Dec 17

เป็นทริปที่จัดขึ้นอย่างกระทันหันมากเลย.. แล้วเราก็ตัดสินใจไปอย่างกระทันหันมาก.. ประมาณ 5 วันได้.. ซึ่งมันถือว่าเร็วสำหรับเรา เพราะโดยปกติก่อนเราจะไปเที่ยวที่ไหนเราต้องศึกษาเส้นทาง และที่เที่ยวให้ดีก่อน แม้ว่าจะมีคนดูแลเรื่องนี้อยู่แล้วก็เหอะ เราก็อยากค้นคว้าอยู่ดีหน่ะแหละ เผื่อจะมีข้อมูลให้ช่วยตัดสินใจในยามคับขันได้บ้าง.. แล้วอีกอย่างทริปนี้เป็นทริป Backpack ลุยไปเรื่อยๆ โบกโลดด… จอดไม่จอดอีกเรื่องหนึ่ง… หรือเรียกอีกอย่างเป็นทริปอนาถา 55 ต้องการเที่ยวแบบถูกๆ ใช้ชีวิต 4 วันเต็มๆ ตั้งงบไว้ไม่เกิน 3500 บาท.. โดย plan ก็ได้คลอดออกมาคร่าวๆดังนี้… 

ขุนยวม น้ำตกแม่สุรินทร์ ทุ่งดอกบัวตอง นอนทุ่งดอกบัวตอง เข้าเมืองแม่ฮ่องสอน ปางอุ๋ง บ้านรักไทย นอนปางอุ๋ง กลับเข้าเมือง เที่ยวเมือง นอนเมือง กลับกรุงเทพ…

กะว่า Chill จริงๆ ตอนแรกที่เห็น plan ออกมาแล้วรู้สึกว่าไปไม่คุ้มเลย.. จริงๆแล้วแม่ฮ่องสอนมีที่เที่ยวรายทางเยอะมาก และถ้าจะไปควรจะไปให้ครบวง คือจาก แม่สะเรียง ขุนยวม แม่ฮ่องสอน ปางมะผ้า ปาย เข้าเชียงใหม่ คือถ้ามีรถไปจะดีมาก หรือไม่งั้นก็เหมารถตู้ไปจะยิ่งดี.. (รวมๆให้ได้ซัก 11 คน.. พอดีรถ 1 คัน จะได้ช่วย share ด้วย)  แต่เราไปแค่ 5 คนก็โบกๆรถเอาแถวนั้น กะนั่งสองแถว หรือรถเปรมประชาก็ดีถมแล้วหล่ะ…

    พอกลับมาสรุปงบที่ไปเที่ยวมาน้อยกว่าที่ตั้งงบไว้พอสมควร ใช้ไปประมาณ 2800 บาทเอง และได้เที่ยวมากกว่าที่ตั้งไว้อีกพอสมควร ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มค่าทุกนาทีมาก ไม่ค่อยมีเวลาหยุดพัก จะได้นอนหลับก็ตอนอยู่บนรถประจำทางนี่ล่ะ… 55 เพราะเดินทางระหว่างอำเภอบ่อยเหลือเกิน ยังโชคดีที่มีคนใจดีจอดรถให้ขึ้นบ้างไม่งั้นนั่งจนก้นบานแน่ๆ 55  โปรแกรมทั้งหมดที่ไปมาก็มีดังนี้

7 Dec – เดินทาง ออกจากหมอชิต 6 โมงเย็น
8 Dec – ถึงขุนยวม 8 โมง เที่ยวน้ำตกแม่สุรินทร์ ทุ่งดอกบัวตอง นั่งรถเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน เที่ยวตัวเมือง
9 Dec – เที่ยวตัวเมืองต่อ เข้าวัดเข้าวา นั่งรถขึ้นปางอุ๋ง ไปกินอาหารจีนบ้านรักไทย นอนปางอุ๋ง
10 Dec – เดินทางไปปาย ปั่นจักรยานเที่ยวปาย (เป็นปีที่ 2) Nightlife@Pai นอนปาย
11 Dec – เดินทางไปเชียงใหม่ เที่ยวตัวเมือง Chillๆ ร้านกาแฟ ซื้อของฝาก มุ่งเข้าสู่ Arcade กลับบางกอก
12 Dec – ถึงกรุงเทพด้วยความปลอดภัย

ถ้าเห็นตารางอย่างงี้ สนนราคาแค่ 2800 สนใจมั้ยล่ะ.. แต่นอนเต้นท์ โบกรถตามทาง ลุยไปเรื่อยๆ ไปทุกที่ที่มีทาง ค่ำไหนนอนนั่น 55 ถ้าคุณยอมรับเงื่อนไขข้างต้น ก็สามารถมาร่วมเดินทางกับเราได้..  และที่สำคัญตารางมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทุกนาที… ขึ้นอยู่กะสถานการณ์

กลับมาจากทริปนี้ไม่อยากจะนับระยะทางทั้งหมดที่เดินทางเล้ยยย มันเยอะมากเลย.. ทั้งระยะทางเดินรถ และเดินเท้า… มหาศาล!! น่องโต ปวดขามากมาย..

ทีนี้มาดูการเดินทางรายวันเลยว่าทริปนี้ทำอะไรไปบ้าง..

