า เล่นใหญ่ขนาดนี้ ถ้าขึ้นไม่ถึงยอด คงต้องอับอายมากๆ
นั่งรถต่อไปยาวๆอีก 3 ชม. เพื่อไปที่พักของเราคืนนี้ ก็หลับไปยาวๆฮะ
ถึงที่พักประมาณตี 1 พวกเรายืนยันที่จะ Brief กันคืนนี้เลย เพื่อจัดทีมกัน
สมาชิกส่วนใหญ่ เป็นนักวิ่งมือฉมัง ผ่านสนาม 100K+ มาทั้งนั้น ส่วนเราเป็นนักวิ่งท้ายแถวที่ร้างรางานวิ่งมานาน แล้วก็มีกลุ่มนักไต่เขามือใหม่มาด้วย ก็เลยตกลงที่จะแบ่งเป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆ กลุ่มเดินชิล กับกลุ่มวิ่งชิล ฮ่าๆ

Midnight Briefing

รินจานี (Rinjani)

ภูเขาไฟรินจานี ตั้งอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือของเกาะลอมบอก ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่อยู่ถัดจากเกาะบาหลีไปทางด้านขวา สูงประมาณ 3,726m ถือเป็นภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย
ภูเขาไฟรินจานี เป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ (Active Volcano) ยังมีการปะทุอยู่เป็นระยะๆ ปะทุครั้งล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2015
Bali | Nusa Penida | Lombok | Rinjani

เข้าป่าวันแรก

ทริปนี้เรามากัน 21 คน ทาง Rudy จัดลูกหาบไว้ 21 คนสำหรับแบกของกินของใช้สำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมถึงลูกหาบที่เราจ้างเพิ่มอีก 5 คนสำหรับแบ่งเบาน้ำหนักตอนที่เราต้องเดินไต่เขากัน แล้วก็มีไกด์คอยติดตามเราทั้งหมด 6 คน รวมจำนวนคนที่จะต้องเดินทางมุ่งสู่ Rinjani สำหรับกรุ๊ปเราอย่างเดียวประมาณ 53 คนเห็นจะได้ เป็นจำนวนที่เยอะที่สุดเท่าที่เคยเดินป่ามาเลย
คือเค้าต้องแบกไปทุกอย่างจริงๆทั้งอาหารและน้ำดื่มสำหรับ 3 วัน (น้ำแร่เปิดขวดใหม่ทั้งหมด ไม่ได้เติมน้ำจากลำธารเหมือนบางกรุ๊ป) รวมถึงเต้นท์ ถุงนอน หมอน แผ่นรองนอน โต๊ะ เก้าอี้ ถังแก๊ส เตาแก๊ส คือทุกอย่างจริงๆ แม้ว่าเดินขึ้นไปลำบาก แต่กินอยู่เยี่ยงราชาแบบขั้นสุด
เดินได้สักนิดสักหน่อย หยุดถ่ายรูปเป็นพักพัก พัก พัก ~by Phong
ตื่นเช้าตรู่ กินอาหารเช้า แล้วก็นั่งรถ 45 นาทีไปจุดเริ่มที่หมู่บ้าน Sembalun Village เช็คอินกับอุทยานเรียบร้อยก็เริ่มเดินกันจริงจัง จากจุดเริ่มเราจะผ่านจุดพักระหว่างทั้งหมด 4 จุด ต้องไต่ระดับความสูง 1,500m บนระยะทางทั้งหมด 10Km ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย
Sembalun Village -> POS1 -> POS2 -> POS3 -> POS4 -> Sembalun Crater Rim
ทางเดินขึ้นแรกๆจะเป็นทุ่งหญ้า Steppe ไต่ขึ้นไปอีกหน่อยจะเป็นทุ่ง Savanna ขึ้นไปอีกหน่อยก็จะเป็นป่าสน ทางเดินมีตั้งแต่ดินแน่น ดินอ่อน หินภูเขาไฟ หินลอย มีทุกอย่างจริงๆ ตอนแรกเข้าใจว่าหินภูเขาไฟลื่นๆไหลๆ จะมีแค่ตอนที่เดินขึ้นยอด แต่มันไม่ใช่!! แม่งมีตลอดทางเลย เดินยากชิบ! แม้ระยะจะบอกว่า 10Km แต่ถ้ารวมระยะไหลแล้ว มีถึง 12Km อ่ะ
ระหว่างทางเดินกับทุ่งหญ้าสเตปป์
ถือว่าโหดมากนะสำหรับมือใหม่ แต่ก็ต้องยอมรับความกล้าและความใจเด็ดของมือใหม่ในทีมด้วย นายแน่มากจริงๆ นับถือ
ในที่สุดเราก็ทำได้ตามเป้า คือถึง Crater Rim ก่อนพระอาทิตย์ตก พักผ่อนอากาศชิลๆ ถ่ายรูปจนพระอาทิตย์ลับฟ้า แล้วอากาศก็เย็นลงอย่างรวดเร็ว ต้องรีบเข้าไปอาบน้ำด้วยทิชชู่เปียกอย่างรวดเร็วจะได้เปลี่ยนเป็นชุดพร้อมลุยหนาว
เรากินข้าวเย็นกันบนปากปล่องภูเขาไฟ กินเสร็จถ่ายรูปท่ามกลางแสงดาวและแสงจันทร์เต็มดวงที่สาดแสงส่องสะท้อนกลุ่มเมฆที่ปกคลุมอยู่เบื้องล่าง มันช่างงดงามดั่งสรวงสวรรค์จริงๆ
ถ่ายรูปท้าหนาวพอเป็นพิธี แล้วตัดสินใจไปนอนพักผ่อน เพื่อเตรียมรับศึกหนักในวันรุ่งขึ้น
View on Rinjani Crater Rim over the misty cloud at da Full Moon night

เข้าป่าวันที่สอง

ตื่นตี 2 กินขนมปังอบไข่ชีส กับช็อกโกแล็ตร้อน แล้วก็ออกเดินทางตอน 2:30 กรุ๊ปเราออกเดินทางกันช้ากว่ากรุ๊ปอื่น ไม่แน่ใจว่าเค้าเห็นว่าเราเดินเร็วกันหรือเปล่า หรือว่าอยากให้ขึ้นไปช้าหน่อยคนอื่นจะได้ลงกันหมดแล้ว และได้มีเวลาชิลนั่งกินชากาแฟกันข้างบน
แผนวันนี้เราต้องเดินทางไกลทั้งวัน ไต่ความสูงสะสมขึ้นเขา 1,700m และลงเขาอีก 1,700m หนักกว่าวันแรก 2 เท่า
Crater Rim -> Rinjani Summit -> Crater Rim -> Lake -> Senaru Crater Rim
ผมเดินทางไปกับเวฟแรกตอน 2:30 ด้วยความตั้งใจว่าจะไปถึงยอดให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้นตอน 5:45 นั่นคือมีเวลาประมาณ 3:15 ชม กับระยะ 4Km ประมาณ 50min/Km ก็น่าจะพอเป็นไปได้อยู่

