Dec 26

    ขอ Merry X’mas ให้กับทุกๆคนครับ ขอให้มีความสุขมากๆเลย ใครที่อยู่ในช่วงสอบก็ขอให้ทำข้อสอบได้ ได้คะแนนดีๆนะครับ ส่วนใครที่ไม่มีสอบก็ขอให้สนุกกับเทศกาลแห่งความสุขนี้ให้เต็มที่ และอย่าลืมทำ Senior Project ล่ะ รีบๆทำจะได้มีเวลาช่วงกีฬามหาลัยไปเที่ยวพักผ่อนก่อนที่จะต้องกลับมาเจอศึกหนักช่วง Present อีก.. รีบๆเที่ยวนะ เดี๋ยวทำงานแล้วจะไม่ได้เที่ยว

    สืบเนื่องจากวิชา Creativity ให้ทำการ์ดปีใหม่มอบให้แก่ภาควิชาส่งวันนี้ล่ะ กลุ่มเราก็คิดๆว่า ช่วงนี้มันก็มีทั้งวันคริสต์มาส และวันปีใหม่ ก็เลยลองออกแบบให้ทั้งสองเทศกาลแห่งความสุขนี้มารวมอยู่ด้วยกันเลย ก็ดูดีแฮะๆ ก็เอาต้นคริสต์มาสที่เป็น paper craft มาประดิษฐ์เป็นต้นจริงๆ แล้วก็มีป้ายบอกทางปักคำว่า Happy New Year 2007 ชี้ไปทางต้นคริสต์มาส ทำออกมาแล้วดูดีจัง นานๆภาคคอมพ์มีงานที่เป็นงานประดิษฐ์บ้าง หลังจาก 3 ปีที่ผ่านมานั่งอยู่แต่หน้าคอมพ์ตลอดเวลา ไม่ค่อยได้ทำสิ่งที่เราถนัดเลย ชอบประดิษฐ์ง่ะ

    ปีต่อๆไปอยากให้ภาคเราเปิดวิชาแนวนี้อีกจังเลย.. เรียนแล้วสนุกสนาน ไม่เครียด แต่แฝงไปด้วยความรู้มากมาย เหมือนเป็นบทเรียนของชีวิต อันจะทำให้ผู้เรียนสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงและมีความสุข

 

Dec 26

    วันนี้ตั้งใจตื่นแต่เช้ามาสะสางงานที่ค้างให้เสร็จสิ้นไป แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้ หัวตึ๊บมากๆ ทำอะไรไม่ได้เลย.. พอดีพี่ชมรมโทรมาชวนไปเดินดูไฟที่ Central World Plaza ซึ่งเราเดินผ่านไปหลายทีแล้วแต่ไม่ได้มีโอกาสถายรูปสักที.. แล้วอีกอย่างปีนี้เป็นปีเดียวที่ว่างช่วงเทศกาลปีใหม่เพราะทุกปีช่วงนี้จะต้องอ่านหนังสือสอบหัวโต ไม่ได้ทำอะไรเลย.. ก็เลยตัดสินใจไปเดินเล่นโต้ลมหนาวสักหน่อย..

    นัดกัน 6 โมง.. แต่ก็ late ตามเคย อากาศไม่ค่อยหนาวเลย.. แต่คนเนี๊ยะจะเยอะไปถึงไหน มีกล้องอยู่ตัวหนึ่งก็ถ่ายๆไปเรื่อย ใน Central World มีบ้านขนมปังด้วย ก็ไปถ่ายกันยกใหญ่เลย..

