Jan 30

     สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นอัตชีวประวัติของ นายธีรเดช หงส์พิสุทธิกุล เขียนเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2550 เวลา 03.19 น. โดยเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Creative Journal รายวิชา Exploring Creativity ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

     กระผมชื่อนายธีรเดช หงส์พิสุทธิกุล หรือเรียกชื่อเล่นว่า ธี เกิดเมื่อวันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2527 ที่โรงพยาบาลนครคริสเตียน จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยน้ำหนักตัวแรกเกิดประมาณ 4.1 กิโลกรัม ซึ่งหนักกว่าเด็กคนอื่นๆทั่วไป ด้วยน้ำหนักที่มากนี้ทำให้ตอนเด็กๆ ร่างกายของผมจึงมีขนาดใหญ่ และอ้วนท้วนสมบูรณ์มาก ผมเป็นลูกคนสุดท้องและเป็นลูกชายคนเดียวในบ้าน มีพี่สาวทั้งหมด 3 คน พี่สาวทั้งสามคนมีอายุไล่เลี่ยกันห่างกัน 2 และ 3 ปีตามลำดับ ส่วนผมมีอายุห่างจากคนที่ 3 ประมาณ 5 ปี เนื่องจากครอบครัวผมมีเชื้อสายจีนอยู่ด้วย ผมจึงมีชื่อภาษาจีนคือ 洪益祥 ภาษาแต้จิ๋ว อ่านว่า อั้งเอี๊ยะเซี้ยง ส่วนจีนกลาง อ่านว่า หงอี้เสียง แปลว่า ศิริมงคลที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก

     ผมเริ่มเรียนชั้นอนุบาลตอนอายุประมาณ 3 ขวบ ที่โรงเรียนอนุบาลพิชญรัตน์ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ได้ซนเต็มที่ และในช่วงปีใหม่รวมไปถึงวันเด็กก็จะมีการแสดงของเด็กๆ ผมก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนออกไปเต้นเพลงบางระจันสมัยก่อน จำได้ว่าต้องใส่เสื้อแพร นุ่งโจงกระเบน ถือดาบ แล้วเต้นๆกวัดแกว่งดาบไปมาอยู่บนเวที ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เห็นม๊าและแม่ของคนอื่นๆหัวเราะเอ็นดูกันยกใหญ่ ถ้าถามว่าอายไหม ผมก็คงตอบว่าไม่รู้ เพราะตอนนั้นผมคงยังไม่ทราบหรอกว่าคำว่าอายเป็นอย่างไร ก็เล่นสนุกๆไปตามประสาเด็ก ช่วงที่เรียนอนุบาลนั้นตอนเย็นผมต้องไปเรียนว่ายน้ำกับครูหนอนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครูหนอนดุมากๆ รู้สึกทรมานทุกครั้งที่เรียน ครูจะตีน้ำแล้วตะโกน “อึ๊บ!!” ให้ผมว่ายไปหาครูกลางสระ ครูก็จะแกล้งเดินหนีออกไปเรื่อยๆ ผมก็ตาลีตาเหลือกว่ายไปให้ถึงสำลักน้ำไปหลายอึกทีเดียว แต่ความพยายามนั่นก็ได้มาซึ่งเหรียญทองแห่งความสำเร็จจากการแข่งขันว่ายน้ำของเทศบาลจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีไมโลเป็นสปอนเซอร์หลัก

     บ้านของผมเป็นตึกแถวประมาณ 3-4 ห้อง อยู่ข้างๆสถานีรถไฟนครศรีธรรมราชเลย ตอนกลางวันเปิดเป็นภัตตาคารจีน ส่วนตอนดึกก็เปิดเป็นร้านข้าวต้มโต้รุ่ง ตอนเด็กๆผมมีความสุขกับการทำหน้าที่เป็นเด็กเสริฟและเด็กเก็บตังค์มาก เพราะว่าเสริฟหรือเก็บตังค์ทีไรก็จะได้ทิปมาเกือบทุกครั้ง เด็กๆพอเห็นเงินก็มักจะดีใจและชอบใจเป็นธรรมดา ส่วนป๊าและม้าก็ไม่อยากให้เสริฟเท่าไรเพราะกลัวจะทำอาหารหกใส่ลูกค้า เพราะตอนนั้นอายุ 5-6 ขวบ ตัวยังสูงไม่เท่าโต๊ะเลย นอกจากนี้แล้วผมยังแสดงตัวเป็นกุ๊กมือหนึ่งของที่ร้านสืบทอดทายาทจากป๊า เข้าไปช่วย (วุ่นวาย) ในครัว ช่วยเด็ดผักเตรียมอาหารให้กุ๊กบ้าง ช่วยตอกไข่เค็มเอาเฉพาะไข่แดงมาไว้เตรียมอาหารบ้าง เท่าที่จำความได้อะไรที่ผมพอทำได้ก็จะช่วยที่ร้านตลอด แม้กระทั่งกวาดขยะ ถูพื้นก็จะแย่งพี่พนักงานทำอยู่เป็นประจำ วันไหนที่วันรุ่งขึ้นโรงเรียนหยุดผมมักจะอยู่โต้รุ่งเป็นเพื่อนป๊าและม้าไปถึงเช้าด้วย ช่วงดึกๆก็จะมีลูกค้าตลอด และจะมีมากขึ้นตอนช่วงฟ้าสาง เพราะคนส่วนใหญ่จะตื่นแต่เช้ามาออกกำลังกาย และแวะมากินน้ำชากาแฟในร้าน บางทีตอนเช้ามืดป๊าก็จะขับมอไซค์พาไปกินขนมปังปิ้ง ขนมปังจิ้มสังขยาและไอวัลตินร้อน มันก็เป็นแค่ขนมปังธรรมดา แต่ไม่รู้สิ ตอนนั้นรู้สึกว่ามันอร่อยมาก มากจนบอกไม่ถูก จนต้องร้องขอให้ป๊าขับรถพาไปกินบ่อยๆ กลับมาก็จะทันใส่บาตรตอนเช้ากับม้าพอดี ช่วงปิดร้านวันอาทิตย์บางทีป๊าก็จะพาไปที่โรงสีข้าวของเพื่อนๆ ผมก็เข้าไปในโกดังข้าว ช่วยพี่ๆเค้ากรอกข้าวสารใส่ถุงใส่กระสอบ สนุกดี