ฟ้าเริ่มสว่าง แต่หนทางอีกยาวไกล
แต่หลังจากเดินไปได้สักนิดหน่อย ก็เริ่มรู้ตัวว่าไม่น่าจะทัน เพราะทางมันเชี่ยมากกกกก ชัน ลื่น ไหล ฝุ่นตลบ เข้าใจแล้วว่าเดิน 2 ก้าว ไหลลง 1 ก้าวมันเป็นยังไง พอได้ขึ้นไปบนสันเขาทางเรียบขึ้นก็พอโอเค ทำเวลาได้หน่อย แต่เดินไปอีกนิดมันเริ่มชันขึ้นเป็น exponential ก้าวหนืดลงเรื่อยๆ และด้วยความสูงตอนนั้นประมาณ 3,500m+ ระดับออกซิเจนในอากาศเหลือแค่ 13% เท่านั้น ก้าวได้ประมาณ 4-5 ก้าวก็ต้องหยุดพักหายใจ หลายๆคนเรียกเนินตรงนี้ว่าเนินซอมบี้ เพราะคนที่เดินขึ้นไปจะเดินเหมือนซอมบี้มาก ฮ่าๆ
และขณะที่ผมไต่เขาที่ความสูง 3,547.40 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลบนทางชัน 45 องศาอยู่นั้น ผมก็รู้สึกถึงความสั่นไหวของพื้นดินบริเวณนั้น.. แล้วทุกอย่างรอบข้างผมมันก็ไม่เหมือนเดิม..
สามนาที หลังแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว

29 July 2018 เวลา 06:47:38 GMT+8 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ตามมาตราริกเตอร์ นอกชายฝั่งเกาะลอมบอก แรงสั่นสะเทือนกระทบมาถึงภูเขาไฟรินจานีที่พวกผมกำลังเดินขึ้นยอดเขากันอยู่
ช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว ทีมของพวกเรากระจัดกระจายออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
  1. ทีมขาแรงที่ขึ้นถึงยอดเรียบร้อยแล้ว (10 คนเอก อ๋อง อ๊อม เอี่ยม พี่หนึ่ง ยุ่น สร้อย[1,2] หงส์ โบ๊ท กอรี่)
  2. ทีมที่กระจัดกระจายอยู่บริเวณเนินซอมบี้ไต่เขา 45 องศา (5 คน – พี่แพร น้ากานต์ พงศ์ จอย ธี)
  3. ทีมปิดท้ายซึ่งกำลังจะเข้าสู่โซนเนินซอมบี้ (6 คนพี่โอ๊ค พี่เพลง แช่ม เมียม เหมี่ยน พริม)
*** กด Link ที่ชื่อเพื่ออ่านเรื่องราวของแต่ละคน

Adi ลูกหาบที่คอยดูแลเราตลอดช่วงที่เดินขึ้นยอดและตอนที่เกิดแผ่นดินไหว
ผมอยู่ทีมที่ 2 เดินแยกออกมาจากคนอื่น มีลูกหาบคอยดูแล 1 คน ชื่อ Adi ที่จะแบกชาและกาแฟไปให้ทานกันบนยอดเขา Adi เดินมากับผมตลอดทางตั้งแต่ 100 เมตรแรกจาก Camp ผลัดกันนำผลัดกันตามตลอดทาง ช่วงไหนที่ผมเดินช้า Adi ก็จะเดินดุ่มๆล่วงหน้าไป แล้วไปแอบงีบตามกำแพงดิน คืองีบแบบจริงจัง ผมก็เดินไปเรื่อยๆตามคนอื่น คือคิดว่าโดนทิ้งแล้ว พยายามเร่งฝีก้าวเผื่อจะได้ตาม Adi ทัน แต่ก็ไม่เห็นวี่แววของเสื้อลายพรางสีฟ้าของเค้าเลย ผมถอดใจแล้วก็เดินเนิบไปเรื่อยๆ ไม่นานก็มีคนมาแตะไหล่จากด้านหลัง ผมหันไปร้อง Hey! ดังมาก ยูนำกูไปตั้งนาน ไหงมาตามหลังกุได้ฟร่ะ บอกตรงๆตอนนั้นประหลาดใจมาก Adi บอกว่าแอบไปงีบมาเมื่อกี้ แล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกประมาณ 2-3 รอบ จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ฮ่าๆ
แสงเริ่มมา นั่งพักถ่ายรูปสักหน่อย
เดินไปเรื่อยๆ จนฟ้าเริ่มสว่าง จนเหลือระยะที่จะต้องคลานขึ้นยอดเขาอีกแค่ 200m น้ำที่เตรียมไว้เริ่มหมด เลยหลบทางคนอื่นมานั่งริมหน้าผาฝั่งตรงข้ามปากปล่อง แล้วขอ Adi เติมน้ำ Adi เดินเข้ามาปลด backpack แล้วหนีบไว้ระหว่างขา (ไม่หนีบก็กลิ้งแน่นอนเพราะตรงนั้นทางลาดเอียงขั้นขีดสุด) เติมน้ำเสร็จ ระหว่างที่ Adi กำลังเก็บขวดน้ำยัดใส่กระเป๋า ผมก็กำลังคล้อง Trekking Poles และพยุงตัวยืนขึ้น ก็รู้สึกมึนๆหัว และเซลงมานั่งที่เดิม รู้สึกอยู่แป๊บนึงไม่ถึงวินาที ผมเงยหน้ามอง Adi แล้วหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 วินาที ภูเขาทั้งลูกก็สั่นชุดใหญ่ หินกลิ้งที่อยู่รอบตัวก็ถูกเขย่าและกลิ้งลงไปในทุกทิศทางที่สามารถไหลลงไปได้ รวมถึงหน้าผาที่ผมนั่งอยู่ขอบทางด้วย ภูเขารอบข้างเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งจากการสั่นสะเทือนและดินถล่ม ทางที่เราเดินผ่านมาก็มีฝุ่นคลุ้งแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
Adi เซล้มลงและสไลด์ตัวไหลลงไปตามทางที่เดินขึ้นมา ห่างจากผมประมาณ 10m แล้วก็หันกลับมาบอกผมให้ขยับเข้ามาตรงกลาง ภาพตอนนั้นเหมือนในหนังมาก ผมทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งมองไปรอบๆ ได้ยินแต่เสียงดังกึกก้องกังวาลอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น เสียงลั่นครืนเหมือนตอนที่เราไปยืนที่ปากปล่องโบรโม่เมื่อปีที่แล้วมากๆ ในใจตอนนั้นก็คิดแต่ว่าเอาอีกแล้วมึง แผ่นดินไหวอีกแล้วใช่มั้ย แล้วทำไมต้องมาไหววันนี้ตอนที่กูกำลังปีนขึ้นยอดอยู่วะ แล้วภูเขาไฟมันจะระเบิดหรือเปล่า แล้วถ้าระเบิดมันจะระเบิดจากข้างบนแล้วไหลลงมาตามทางเดินมั้ย หรือมันจะระเบิดตรงปล่องเบบี้รินจานีข้างล่างวะ แล้วมันจะพ่นหินมาถึงข้างบนเปล่า ตอนนี้ในหัวคิดไปไกลมาก แต่ก็ได้แต่บอกตัวเองว่า อะไรจะเกิดก็เกิดไป แต่กูจะตายตรงนี้ไม่ได้!!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่เวลาเหมือนจะผ่านไปช้าสุดๆ