    เดินไปตามถนนแล้วแวะไปสักการะท่านท้าวมหาพรหม ไม่ได้ไหว้มานานแล้วอ่ะ ตั้งแต่ตอนเด็ก.. ก็เลยไปขอพรสักหน่อย ก็ให้ได้งานที่ดีๆ ทำงานแล้วมีความสุข.. แล้วก็ขอให้ได้แฟนไวๆด้วยล่ะ..หึๆ กว่าจะปักธูปได้แต่ละดอกน้ำตาแทบไหลออกมาเป็นสายเลือด (แต่ควันไม่เยอะเท่าวัดมังกร เล่งเน่ยยี่ ทรมาน Maxx)

    แต่รู้สึกว่าปีนี้ไฟที่ประดับตามถนนมันน้อยมากเลยอ่ะ ทุกทีมันจะสว่างกว่านี้เยอะมาก แบบว่าทั้งถนนมีแต่ไฟกะคน.. แปลกใจ หรือว่ามันยังไม่ถึงเวลาหว่า.. อีก 5 วันเอง!! มันน่าจะมีได้แล้วนะ.. ขอให้เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆเถอะ.. แล้วจะรอดูครับ

Dec 26

15 Dec 06 : อารมณ์ประมาณว่าเก๋า

    วันนี้ด้วยอารมณ์อยากดูหนังสุดๆ หลังจากเรียน Rhythmic ก็เลยไปซื้อตั๋วหนังเรื่อง เก๋า เก๋า มาทันที เห็นคนอื่นบอกว่าสนุกกัน ก็เลยอยากดูบ้าง

    หลังจากออกจากโรงหนัง.. เออ แฮะ สนุกดีหว่ะ.. มันเป็นแนวย้อนยุคดี.. ชอบโจอี้ บอย สอง แล้วโป้ โยคี ล่ะ.. รู้สึกว่าช่วงหลังๆนี่ โจอี้ บอย จะดูดีขึ้นมาหน่อยนะ ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย ไม่เหมือนแต่ก่อนเหมือนพวกขี้ยา ดูเป็นเด็กมีปัญหาอ่ะ.. หึๆ

    หนังฮาดีคับชอบ.. นานๆจะดูหนังฮาสักที เพราะจะรู้สึกว่าเปลืองตังค์ทุกครั้งที่ดู แต่นี่มันทนบ่ไหวแล้ว ทำแต่งานๆๆ ขอเป็นรางวัลหน่อยนะ..

    เนื้อเรื่องประมาณว่า วง Possible ในยุค 2512 ร้องเพลงอยู่ดีๆก็เกิดหายตัวไปยังอนาคต ทีนี้หล่ะพวกเขาต้องหาทุกวิถีทางเพื่อให้กลับไปยังปีของพวกเขาให้ได้ ระหว่างที่อยู่ในโลกปัจจุบันนั้นพวกเราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ได้มองเห็นที่ทำผิดพลาดมาในอดีต และในที่สุดเขาก็สามารถย้อนกลับไปสู่โลกของพวกเขาได้ด้วยความช่วยเหลือจากคู่ปรับเก่าวง The impossible..

 

 

18 Dec 06 : สอบ Reuter ครับ

    ตื่นแต่เช้าจริงๆ เพราะวันนี้พี่ๆ Reuter นัดสอบข้อเขียนตอน 8.30 น. กว่าจะลากตัวออกจากเตียงนอนได้ (เมื่อวานนอนดึกล่ะ) สุดท้ายก็ไปทันอย่างฉิวเฉียด แต่พอดีพี่เค้าบอกว่าจะเริ่มสอบ 9 โมง เราก็แวะกินข้าวเช้าเสียหน่อย..

    ข้อสอบก็แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ Logic กับ Programming ใน Logic ก็จะมีให้เขียน Writing ภาษาอังกฤษด้วยล่ะ.. ส่วน Programming ก็มีหมดทุกอย่างเลยทั้ง C, C++, Java และ Algorithm ก็ยากใช้ได้เลยนะ.. แต่เราก็พอทำได้หล่ะ.. หลังจากที่ทำข้อเขียนมาหลายที่รู้สึกว่า Java เราอ่อนมากเลยล่ะ คือว่าเขียนได้อ่ะนะ แต่ทฤษฎีลึกๆนี่ไม่รู้เลยอ่ะ สงสัยต้องรื้อหนังสือออกมาอ่านอีกแล้ว…

    สอบเสร็จก็ส่งไปพร้อมกับใบสมัครเลย.. ตอนนี้เราก็ไม่รู้แล้วล่ะ.. ส่งไปทั่วเลย.. แต่ไม่รู้ว่าที่ไหนจะมีแนวโน้มผ่านการคัดเลือกบ้าง.. รอต่อไป..