7 Dec 06
วันนี้เรียนวิชาเกมส์เสร็จก็รีบกลับบ้านมาจัดกระเป๋าต่อ แล้วก็บึ่งไปขึ้นรถที่หมอชิต 2 ตอน 6 โมงเย็น รถสมบัติทัวร์ขึ้นแม่ฮ่องสอนนั่งสบายมากเลย รถ ป.1 32 ที่นั่ง.. แต่ระยะห่างระหว่างเบาะกว้างเทียบเท่า VIP 24 ที่นั่ง เลยล่ะ… นอนสบายมาก เอนได้เกือบนอนราบเลย.. สบายใจ จะได้เที่ยวแล้ว…

 

8 Dec 06
รถทัวร์มาถึงขุนยวมประมาณ 8 โมง แบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง คือรถถึงที่แล้วเค้าค่อยมาบอกอ่ะ กลุ่มเราก็ยังนอนอ้วนฉุแบบว่ายังไม่ได้เตรียมตัวลงรถเลย ก็ทุลักทุเลพอสมควร แบกของลงจากรถเสร็จ รถก็เคลื่อนออกไป ในใจก็คิดว่าอย่าให้ใครลืมของไว้บนรถเล้ย.. ยังไม่ทันไร พี่กิ๊ปก็บอกว่ามือถือหาย สงสัยคงตกอยู่ในรถ ก็เลยโทรไปที่สมบัติทัวร์ให้เค้าลองค้นหาดู เค้าโทรมาบอกทีหลังว่าหาไม่เจอ สงสัยคงโดนขโมยไปแล้วแหง่มๆ มาวันแรกก็ซวยเลย..
นั่งกินข้าวเช้า พร้อมกับกางแผนที่วางแปลนชีวิต4วันในแม่ฮ่องสอนอีกรอบ ก็จัดแจงเรื่องเหมารถสองแถวขึ้นเขาไป น้ำตกแม่สุรินทร์ และทุ่งดอกบัวตอง ทั้งหมด 1000 บาท ต่อเหลือ 900 บาท คนละประมาณ 200 ก็ ok หว่ะ… จริงๆรถมันนั่งได้เป็นสิบคนเลยล่ะ ถ้ามาเยอะๆจะถูกกว่านี้

Checkpoint #1 : น้ำตกแม่สุรินทร์
เป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่ดูมีพลัง เนื่องจากตกลงมาจากยอดเขาสายน้ำกระทบกับหินที่ตีนเขากระเซ็นไปทั่วบริเวณเลย สวยดี.. หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็เดินลงไปสำรวจธรรมชาติดู ตอนแรกก็คิดดูว่าจะลงดีหรือเปล่าตั้ง 4 km และป้ายทางเข้าก็เขียนซะน่ากลัว.. ดังรูป

พอลงไปจริงแล้ว.. เอาหว่ะ มันโหดจริง ทางลาดมาก ทางเป็นดินทรายด้วย ลื่นล้มหลายทีเหมือนกัน ตอนนั้นทุกคนก็เริ่มถอดใจ ก็เลยตั้งใจว่าถ้าเห็นน้ำแล้วรีบขึ้นทันที ไม่งั้นจะขึ้นไปไม่ทันรถที่นัดเอาไว้ ลงไปสักหน่อยก็ได้ยินเสียงน้ำไหน ก็เริ่มมีกำลังใจเดินทางต่อไป พอไปถึงก็เป็นลำธารเล็กๆ มีน้ำตกเล็กให้เห็นพอเป็นกระสัย ถ่ายรูปกันเล็กน้อยก็เดินทางกลับขึ้นไปข้างบน ใช้เวลาประมาณ 1 ชมได้.. ขึ้นมากินข้าวรอรถ ระหว่างนั้นก็ได้เจอกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เราก็ไปคุยเล่นๆกับเค้า เค้าบอกประมาณว่า


"เดินไปถึงลำน้ำแล้วเหรอ เนี่ยะเดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงน้ำตกแล้ว ถ้าได้เห็นน้ำตกรับรองว่าจะไม่อยากกลับขึ้นมาเลยทีเดียว" หูยย.. หมดเลย!!


ความภาคภูมิใจเมื่อตะกี้นี้เปลี่ยนเป็นความเสียดาย… เดินอีกนิดเดียวเอง ก็จะได้เห็นน้ำตกแล้ว คุณลุงพูดได้แบบว่า ความภาคภูมิใจหมดไปทันที 55 คิดเล่นๆว่าจะเดินไปอีกรอบ.. แต่คงไม่ทันแล้ว.. รถมาละไปเที่ยวที่อื่นต่อดีกว่า

Checkpoint #2 : ทุ่งดอกบัวตอง
ตอนกินข้าวเช้า ป้าที่ร้านถามว่าจะขึ้นทุ่งดอกบัวตองเหรอ ไอ่เราก็ถามเล่นว่า "มันเหี่ยวหมดแล้วเหรอครับ" ป้าก็ตอบกลับมาแบบว่าตัดความหวังเลย "อ่อ ไม่เหี่ยวหรอก… ดอกมันแห้งหมดแล้ว" หึ่ยๆ.. ตอบตรงดีจังเลย.. เหลือประมาณ 20% ป้าเค้าบอกว่าถ้าจะมาดูดอกบานจริงๆ ให้มาช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน มันจะบานพร้อมกัน สีเหลืองทั้งดอยเลย.. ที่จริงช่วงที่เราไปนี่มันจะมีมากกว่า 20% แต่ก่อนที่เรามาฝนมันตก 3 วันติด ก็เลยเหี่ยวเร็ว.. โธ่ๆ ทุกทีเลยมาเที่ยวเนียะ.. 🙁 ตอนแรกจองเต้นท์ไว้นอนคืนนึง แต่เห็นสภาพแล้วไม่เอาดีกว่า.. ทุกคนลงความเห็นว่าเข้าเมืองกันดีกว่า..