พอทุกอย่างหยุดนิ่ง Adi ก็หันกลับมาหาผมแล้วบอกให้ลงข้างล่าง.. เดี๋ยวนี้ !!
วิ่งลงไปข้างล่างให้เร็วที่สุด ~by k-orbital

หนีตาย

ผมและคนแถวนั้นก็นั่งไถก้นลงมาเรื่อยๆ ผมเห็นไกด์และลูกหาบพยายามชโงกไปดู Baby Rinjani ด้านล่างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีลาวาหรือหินร้อนพุ่งออกมาจากปล่อง ซึ่งมันก็ยังดูนิ่งเงียบน่ารัก มีควันขาวๆเทาๆปกคลุมปะปนกับฝุ่นจนเริ่มไม่แน่ใจว่าที่เห็นเป็นฝุ่นหรือควันจากปล่อง
ไม่นานก็เริ่มมีไกด์ข้างบนหิ้วปีกคนที่วิ่งไม่ไหววิ่งลงมาผ่านผม หลังจากนั้นผมก็ยืนขึ้นแล้วก็วิ่งสไลด์หินลงไปอย่างรวดเร็วพร้อมกองทัพผู้พิชิตจากบนยอดเขาที่เริ่มวิ่งลงมาจนฝุ่นคลุ้งทั้งสันเขา

ผมวิ่งลงมาเรื่อยๆสภาพโดยรอบแปลกตาไปจากขาขึ้นมาก วิ่งไปเรื่อยๆจนถึงทางขาด ที่ก่อนหน้ากว้างประมาณ 5m ตอนนี้เหลือกว้างไม่ถึงฟุต ทุกคนต้องเบี่ยงเดินผ่านทางลาดชัน ข้างๆระยะประมาณ 10m แล้วในขณะที่ผมกำลังเดินเบี่ยงตรงทางลาดเอียงนั้น ก็เกิด After Shock รอบแรกขึ้นมา หินที่อยู่ในพื้นที่ลาดเอียงนั้น ก็ค่อยๆกลิ้งหล่นไปเรื่อยๆ ผมย่อตัวลงใช้เท้ายึดกับพุ่มไม้เล็กๆเพื่อไม่ให้ตัวไหลลงไปมากกว่านี้ พร้อมกับปัก Trekking Poles ไว้เพิ่มความมั่นคง
ทางเดินที่พังทลาย และเส้นทางที่ทุกคนต้องเบี่ยงเดินไป ~by P’Oak
ระหว่างที่พื้นกำลังสั่นสะเทือนอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนหนึ่งในอ้อมกอดของเพื่อนที่กำลังย่อตัวอยู่บนทางเบี่ยงถัดลงไปอีกแถว ผมยังจำแววตาหวาดกลัวของเค้าได้ติดตา ผมรวบ Poles รวมไว้ที่มือหนึ่ง แล้วหันไปหาเค้า ยื่นมือออกไปข้างหนึ่งให้เค้าจับ แม้มันจะเกินระยะเอื้อมถึงก็ตามที แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เค้าอุ่นใจได้บ้าง ว่าเค้าจะยังมีที่ยึดไว้หากดินมันไหลลงไปข้างล่าง
ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ และอะไรดลใจให้ผมเลือกที่จะทำเช่นนั้น

After Shock ครั้งแรกนั้น สั่นไม่ถึง 5 วินาที แต่ผมรู้สึกว่ามันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน

ทุกคนวิ่งอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยด้วย Adrenaline ที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย แม้ขาจะเจ็บและนิ้วเท้าระบมจากฝุ่นภูเขาไฟที่เข้าไปอัดอยู่ข้างในรองเท้า แต่ก็วิ่งไปจนถึง Camping Area ที่ปากปล่องภูเขาไฟได้อย่างปลอดภัยทุกคน
และช่วงเวลาที่มีคุณค่าที่สุดของผมสำหรับทริปนี้ คือการที่ได้เห็นพวกเราทั้ง 21 คนรวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าที่ Camping Area โดยที่ทุกคนปลอดภัย และไม่มีใครบาดเจ็บอะไรร้ายแรง

ครั้งแรกที่พวกเราทั้ง 21 คนได้อยู่กันพร้อมหน้า หลังเกิดแผ่นดินไหว

สู่พื้นที่ปลอดภัย

ไกด์บอกพวกเราว่าอาจจะมี After Shock รุนแรงตอน 14:00 ให้ทุกคนรีบเดินทางลงจากเขาโดยใช้เส้นทางเดียวกับที่เราเดินขึ้นมา กระเป๋าของทุกคนปลอดภัย ลูกหาบแบกลงไปล่วงหน้าแล้ว
พวกเราจัดแจงถอดเสื้อผ้ากันหนาวออกให้เหลือน้อยชิ้นที่สุด พร้อมเผชิญอากาศร้อนระหว่างทางเดินลง น้องกอรี่ผ่าเมล่อนและแตงโมให้ทุกคนรองท้องกัน เพราะยังไม่ได้กินอะไรกันหลังจากมื้อแรกตอน 2:30
บริเวณนั้นยังพอมีสัญญาณ edge พี่โอ๊คถ่ายภาพรวมและให้น้องที่ไทยไล่โทรแจ้ง Emergency Contact ของทุกคนเพื่อแจ้งว่าทุกคนปลอดภัย และรีบเดินทางลงจากเขาทันที
กลับลงมาถึงข้างล่างอย่างปลอดภัยทั้ง 21 คน
ระหว่างทางก็มี After Shock เป็นระยะๆ มีหน้าผาหินถล่มบางจุดทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่เรื่อยๆ ในที่สุดทุกคนก็เดินทางลงมาสู่จุดเริ่มต้นอย่างปลอดภัยและพร้อมเพรียงกันตอน 13:30 ก่อนเวลาที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