    ถ้า Reuter ได้ก็อาจจะเอาแหละ แต่ขอดูที่อื่นก่อนได้มั้ยอ่ะ..

 

 

22 Dec 06 : สัมมนา Career ดู Night at Museum ฟรีก่อนใคร

    ด้วยความบังเอิญอีกเช่นเคย วันนี้ได้มีโอกาสดูหนังเรื่อง Night at Museum ก่อนใครเลย.. เพราะว่าหนังเข้าจริงวันที่ 28 Dec ล่ะ มันเป็นโครงการของ The Nation และ SCG ล่ะ คือว่ามันเป็น Career Seminar อย่างละเอียดเลย คือจะมีวิทยากรมาพูดเกี่ยวกับวิธีการเตรียมตัวก่อนการสมัครงาน สัมภาษณ์งาน ทั้งการพูด การแต่งกาย รวมไปถึงบุคลิก หน้าตา และมารยาท ก็ได้ประโยชน์อ่ะนะ เพราะว่าพี่เค้าพูดละเอียดสุดๆทีละขั้นตอนเลย ตั้งแต่เดินเข้าไปยังไง ฝากของไว้ที่ไหนดี ตีสนิทกะเลขา เหอะๆ.. งานทุกอย่างจัดขึ้นภายในโรงหนังโรงใหญ่ของ EGV Metropolis ที่ BigC ราชดำริ

    หนัง Night at Museum สนุกว่าที่คิดไว้เยอะมากๆ ในหนังสอนอะไรหลายอย่างมากเลย เชื่อในสิ่งที่ตนเองทำ และเชื่อว่าเราต้องทำให้ได้.. หนังสร้างออกมาได้สนุกสนาน พร้อมสอดแทรกสาระอยู่ตลอดเวลา มันเป็นอะไรมากกว่าการทำให้หุ่นที่ผึ้งมีชีวิตเดินไปเดินมาในพิพิธภัณฑ์เหมือนที่ใครหลายๆคนคิดไว้ ตัวหนังมีการจัดองค์ประกอบของตัวละครได้ดี และเนื้อเรื่องก็ลงตัวทีเดียว.. สรุปว่าดีครับ.. ฮาดี..

Dec 25

    วันนี้มีวิทยากรมาบรรยายให้ฟังเกี่ยวกับการเพิ่มพลังชีวิต พี่เค้ามารออยู่ในห้องตั้งแต่ 12.45 น. เราขึ้นไปในห้องก็ตกใจว่าใครนั่งอยู่ ก็คุยเล่นๆกับพี่เค้าสนุกดี

    การบรรยายเริ่มจากการเล่านิทาน มีชาย 3 คนพักอยู่บนชั้นที่ 60 ของโรงแรมแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าวันหนึ่งไฟดับ ลิฟท์เสีย ต้องเดินขึ้นไป โดยทั้งสามคนได้ตกลงว่า จะผลัดกันเล่าเรื่องตลกขำขันคลายเครียดระหว่างการเดินขึ้นไปโดยผลัดกันคนละ 20 ชั้น ทุกคนเดินขึ้นบันไดไปแล้วก็ผลัดกันเล่าไปเรื่อยๆจนถึงคนสุดท้าย เล่าไปจนถึงชั้น 59 แล้วบอกกับเพื่อนๆว่า "เรามีเรื่องเศร้าที่สุดในชีวิตจะบอกล่ะเพื่อนๆ…. คือ… เรา..เรา…ลืมเอากุญแจขึ้นมาล่ะ…" นั่นล่ะ.. จะเห็นได้ว่าทั้งสามคนนั้นผิดพลาดแต่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับไปแก้ไขได้ใหม่ แต่ชีวิตของเรานี่สิ หากเปรียบบันไดเป็นอายุ เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้แล้วนะ ดังนั้นจะทำอะไรก็ควรคิดวางแผนให้ดี และรีบทำก่อนที่มันจะสายไป..