     ตอนเด็กๆผมก็ซุกซนตามประสาเด็กบ้านนอกทั่วไป วิ่งเล่นไปนู้นไปนี่ไม่มีหยุด สร้างความวุ่นวายให้กับคนอื่นๆเป็นประจำ วิ่งเข้าไปในโรงแรมเพชรไพลินที่อยู่ข้างๆร้าน กดลิฟต์ขึ้นลงขึ้นลงเล่นๆแล้วก็วิ่งออกไป บางทีก็ไปเล่นซ่อนแอบในโรงแรมของเค้าจนพนักงานต้องไล่ออกไป ออกไปได้สักพักก็เข้ามาอีก จนพนักงานต้องจับอุ้มแล้วพาไปส่งที่บ้าน ทีนี้ล่ะอากงก็เรียกมาว่าเลย แต่เด็กมันก็คือเด็กละเน้อ เรียบร้อยได้แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ออกลายอีก มีอยู่ครั้งหนึ่งก็ได้รวมกลุ่มกับเด็กๆแถวบ้านทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้เลย พอโตขึ้นมาก็รู้สึกว่าเป็นบาปอย่างมหันต์ คือว่า ปกติแล้วจิ้งจกจะไปวางไข่ในท่อระบายน้ำ พอดีมีเด็กกลุ่มหนึ่งด้อมๆมองๆอยู่เราก็สนใจว่าทำอะไรกัน ทุกคนต่างสงสัยว่าจิ้งจกวางไข่ได้อย่างไร แล้วไข่มันออกมาจากไหน เลือดนักวิทยาศาสตร์สูบฉีดกันทุกคน ก็เลยจับจิ้งจกแถวนั้นมาตัวหนึ่งอ้วนท้วนเชียว แล้วก็มีเด็กคนหนึ่งหยิบกันบุหรี่ที่ยังไม่มอดมาจี้เข้าไปที่ท้อง จัดการจนในที่สุดก็ได้เห็นว่าไข่ในตัวมันเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน ผมก็ได้แต่มองตาปริบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น สุดท้ายก็เอาท่านจิ้งจกอาจารย์ใหญ่พร้อมกับไข่ใบน้อยไปวางไว้ที่เดิม ก็หวังว่าไข่ใบนั้นจะเกิดลูกออกมาได้ แม้ว่าผมไม่ได้ร่วมลงมือด้วยก็ตาม แต่แค่มองดูอยู่เฉยๆก็รู้สึกว่าเป็นบาปแล้ว และในช่วงปี 2531 พายุเกย์ได้เข้ามาถล่มจังหวัดชุมพรสร้างความเสียหายอย่างหนัก นครศรีธรรมราชก็ได้รับผลกระทบจากพายุลูกนี้ด้วย ผมจำได้ว่าน้ำท่วมสูงประมาณอกของผมในตอนนั้น ผมก็คงตื่นเต้นดีใจอีกเช่นเคยที่ได้เห็นน้ำเต็มถนนเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด พอดีที่บ้านมีเรือยางก็เลยเอามาพายเล่นรอบเมืองสนุกมากๆ

     หลังจากจบชั้นอนุบาลผมก็ได้ไปเรียนต่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดศรีทวี ซึ่งอยู่ใกล้ๆบ้าน ตอนนั้นอายุประมาณ 6 ขวบเห็นจะได้ ผมเข้าเรียนชั้นประถมเร็วกว่าเด็กๆคนอื่น เนื่องจากตอนเด็กๆหัวไวมาก ป๊ากับม๊าก็เลยพาเข้าโรงเรียนก่อนเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนดไว้คือ 7 ขวบ ผมก็สามารถเรียนหนังสือได้โดยไม่รู้สึกถึงความแตกต่างด้านอายุมากนัก สิ่งหนึ่งที่จำได้ไม่มีวันลืม คือ รสชาติของร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นในโรงเรียน ตกเย็นผมก็จะรีบมานั่งที่ร้านแล้วสั่ง “ลูกชิ้นแห้ง” ฟังแล้วอาจจะงง มันคือ ลูกชิ้นลวกใส่ถ้วยเหยาะซีอิ๊วดำนิดนึงโรยน้ำตาลนิดหน่อย เสร็จแล้ว!! อาหารอันโอชะของผมสมัยเด็ก ผมเรียนที่โรงเรียนวัดศรีทวีได้เพียง 1 เทอม ก็มีข่าวร้ายหรือข่าวดีไม่ทราบ คือ ครอบครัวของผมจะย้ายจากนครศรีธรรมราชมาอยู่ที่กรุงเทพฯอย่างถาวร ผมได้ยินตอนแรกก็ดีใจตามประสาเด็กจะได้เที่ยวในที่แปลกใหม่ แต่ในใจลึกๆก็คงรู้สึกคิดถึงสถานที่ที่คุ้นเคย คิดถึงคุณครู คิดถึงเพื่อนๆที่วิ่งเล่นมาด้วยกัน คิดถึงอาหารอร่อยๆ คิดถึงเสียงรถไฟที่วิ่งเสียงดังรบกวนทุกคืน และคิดถึงพี่ๆพนักงานในร้านทุกคน จำได้ว่าต้องจ้างรถบรรทุกถึง 2 คันเลยทีเดียวจึงสามารถย้ายของใช้ที่จำเป็นไปได้หมด ผมหันไปมองบรรยากาศที่คุ้นเคยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่รถค่อยๆเคลื่อนตัวไปจนลับขอบถนน หวังว่าเราคงจะได้พบกันใหม่

     เดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร อาศัยที่บ้านเช่าหลังหนึ่งที่ซอยพาณิชธน หรือซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ป๊ากับม้าก็รีบหาโรงเรียนให้เรียนจะได้ไม่สะดุด ก็ได้ไปเรียนต่อที่โรงเรียนเสสะเวชวิทยาซึ่งอยู่แถวบ้าน แต่กลับกลายเป็นว่าต้องไปเรียนในระดับชั้นอนุบาล 2 อีกรอบ เนื่องจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเข้าเรียนชั้น ป.1 นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผมเรียนช้าไป 1 ปี แต่ไม่เป็นไรคิดเสียว่าจะได้มีพื้นฐานวิชาความรู้ที่แน่นกว่าคนอื่น ตอนเรียนอนุบาลก็มีสอนว่ายน้ำและบัลเลย์ และได้รับคัดเลือกให้ไปประกวดเต้นประกอบเพลงที่เดอะมอลล์ท่าพระ เต้นเพลงสวยในซอย ได้รางวัลหรือเปล่าจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าอายเป็นแล้ว พอเข้า ป.1 ก็ได้รับคัดเลือกจากครูประจำชั้นให้เป็นหัวหน้าห้อง ตอนนั้นก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ครูดุมาก ว่าผมจนอยากจะเอาเข็มหัวหน้าห้องส่งคืนเลย ผมได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องจนถึง ป.3 และเกรงว่าจะได้รับเลือกใน ป.4 อีกจึงให้ม้าไปบอกกับครูประจำชั้นไว้ก่อนว่าปีนี้ไม่อยากเป็น เพราะผมเบื่อมาก ถูกตีตลอดเลย แม้ว่าจะตำแหน่งนี้จะสอนให้มีความรับผิดชอบ มีความเป็นผู้นำและกล้าแสดงออก แต่บางทีสิ่งที่ทุกคนคาดหวังมันก็หนักหนาสาหัสสำหรับเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งอยู่เหมือนกัน ผมอยากใช้ชีวิตช่วงเด็กให้คุ้มค่ามากกว่านี้ จนแล้วจนรอดขึ้น ป.5 ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องอีกครั้ง และยาวไปจนถึง ป.6 ช่วงชีวิตตอนที่เรียนประถมนั้นได้ทำกิจกรรมมากมาย นอกเหนือจากการเป็นหัวหน้าห้องแล้วยังมี แข่งขันว่ายน้ำ อ่านทำนองเสนาะ ประกวดคัดไทย แข่งขันตอบปัญหาวิชาการ นักระนาดเอกประจำโรงเรียน และประกวดศิลปะของเซ็นทรัลยุวชนน้อย

     เมื่อจบ ป.6 จึงไปสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แต่สอบไม่ติด ป๊ากับม้าจึงต้องร้อนหาที่เรียนให้ผม ในที่สุดก็ได้เรียนที่โรงเรียนโพธิสารพิทยากร อยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 1 เขาว่ากันว่าเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของฝั่งธน ตอนผมเข้าไปเรียนก็รู้สึกว่าตัดสินใจไม่ผิดที่เข้าเรียนโรงเรียนนี้ อาจารย์ในโรงเรียนดูแลเราได้อบอุ่นมาก ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านมากครับ ผมเข้ามาในระดับ ม.1 ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องอีกเช่นเคย ได้รับตำแหน่งจนถึง ม.3 ระหว่างนั้นก็ได้ทำกิจกรรมต่างๆทั้งแข่งขันตอบปัญหา สอบนักธรรมศึกษาตรี-โท-เอก และได้บวชเรียนถวายแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในวโรกาสครองสิริราชย์สมบัติครบ 50 ปี ในปีกาญจนาภิเษกนั่นเอง

     หลังจากจบ ม.3 จึงไปสอบเข้าที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่ก็สอบไม่ผ่านอีกเช่นเคย จึงตอบรับโควต้าของโรงเรียนโพธิสารพิทยากรที่คัดเลือกเด็กผู้ชายคะแนนสูงสุด 5 อันดับแรกไปศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ส่วนเด็กผู้หญิง 5 อันดับแรกก็ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีวิทยา ตามโครงการโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องที่มีมาแต่ในอดีต เมื่อได้เข้าเรียนในรั้วสวนกุหลาบฯ การใช้ชีวิตในโรงเรียนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เนื่องจากผมเป็นเด็กโควตาเมื่อเข้าเรียนในระดับชั้น ม.4 จึงไม่ได้อยู่ห้องเด็กเรียนเหมือนแต่ก่อนมา และเนื่องด้วยเป็นโรงเรียนชายล้วน ไม่เหมือนโรงเรียนทุกที่ที่ผมเคยเล่าเรียนมาซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา ความสดใส ความสวยงามและความอ่อนโยน จึงไม่ค่อยมีให้เห็นในโรงเรียนสักเท่าไร มีแต่ความหยาบกระด้างและความรุนแรง โดยเฉพาะในห้องที่ผมได้เข้าเรียนตอน ม.4 แต่ละวันแทบไม่ได้รับความรู้อะไรเพิ่มเติมจากอาจารย์ท่านเลย อาจารย์ถามมา ผมก็ตอบไป ทุกคนในห้องเสียงดังโฉ่งฉ่าง และเนื่องจากผมนั่งอยู่หลังห้อง แม้เสียงตะโกนของผมก็มิอาจแทรกผ่านไปหาอาจารย์ท่านได้ กาลต่อมาจึงได้ยินแต่คำด่า คำว่าและตักเตือนตลอดทั้งคาบ จนหูผมชินและชาในที่สุด ความหวังที่จะได้ความรู้เพิ่มเติมในห้องจึงหมดไป ทำให้ผมต้องขวนขวายเรียนรู้ด้วยตัวเอง จุดมุ่งหมายเดียวตอนนั้นคือ ผมต้องออกไปจากห้องคละและเข้าไปเรียนในห้องคิงให้ได้ และผมก็ทำสำเร็จ ในระดับชั้น ม.5 ผมได้เข้าไปเรียนในห้องคิง บรรยากาศแตกต่างจากปีก่อนอย่างสิ้นเชิง กว่าผมจะปรับตัวให้เข้ากับห้องคิงให้ได้เหมือนแต่ก่อนนั้น มันยากยิ่งเสียเหลือเกิน เพราะความขยันและความกระตือรือร้นในห้องเรียนของผม ได้ถูกลดทอนและหายสิ้นไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา และสิ่งนี้ก็คือเป้าหมายใหม่ที่ผมต้องพิชิตให้ได้