Checkpoint #3 : เดินทางเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน
ลงจากดอยรีบไปขึ้นรถเปรมประชามุ่งหน้าเข้าเมือง… เพื่อจุดหมายต่อไปคือปางอุ๋ง.. แต่ชีวิตของพวกเราก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนเช่นเคย.. รถขึ้นปางอุ๋งรอบสุดท้ายแค่บ่าย 3 ครึ่งซึ่งกว่าเราจะถึงก็ 4 โมงแล้ว.. (รถขึ้นปางอุ๋งมี 2 รอบ 9.00 กะ 15.30 และลงตอน 5.00 กะ 11.00) ก็เลยต้องนอนเมืองก่อน 1 คืน.. ทีนี้หล่ะ..นอนที่หน่ายย.. เดินแบกกระเป๋าไปตามทางก็มีแต่แพงๆทั้งน้าน.. ก็เลยต้องโบนเหรียญเสี่ยงดวงกัน ถ้าเกิดออกหัว หา guest house นอน ออกก้อย นอนวัด ผลการเสี่ยงทาย 3 ครั้ง ออกก้อย 3 ครั้ง 555… ทุกคนแบกกระเป๋ามุ่งหน้าไปยังวัดจองคำ-วัดจองกลาง ซึ่งเป็นวัดที่ใกล้ที่สุด แต่ระหว่างทางก็ไม่วายหา Guest House รายทางไปเรื่อยๆ 555 สุดท้ายก็ไปเจอที่หรูหราที่นึง.. เหมือนเพิ่งสร้างเสร็จแล้วยังไม่มีคนเคยพัก พวกเราก็กะไปช่วยเบิกฤกษ์ให้… ห้องละ 300 นอนได้ 2 คน ไอ่เราก็ต่อขอเปิด 2 ห้องแล้วลดเหลือ 500 ก็ไม่ยอมซักที ทีนี้ต้องงัดไม้ตาย ให้นักแสดงนำหญิงรางวัลออสการ์ของเราทั้งสองต่อลองดู ก็เลยขอเปิดแค่ห้องเดียว 5 คนเลยแล้ว แล้วให้เค้าคิดค่าหัวเพิ่ม.. เค้าก็ไม่ให้ราคาซักที จนเค้าบอกให้เราเสนอราคา (คือเค้าไม่ใช่เจ้าของอ่ะ คนดูแลเฉยๆ เลยไม่มีอำนาจ) ด้วยความเขียม ก็เลยให้ราคา 400 บาท ดันตอบตกลงเว่ย!! ตกใจเล็กน้อย แต่ก็เอาว่ะได้ที่นอนแล้ว!!! ประมาณว่า เค้าเปิดห้องเดียว ลงบัญชี 1 ห้อง 300 บาท เค้าก็กินฟรีไป 100 แต่ถ้าเปิด 2 ห้อง คิด 500 กลายเป็นว่าเงินขาดไป 100 นึง เค้าอาจเดือดร้อนได้ 55 ต่อราคาแบบงงๆ 🙂 ได้อาบน้ำเสียที…

ไปถนนคนเดินต่อ.. หาของกินๆๆๆๆๆ จนอิ่มแป้เลย.. ข้าวไข่เจียว 10 บาทอร่อยดีแฮะ.. เป็นไข่เจียวแต่เครื่องปรุง omelette กินข้าวไข่เจียวร้อนๆ ริมหนองน้ำ ท่ามกลางลมหนาว เป็นบรรยากาศที่สุดยอดแม็กซ์ ขอเสนอเครื่องดื่มใหม่ของแม่ฮ่องสอน ไมโลดิบ โอวัลตินดิบ แค่ชื่อก็โคตรดิบแล้ว แต่หน้าตาสินค้านี่.. เอานมสดเจือจางใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง ราดโอวัลตินสักสองช้อน ตกแต่งด้วย topping jelly และ โอโจ้ พอสวยงาม แค่นี้ล่ะ!! 10 บาท แฮะๆ ก็พอกินได้ละคร้าบบ… และที่ค้นหามานานทั่วประเทศ คือ ขนมครกโบราณ ที่ต้องราดน้ำตาลก่อนกินอ่ะ… ชอบมากเลย.. ไม่ได้กินมานานมากแล้ว.. ตั้งแต่ย้ายเข้ามาบางกอก วันนี้ก็จบลงด้วยความอิ่มเอมเปรมปรีมีความสุข…

9 Dec 06
ตื่นมาแต่เช้า 5.30 รีบปีนขึ้นพระธาตุดอยกองมู วัดชื่อดังของแม่ฮ่องสอน (ความสูงแนวดิ่ง ประมาณ 200m วัดจาก GPS คับกระผม) หมอกหนามากเลย.. ทำบุญตามวันเกิด ถ่ายรูป แล้วก็รีบลงมากินข้าวเช้าที่ตลาด เพื่อเตรียมพร้อมไปยังจุดหมายหลักของทริปนี้นั่นคือ ปางอุ๋ง