    อีกเรื่องที่พี่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับ Professor คนหนึ่งนั่งเรือไปกับเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นคนพาย ระหว่างทางเห็นต้นไม้เยอะแยะ ก็เลยถามเด็กว่า "เธอรู้เกี่ยวกับพฤษศาสตร์มากแค่ไหน" เด็กได้ยินคำถามก็งง แล้วบอกกลับไปว่า "ไม่ทราบครับ"
prof.
ก็เลยบอกว่า "นี่..เธอไม่รู้ก็เท่ากับชีวิตเธอหายไป 20% แล้วรู้มั้ย" พายไปเรื่อยๆเห็นภูเขาก็เลยถามเด็กว่า "เธอรู้เกี่ยวกับภูมิศาสตร์มั้ย" เด็กก็งงเหมือนเดิมแล้วตอบไปว่า "ไม่ทราบครับ"
prof.
บอกอีกเช่นเคยว่า "นี่..เธอไม่รู้ก็เท่ากับชีวิตเธอหายไปอีก 20% แล้วรู้มั้ย" Prof. ก็ถามไปเรื่อยๆแต่เด็กก็ตอบว่าไม่รู้ตลอดเวลา จนกระทั่งสักพักมีพายุเข้ามาเรือโคลงเคลงจนคว่ำในที่สุด เด็กก็ถาม Prof. ว่า "Prof. ว่ายน้ำเป็นมั้ยครับ"
Prof. ตอบว่า "ไม่เป็น!!" เด็กก็เลยตอบไปว่า "Prof ว่ายน้ำไม่เป็น…ก็เท่ากับว่าชีวิตของ Prof. หายไป 100% แล้วล่ะครับ"… ชอบ..สะใจดี.. ประมาณว่าเด็กชาวไรชาวสวนเค้ารู้เรื่องพวกนี้ดีอยู่แล้วล่ะแต่ดันไปใช้คำหรูหรา ซึ่งเค้าก็ไม่รู้หรอก ลองเปลี่ยนจาก พฤษศาสตร์ เป็น ต้นไม้พืชพรรณ เด็กก็คงจะพอรู้เข้าใจได้บ้าง.. ประเด็นที่สำคัญมันก็คล้ายสุภาษิตว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด.. เรารู้อะไรมากมายแต่มันอาจไม่มีประโยชน์เลยบางสถานการณ์…

    พี่เค้าเน้นเกี่ยวกับการวางแผนชีวิตในอนาคตมาก ก็คือ Goal ที่เคยเขียนหน่ะแหล่ะ เมื่อเรามีแผนชีวิตแล้ว เราก็จะมีเป้าหมายในการดำรงชีวิต ไม่ใช่ใช้ชีวิตไปวันๆ แบบไร้จุดหมาย

    และที่เน้นอีกอย่างคือ การมองบวก ให้มองทุกอย่างเป็นบวกให้หมด หากเราพลาดพลั้งสิ่งใดไป แทนที่จะนั่งโทษ หรือนั่งเสียดายกับสิ่งนั้น ก็ให้มองว่ามันเป็นบทเรียนสอนเราให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง

 

Quote    

"Master your mind Design your Destiny"

"Do whatever it takes" ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ต้องทำมันให้ได้..

"When you can’t, you must. When you must, you can"