สภาพหลังจากบุกฝ่าฝุ่นภูเขาไฟล้มลุกคลุกคลานมาทั้งวัน
Rudy Trekker ส่งรถมารับพวกเราเพื่อไปส่งที่โรงแรมที่เราพักคืนก่อนเริ่มเดิน ระหว่างทางเราได้เห็นสภาพความเสียหาย ตึกรามบ้านช่องพังตลอดทาง พวกเราไปถึงโรงแรมเพื่อรู้ว่าโรงแรมก็ได้รับความเสียหายเหมือนกัน ไม่มีใครกล้าอยู่ในตึก เพราะไม่รู้ว่าแผ่นดินจะไหวอีกเมื่อไร และไม่รู้ว่าตึกจะถล่มตอนไหน
พวกเรานั่งอยู่กลางที่โล่ง เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะคลุกฝุ่น ไม่มีน้ำใช้ สภาพเป็นผู้ประสบภัยพิบัติโดยแท้ ทาง Rudy Trekker ก็ดูแลพวกเราดีมาก หาผ้าขนหนูเย็น น้ำอัดลม น้ำเย็น ให้เราได้เช็ดทำความสะอาดร่างกายเบื้องต้น และให้พนักงานต้มมาม่าใส่ผักให้เราได้กินรองท้อง ระหว่างที่รอรถมารับพวกเราไปส่งยังพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 100Km+

สภาพผู้ประสบภัยพิบัติ

สวัสดีเซงกิกิ (Senggigi)

พวกเราเดินทางมาถึงฝั่งตะวันตกสุดของเกาะลอมบอก เป็นเมืองที่เราจะต้องมานอนพักหลังจากลงจากเขาวันพรุ่งนี้ แต่วันนี้เราได้มาชิลเร็วขึ้นกว่าเดิม 1 วัน แผนทุกอย่างก็จะปรับเปลี่ยนกันหน่อย
29 Jul - Trekking Day #2
         | Crater Rim -> Rinjani Summit (3,726m)
-----------------------EARTHQUAKE-----------------------
         | Rinjani Almost Summit -> Crater Rim
         | Crater Rim -> Sembalun Village (1,156m)
         | Night at Senggigi

30 Jul - Evacuated Day #1
         | Full Day Chill at Senggigi
         | Night at Senggigi

31 Jul - Lombok -> Kuala Lampur -> Bangkok (AirAsia)
         | Night at Home Sweet Home

มาถึงที่พักด้วยสภาพเน่าขีดสุด แต่สิ่งแรกที่เราทำคือ แดกข้าวววว!! อาหารหนักมื้อแรกของเราหลังจากฝ่าฟันอะไรมามากมายไม่รู้ตลอดวัน
ก็ถึงเวลาที่เราได้อยู่นิ่งๆทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดวันนี้ มันเป็นวันที่ยาวนานมากกกกกกกก
และมันก็เป็นวันที่ได้รู้ว่าความเป็นความตายมันเป็นแค่เส้นบางๆกั้น ถ้าเราอยู่ผิดที่ผิดเวลาในตอนนั้น เราก็คงไม่ได้กลับมาเล่ามาเขียนมหากาพย์ยาวเฟื้อยได้ขนาดนี้

เราควรใช้ชีวิตอยากรู้คุณค่า และทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้เหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะไม่มีเรา อยู่บนโลกใบนี้แล้ว

อาทิตย์อัสดงหลบหลังภูเขาไฟอากุง

เส้นทาง / ความสูง / เวลา / หัวใจ

ทริปนี้ตั้งใจใช้ Garmin FR225 เก็บระยะขึ้นลงเพื่อเก็บข้อมูลระยะและหัวใจตลอดเส้นทาง แต่คืนแรกด้วยอากาศหนาวหรืออย่างไรไม่ทราบ ตื่นเช้ามานาฬิกาที่ชาร์จไว้ตลอดคืนถูก Drain จนแบตเกือบหมด ทำให้ตอนเช้าที่เดินขึ้นยอดแล้วเกิดแผ่นดินไหว วิ่งลงมาถึง Campsite ปุ๊บ แบตก็หมดปั๊บ.. เป็นอันจบข่าว
ขาขึ้นไปยัง Sembalun Crater Rim : https://www.strava.com/activities/1735983865

ขาขึ้นยอดรินจานี ตอนเกิดแผ่นดินไหว และขาลงกลับมายังแคมป์ : https://www.strava.com/activities/1735984805

มาดูเทียบกันว่าเดอะแกงค์แต่ละคนวิ่งขึ้นวิ่งลงเขากันอย่างไรในช่วงที่เกิดแผ่นดินไหว : https://bit.ly/2Pt2wxP

ค่าใช้จ่าย

ถ้าเทียบราคากับคนอื่นๆที่ไปปีนรินจานีด้วยกัน ทริปของเราจะราคาสูงกว่าเกือบเท่าตัว เพราะทริปนี้ตั้งใจไปลุยกันให้สุด และก็ขอพักผ่อนชิลๆกันให้สุดเยี่ยงราชา จึงเลือก Rudy Trekker ทัวร์รีวิวระดับท็อปโหวตของรินจานีเทรค และก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย จัดการเป็นระบบระเบียบ ดูแลดีเยี่ยม แม้ในภาวะภัยพิบัติ ไม่ทิ้งลูกทัวร์ แถมเผื่อแผ่ช่วยเหลือคนอื่นๆ จนตัวเองต้องบาดเจ็บไปด้วย
นอกจากค่าเทรคแล้วยังมี Day Trip ที่ราคาออกจะสูงหน่อย เพราะต้องนั่งเรือข้ามเกาะ แล้วก็มีค่าเครื่องบินที่จะราคาสูงกว่าคนอื่นๆเพราะเพิ่งตามมาซื้อทีหลัง

บทสรุป

หลังจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทางการก็ประกาศปิดรินจานีอย่างไม่มีกำหนด ระหว่างทางที่เดินกลับก็เห็นว่าเสียหายไปเยอะอยู่ ไม่รู้ว่าฟื้นฟูกลับมาได้แค่ไหน คงต้องใช้เวลาปรับเส้นทางให้มั่นคงสักระยะ ก็หวังว่าเธอจะกลับมาเข้มแข็งได้ในเร็ววัน เราคนหนึ่งล่ะที่พร้อมจะกลับไปเจอหน้าเธออีกครั้ง และจะไปพิชิตยอดเขานั้นให้ได้ แล้วก็จะไม่ลืมไปเซย์ฮัลโหล Baby Rinjani (Mt. Barujari) ในระยะใกล้ด้วย
หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกครั้ง
ธีรเดช ณ รินจานี 16 สิงหาคม 2561 02:37
Tagged with:
May 07