Checkpoint #4 : ปางอุ๋ง
พี่คนขับรถใจดีมาก มารับเราถึง guest house เลย ไม่งั้นต้องแบกกระเป๋าไปไกลเลย.. เดินทางประมาณ 2 ชม. ก็ถึงดินแดนที่คนกล่าวขานว่าเป็น Switzerland ประเทศไทย สวยงามมากครับ… อยากจะนอนอยู่ที่นี่หลายๆคืนเลยหล่ะ… จัดการเรื่องเต็นท์เสร็จก็ไปเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์รอบๆหมู่บ้าน.. แวะไปกินข้าวที่บ้านลุงปาละ.. ผู้ลือชื่อขจรไปทั่ว internet อยู่ ณ ขณะนี้.. ลุงใจดีมากเลย.. เราก็ได้ไปดูเค้าเก็บกาแฟ คั่วกาแฟ และบดกาแฟ.. แล้วก็ได้ลองกินเม็ดกาแฟสดๆด้วย เม็ดมันหวานนะ ไม่มีกลิ่นเลย.. กินกาแฟสด กะ โกโก้ อร่อยดี.. ได้ชิมไวน์ด้วย.. อร่อยเช่นกัน.. ก่อนกลับก็อุดหนุนกาแฟสดของลุงห่อนึง 200g 120฿ ชอบรสชาดง่ะ… เดินเล่นที่ปางอุ๋งเพื่อรอรถที่จะพาเราไปยังหมู่บ้านรักไทย…

Checkpoint #5 : บ้านรักไทย
เป็นหมู่บ้านเล็กๆของคนจีนอพยพ จีนยูนนาน หรือจีนฮ่อ โดยสิ่งที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้ คือ อาหารจีนรสชาดเยี่ยม และชารสกลมกล่อม.. ซึ่งพวกเราก็ไม่พลาดเลย.. สั่งอาหารมา 5 อย่างกินแทบไม่หมด..


ขาหมูหมั่นโถว 150 หมูพันปี 150 ยำใบชา 60 ไก่ตุ๋นยาจีน 150 ยูซู 80 ทั้งหมด 600 บาท

ถูกกว่ากิน MK อีก อาหารอร่อยมากจริงๆ กินจนท้องแขม่วไม่ได้เลย.. พุงกางงงง… เดินเล่นในเมืองสักพัก บ้านที่นี่เค้าจะสร้างจากดินชนิดพิเศษเวลาแห้งแล้วมันจะยึดตัวแน่น หน้าหนาวอากาศในบ้านจะอุ่นสบาย..  แวะซื้อของฝากและชิมชา ชาอร่อยมากแต่แพง… ชอบชายอดน้ำค้าง.. หอมมาก..  ชาอู่หลงผสมโสม ชาโออิชิ ชากุหลาบ ชาข้าวเหนียว ชามะลิแบบดังเดิม… มีฟามสูขขขขมากคับ..

นั่งรถกลับมาที่ปางอุ๋ง แหงนหน้ามองท้องฟ้า.. ไม่เคยเห็นดาวเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย.. ดาวไถที่ว่ากันว่าหาง่ายที่สุด แต่พอมาหาที่นี่แทบไม่เจอเลย เพราะว่าดาวเยอะมาก เยอะจนไม่สามารถระบุชื่อดาวได้ง่าย..เหอะๆ.. เกิดอารมณ์คึกเลยเดินเล่นไปบ้านลุงปาละอีกรอบ กะจะซื้อไวน์ไปหาคนตีสนิทแล้ว พรุ่งนี้จะได้ติดรถไปด้วย คุยไปสองสามกลุ่ม.. รถเต็มทั้งนั้นเลย.. ไม่เป็นไร.. โบกเอาพรุ่งนี้ก็ได้… ก่อนกลับก็ซื้อโคมลอยกลับที่พักด้วย กะจะไปจุดโคมโชว์หน่อย.. ตอนจุดนี่ใจแทบตกไปที่ตาตุ่มเกือบทำอุทยานไปไหม้แล้วละซิ… ก็ตอนลอยโคมนี่สิ ลมแรงมาก ขึ้นไปไม่เท่าไหร่ ลมก็พัดไปชนกับต้นไม้ 2-3 รอบ ยังดีนะที่กิ่งไม้ไม่เกี่ยวโคมขาด ไม่งั้น!! ไฟลุกต้นไม้แน่ หึๆ ก่อนนอนก็ยังไม่วายไปเนียนเต็นท์ข้าง เค้ามาเป็นคู่ แล้วใจดีมากเลย.. เค้าชวนเรามานั่งกินขนมเล่นกีต้าร์ด้วยล่ะ เราก็ถือโอกาสขอติดรถไปด้วย ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร… แต่เค้าต้องแวะหลายที่.. ไม่เป็นไรอย่างน้อยเราก็ได้รถกลับแล้วแน่ๆ.. คืนนี้ก็เลยนอนหลับฝันดี เย่ๆ

 

