Jun 29

     อีกไม่กี่วันก็จะสิ้นเดือนมิถุนายนแล้ว ผ่านไปแล้วครึ่งปี เป้าหมายต่างๆที่เคยวางไว้เมื่อตอนต้นปีจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ วันนี้เรามาดูกันดีกว่า.. ว่าทำอะไรไปได้บ้างแล้ว (จาก Blog แรกของปี 1 Jan 08 : Happy New Year 2008.. )

  1. ฟิตภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง.. หมดปีนี้มรึงต้องเว้าปะกิตกะฝรั่งอย่างคล่องแคล่วนะว่อย..
  2. กรูจะสื่อสารกับคนอื่นให้เข้าใจ พูดแล้วเคลียร์!! จัดระบบความคิดให้ดีๆ อ่านหนังสือให้เยอะๆ คิดว่าน่าจะช่วยได้นะ..
  3. กรูจะเลิกพูดเพ้อเจ้อ อะไรไม่จำเป็นต้องพูดก็เก็บๆไว้บ้างก็ได้ อย่าทำเป็นอวดรู้ ให้รู้จิงๆมีหลักฐานมารองรับแล้วค่อยพูด
  4. อย่าคิดมาก อันนี้แก้ยากหว่ะ จะค่อยๆปรับแล้วกันนะ..
  5. สลายก้อนหินในใจ.. เอาความรู้สึกกลับมา.. เอาความรักกลับสู่หัวใจ.. อย่าหนีมันอีกเลย.. แคร์คนอื่นให้ได้เหมือนเดิม..
  6. รักใครสักคน จริงจังกับใครสักคน จะพยายามนะ..

ผ่านไปครึ่งปี

  1. แย่ลงกว่าเดิม แย่จนไม่รู้จะพูดอย่างไร อนาถใจตัวเอง
  2. แรกๆก็อ่านเยอะนะ แต่ช่วงหลังแทบไม่ได้อ่านเลย พูดแล้วเคลียร์มั้ย? ก็ดีขึ้นนะ แต่ก็ยังมึนๆอยู่ตามประสาคนที่เข้าใจอะไรยาก
  3. ลองพยายามแล้ว มันก็ได้ผลนะ แต่คนอื่นบอกว่าเราเงียบไป เป็นอะไรหรือเปล่า?? ไม่รู้สิ บางทีเปลี่ยนมากไปก็ไม่ดี ก็ปรับๆมาเรื่อยๆคิดว่าตอนนี้ก็คงอยู่ในจุดที่สมดุลแล้วล่ะ
  4. ยังไงก็ยังคงคิดมากอยู่ดี อาจจะคิดมากน้อยหน่อย เพราะสมองมันล้า แต่มันก็มีเรื่องให้คิดอยู่ดี เมื่อมี input เข้ามาไม่ขาดสาย สมองเราก็คงต้องทำงานยังงี้ไปเรื่อยๆ  ถ้าจะคิดให้น้อยลงคงต้องไปปรับให้เรา Conclude อะไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เราก็เป็นคนเข้าใจยากอยู่ดี
  5. เอิ่ม.. เริ่มมีความรู้สึกแล้ว.. แต่ให้เหมือนเดิมคงยากหว่ะ.. ตอนนี้มีเรื่องของตัวเองให้แคร์มากกว่า.. ถึงจุดหนึ่งเมื่อเราให้ความรักกับตัวเองจนถึงระดับหนึ่งแล้ว คงถึงเวลาที่เราจะมอบความรักให้คนรอบข้างแล้วล่ะ และหวังว่าวันนั้นจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า
  6. … ตอนนี้ เวลานี้ คงต้องรักตัวเองก่อนแล้วล่ะ.. ภาวะแบบนี้ถ้าไม่รักตัวเองก่อน ก็ไม่รู้จะรักคนอื่นทำไม เหมือนมีรักแต่เป็นรักที่ไม่มีตัวตน ไม่มีจิตวิญญาณ เหมือนอากาศธาตุ.. กรูแปลกป่าววะ..