ย้อนกลับไป TDEX 2017 ระหว่างที่เดินอย่างไร้จุดหมายอยู่ในงาน ก็เจออั๋นและผองเพื่อนชวนไปราชาอัมพัต ตอนนั้นตอบไปอย่างรวดเร็วมากว่าคงไม่ได้ไป เพราะเพิ่งเฟลกับทริป EBC ที่ต้องทิ้งตั๋วเพราะติดงาน และอยู่ในช่วงแต่งบ้านต้องใช้จ่ายเยอะ อีกอย่างไม่อยากจองอะไรล่วงหน้าไว้นาน ความเสี่ยงมันเยอะขึ้นทุกปีๆ เอาไว้ใกล้ๆถ้าโชคชะตามันเข้าข้างก็คงจะได้ไป

ผ่านมาถึง Feb 2018 เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดมาก งานเยอะ ช่างทิ้งงาน ปัญหารุมเร้า และรู้สึกว่าต้องพักแล้วหว่ะ ไม่งั้นกูบ้าแน่ นั่งเปิดรูปเก่าใน Facebook แล้วโพสต์ระลึกความหลัง ซึ่งรูปช่วงนั้นมันก็จะเป็นทริปดำน้ำซะส่วนใหญ่ มันคงจะไปเด้งใน Feed เพื่อนอั๋นเยอะอยู่ ก็เลยส่งมาชวนอีกรอบ และโชคชะตามันคงจะเข้าข้างเราจริงๆล่ะ เหลือ 1 ที่สุดท้ายสำหรับเรา ด้วยราคาที่น่าสนใจสำหรับทริปดำน้ำที่ราชาอัมพัต

ด้วยสภาพอารมณ์อันย่ำแย่ตอนนั้น ก็เลยตอบตกลงไปอย่างง่ายดาย มันเป็น Dream Destination ของเรามาแต่ช้านาน ได้ยินหลายคนพูดถึงความสมบูรณ์อย่างที่สุดของปะการังในแถบนั้น ก็หวังว่าในชีวิตนี้จะได้ไปดำน้ำสักครั้ง

.. แล้วฉันก็จะได้ไปดำจริงๆแล้วสินะ ตื่นเต้นจุง

 

ราชาอัมพัต (Raja Ampat) เป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่ อยู่แถบ West Papua โซนขวาสุดของประเทศอินโดนีเซีย ปกติจะต้องเดินทาง  3 flights (Bangkok-Jakarta-Makassar-Sorong) แต่บังเอิญช่วงที่จอง Garuda เพิ่งเปิดบินตรง Jakarta-Sorong สดๆร้อนๆ ขาไปก็เลยได้เดินทางแบบไม่ต้องเหนื่อยร่างกายมาก ส่วนขากลับเวลาไม่อำนวยก็เลยต้องบินกลับแบบ 3 flights เหมือนเดิม

 

แผนการเที่ยว

   11 Apr - Bangkok -> Jakarta -> Sorong (Garuda)
   12 Apr - Check-in MV Temukira | Check dive #1
13-16 Apr - 3 Dives ( 7:30/11:00/15:00 )
            | 1 Night Dive (19:00)
   17 Apr - 2 Last dives #18 #19
   18 Apr - Check-out MV Temukira
            | Sorong -> Makassar -> Jakarta (Garuda)
            | 1 Night at CGK Airport
   19 Apr - Jakarta -> Bangkok (Thai Lion Air)

ทริปนี้ไม่ได้แวะเที่ยวไหน เดินทางไปดำน้ำแล้วก็เดินทางกลับ แต่จะเสียเวลาเดินทางเยอะหน่อย เพราะต้องต่อหลายเที่ยวบิน และเวลาไม่ค่อยจะลงตัวเสียเท่าไร

 

MV Temukira

เป็นเรือ Liveaboard ขนาดเล็ก สำหรับ 12 คน มี 6 ห้อง  เป็น bunk bed 4 ห้อง และ double bed 2 ห้อง มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอยู่ มี saloon มี deck แม้จะเป็นเรือลำเล็กแต่สามารถ Utilize พื้นที่ในเรือทุกตารางนิ้วได้คุ้มค่ามากๆ

ดูรายละเอียดและรูปได้จากที่นี่
https://travel.padi.com/liveaboard/indonesia/temukira

** Raja Ampat is not really about rare critters or seeing sharks, there are generally not as many of what one would call – classic critters or big marine life. What is so special about this area is the scenery and in places the abundance of fish life. 🙂

 

ชีวิตดำน้ำ

ชีวิตดำน้ำที่นี่ก็เหมือนกับในไทย ดำวันละ 4 ไดฟ์  7:30/11:00/15:00/19:00 แต่ที่นี่ดำกันบ้าระห่ำมากกก น้ำแรง ดำลึก ดำนาน ขึ้นจากน้ำมาอากาศเหลือโซนแดงตลอด no decom time ไม่ต้องพูดถึง ใช้คุ้มจนนาทีสุดท้ายเกือบทุกไดฟ์ ไดฟ์นึงดำเกินชั่วโมงซะส่วนใหญ่ แถมต้องเสียเวลานั่ง dinghy ไปกลับทุกไดฟ์ ทำให้เวลาพักน้ำแต่ละไดฟ์เหลือน้อยนิดเหลือเกิน ดำเสร็จขึ้นมาแต่งตัวกินข้าว จด logbook เงยมองนาฬิกาอีกที อ้าว.. ต้องลงน้ำอีกแล้วยังไม่ได้นอนพักเลย หนังสือที่เตรียมไปอ่านนี่ไม่ต้องพูดถึงตอนมาอยู่ยังไงตอนกลับก็อยู่อย่างนั้นไม่ได้อ่านเลย ><

รูปแบบการดำน้ำของที่นี่จะแบกถังนั่ง dinghy ไปที่จุดปล่อยตัว  dive lead จะนับ 1-2-3 แล้วก็ backroll พร้อมกันทั้งลำ ตีลังกาแป๊บเดียวโผล่ขึ้นมาผิวน้ำอีกที dinghy ก็หายไปแล้ว รวดเร็วมากๆ

ไดฟ์ไซท์ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็น drift dive ดำไปตามกระแสน้ำ และกระแสเปลี่ยนทิศรวดเร็ว บางทีดำต้านน้ำอยู่ พอกลับตัวไปทางเดิม แม่มก็ยังต้านอยู่ หอบแฮ่ก อากาศแทบหมดแทงค์ บางจุดน้ำแรงมากก็ต้อง negative backroll ปล่อยอากาศให้หมด BCD แล้วลงไปเจอกันข้างล่างเลย เอาจริงๆดำทั้งหมด 19 dive เจอน้ำนิ่งน้ำใสดำพริ้วๆชิลๆ แค่ 2 ไดฟ์เองมั้ง ที่เหลือก็ตีขาเกาะหินกันรัวๆ