10 Dec 06
ตื่นมาหวังว่าจะเห็นหมอกลอยละเลียดที่ผิวน้ำ แต่ก็ไม่ได้เป็นตามหวัง เนื่องจากเมื่อวานอากาศไม่หนาว และท้องฟ้าปิดอีกต่างหาก.. แสงอาทิตย์ก็ไม่มาสักที เสียดายอ่ะ.. นึกเสียดายที่เมื่อวานไม่ได้ถ่ายรูปเผื่อไว้ก่อน… คือไม่ได้ถ่ายตรงวิวยอดฮิตเลยง่ะ.. รอสักประมาณ 8 โมงแสงก็มา.. คนก็รีบถ่ายรูปกันใหญ่.. ถ่ายเสร็จเราก็รีบเก็บกระเป๋าไปรอโบกที่บ้านลุงปาละ(อีกล่ะ) กะว่าถ้าโบกไม่ได้ก็รอพี่เมื่อคืนอ่ะ..  พี่กิปมาถึงโบกรถทีเดียวก็ได้เลย.. คือว่าโบกรถใครไม่โบก ดันไปโบกรถอธิบดีกรมป่าไม้และสัตว์ป่าอะไรซักอย่างแหละ เค้าต้องหยุดทั้งขบวนเลย.. เจรจากะเค้า เค้าไม่เข้าเมืองล่ะ.. แต่จะวิ่งตรงไปปาย อ๊ากก!! โชคเข้าข้างเราอีกแล้ว plan ใหม่ของเราจะไปปายอยู่พอดี… ก็เลยนั่งท้ายรถกระบะไปเลย.. ลดเวลาไปได้อีกเยอะมาก.. ได้แวะรายทางด้วยล่ะ โชคดีจัง… นอกจากนั่งรถฟรีแล้ว… ท่านอธิบดียังซื้อส้มมาให้กินฟรีอีก… เป็นพระคุณอย่างสูงขอรับ… ในที่สุดก็ถึงจุดหมายต่อไป… ปาย

Checkpoint #6
: ปาย

เนื่องจากปีก่อนมาเที่ยวแล้วทีหนึ่งปีนี้เลยมาอยู่ chillๆ จิงๆ เพราะเพลียจากการเดินทางมากมาย ได้ที่พักในตัวเมืองเลย Charlie Guest House ลักษณะเป็นเหมือน Dorm เลย.. มีเตียงอยู่ 5 เตียงพอดีสำหรับเราเป๊ะ.. ห้องน้ำรวมแยกอยู่ข้างนอก ตกหัวละ 100 บาท คุ้มอีกแล้ว… จัดแจงอาบน้ำ เพราะไม่ได้อาบอีกเลยตั้งแต่วันแรก รู้สึก Fresh ขึ้นมาทันที.. ที่นี้ก็ไปเช่าจักรยานมาคนละคัน หาเช่ายากมากเพราะเป็นช่วงหยุดยาว คนมาเที่ยวเยอะมาก รถกรุงเทพฯทั้งนั้น  ไม่น่าเลย ‘รักจัง’ ตอนนี้มนต์เสน่ห์ของปายเริ่มหายไปอย่างช้า.. จากเมืองที่เงียบสงบ ก็เริ่มมีวัตถุเข้ามามากมาย.. รถติดยังกะกรุงเทพฯ.. ดีแระที่ได้มาเมื่อปีก่อน.. 1 ปี เปลี่ยนไปเยอะมากเลย..
กะว่าปั่นไปเวียงเหนือ แต่ไม่สำเร็จทุกคนเพลียมาก ไม่มีแรง.. เลยเปลี่ยนโปรแกรมไปกินเค้ก กินไอติมกัน.. กินเสร็จก็กลับไปที่พัก.. เพื่อรอเวลาปั่นจักรยานไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่วัดพระธาตุแม่เย็น.. แต่กลายเป็นว่าทุกคนหลับเป็นตายซะงั้น… รวมทั้งเราด้วย.. หมดแรงจริงๆยอมรับ 🙂 สุดท้ายทุกคนก็ตื่นไปกินอาหารเย็นกัน.. เดินไปเรื่อยๆจนดึก.. เดินเยอะมากๆ.. เจอพี่ Doppy IE ด้วยละ.. โลกกลมจัง.. ยืนเชียร์ตะกร้อทีมไทยสักแปร๊บ แล้วก็กลับไปนอนเป็นตายเหมือนเดิม…zzZZ

 

11 Dec 06
วันสุดท้ายแล้ว.. ตื่นแต่เช้ามากินโจ๊ก ทำบุญ ตักบาตร เหมือนปีก่อน.. แล้วรีบเก็บของไปจองที่ในรถเพื่อไปจุดหมายต่อไปคือ เชียงใหม่… รถออก 8.30 น. แต่ที่เต็มตั้งแต่ 7.30 น. เพราะคนจะลงเยอะมาก.. ค่ารถก็เพิ่มจาก 62 บาท เป็น 80 บาท ขึ้นเยอะจัง.. ปีเดียวเอง.. ระหว่างทางลงมีด่านตรวจทั้งหมด 2 ด่าน ต้องแสดงบัตรประชาชนด้วยล่ะ สงสัยเค้ากลัวคนลักลอบเข้าเมือง.. ทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นั่งรถประมาณ 4 ชม. ก็ถึงที่หมาย..

Checkpoint #7
: เชียงใหม่

รถไปถึงที่ Arcade ล่ะ.. หมดแรง เวียนหัว.. รีบไปฝากของไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องแบกไปมา แล้วไปหาข้าวกิน.. ที่จริงตั้งใจจะไปกิน Love at First Bite ต่อ..  แต่วันจันทร์ปิดร้านล่ะ.. ซวยจริงๆเลย ครั้งก่อนก็มาไม่ทันร้านปิดไปเสียแล้ว.. ครั้งนี้ดันมาตรงวันจันทร์อีก.. 55 นั่งรถไปถนนนิมมานเหมินทร์ ไปนั่งชิวๆที่ร้านกาแฟวาวี ชื่อดังกันต่อ.. พี่กิปบอกว่าสู้ลุงปาละไม่ได้เลย… ฮะๆ ก็จริง… กินเสร็จก็ไปซื้อของฝากที่ตลาดวโรรส ได้กาละแม กะ ลำไยอบแห้งกลับมาล่ะ.. อร่อยจัง..