Dec 19
    วันนี้วันพุธไม่มีเรียน แต่ตอนเย็นมีบริษัท Massive มาคุยเกี่ยวกับบริษัทและผลงานให้ฟัง ก่อนอื่นขออธิบายถึงบริษัท Massive ก่อนละกัน บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งชื่อ Stephen Regelous ซึ่งก่อนที่จะมาเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง ก็ทำงานให้กับบริษัท Weta Digital ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำ CG ทั้งหมดให้กับ Lord of the Ring ทั้งสามภาค โดยผู้กำกับ Peter Jackson ก็ได้เรียก Stephen เข้ามาช่วยในหนังของเค้าด้วยเพื่อความสมจริง โดย Stephen เป็นผู้เขียนโปรแกรม Massive ซึ่งจะทำการจำลองกองทัพของทหารให้มีจำนวนมหาศาล โดยที่ทหารแต่ละคนนั้นก็จะมีรูปร่างลักษณะและความคิดเป็นของตัวเอง โดย model แต่ละตัวนั้นจะมีการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ และถูกต้องตามหลักฟิสิกส์ คือไม่ว่าจะเป็นการล้ม การหลบสิ่งกีดขวาง หรือการกระแทกกับสิ่งต่างๆ อย่างเช่นในฉากการต่อสู้ระหว่างออร์คและตัวเอก หากเราดูอย่างผิวเผินก็จะมองว่ามันเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ มั่วๆกันอยู่ในฉาก แต่จริงๆแล้ว model แต่ละตัวนั้นกำลังต่อสู้กันจริงๆตามที่ได้โปรแกรมรูปแบบไว้ วันนี้ stephen ได้พูดติดตลกว่า หากเราซูมเข้าไปดูก็จะเห็นการต่อสู้นั้นดุเดือดและรุนแรงมาก มันจะแทงกัน ฟันกันหัวหลุด ซึ่งหนังอาจจะไม่ได้ฉายได้ (Extremely Violent) 55

    พูดถึงโปรแกรม Massive เราก็ได้ยินมาตั้งแต่ตอน Fellowship of the Ring ฉายแล้วล่ะ มันใช้ตอนฉากเปิดเรื่องเลย ฉากการต่อสู้ระหว่าง Middle Earth กับ Sauron เพราะช่วงนั้นมีการพูดถึง Massive เยอะมาก ถือว่าเป็นการปฏิวัติโลกของ Visual Effect เลย เพราะปกติมันจะใช้วิธีการถ่ายทำจากกองทัพเล็กๆก่อน แล้วเอามา Dupeๆๆๆ ให้มันดูเยอะๆ

    ที่เรายกย่องบริษัท Weta กับ Massive มากก็ตรงที่มันเป็นบริษัทเล็กๆใน New Zealand ยังไม่เคยรับงานใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ Peter Jackson ซึ่งก็เป็นคน New Zealand เหมือนกัน ต้องการให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ New Zealand อย่างแท้จริง จึงตัดสินใจโยนโปรเจคมหึมา พร้อมกับความคาดหวังมหาศาล ให้กับบริษัทเล็กๆแห่งนี้ และในที่สุดทุกคนก็ทำมันสำเร็จ และทำได้อย่างดีเยี่ยมด้วย จน Hollywood ของพวกตะวันตกรู้สึกเหมือนถูกกระตุกหนวดเสืออย่างแรง 555… และที่เรารู้สึกดีคือชาว New Zealand ทุกคนให้กำลังใจ และสนับสนุนหนังเรื่องนี้เป็นอย่างดีในฐานะหนังของประเทศ New Zealand
(อ้างอิง : ข้อมูลส่วนใหญ่ได้มาจาก DVD เบื้องหลังของ LOTR ทั้งสามภาคเลย เค้าทำได้ดีมากเลยล่ะ ลองไปดูนะ)

    มาเข้าเรื่องกันดีกว่า ที่จริงวันนี้เราไม่ได้ตั้งใจจะไปฟัง เพื่อสมัครงานอะไรหรอกนะ เพราะคิดว่าเค้าคงรับพวกมือกราฟฟิกไปมากกว่า ไอ่เราก็ไม่ถนัดเลย ก็คิดว่าไปนั่งฟังนั่งดู Technology ที่เค้าเอามาโชว์เฉยๆ ดูแล้วน่าสนใจมากเลยอ่ะ พอฟังไปเรื่อยๆกลายเป็นว่าเค้ามารับ Programmer ไปพัฒนาโปรแกรม Massive ต่อนี่หล่ะ เพราะโปรแกรมมันก็มีหลาย Module ซึ่งต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ตรงกับ User Requirement โอ้ว.. ชักเริ่มสนใจแฮะๆ.. แต่ว่าเราไม่มีความสามารถมากพอที่จะไปอยู่ตรงนั้นหรอก เพราะแต่ละคนที่เข้าไป เป็นพระเจ้าทั้งน้านเลย พี่หน่อย CP28 อย่างงี้ คือเป็นพวก top ten ภาคทั้งนั้น และดู Stephen เค้าก็คาดหวังไว้อย่างงั้นเช่นกัน (เค้าคิดว่าเด็กจุฬาฯเป็นอย่างงี้ทุกคน เหอๆ)