     ตลอดระยะเวลา 3 ปีในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนั้น จึงเต็มไปด้วยความสับสนในชีวิตมากมาย ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ผมจึงไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรมากมาย มีแต่เพียงการเข้าร่วมโครงการคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ที่ผมสนใจศึกษามาตั้งแต่ระดับประถม 4 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคอมพิวเตอร์จอเขียว Apple ที่ทำให้ผมเกิดความหลงใหลในศาสตร์ด้านนี้อย่างเต็มตัว ผมได้ศึกษาเพิ่มเติมด้านคอมพิวเตอร์มาโดยตลอด โดยวาดฝันให้กับตัวเองว่า วันหนึ่งผมจะต้องเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกนานาชาติให้ได้ ความฝันดูเหมือนจะได้รับการแต่งแต้ม เมื่อตอน ม.4 ผมสมัครสอบ สสวท. แต่สอบไม่ผ่านรอบแรก แต่ในปีนั้นเองได้เกิดโครงการใหม่ของสมเด็จพระพี่นางฯชื่อโครงการ สอวน. เป็นเหมือนค่ายเตรียมตัวสู่ สสวท. ผมจึงได้สมัครสอบและผ่าน ได้ไปเข้าค่ายที่มหาวิทยาลัยลาดกระบังและได้สอบผ่านค่ายแรก ได้ไปเข้าค่ายสองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต และจากจุดนี้นี่เองทำให้ผมได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันตลอดระยะเวลา 18 วันในหอพักนักศึกษา ในที่สุดผมก็สอบผ่านรอบสุดท้ายได้สำเร็จ ได้โควตาไปสอบ สสวท. รอบสองได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องสอบรอบแรกก่อน แต่ด้วยความอ่อนด้อยในประสบการณ์การแข่งขันทำให้พลาดไปอย่างน่าเสียดาย ได้ทราบมาจากรุ่นพี่เก่าๆว่าผมได้ลำดับที่ 25 แต่เนื่องจากมีคนได้ลำดับที่ 25 ทั้งหมด 4 คน ซึ่งมากเกินกว่าจะรับได้หมดจึงจำเป็นต้องตัดทิ้งไป ตอน ม.5 ก็ได้มีโอกาสสอบใหม่อีกครั้งแต่ไม่ผ่านรอบสุดท้าย สอวน. ทำให้ความฝันนี้ถูกเก็บเอาไว้เป็นเพียงความทรงจำดีๆ เนื่องจากผมต้องมีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือ การเอนทรานซ์

     เนื่องจากผมสนใจด้านคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงชอบงัดแงะถอดประกอบสิ่งของมาตั้งแต่เด็ก จึงตั้งเป้าหมายไว้กับตัวเองว่าจะเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่คะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์จึงได้เข้ามาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้เลือกไว้เป็นอันดับที่ 2 แทน ผ่านการเรียนอันหนักอึ้งในช่วงปีหนึ่ง มีหัวเราะ มีร้องไห้เป็นธรรมดา แต่ก็มีเพื่อนๆนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ในที่สุดผมก็สามารถเข้าเรียนในภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้ตามที่ตั้งใจไว้

     ก่อนเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ผมตั้งใจไว้ว่าเมื่อได้เข้ามาแล้วผมจะทำกิจกรรมให้หนำใจเสียที หลังจากที่ตอน ม.ปลาย เสียเวลาไปกับการปรับปรุงตัวเองซะส่วนใหญ่ โดยผมได้ตั้งเป้าหมายได้ว่า เข้ามาแล้วต้องหาชมรมอยู่ให้ได้เป็นหลักเป็นแหล่งสักชมรม ซึ่งก็ได้ชมรมจุฬาฯสู่ชุมชุน (Slum Club) นี่ล่ะ ที่เป็นแหล่งพักพิงกายและใจในยามทุกข์ แหล่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และที่สำคัญเป็นแหล่งเพาะบ่มวิชาที่ไม่อาจหาได้ในห้องเรียน คือ การออกค่ายนั่นเอง ผมออกค่ายไปกับชมรมตั้งแต่ปีหนึ่ง พอถึงปีสามผมก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นรองประธานชมรม ต้องสำรวจพื้นที่และจัดเตรียมค่ายกันเอง จนถึงตอนนี้ผมออกค่ายรวมแล้วทั้งสิ้น 6 ค่าย โดยกิจกรรมในค่ายส่วนใหญ่จะเป็นการทำกิจกรรมให้เด็กๆในถิ่นทุรกันดาร ลักษณะเหมือนไปเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้เด็กๆ เพราะบางโรงเรียนมีกล้องจุลทรรศน์ได้รับบริจาคมาแต่ไม่มีบุคลากรด้านนี้ ก็เลยเก็บไว้ฝุ่นจับอยู่ในตู้ พวกผมเลยนำอุปกรณ์พวกนี้มาเป็นสื่อการสอนให้เด็กๆได้เรียนรู้ในสิ่งแปลกใหม่ เมื่อเด็กๆได้เห็นสิ่งแปลกตาก็รู้สึกสนุกสนาน เหมือนตอนที่เราเป็นเด็กหน่ะแหละ เมื่อเด็กมีความสุขเราก็พลอยมีความสุขไปด้วย นอกจากทำกิจกรรมกับเด็กแล้วยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับชาวบ้านคือ ให้ชาวค่ายได้มีโอกาสเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน โดยแบ่งเป็นกลุ่มไปอาศัยกับชาวบ้าน กินข้าวด้วยกัน ออกไปทำไร่ทำนาด้วยกัน ตกเย็นก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้วยกัน ชาวบ้านเขารักเราเหมือนเป็นลูกของตัวเอง ตัวผมเมื่อเป็น ผอ.ค่ายก็อยากให้ทุกคนได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนี้ให้มากที่สุด จึงสนับสนุนกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ทำด้วยกันในค่ายนั่นคือ กิจกรรมสัมพันธ์ชาวค่าย ให้ทุกคนให้รู้จักกัน สนิมสนมกัน จะได้ช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก

     นอกจากกิจกรรมของค่ายพัฒน์แล้วผมยังได้ไปออกค่ายสร้างมาเช่นกัน นั่นคือค่ายยุววิศวกรบพิธ คือค่ายสร้างสะพานของคณะวิศวกรรมศาสตร์นั่นเอง โดยพื้นฐานผมเป็นคนลุยๆอยู่แล้วจึงมีความสุขกับการได้ออกค่ายหลายรูปแบบ ต้องนอนอยู่กับดิน กินอยู่กับหินทราย ไปค่ายนี้แล้วรู้สึกถึงความยากลำบากของอาชีพกรรมกรเลยทีเดียว ผมต้องแบกหิน แบกทราย แบกปูน ผสมคอนกรีต เทพื้น เทเสา ดัดเหล็ก ทำมาหมดแล้ว เหนื่อยมากแต่ก็มีความสุข ได้เข้าใจคำว่าอาบเหงื่อต่างน้ำ และทำงานแลกข้าว ได้ชัดเจนที่สุดเลย ด้วยเสน่ห์ของค่ายที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ได้ใจของผมไปหมดแล้วและผมสัญญาว่าจะต้องขึ้นไปให้ได้ทุกปี จนกระทั่งถึงปีนี้ซึ่งรุ่นผมเป็นคนทำค่ายเอง อย่างไรผมก็ต้องขึ้นไปให้ได้

     ช่วงปีสองได้มีโอกาสประกวด DTAC & Nokia iAwards 2005 และได้รับรางวัลคะแนนรวมสูงสุดมา ถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต และรางวัลนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นสิ่งดีๆในชีวิตผมมากมาย ตั้งแต่ได้มีโอกาสพัฒนาแอพพลิเคชั่นร่วมกับ DTAC จนสามารถวางขายได้จริงในเชิงธุรกิจ ในเกมส์ที่ชื่อว่า iKon Attack และสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมากที่สุดคือ Nokia ได้ส่งผมและเพื่อนๆไปอบรม Symbian ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกของผม และได้นั่งเครื่องบินเป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้มาด้วยหยาดเหงื่อและแรงงานของผมเองแทบทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังมีงานอื่นๆอีกเช่น เป็น Technical Support ให้กับงาน Nokia Next Generation ในงาน E-expo จัดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น หลังจากนั้นก็ได้ร่วมแข่งขันมากมายทั้ง TAM Awards 2005 ได้รับรางวัลชมเชยในหมวด Best Symbian Mobile Game และล่าสุด SAMART Innovation Awards 2006 ได้รับรางวัล Silver Awards ในหมวด Internet Utility

     เวลา 4 ปีนั้นผ่านไปรวดเร็วมาก จนถึงตอนนี้ชีวิตการศึกษาเล่าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยกำลังจะจบลง แต่ชีวิตของเรานั้นยังไม่จบ ชีวิตของเรายังต้องดำเนินต่อไป เป็นธรรมดาของชีวิตที่จะต้องเจอกับปัญหาต่างๆรุมเร้าเข้ามาให้คิดแก้ปัญหาอยู่เสมอ ขอให้เราจงสู้ต่อไป อย่ายอมแพ้ สู้เท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความสำเร็จในชีวิต จงเก็บเอาเรื่องร้ายๆในอดีตมาเป็นบทเรียนล้ำค่า อันจะทำให้ตัวเรานั้นมีความเข้มแข็งและแกร่งกล้า สามารถต่อสู้กับภัยอันตรายต่างๆในภายภาคหน้าได้ด้วยความมาดมั่นและมั่นคง

Jan 27

     วันนี้เข้ามาในห้องด้วยความงงงวยกับกระดาษ A5 ที่มีจุดสีแดงอยู่ตรงกลาง ทุกคนต่างถามว่าอาจารย์จะให้ทำอะไรกับกระดาษแผ่นนี้ บ้างก็บอกว่า “มันคือธงชาติประเทศญี่ปุ่น” เอ่อ ก็จริงแต่ว่าจุดมันเล็กไปหน่อยนะ บ้างก็บอกว่า “เดี๋ยวอาจารย์จะให้เพ่งกสิณ” อาจจะจริงเนอะ 55

     วันนี้อาจารย์ตั้งใจมาสอนเรื่อง Visualization หรือ จินตภาพ เริ่มจากการให้จ้องจุดสีแดงในกระดาษแผ่นนั้นให้นานที่สุดโดยห้ามกระพริบตา จากนั้นก็หลับตา พยายามมองดูว่าเราเห็นจุดที่เราจ้องเมื่อตะกี้หรือไม่ โดยอาจจะมองเห็นเป็นสีเขียวก็ได้ นั่นแหละเค้าเรียกว่า จินตภาพ หลังจากนั้นอาจารย์ก็ให้มองทั้งแผ่นเลย โดยเมื่อหลับตาแล้วจะต้องเห็นทั้งขอบกระดาษและจุดด้วย ซึ่งเราก็สามารถมองเห็นได้โดยไม่ยากนักเนื่องจากเราเคยสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว ซึ่งในทางวิทยาศาสตร์เค้าเรียกว่าภาพติดตา เกิดจากจอรับภาพของคนเราจะไวต่อการรับสี (จำไม่ได้ว่าสีอะไร คุ้นๆว่าสีเขียว) ทำให้เวลาจ้องภาพใดภาพหนึ่งนานๆ ภาพเหล่านี้จะยังคงติดตาเราไปสักระยะหนึ่ง

กิจกรรมหลักในวันนี้คือ สอนวิธีการจำให้แม่นๆ โดยมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ
     1. ตะขอ
     2. สถานที่ (Loci/Location)

การจดจำโดยวิธีตะขอ เป็นวิธีการสร้างภาพของตัวเลข แล้วนำสิ่งที่ต้องการจดจำไปสร้างความสัมพันธ์ร่วมกับภาพตัวเลขนั้น โดยการสร้างภาพนั้นต้องสร้างให้ดูเด่นชัด ดูแปลกแหวกแนว เช่น

     เลข 1 ให้เป็นรูปต้นไม้ ถ้าของชิ้นแรกต้องการจำว่า ดินสอ ก็ให้เอารูปดินสอสร้างความสัมพันธ์กับภาพต้นไม้ เช่น ต้นไม้ต้นนี้ออกดอกออกผลเป็นดินสอเต็มไปหมดเลย
     เลข 2 เป็นสวิตซ์มีสองทาง ถ้าต้องการจำคำว่า บ้าน ก็ให้สร้างความสัมพันธ์ เช่น เมื่อสับสวิตซ์แล้วบ้านก็ระเบิดแตกกระจายไปคนละทิศละทางในทันที

…เป็นต้น

การจดจำโดยวิธี Loci จะใช้วิธีการจดจำสถานที่เป็น sequence แล้วผูกความสัมพันธ์กับสถานที่นั้นเข้าไว้กับคำที่เราต้องการจดจำ วิธีนี้จะคล้ายๆกับวิธีแรกแต่ใช้เป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคย ไปมาเป็นประจำ มันก็จะจำได้ขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องจดจำภาพตัวแทนตัวเลข ยกตัวอย่างง่ายๆคือบ้านของเราเอง..