แล้วทีนี้เราต้องสลับตัวกับพี่เอดของอีกกรุปนึงล่ะ ที่มาเชียงใหม่อย่างเดียวนอนฟรีกินฟรีที่บ้านพี่มิ้ม.. พอดีตั๋วของพี่เค้าออก 3 ทุ่มกว่าจะถึงกรุงเทพฯก็ 6 โมงเช้า กลัวจะไปทำงานที่สำโรงไม่ทัน ก็เลยแลกกะเรา… (ของเราถึงประมาณ ตี 4) เราก็ไปบ้านพี่มิ้มกันต่อ.. อาบน้ำแล้วกินข้าวเย็น.. อร่อยมากง่ะ.. กินอาหารใต้ที่เชียงใหม่… ข้าวยำอร่อยมากครับ.. พ่อแม่พี่มิ้มใจดีมากเลยอ่ะ ถ้าไปเชียงใหม่คราวหน้าจะฝากปากฝากท้องไว้นะครับ… สัญญาครับ 555

นั่งรอรถทัวร์ออก 3 ทุ่ม… หมดแล้วละซิทริปของเรา.. ไม่อยากกลับเลย.. ปางอุ๋ง ขาหมูบ้านรักไทย ปายยยยยย….
กลับถึงกรุงเทพฯ 6 โมงเป๊ะๆ อย่างปลอดภัย.. แล้วรีบกลับบ้าน.. เคลียร์ของ เคลียร์งานที่ต้องส่งวันนี้ อยากนอนแต่นอนไม่ได้.. ต้องเคลียร์งานก่อนนนน… สู้ๆ

จบแล้วครับสำหรับทริปแม่ฮ่องสอนครั้งนี้ หวังว่าคงสนุกกับการอ่านนะครับ..

Tagged with:
Dec 14

วันนี้ด้วยความบังเอิญอีกเช่นเคย.. ได้ยินมาว่า set trade จะมาสัมภาษณ์คนที่สมัครงานกะเค้าเมื่ออาทิตย์ก่อนอ่ะ (วันที่เราไปแม่ฮ่องสอนพอดี) เรียน Game Programming จบก็เลยแวะขึ้นไปดูชั้น 20 แปร๊บหนึ่ง… เค้าสัมภาษณ์ที่ห้องสมุดล่ะ สงสัยรอห้องชั้น 19 ไม่ไหว.. เดินดูนิดนึง เอ๊ะ… ทำไมมีคนสมัครใหม่เต็มไปหมดเลย.. (ตอนแรกนึกว่าจะมาสัมภาษณ์เฉพาะคนที่ลงชื่อไปแล้ว) เราก็เลยส่งไปสมัครที่เขียนไว้เมื่ออาทิตย์ก่อนไปด้วย.. ก้อเลยได้สัมภาษณ์ซะงั้น.. แหะๆ.. เข้าไปคุยกับพี่ๆเค้าก็สนุกดี คุยกันเรื่อยๆ เกี่ยวกับชีวิต  ผลงานที่ผ่านมา และความคิดต่างๆ คำถามส่วนใหญ่ก็เป็นคำถามยอดฮิตเลย..

– จุดเด่น จุดด้อย ของตัวคุณ
– ทำไมถึงอยากเข้าที่นี่
– คิดว่าเข้ามาแล้วจะได้อะไรจากที่นี่บ้าง
– คิดว่าคุณมีอะไรดี ที่จะทำให้ผมเลือกรับคุณเข้าทำงาน
– คุณวางแผนอนาคตไว้อย่างไร

ฯลฯ

    เราก็ตอบไปด้วยอารมณ์ง่วงนอนมากมาย (นอนแค่ 4 ชม.) แต่ก็รู้สึกว่าตอบไปได้ค่อนข้างดีเลยล่ะ ตอนตอบยังงงๆเลยว่า จะจบยังไงดี แต่สุดท้ายก็ขมวดจบได้อย่างสวยงาม 55

สัมภาษณ์ Set Trade เสร็จ ต้องรีบลงไปกินข้าว(เช้า) เพราะว่าเดี๋ยวต้องบึ่งไปสัมภาษณ์ที่ X-Sidekick ต่อ.. เค้านัดเอาไว้อ่ะ.. ตอนนี้ง่วงกว่าเดิมอีก.. แบบว่าหลับได้ทุกที่ทุกเวลา.. สัมภาษณ์ที่นี่นานด้วยประมาณ 1 ชม. ครึ่ง แบ่งเป็น 2 part คือ