เหมือนส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แต่ข้อที่ให้ Priority สูงสุดกลับแย่ลง มันก็เลยฉุดทุกอย่างให้ดูแย่ลงตามไปด้วย สำหรับเราผ่านไปครึ่งปีเรายังทำได้ไม่ตามเป้าหมายเท่าไร เหลืออีกครึ่งปีเด๋วมาดูกันใหม่

Jun 28

     วันนี้มาต่อเรื่องที่ติดค้างเอาไว้ การเดินทางที่เปลี่ยวและยาวนาน หากดูจากชื่อช่างเป็นอารมณ์ที่หดหู่และน่าเศร้ามากมาย แต่จริงๆแล้วมันไม่มีอะไรหรอก มันเป็นการเดินทางของข้าพเจ้าตลอดวันหนึ่ง เดินทอดอารมณ์ไปเรื่อยๆ ตามประสาคนที่หาเวลาว่างให้กับตัวเองไม่ค่อยจะได้ ก็เลยอยากจะใช้เวลาทั้งวันที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่ามากที่สุด

     การเดินทาง ณ วันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. เริ่มต้นจากสถานที่ซุกหัวนอน นั่งรถเมล์ไปยังพาต้าเพื่อไปเอา MP3 Player ที่ถูกไฟกระชากจาก Amplifier ย้อนกลับเข้าเครื่องผ่าน Jack จนสิ้นชีวิตในบัดดล ส่งไป Claim เป็นชาติเศษ เกิดอุปสรรคหลายครั้งหลายหน จนวันนี้จะได้กลับมาในอ้อมกอดเสียที ได้รับของมาก็จัดแจงเปิดเพลงฟัง ดนตรีก็เริ่มบรรเลงบทเพลง อันแสดงถึงการเริ่มต้นการเดินทางอันแสนยาวนาน..

     เป้าหมายต่อไปคือ CentralWorld และ CentralChitlom แต่เบื้องบนคงเห็นว่าวันนี้ข้าพเจ้าอาจจะใช้ชีวิตได้ไม่คุ้มค่าจึงบันดาลให้สาย 79 เดินทางมาถึงก่อน ซึ่งมันจะผ่าน Siam ก่อน จึงตัดสินใจลงเดินทอดอารมณ์ชั่วครู่ใน SiamCenter และ SiamParagon ตัวข้าพเจ้าเองก็เพิ่งรู้ว่าวันนี้มีการแสดง Jump ที่อยากดูอยู่เหมือนกัน แต่บัตรแพงเหลือเกิน รวมถึง Man of Lamancha หรือที่รู้จักกันในนาม สู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ที่ Jame แสดงนำ.. ที่เค้าบอกว่าเป็นละครเวทีที่ดีเหลือเกิน แต่เบี้ยน้อยหอยน้อยก็ต้องประหยัดกันไป อีกอย่างก็เกรงว่าไปดูที่ รัชดาลัย แล้วจะได้ตำแหน่งที่แป๊กเหมือนคราวไปดูบัลลังก์เมฆ ข้าพเจ้าจึงได้ตั้งข้อกำหนดบางประการไว้ คือถ้าจะไปดูที่รัชดาลัยต้องซื้อบัตร 2000 บาทขึ้นไป ถ้าไม่สู้ก็ไม่ต้องดู เพราะจะเสียอรรถรสและเสียอารมณ์ไปปล่าวๆ ระหว่างที่เดินเล่นๆ ก็หาที่นั่งพักติดต่องานที่รับมอบหมายมา เจรจาไม่สำเร็จ ก็เดินทางต่อไป.. จู่ๆก็อยากจะดู Incredible Hulk ขึ้นมา เพราะอ่านบทวิจารณ์เค้าบอกว่าหนังดี ถ้าชอบ Iron Man ดูเรื่องนี้แล้วจะไม่ผิดหวัง ก็เลยทำเท่ห์เปิดมือถือต่อเน็ตแล้วก็จองตั๋วหนังออนไลน์ไปเลย.. เสร็จเรียบร้อย ก็เดินทางสู่เป้าหมายต่อไป