    ไม่รู้สิ.. พอเค้าพูดเสร็จเราก็เลยไปรุมๆอยู่หน้าห้อง ตามนิสัยของเรา เผื่อมีใครถามอะไรแล้วเราสนใจบ้าง (เราไม่ค่อยกล้าถามง่ะ พูดแล้วเค้าฟังไม่รุเรื่อง) พอดี NONsense คุยอย่างเมามันเราก็แอบฟังด้วย หึๆ.. สุดท้าย.. อ.พิษณุ เห็นเราสนใจแต่ไม่กล้ามั้งเลย จับไปคุยกับเค้าเลย.. กลายเป็นว่า เค้าขอสัมภาษณ์เลย ก็มีเรากะชายนี่ล่ะ… เค้าชี้มาหาเราแล้วบอก You First!! หา!! เอาวะ.. 55 ขอสารภาพว่าตอนที่ไปฟังเค้าพูด หรือตอนที่เค้าสัมภาษณ์ เรายังไม่รู้เลยว่าเค้าเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท และเป็นคนเขียนโปรแกรม Massive ทั้งหมด.. รู้แต่เพียงว่าต้องเป็นใครสักคนที่ใหญ่ๆในบริษัท.. ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่เกร็ง!! สัมภาษณ์เสร็จ ก็ให้สอบข้อเขียนด้วย ก็ให้ optimized code อ่ะ เหมือนกันทุกบริษัทเลย.. เราก็ตอบไปด้วยภาษาอังกฤษงูๆปลาๆของเรา.. พออ่านเข้าใจ 55..

    เราก็กลับมาเปิดศึกษา website เพิ่มเติมดู กะจะหาว่าเค้าเป็นใคร เปิดเจอแล้วอึ้งเลย อึ้งจริงๆ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้คุยกับคนเขียนโปรแกรม Massive คนที่ทำให้หนัง LOTR ที่เราชอบสมจริงขนาดนี้ เป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ…

    ลองเข้าไปอ่านประวัติของเค้าได้ที่ http://www.massivesoftware.com/bio_stephen.html

    ยังครับ… ยังไม่พอ… ด้วยความปลื้มและความตื่นเต้นสุดๆ.. ก็เลยไปค้น DVD LOTR Trilogy ทั้ง 12 แผ่น มาเปิดดูเบื้องหลัง… จ๊าก!! จริงด้วย… Stephen Regelous ที่เราเพิ่งคุยมา… กร๊ากๆๆๆ แทบบ้า.. ภูมิใจมากมั้ย…. ตอบว่า "มาก!!" เฮ้อ.. สุดท้ายก็เลยนั่งดูเบื้องหลังอย่างใจจดใจจ่อ ไปแทบค่อนวัน..
ภาพนี้ Capture มาจาก DVD ล่ะ..

    ใจเราอ่ะอยากทำนะเว่ย.. แต่ว่าเค้าก็คาดหวังไว้สูงมากเลย.. ถ้าเข้าไปแล้วกลัวเค้าไม่ประทับใจ.. แล้วจะเสีย Credits ภาคเราไปเปล่าๆ.. อ.พิษณุบอกว่า ถ้าอ.แย๊บๆไปว่าเราอยากเข้ามากก็คงจะได้ล่ะ.. ยังไงก็ลองไปฝึกงานก่อนก็ได้ ถ้าทำไม่ได้ค่อยออก (เค้าบอกว่าคนที่ไปทำต้องอ่านโปรแกรมของเค้าทั้ง 250,000 บรรทัด รู้เรื่องและเข้าใจ) แต่..ตอนนี้ยังกลัวอยู่ กลัวเค้าไม่ปลื้มมม แหะๆ

ps. Massive เขียนจากภาษา C ล้วนๆ ไม่มี OO ด้วย ทำงานใน LINUX ทั้งหมด…