1. คำถามทั่วไป คุยเกี่ยวกับตัวเรา  
2. คำถาม Technical วัดความรู้

ระหว่างตอบคำถาม. ตาเนียะ.. สะลึมสะลือมากเลย.. เป็นแพนด้าไปแว้วว… แสงมู่ลี่ก็แยงตาอีก จนเราต้องขัดจังหวะพี่เค้า เพื่อขอให้เค้าปิดมู่ลี่.. ไม่งั้นสติเราจะกระเจิงกว่านี้.. ปวดตามากเลย..
part technical ตอบไม่ค่อยได้อ่ะ JAVA ลืมไปหมดแล้ว… Abstract กะ Interface ต่างกันอย่างไร… แฮะๆ คุ้นๆ แต่ตอบ Abtract ไม่ได้ล่ะ.. ช่างมัน.. เค้าบอกว่าจะประกาศว่าได้ทำงานหรือไม่ได้ ภายในเดือนมกราคม.. ก็รอปายย…

ps. วันนี้เหนื่อยสุดๆ..  กลับบ้านก็นอนเป็นตายเลย.. zzZZ

Dec 04

วันนี้ไม่มีเรียนแต่ต้องไปมหา’ลัย เพราะต้องไปเดินเรื่องขอใบมอบอำนาจของภาควิชาก่อน เพื่อไปรับเงินรางวัลของ Samart Innovation Awards 2006 ซึ่งเราก็ติดต่อไปหาพี่นา เค้าบอกว่า สามารถมอบอำนาจมาเป็นใบเดียวเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องเซ็นหลายที เราก็เลยเป็นตัวแทนของภาคคอมพ์ดำเนินเรื่องนี้ไปเลย พอดีมีกลุ่มของ อ.เศรษฐา มาติดต่อไว้ก่อนแล้ว ก็เลยต้องรอคุยกับอาจารย์ว่าจะเอาอย่างไร แต่ก็ติดต่อไม่ได้สักที ไม่เป็นไรยังพอมีเวลา

ตอนบ่ายไปสอบข้อเขียนที่บริษัท X-Sidekick อยู่ที่ตึกกมลสุโกศล ข้างๆตึก CP เข้าไปดูบริษัทครั้งแรกเห็นแล้วตกใจ รู้สึกว่ามันเล็กๆอ่ะ สงสัยคงเป็นเพราะที่ผ่านมามีแต่บริษัทใหญ่ๆมาแนะนำอ่ะ ในหัวตอนนั้นก็เลยคิดว่า บริษัท มันต้องใหญ่ คนต้องเยอะ.. ซึ่งจริงๆแล้วก็มีบริษัทที่เล็กแต่คุณภาพล้นเหลือมากมายเหลือเกิน.. เราไม่ควรดูถูก หรือประมาทบริษัทเล็กๆ เพราะไม่แน่.. สักวันเค้าอาจเติบโตขึ้นมาเป็นคู่แข่งก็ได้ บริษัท X-sidekick มีพนักงานประมาณ 30 คน ทำเกี่ยวกับ Mobile Application รับโปรเจคจากข้างนอกเข้ามา โดยจะเน้นทำโปรแกรมบนมือถือเสียส่วนใหญ่ และใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian…  ตอนไปสอบมีให้เลือกสองภาษา คือ C และ Java พวกเราไปสอบกัน 5 คนก็เลือก Java กันหมดเพราะเป็นภาษาที่คุ้นเคยที่สุดแล้ว.. ข้อสอบก็ไม่ยากมากเน้นไปที่ concept ของแต่ละภาษา และก็มีออกแบบบ้างเล็กน้อย เค้าให้ออกแบบโปรแกรม tic tac toe ว่าควรจะมีลักษณะยังไง โครงสร้างของตัวโปรแกรมเป็นยังไง ต้องมี object ตรงไหน.. และก็มีให้แก้ตัวโปรแกรม และพวก Algorithm ทั้งหลายประมาณ 7 ข้อ.. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม จากทั้งหมด 2 ชม ก็ถือว่า OK..  แต่ตอนนี้หล่ะต้องมาตัดสินใจอีกหล่ะว่าจะเอาดีหรือไม่… เราจะเติบโตตรงจุดนี้ได้หรือไม่…

ps.  ก่อนกลับก็ถือโอกาสขายเกมส์ตัวเองอีกแล้ว… เราไม่ได้เปิดประเด็นนา.. พอดีพวก gbgift kiwi iam ชงให้เรา เราก็ไหลไปตามน้ำ… อย่ามองว่าเราหน้าเลือดนาที่เห็นใครก็ขายแต่เกมส์ๆๆๆ.. เราแค่ต้องการโชว์ผลงานที่ทำมาให้พี่ๆเค้าดูแค่นั้นล่ะ.. 🙂
ps2. ระหว่างเดินทางมีผู้หญิงคนหนึ่งมานั่งข้างๆ แล้วก็หยิบที่ตัดเล็บมาตัด.. กระเด็นไปทั่วเลย.. ขอเถอะครับ.. การตัดเล็บบนรถซึ่งเป็นสถานที่ปิดมันเป็นอะไรที่ไร้มารยาทมากๆ และสกปรกมากเลย.. คุณเคยสังเกตขณะที่คุณตัดเล็บแต่ละครั้งมั้ย ว่ามันมีเศษผง และเชื้อโรคฟุ้งกระจายมากแค่ไหน… ใครที่มีนิสัยอย่างนี้ขอให้เลิกเถอะครับ..  ขอบคุณมาก..