ทริปนี้มีได้แวะขึ้นจุดชมวิวที่ Piaynemo, Fam Island เป็นจุดชมวิวที่คนที่มาดำน้ำราชาอัมพัตต้องแวะมา  กับขึ้นเกาะรีสอร์ทของเจ้าของเรือ ก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศขึ้นมาบนดินบ้าง

จุดเด่นของราชาอัมพัต ไม่ใช่สัตว์ใหญ่ แต่เป็นความสมบูรณ์อย่างที่สุดของผืนปะการัง ที่มีความหลากหลายของรูปทรง สีสัน และชนิด ทั้งปะการังแข็งและปะการังอ่อน รวมไปถึงกัลปังหา พัดทะเล แส้ทะเล ฟองน้ำ มีครบทุกชนิด คือมันสมบูรณ์และหนาแน่นมากๆ

จะถ่ายรูปแต่ละทีก็ยากมาก เพราะมีปะการังทุกจุด หาที่แลนดิ้งแทบไม่ได้ ต้องลอยตัวถ่ายกลางน้ำ น้ำก็ไม่ใช่นิ่งๆ ก็จะถ่ายลำบากอยู่ไม่น้อย

พอมีแนวปะการังที่สมบูรณ์ ก็จะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็กสัตว์แรกเกิด ทำให้เจอพวก Juvenile เยอะมากๆ ดูเพลินเลยจริงๆ

 

ค่าใช้จ่าย

เห็นราคาไม่ต้องตกใจ อันนี้ถือว่าถูกมากแล้วสำหรับทริปไปราชาอัมพัต ที่ไม่ค่อยเห็นคนมาดำที่นี่สักเท่าไร ส่วนหนึ่งก็มาจากราคาอันสุดโหดนี่ล่ะ โดยทั่วไปทริปราชาอัมพัต 7 วัน เริ่มต้นก็จะอยู่ประมาณ $2,100  อันนี้จองทริปแบบฉุกละหุกแถมได้ราคานี้มา เราก็โอเคล่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ไปดำน้ำสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าปะการังสมบูรณ์และหลากหลายเป็นอันดับต้นๆของโลก จุดดำน้ำที่เป็น Dream Destination ของฉัน 🙂

 

รวมรูปทริปราชาอัมพัต

Raja Ampat, West Papua, Indonesia11-19 April…

โพสต์โดย Theeradej Hongpisuttikul เมื่อ 21 เมษายน 2018

MV TEMUKIRARaja Ampat, West Papua, Indonesia11-19 April 2018จุดเด่นของราชาอัมพัต ไม่ใช่สัตว์ใหญ่…

โพสต์โดย Theeradej Hongpisuttikul เมื่อ 22 เมษายน 2018

 

ธีรเดช ณ ดินแดนที่ปะการังหนาแน่นกว่าปลา

Tagged with:
Apr 14

ทริปนี้วางแผนกันข้ามปีเลยทีเดียว คุยกันตั้งแต่ May 2015 ช่วงงาน TDEX ลากยาวมาจนใน Chat Group จนสุดท้ายสรุปได้วันมาช่วง 2-9 Apr 2016 เรือ MV AriQueen กับสมาชิกจากประเทศไทย 12 ชีวิต สู่ท้องทะเลหมู่เกาะมัลดีฟส์

หลังจากได้วันก็หาซื้อตั๋วเครื่องบินกัน แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมไฮโซบินตรง Bangkok Airways ราคา 23k กับทีมโลโซของเรา บิน SriLankan Airlines ราคา 14k แวะ Transit ที่ Colombo, SriLanka ไหนๆก็แวะแล้ว ก็เลยจองไฟลท์ห่างๆมีเวลาสัก 14 ชม. แล้วขอ Transit Visa ออกไปเที่ยว Downtown Colombo ดีกว่า

11140746_10153518093513806_6679241340106856398_o

แผนการเที่ยว

  1 Apr 16 - Bangkok -> Colombo -> Male
  2 Apr 16 - Check-in MV AriQueen / Check dive #1
3-7 Apr 16 - 3 Dives a day
  8 Apr 16 - Last dive #17 / Male city tour
  9 Apr 16 - Check-out MV AriQueen / Male -> Colombo / Colombo City tour
 10 Apr 16 - Colombo -> Bangkok

 

Maldives

maldives-on-worldmap  MaldivesPoliticalMap

ภูมิประเทศ พื้นที่ความยาวจากเหนือจรดใต้ 821 กิโลเมตร จากตะวันออกจรดตะวันตก 120 กิโลเมตร แต่เป็นพื้นที่ดินรวมเพียง 300 ตารางกิโลเมตรมีจุดสูงสุดเพียง 2.3 เมตร ประกอบด้วยหมู่เกาะปะการัง 26 กลุ่ม (atoll) รวม 1,190 เกาะ มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 C ตลอดทั้งปีช่วงที่ปราศจากมรสุม ได้แก่ ช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม

 

MV AriQueen

20160409_073330

เรือ Live Aboard ที่มัลดีฟส์ใหญ่โตมโหฬารกว่าที่เมืองไทยเยอะมาก นอกจากเรือจะใหญ่กว่าแล้ว ยังมีเรือลำเล็กอีกลำ ไว้สำหรับพาไปดำน้ำโดยเฉพาะ แยกโซนดำน้ำออกไปอีกลำเลย ดังนั้นพื้นที่ใช้สอยเรือลำใหญ่เยอะแยะมากมาย ห้องนอนทั้งหมด 12 ห้อง มีห้องน้ำในตัวทั้งหมด พื้นที่ส่วนกลางไว้กินข้าวไว้บรีฟ ขึ้นไปอีกชั้นเป็นโซนตากอากาศโซนบาร์ ชั้นบนสุดเป็นดาดฟ้าไว้ตากผ้า นอนดูดาว ชมวิว มีพื้นที่ใช้สอยเยอะมากกกก

12891626_10153518684808806_6976213037876582597_o

วัสดุในเรือส่วนใหญ่ทำจากไม้ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคือปลวก แรกๆก็ไม่ค่อยเห็นตัวหรอกนะ เห็นแค่เศษผงไม้โดนแทะอยู่ตรงวงกบประตู แต่หลังๆนี่บินว่อนให้เห็นเลย แล้วก็มีพวกแมงมุมตัวจิ๋วชักใยห้อยลงมาจากโคมไฟ ก็ไม่ได้กระทบกับการหลับนอนเท่าไร แต่เห็นแล้วรู้สึกรำคาญมากกว่า

พื้นชั้นล่างเดินยวบยาบรู้สึกกลวงมาก ก็แอบคิดว่าถ้าปลวกกินเรือขนาดนี้ สักวันเดินๆอยู่อาจจะทะลุลงไปห้องเครื่องก็เป็นได้