     เดิน Sky Walk มุ่งหน้าเข้าสู่ Central Chitlom เพื่อมาดื่มด่ำกับงานแสดงศิลปะผลงานภาพความทรงจำของ Galileo Chini ผู้รังสรรค์งานจิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งได้รับอนุญาตให้นำออกจากพิพิธภัณฑ์ของอิตาลีเป็นแห่งแรกของโลก งานน่าสนใจมาก ได้เห็นภาพเก่าๆตั้งแต่สมัย ร.5 ที่ Chini ถ่ายเก็บไว้เพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ และศึกษาลายเส้นต่างๆเพื่อนำมาสรรค์สร้างภาพแห่งชีวิตลงบนผนัง ได้เห็นภาพชีวิตหลายอย่างทีเดียว ภาพหายากที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เป็นเหมือนจดหมายเหตุเลยทีเดียว ซึ่งภาพเหล่านี้หลานของ Chini ก็ได้มอบให้ประเทศไทยเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ใครที่สนใจก็ยังไปชมทันนะครับ งานจะแสดงถึงวันที่ 6 ก.ค. ใช้เวลาดื่มด่ำประมาณ 1.30 ชม. ก็ได้เวลานัดกับเจ้าตัวเขียวเสียแล้ว..

     เดินทางกลับมาที่ BigC เพื่อดูหนังที่ EGV-Metropolis สถานที่ดูหนังที่คนน้อยและราคาถูก และที่สำคัญแวนท์กะก๊อยส์ไม่ค่อยมีแล้วหน่ะครับ ย้ายไป Century หมดแล้ว 🙂  ก่อนดูหนังก็แลก PopCorn ฟรีไปนั่งกินด้วย รสชีสปะแล่มๆ แต่ก็กินจนหมดก่อนหนังเริ่มพอดี.. ดูจบแล้วสนุกดี ชอบๆ ตั้งแต่ Marvel ตั้ง Studio เองดูเหมือนว่าหนังที่สร้างจากการ์ตูนลูกรักจะออกมาในแบบที่ผู้ให้กำเนิดต้องการจริงๆ แล้วจะรอดูการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ในปี 2011 นะคับ Marvel อย่าทำให้ผิดหวัง อุตส่าห์ปูเรื่องมาถึงบัดนี้แล้ว..

     หลังจากนี้ก็เดินนู้นเดินนี่อีกหลายที่เหมือนกัน แล้วก็เดินทางกลับบ้านเตรียมตัวไปทำง
านวันรุ่งขึ้นอีก กระซิกๆ สู้ว่อยยยยย…  เหนื่อยหง่ะ.. แต่ชีวิตมันก็ต้องสู้ต่อไปหว่ะ..

Jun 24

     ข้าพเจ้าขอมาไวไปไว ขอรวบยอดสรุปเลยหล่ะกันครับ.. 3 อาทิตย์ที่ผ่านมาวุ่นวายมากๆ มันไม่จบเสียที มีเรื่องเข้ามาเยอะแยะปวดหัวไปหมดแล้ว เออ.. กรูรู้ว่าชีวิตมันต้องมีปัญหาเข้ามาให้เราแก้ไม่หยุดหย่อน แต่เพลาๆลงบ้างก็ได้นะ วันๆรู้สึกหัวจะระเบิดยังไงไม่รู้.. เอานิ้วไปจิ้มขมับดูมันบวมๆยังไงไม่รู้.. เหมือนมีเลือดมาคั่งอยู่ กดไปแล้วมันนิ่มๆยุบลงไป พอเอานิ้วออกมันก็บวมต่อ.. หัวกรูจะระเบิดไหมนี่.. ไม่ใช่ว่านั่งๆเขียนโปรแกรมอยู่หัวระเบิดตู้มมม!! เศษขี้เลื่อนกระจายเต็มพาร์ติชัน เลือดกระเซ็นไปทั่วหน้าจอคอมพ์ เศษเนื้อกระเด็นใส่เคส เลือดค่อยๆไหลเป็นทางลงสู่เครื่องคอมพ์ ไหลเข้าเมนบอร์ด พาวเวอร์ซับพลาย ลัดวงจร ไฟไหม้ออฟฟิศเผาร่างไร้วิญญาณที่อุทิศให้แก่ปัญหาต่างๆที่ประดังเข้ามาราวกับห่ากระสุน กลายเป็นเถ้าธุลีในที่สุด..