เข้ามาในบ้านเจอบันไดเป็นจุดที่ 1
เดินขึ้นไปแล้วเจอห้องน้ำเป็นจุดที่ 2
เดินไปเรื่อยเจอตู้เย็นเปิดอยู่เป็นจุดที่ 3
ข้างในตู้เย็นชั้นแรกมีขวดนมขวดใหญ่วางอยู่เป็นจุดที่ 4 เป็นต้น..

 

     ถ้าเราต้องการจดจำสิ่งของ 4 อย่างคือ ลิง ซูชิ กบ และ โทรศัพท์มือถือเราก็ผูกสิ่งของกับสถานที่เหล่านั้นคือ เดินเข้ามาในบ้านก็เจอลิงกระโดดโลดโผนอยู่ที่บันไดบ้าน เราต้องคอยหลบหลีกพวกมันเพื่อเดินขึ้นไปที่ห้องน้ำ แต่ใครก็ไม่รู้ทำซูชิหกเรี่ยราดเต็มห้องน้ำไปหมด กลิ่นปลาดิบคลุ้งเต็มห้องน้ำ เราก็วิ่งไปที่ตู้เย็นที่เปิดอยู่พอกำลังเอื้อมมือไปปิดก็มีกบนับสิบตัวกระโดดออกมาจากตู้เย็นเต็มไปหมด พอมองเข้าไปอีกมีก็เจอขวดนมที่มีโทรศัพท์มือถือลอยอยู่ในนมขวดนั้น เราก็จ้องดูสักพักโทรศัพท์เครื่องนั้นก็มีไฟติดพร้อมกับสั่นหน้าจอบอกว่ามีสายเรียกเข้า.. นี่แหละพยายามสร้างให้ดูแปลกแหวกแนว จะได้จำง่ายๆ แต่ที่สำคัญควรมีจุดสนใจที่แน่นอน เพื่อลดความผิดพลาดในการจดจำโดยเฉพาะการจดจำที่เกี่ยวข้องกับลำดับ..

     การเรียนครั้งนี้รู้สึกว่าได้ใช้ประโยชน์จริง คือทำให้การจดจำสิ่งของต่างๆได้ง่ายขึ้น การมองเป็นภาพนั้นทำให้เราจดจำอะไรต่างๆได้ดียิ่งกว่าการจดจำเป็นตัวอักษร หรือเสียงพูด

หนังสือแนะนำ

Norman Vincent Pearl. "Power of positive thinking"
Napolean Hill. "Think and Grow rich"

Jan 27

     ดูหัวข้ออย่าเพิ่งงง วันนี้ขอเสนอภาษาวัยรุ่น 3 คำคือ..

     แอ๊บเด็ก v. อาการของคนแก่ที่แสร้งทำตัวให้เหมือนเด็กเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ คาดว่ากร่อนมาจาก แอบทำตัวเป็นเด็ก มีความหมายคล้ายคลึงกับ แอ๊บแบ๊ว
     แอ๊บแบ๊ว v. ความหมาย series เดียวกับแอ๊บเด็ก แต่จะรุนแรงกว่านิดนึง.. คือ อาการคนแก่ที่ชอบทำตัวเป็นเด็กบ๊องแบ๊ว ดูไร้เดียงสา ดัดเสียงให้เป็นเด็ก เช่น พวก PR ทีประกาศในห้าง หรือ ฉากคุณเกรซตกใจในหนังพระนเรศวรตอนถ่วงน้ำ..
     เวิ่น v.,adv. มาจากคำเต็มคือ เวิ่นเว้อ เป็นอาการของคนที่ทำตัวไร้สาระไปวันๆ โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง.. 

     ช่วงปิดกีฬามหา’ลัยเห็นเพื่อนๆย้ายที่ทำการจากชั้น 20 ไปที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน กันหมด ไอ่เราก็ไม่ยอมน้อยหน้าขอเที่ยวบ้าง.. รวมกลุ่มได้ 8 คน มี เรา แป๊บ บัว บิ๊ก ต๊ะ ต่อ ตั๋ม โตส วันนี้ก็เลยไปเที่ยวที่จังหวัดปทุมธานี(55 ไกลมากกก) ไปเที่ยว Dreamworld มาล่ะ จำได้ว่ามาครั้งสุดท้ายตอน ม.3 หูยย.. 6 ปีแล้วรึ.. แต่พอเดินเข้าไปนี่.. Dejavu เกิดทันที.. ภาพเก่าเข้ามาในหัวเต็มไปหมด.. ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย.. อยู่ยังไงก็อยู่ยังงั้น เครื่องเล่นที่มันเจ๊งก็เจ๊งอยู่อย่างงั้น.. ไม่เปลี่ยนแปลง… หึ๋ยย โกรธ.. Hurricane ได้เล่นแค่ครั้งเดียวเอง.. 3 ครั้งที่ผ่านมา.. มาทีไรก็เจ๊งๆๆๆ.. จะว่าไปแล้วมันเป็นเครื่องเล่นที่สนุกมากเลยล่ะ.. ชอบๆ.. น่ากลัวและตื่นเต้นที่สุดในไทยแล้วละม้าง 55..   ราคาตั๋วแบบเล่นได้ไม่จำกัด มัน 360 แล้วอ่ะ.. ขึ้นมา 30 บาท.. ก็ยังพอรับได้.. เล่นกันจนคุ้มเลย.. มาตั้งแต่เปิดจนปิด 55 ค่าเดินทางก็ไม่แพงนั่งรถเมล์สาย 538, 19บาท ก็ไปถึงทางเข้าเลย