Dec 02

วันนี้ตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าอบรม Basic Presentation and Public Speaking in English Workshop ของสถาบันภาษา ไปถึงตั้งแต่ 8 โมง แฮะๆ จำเวลาผิด.. เซ็งเลยนอนไม่พอ…

ห้องเราได้เรียนกับอาจารย์ Bill แหละ.. เราว่าที่จริงเค้าก็สอนดีนะ แต่ดูเหมือนกับว่าแนวการสอนมันไม่เหมาะสมกับการ workshop ระยะสั้นอ่ะ คือเค้าชอบให้มานั่งสมาธิเพื่อให้เราเรียบเรียงในสิ่งที่เราต้องการพูดอ่ะ โดยไม่ต้องจดลงกระดาษ แนวประมาณว่า จินตนาการว่าเราอยู่ที่ทะเลแห่งหนึ่งกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน กำหนดลมหายใจเข้าออกเหมือนที่เรานั่งสมาธิกันมาหน่ะแหละ ง่วง Max คือมันก็ดีนะ แต่เรารู้สึกว่ามันเสียเวลา มีเวลาแค่ 2 วันก็ควรจะเข้าเนื้อหาแล้วพูดแต่เนื้อๆ sheet ที่แจกมาก็ไม่ได้ใช้ ไม่ได้เฉลย ห้องอื่นเค้าทำกันหมดแล้ว… รู้สึกเซ็งๆอ่ะ.. พรุ่งนี้คิดว่าจะไม่ไปหล่ะ.. แต่ขอดูสถานการณ์ก่อน.. แต่ก็ดีตรงที่ได้ฝึกพูดต่อหน้าคนมากๆจริงๆ ตั้ง 3 ครั้งแหน่ะ.. เราเป็นคนแรกตลอดเลยอ่ะ รู้สึกพูดไม่ค่อยดีเลย.. เกร็งไปหมดเลย เป็นคนแรกเนี่ยะ.. ไม่พอใจอย่างยิ่ง… ขอบ่นอีกอย่าง.. พอแต่ละคนพูดเสร็จ comment หน่อยก็ดีนา.. พูดแต่ good.. ok.. แล้วรู้สึกว่าไม่ได้รับการแนะนำเลยอ่ะ… ไอ่เราก็ทำผิดเยอะแยะ.. ก็พูดแต่ ok.. goodddddd.. เหอะๆ บ่นพอแระ…

ps. ต้องรีบฝึกปรือ Active Skill แล้วล่ะเรา… Listeningๆๆ Speakingๆๆ ลุยๆๆ

Dec 01

วันนี้ก็เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีแล้ว เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เป็นเดือนแห่งความสูข อากาศกำลังเย็นสบาย… ท้องฟ้าโปร่ง.. ดาวเต็มท้องฟ้า.. ชวนให้เราออกไปดื่มด่ำกับความสวยงามนั้น.. เอ้ย!! พอๆตื่นๆ

หาวว..ว..วว..วว  วันนี้ชีวิตเรียบง่าย.. ไปเรียนลีลาศเป็นปกติได้ท่าใหม่ๆกลับมาสนุกดี วันนี้เรียน Jive เพลงมันส์มาก แต่ก็ปวดขามากเช่นกัน.. วันนี้เป็นครั้งแรกที่เต้นมั่วมากมาย.. จังหวะนี้ถ้าผิดคือผิดเลยอ่ะ ตามไม่ค่อยทันเพราะเพลงมันเร็วมากแล้วก็มันจะหมุนตลอด เวลาขึ้นท่าใหม่ มันไม่จำเป็นต้องเข้า Basic เหมือนจังหวะอื่นๆ ดังนั้น ต้องฝึกซ้อมให้มากๆเสียแล้ว…  เด๋วตอนสอบจะอายเขา

กลับมาก็ไปทำ Senior Project สักแป๊บนึง ก็ถึงเวลาไปดู concert "The Harmony of CU Chorus" ที่ชั้น 7 หอกลางล่ะ… เพราะดีนะ แต่เสียดายตรงที่เพลงน้อยมาก ชั่วโมงเดียว concert ก็จบแล้วอ่ะ… เหมือนที่เขียนอันที่แล้ว.. เวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ 🙂 …  ชอบเพลงประสานเสียงอ่ะ.. พูดถึงก็เสียดายที่ตอนปีหนึ่งไม่ได้เข้าชมรม… แต่ไม่เป็นไรแค่อยู่ Slum ก็แทบจะไม่มีเวลาแล้วคร้าบบบ…  มีเพื่อนเราที่อยู่ใน CU Chorus ด้วยล่ะ คือ Ox(ygen) ล่ะ ร้องเพลงเพราะดีนะนี่ ภูมิใจมีเพื่อนร้องเพลงเพราะ 55

วันนี้ก็จบลงด้วยการกลับไปกิน Buffet หมูย่างที่ลานเกียร์ เนื่องจากเป็นวันปิดกีฬาสีลานเกียร์เกมส์ ซึ่งคนก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่… อาหารก็เลยเหลือให้เราถลุงเยอะแยะไปหมดเลย.. อร่อย+สนุกดีอ่ะ ได้คุยกับเพื่อนๆที่ไม่ได้คุยกันนาน.. ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ปีหนึ่งเลย… คิดไปก็ใจหายเนอะ เราจะจบแล้วล่ะ.. 4 ปีมันเร็วจางเลย

ps. เพื่อนๆคับ.. ค่ายยุววิศวกรบพิธ ปีนี้ (VESC35) รุ่นเราเป็นคนจัดการนา.. ได้ข่าวมาว่าจะไปสร้างกันที่ จ. พิษณุโลก ยังไงก็ขึ้นไปช่วยๆกันหน่อยเด้อ… ไอ่เราไม่พลาดแน่.. ถ้าบริษัทยังไม่เรียกตัวนะ.. ไว้เจอกันค้าบบ