รายละเอียดและภาพเรือดูได้จากเว็ปไซต์จ้า

https://diviac.com/liveaboard/maldives/ari-queen
http://www.ariqueen.com/facilities.html
https://www.facebook.com/ariqueen.maldives

 

ชีวิตบนเรือ

ชีวิต Live Aboard ก็น่าจะเหมือนๆกันหมด

ตื่น -> ดำน้ำ -> กิน -> นอน -> ดำน้ำ -> กิน -> นอน -> ดำน้ำ -> กิน -> นอนนนน

วนเวียนไปตามวัฏจักรอย่างนี้ไป 5 วัน สิ่งที่ต่างเมืองไทยก็คือที่นี่ดำวันละ 3 ไดฟ์ กำหนดการแต่ละวันก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ dive site และการเคลื่อนเรือ

แต่หลักๆจะประมาณนี้20160407_130538

06:00 Wake up
06:30 Brief / Dive #1
08:30 Breakfast
10:30 Brief / Dive #2
12:30 Lunch
14:30 Brief / Dive #3
16:30 Snack / Afternoon tea
19:00 Dinner

12961403_10153522324598806_5110839667616873635_o

เนื่องจากดำแค่วันละ 3 Dive เราจะมีเวลาว่างบนเรือเยอะมาก ส่วนใหญ่จะหมดเวลาไปกับการเขียน dive log และขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าเรือ วิวมันสวยมากจริงๆนะ ไม่ค่อยได้นอนเท่าไร นั่งรอชมวิวระหว่างทางดีกว่า วิวแนวปะการังตอนเรือแล่นผ่านมันสวยงามแปลกตามากๆเลย

12961306_10153522587863806_2003595420096398891_o

 

ชีวิตดำน้ำ

จุดดำน้ำในมัลดีฟส์จะเป็น Drift Dive ซะส่วนใหญ่ คือลงน้ำแล้วก็ดำปล่อยตัวตามกระแสน้ำไปทางเดียว หรือไม่ก็จะดำแถว ​Corner แล้วปล่อยไหลไปตาม Channel เรื่อยๆ สนุกดี ทั้งทริปมีโอกาสได้ดำน้ำนิ่งๆแค่ประมาณ 2-3 ไดฟ์เอง ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี

One-week-South-Ari-tour-map

ทริปนี้ดำทั้งหมด 17 ไดฟ์  1 check dive / 2 night dive ปกติเรือจะให้ night dive แค่อันเดียวให้เลือกว่าจะดู Manta Ray feeding หรือ Shark Point แต่รอบนี้เค้าใจดีจัดให้ 2 night dive เลย โชคดีมากๆ

12901369_10153520710853806_3344740965795719450_o

  • Manta Ray feeding เค้าจะเปิดไฟท้ายเรือ ให้ plankton มารวมตัวกันเยอะ  พอมี plankton เยอะๆ Manta Ray ก็จะเข้ามากิน มาทำ Summersault กวาดอาหารไปเป็นรอบๆ เราก็ดำลงไปใต้น้ำนั่งดูมันกินอาหารด้วยความเมามันส์ รอบนี้มากัน 6 ตัวเป้งๆ และตัวลูกอีก 1 ตัว ตอนจบไดฟ์มี Stingray ตัวใหญ่ โฉบมาทักทายอีก 2 ตัว
  • Shark Point ดำลงไปที่ใต้ resort ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ Nurse Shark ตัวเป้งๆ น่าจะประมาณ 2 เมตรได้ ใหญ่กว่าที่วาดไว้ในหัวเยอะม๊ากกกก เห็นครั้งแรกตกใจเลย แต่หลังๆก็เริ่มชิน มี Stingray ตัวใหญ่ Black-tip Shark แล้วก็พวก Travelly Tuna ตัวใหญ่ๆทั้งนั้น เรือลำเราให้ไปนั่งดูเฉยๆ ไม่ได้ feed เหมือนเรือลำอื่น เพราะถ้า feed มันจะคลั่งมาก ซึ่งแค่นี้ก็ตื่นเต้นมากพอล่ะ โดนหางฉลามตบหัวไปตั้งหลายที

12973432_10153529300243806_5590778085858185834_o

มามัลดีฟส์รอบนี้ก็เลยได้เจอปลาตัวใหญ่ๆเต็มเลย ทั้งแมนต้า ฉลามวาฬ ฉลามครีบขาว/ดำ โลมา เต่า ทูน่า บาราคูด้า หมึกยักษ์ มอเร่ย์ฮันนี่โคม และอื่นๆอีกมากมาย คุ้มค่าทุกนาทีม๊ากกกกก

และนอกจากจะได้เจอปลาตัวใหญ่เขตร้อนอย่างครบถ้วนแล้ว ยังได้เจอสภาวะการดำน้ำทุกรูปแบบอีกด้วย ทั้งน้ำนิ่ง น้ำไหล น้ำยก น้ำดึง น้ำดูด น้ำร้อน น้ำเย็น น้ำแรง น้ำแรงมาก น้ำแรงมากมาก ถือเป็นการฝึกปรือวิทยายุทธใต้น้ำได้ดีจริงๆ

  • น้ำไหล ก็เลยลงพลาดไป pinnacle นึง ต้องตีขาต้านน้ำย้อนกลับไปประมาณ 100 เมตร ตีขาข้ามไปเฉยๆก็คงจะไม่แปลกอะไร แต่นี่พาลงไป 30 เมตร และตีขาข้ามเกาะมุ่งหน้าไปยัง open space อันเวิ้งว้าง โอ้วววว..​ จะตื่นเต้นไปไหน
  • น้ำแรงมากๆๆ ลงปุ๊บ ต้องรีบตีขาให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าไปยัง pinnacle ตีขาจน choke อากาศหายไป 40 บาร์ ภายใน 3 นาที เหนื่อยมากกกก  ถึงเกาะแล้วว่ายไปทางไหนก็เจอแต่กระแสน้ำ ซัดแบบว่าต้องคลานต่ำกันเลยทีเดียว ดำน้ำด้วยแขน ฮ่าๆ สุดท้ายไม่ทันได้ดูอะไร อากาศก็หมดกันซะล่ะ จบไดฟ์กันอย่างรวดเร็ว