    ตอนกลับ 538 ไม่มีที่นั่ง.. ยืนห้อยโหนราวด้วยความทรมานร่างกาย ปวดเมื่อยปนง่วงนอน.. รถก็ตี๊ดติด.. พอไปถึงฟิวเจอร์รังสิตก็ดีหน่อยได้นั่ง.. กว่าจะไปถึงอนุสาวรีย์ก็ 6.30 น. กินก๋วยจั๊บขึ้นชื่อเสียหน่อย แล้วก้อแยกย้ายกันกลับบ้าน.. ขากลับรถก็ติดมากกก แถมไม่ได้นั่งอีกตามเคย.. ยืนหลับกัน 55.. ดูจากสถานการณ์แล้วมันยังติดอีกนาน บวกกับเห็นเพื่อนๆอ่อนล้า+เพลีย+ง่วงนอนเป็นอันมาก.. ขืนยืนอยู่เฉยๆต่อไปคงทรมานอย่างยิ่ง.. เดินยืดเส้นยืดสายดีกว่า.. เดินไปต่อรถข้างหน้าน่าจะรวดเร็วกว่า ก็เลยเสนอออกไปว่าเดินไปกันมั้ย?? แต่เพื่อนคนหนึ่งดันตอบออกมาได้เสียดแทงความหวังดีของข้าพเจ้าเป็นอันมาก ด้วยคำกล่าว "เดินไปแล้วได้อะไรขึ้นมา!!" เบื้องต้นข้าพเจ้าไม่มั่นใจในสิ่งที่ได้ยิน จึงถามดูอีกรอบ.. สหายผู้นั้นก็ตอบเยี่ยงเดิม ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งกว่าคราแรก.. ถึงกระนั้น..ข้าพเจ้าก็มิได้แสดงกริยาไม่พอใจอื่นใดออกไป.. พลางหันกลับไปบอกในสิ่งที่ข้าพเจ้าตรองและคาดว่าสหายผู้นั้นยังมิทันได้ยั้งคิด.. "ได้สิ.. ได้เดินไปต่อรถข้างหน้าไง ตรงนั้นรถมันไม่ค่อยติด".. อันเส้นทางเดินกลับบ้านของข้าพเจ้ายังไกลยิ่งกว่าเส้นทางต่อรถของสหายผู้นั้น..เหตุใดข้าพเจ้าจึงต้องยอมเสนอตริตรองความคิดนี้ขึ้นมาเล่า.. มิใช่ประโยชน์ของชนใดเลย.. ประโยชน์ของตัวท่านโดยแท้.. อันตัวข้ายืนทนคงกระพันอยู่บนรถนั่นมิสาไหรดอก.. ฉะนั้น.. ท่านก็จงยืนต่อไปเถิด.. ข้ามิได้ถือโทษโกรธเคืองอันใดดอก.. เพียงแต่ขอให้ท่านตริสักนิดก่อนกล่าวสิ่งใดออกมา.. จักเป็นประโยชน์ของตัวท่านในภายภาคหน้า……………………………    กว่าจะถึงบ้านก็ 3 ทุ่ม.. พระเจ้า!!

Jan 27

     วันนี้ก็สามารถปั่นงานจนเสร็จสิ้นจนได้ สิริรวม 99 หน้าเลขสวยงาม.. (หลายคนถามว่าทำไรเยอะแยะ.. ก็บอกแล้วว่าหาเรื่องใส่ตัว!!) สงสัยนิดหน่อย คือเราใช้ office 2007 font Cordia New 16pt เท่ากับคนอื่นๆ แต่ทำไม print ออกมาแล้วมันใหญ่โตมโหฬารมากเลย.. ดูไม่สวยเลยง่ะ.. คนที่ใช้ 2003 ไม่เห็นเป็นเลย.. เราขอลดเป็น 14pt ได้มั้ยง่ะ ใหญ่ไปมันน่าเกลียด..

     ส่งงานไปชิ้นหนึ่งก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก สบายใจไปเปราะหนึ่ง.. วันนี้ก็เลยจะไปดูหนัง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรให้สมใจอยากเสียที.. คิดว่าจะไปดูที่ไหนดี ใจจริงอยากไปดู Metropolis เพราะติดใจกับเบาะนั่งและโรงอันมโหฬาร ยืดขาได้สุด แถมคนดูเป็นผู้ดี.. ไม่มีผีนักวิจารณ์ ผีแม่ลูกอ่อน หรือผีโทรศัพท์มือถือ ให้รบกวนโสตประสาท.. ในที่สุดก็จบลงที่ SF MBK นี่แหละ.. เพราะขี้เกียจเดินทางอ้อมไปมา (ไปซื้อตั๋วก่อนส่งงานอ่ะ.. เดี๋ยวส่งไม่ทัน ถูกตัดเกรด) แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์ดลบันดาล SF วันพุธ มันลดราคาเหลือ 80 บาททุกเรื่องเลย แถมได้ดูโรงใหม่อีก วิ้ววว… คุ้มค่าทุกนาที หนัง 3 ชม. 80 บาท โฆษณาก็น้อย ไม่เห็นเหมือนที่เค้าบ่นๆกันใน pantip เลยว่า โฆษณาเกินครึ่งชม.