12970907_10153542909818806_5816318861010788123_o

  • กระโดดลงไปปุ๊บถูกน้ำดึงลงอย่างช้าๆแบบไม่รู้ตัว สักพัก Dive Computer ร้องเตือนกันระงมทั้งทีม เหลือบตาดูอีกทีก็ลงไปที่ 26m เป็นที่เรียบร้อยภายใน 1 นาที ณ เวลานั้น Dive Lead เห็นท่าไม่ดี ก็เลยสั่งให้ทุกคนขึ้นผิวน้ำ ที่น่าตกใจคือมีคู่รักคนจีน panic ทำไรไม่ถูก และอยู่นิ่งๆ พาร่างดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ น่าจะไปถึง 35m+ กันเลยทีเดียว Dive Lead เคาะเรียกกันวุ่นวาย ไอ่เราพยายามตีขา ตียังไงก็ไม่ขึ้น ยิ่งตียิ่งลงลึก จนสุดท้ายต้องเติมลม BCD เพื่อช่วยพยุงขึ้น ซึ่ง effect ที่หนีไม่พ้นคือ ขึ้นเร็วเกินไปจนติด Slow และโดน mandatory safety stop ติด Ceiling ไปกันคนละ 4 นาที ครบถ้วนกระบวนความ ครบทุกหลักสูตร Dive Comp ภายใน Dive เดียว

 

การดำน้ำที่สำคัญที่สุดคือสติ ทุกนาทีที่อยู่ใต้น้ำคือชีวิตของเรา เราต้องครองสติให้อยู่ เรื่อง panic มันเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อ panic แล้ว เราต้องดึงสติเข้าร่างให้เร็วที่สุด

12909645_10153521955463806_4662965545207915096_o

 

Colombo City Tour

ขากลับบินมาลง Colombo มีเวลาต่อเครื่อง 14 ชม. เหมารถมินิแวนพร้อมคนขับ ตั้งแต่ 12:00 – 22:00 ราคา US$80 ก็โอเคนะ วิ่งไปจุดสำคัญๆใน downtown ตามรูปนี้เลยLINE_P20160416_005733693

แล้วก็ไปตากแดดแวะซื้อของ shopping กันทั่วเมือง ตกเย็นก็แวะกินข้าวกันที่ Dutch Hospital แล้วก็เดินทางกลับสนามบิน

หลังจากได้มาเที่ยว Downtown Colombo 1 วันเต็มๆ ทำให้ได้รู้ว่า เมืองแม่มไม่มีอะไรให้เที่ยวเลยยยยย วันเดียว ครั้งเดียวก็เกินพอล่ะ

ถ้าพูดถึงสภาพเมืองก็ถือว่าเป็นเมืองที่เจริญแล้วนะ ถนนดีเลยหล่ะ ที่สำคัญสายไฟลงดินทั้งเมืองนะจ๊ะ (มัลดีฟส์ก็ลงดินด้วยเหอะ)

 

ค่าใช้จ่าย

เนื่องจากเป็นการเดินทางแบบ Live Aboard ก็เลยจะเหมารวมทุกอย่างไปหมดแล้ว

ที่เหลือก็จะเป็นค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าเที่ยว Colombo คำนวณที่ Rate US$1 = THB35

Screen Shot 2559-04-14 at 1.38.42 am

แพงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะค่าเงินขึ้นดีดขึ้นไปกว่าตอนที่ตัดสินใจประมาณ 5 บาท ต่อ 1 ดอลล่าร์ พูดง่ายๆก็แพงขึ้นกว่าเดิม 7,625.00 บาท แต่ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับทริปนี้ มาเที่ยวมัลดีฟส์ 7 วันเต็มๆ ได้ล่องเรือ ชมวิวเกาะต่างๆ ชมรีสอร์ทนับไม่ถ้วน ได้ขึ้นเกาะไป Dinner ชิลๆ ได้ดำน้ำดูปลามากมาย ได้ไปเที่ยว SriLanka ตั้ง 1 วันเต็มๆ โคตรคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก 🙂

 

ธีรเดช ณ ดินแดนสวรรค์

 

Tagged with:
Mar 27

ขออัพเดตก่อนนอนเร็วๆสักอัน

วันศุกร์ได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนสมัยประถม บรรยากาศการพูดคุยในวันนั้น มันรู้สึกเรียลมาก

มันนิ่ง มันสุขุม มันเต็มไปด้วยความจริงใจ มันคือการเปิดใจคุยกันในแบบที่ฉันไม่ได้สัมผัสมาหลายปี

จนบางทีในห้วงเวลาหนึ่ง ฉันเกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมา เหมือนมันเป็นบรรยากาศที่ฉันไม่คุ้นเคย มันเหมือนไม่ใช่ที่ของฉัน

มันเป็นไปได้อย่างไร แล้วสิ่งที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้มันคืออะไร มันลดทอนระดับจิตใจฉันเพียงนี้เลยหรือ

 

ฉันรู้ว่าทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงไปในทุกวัน แต่พอมันถึงจุดที่วัดผลได้ มันก็น่าใจหาย น่าใจหายจริงๆ

 

 

 

Jan 03

สวัสดีปีใหม่ 2016 ข้ามปีแล้วก็ได้เวลามาตั้งปณิธานประจำปีกัน ปีนี้ข้ามปีด้วยความสงบ ไม่ได้ยินดียินร้ายกับการข้ามปีเสียเท่าไร มีเรื่องในหัวเยอะแยะให้คิด แต่เมื่อข้ามปีแล้ว เราก็ควรจะยิ้มรับสิ่งดีๆที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นแหละเนอะ

12362817_10153275277058806_6767897205926771542_o

1. เข้าใจชีวิต เข้าใจตัวเอง หาสมดุลให้ชีวิต
หาคำตอบให้ตัวเองให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น อัตตาตัวตนคืออะไร อะไรคือสิ่งที่ต้องการ เข้าใจตัวเองให้มากขึ้น ตั้งเป้า แล้วไปให้ถึง เสียเวลามานานเท่าไรแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่ขลาด สิ่งที่ผลัดไปไม่หยุดหย่อน..  นึกดูดีๆแล้วรีบจัดการ

2. วิ่งมาราธอนให้แน่นอนกว่าเดิม
ทำเวลาให้ดีขึ้น จบมาราธอนต่ำกว่า 5 ชั่วโมง
วิ่งได้โดยไม่หยุดเดิน วิ่งจบแบบไม่เจ็บ

3. วิ่งเทรล 50k จบให้ได้อย่างน้อย 1 รายการ
ขอเป็นระยะไกลสุดในชีวิต จบเทรล 50k ให้ได้ ท้าทายดีนะ ต้องลองดู

4. วิ่งมาราธอนต่างประเทศ ให้ได้อย่างน้อย 1 ประเทศ
เมื่อในประเทศคล่องแล้วก็อยากไปสัมผัสบรรยากาศต่างประเทศบ้าง น่าสนใจดีนะ

5. เข้ายิมลดพุง เสริมกล้าม lean ให้ได้ body fat 15-16%
คงได้เวลาเอาจริงเอาจัง ตอนนี้เผละมาก กล้ามหาย ลุยกันต่อ

 

ธีรเดช
ไร้แก่นสาร