     จัดแจงส่งงานเสร็จก็รีบบึ่งมาที่โรงหนังเลย.. หาไรกินเล็กน้อย เพราะหนังมันยาววว.. ก็เขาไปดู.. โรงแคบมากกก อึดอัดจังเลย.. แต่ไม่เป็นไรเพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็น anamorphic widescreen อยู่แล้ว.. ดูจบก็.. ดีแฮะๆ มันก็มีบางจุดบางตอนให้ติอยู่บ้าง.. โดยเฉพาะเรื่องสีของหนังที่ปรับไม่เท่ากันในแต่ละกล้อง แล้วก็เรื่องเสียงที่คนด่ากันว่าปากกับเสียงไม่ตรงกัน.. เราไม่เห็นว่ามันแปลกแต่ประการใด.. มันเป็นเทคนิคการตัดต่อเสียงมิใช่หรือ.. คือตัดต่อให้เสียงของอีก cut นึงมาก่อนภาพ ซึ่งก็เค้าก็สามารถปรับให้เสียงเริ่มเร็วเริ่มช้าตรงไหนก็ได้ แต่พอตัดภาพมาแล้ว ส่วนใหญ่จะตัดมาตอนที่เค้าพูด ก็เลยดูปากไม่ตรงกัน.. แต่แปลกตรงที่ประโยคต่อไปนั้นตรงกันตลอด หึๆ..  แต่โดยรวม OK นะ ดูง่ายกว่าสุริโยไทเยอะมากๆ ประมาณว่าไม่ต้องศึกษาลำดับราชวงศ์มาก่อนก็สามารถดูรู้เรื่อง แล้วในหนังก็มีการปูเรื่องจากสุริโยไทเลย ตัวละครที่เล่นในสุริโยไท ก็ตัวเดียวกัน.. อารมณ์ก็เลยต่อเนื่องไม่สะดุด.. อ่อ.. สำหรับใครที่ยังไม่รู้.. สมเด็จพระนเรศวรก็คือหลานแท้ๆของสมเด็จพระศรีสุริโยไท

ps. รอดูภาค 2 อย่างใจจดใจจ่อครับ ผมว่าสนุกกว่าภาค 1 อีกมากโขเลยล่ะ.. แต่น่าเสียดายที่ได้เค้าเลื่อนภาค 2 ไปวันที่ 15 กพ. เสียแล้ว.. แต่ก็ดีใจแทนหนังไทยเรื่องอื่นๆนะที่จะได้มีโรงฉาย มีอากาศให้พอหายใจได้อยู่บ้าง Final Score สู้ๆครับ.. พระนเรศวรเลื่อนไปให้แล้ว.. ขอให้ทำรายได้เยอะๆนะครับ..

Jan 27

     วันนี้ก็ไปเรียนลีลาศตามปกติ วันนี้เป็นวันสอนวันสุดท้ายแล้วแหละ หลังจากนี้จะเป็นการสอบทั้งหมด.. รวมถึงการซ้อมเต้นเพื่อไปแข่งขันในงาน Rhythmic Night ที่จะจัดขึ้นทุกเทอม ที่จริงเราก็อยากแข่งแหละ เต้นแล้วมันส์ดี.. แต่ไม่รู้จะหาคู่จากไหน.. พอดีวันนี้ตอนท้ายคาบ.. ก็ซ้อมๆอยู่ดีๆอาจารย์เทพประสิทธิ์ก็จับเราไปคู่กับน้องปีหนึ่งคนนึง อยู่ศิลปกรรมศาสตร์ เราก็เคยเต้นคู่กับน้องเค้าแล้วแหละ ตอนเต้นรู้สึกเกร็งๆเพราะน้องเค้าเรียนลีลาศมาตั้งแต่ประถม (หือ!!) เค้าแทบจะเป็นคนนำเราเลยล่ะ ข้อมือแข็งมาก.. จากประสบการณ์การเต้นคู่กับคนที่ชำนาญแล้วมักจะโดนด่าอยู่เสมอ 55.. กลายเป็นว่าน้องเค้าก็อยากลงแข่งอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีคู่.. เราก็เลยเอาวะ..ลองดูสักตั้ง!! โห… คุณน้องเค้าเหวี่ยงข้าพเจ้า.. มือแทบเคล็ด.. พี่ต้องก้าวยาวๆนะค่ะ ไม่งั้นหนูจะเหยียบเท้าพี่ เพราะหนูก้าวยาวมาก.. หา!!.. เหอะๆ คนแก่เครียดเลย.. ซ้อมเสร็จน้องเค้าบอกว่าถ้าจะแข่งจริงๆเราคงต้องมาซ้อมตั้งแต่วันจันทร์หลังกีฬามหาลัย!?! เอิ่ม.. พี่ไม่ว่างเลยจ๊ะน้อง.. ต้องปั่น senior proj แหะๆ.. ไว้ค่อยคุยกันอีกทีแระกัน.. เฮ้อ.. เริ่มหนักใจ..

     เสร็จการซ้อม ไปกินข้าว แล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการปั่นงานส่งอีกแล้ว 555 ปั่นกันได้ทุกอาทิตย์เลยวุ้ย.. อยากพักบ้างค้าบบ.. นั่นล่ะ Senior Proj : Final Report (Draft) ต้องส่งวันที่ 24 Jan มีเวลาอีก 5 วันกับงานอีกเต็มกระบุง (ก็บอกแล้วว่า NSC เสร็จใช่ว่า Senior Proj จะเสร็จ) จากการคุยกับพี่เนย และดูจากงานของเพื่อนๆ พี่เค้าบอกว่าหาเรื่องใส่ตัวเอง.. ทำอะไรเยอะแยะ.. เออ..ก็จริง ของเราเยอะมากเลยอ่ะ ทำ API ให้คนอื่นใช้เนี่ย.. เอาเป็นว่า proj ของหลายกลุ่มเลยล่ะ สามารถเรียกใช้ API ของเราได้อย่างสบาย.. แล้วสามารถลดงานของเพื่อนๆได้อีกมากโข.. นั่นแสดงว่าเราก็บรรลุวัตถุประสงค์ของ proj เราแล้วสินะ.. เพราะทำให้งานง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาศึกษา Low-Level API แต่นั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึงเท่านั้น.. อะจ๊ากก!!.. ไม่เป็นไรทำมากเราก็ได้ประสบการณ์มาก.. (พูดคำนี้ปลอบใจตัวเองมาตั้งแต่ปีหนึ่ง.. นั่นแสดงว่าเราไม่สามารถจัดการตัวเองให้รู้จักคำว่าความพอดีใช่ไหม!! ไม่รุสิแต่เราก็ทำเสร็จมาตลอด และก็คิดว่าได้ exp มาตรึม 55) ลุยต่อดีกว่า.. ไอ้ทุยลุยงาน.. ฮุยๆๆๆ

ps. จะเห็นว่าวันนี้ใช้ exclamation mark!! เยอะมาก.. นั่นคือมีเรื่องที่ทำให้เราตกใจมากมาย อกสั่นขวัญผวาเลยเรา 🙂