     เฮ้อ เปลี่ยนใจแระไม่ไปเร็วดีกว่า.. จะได้เห็นภาพกันเยอะๆ ช่วงสามอาทิตย์ที่ผ่านมาข้าพเจ้าเพิ่งรู้ตัวว่าดูหนังเยอะมาก.. เป็นเวลาอันปล่าวเปลียวใจ ไปดูหนังคนเดียว ไม่อยากพบปะใครๆ แต่ละค่ำคืนหลังเลิกงานอยากนั่งอยู่คนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร เพราะไม่มีแรง.. แต่มันก็ไม่ได้เพราะมีปัญหาเข้ามาตลอดเวลา.. ก็ต้องแก้ไป ไม่ค่อยได้ทำอะไรในสิ่งที่อยากเท่าไร มันเหมือนมีพันธะติดตัวตลอด รอผ่านช่วงเวลานี้ไปก่อน คิดว่าจะดีขึ้นแต่เมื่อไรนี่ยังไม่รู้แฮะ..

     ย้อนกลับมาเรื่องหนัง (เพิ่งรื้อๆตั๋วหนังเสร็จ) เอ้อ มันก็ไม่เยอะนี่หว่า แต่มันก็เยอะสำหรับเราล่ะ.. ทั้งหมดก็ 5 เรื่อง ไล่มาตั้งแต่ Narnia2, Other Boleyn Girls, Kurosagi, Rak-Sam-Sao และล่าสุดเพิ่งเปลี่ยวไปดู Incredible Hulk มา ห่วยสุดคงเป็น Kurosagi นี่ขนาดได้บัตรฟรีมานะ ยังเสียดายเวลาเลย.. ที่ชอบๆคือ Incredible Hulk และ Other Boleyn สนุกดี drama หนักๆชอบๆ..  มีเรื่องระหว่างรอซื้อตั๋วหนังมาเล่าให้ฟัง มีพ่อลูกคู่หนึ่งต่อแถวอยู่ข้างหลังเรา ลูกอายุประมาณ 12 ปีได้ ประมาณว่าลูกทำผิดอะไรสักอย่าง ที่อาจจะทำให้พ่อเสียหน้า.. คุ้นๆว่าจะเป็นเรื่องจองตั๋วนี่ล่ะ คงเรื่องเสียส่วนลดหรือเสียโอกาสในการดูหนังสักอย่าง แล้วพ่อก็สอนลูก.. สอนแบบว่า "ลูกทำอย่างงี้ไม่ฉลาดเลย.. คนเรามันต่างกันก็ตรงนี้ล่ะ.. ตรงไหวพริบ ลูกต้องมีไหวพริบ ลูกต้องคิดให้ได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ลูกต่อแถวไปก็น่าจะซื้อไปก่อนไม่ต้องรอพ่อ เงินไม่พอ มือถือก็มีทำไมไม่รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ซื้อไปก่อนใบหนึ่งก็ได้ ถ้าลูกทำอย่างงี้ทีหลังลูกก็มาดูคนเดียวแล้วกัน" แล้วก็เล่นเทปซ้ำไปซ้ำมาตอกย้ำไปอยู่ได้ เฮ้ย นี่ลูกคุณนะ ทำไมพูดรุนแรงขนาดนั้น.. สงสารเด็กมากๆเลย อายุแค่นี้ไม่น่าจะต้องมารับภาระรับผิดชอบอะไรขนาดนั้น.. เราก็หันกลับไปมองหน้าเด็ก.. ก็ยืนนิ่งๆตัวแข็งทื่อ.. นานๆก็ตอบไปที "แล้วจะรู้มั้ยอ่ะ" "ทำไมลูกพูดอย่างงี้"แล้วก็เล่นเทปซ้ำ พร้อมจบด้วยประโยค "ไม่ฉลาดเลย"  เฮ้อ คุณพ่องก็คงฉลาดหน่ะครับ.. ไม่ทราบว่าหุ้นตก หรือว่ามีรอบเดือนหรือครับ..  ฟันธงว่าเด็กคนนี้โตขึ้นไปจะเป็นเด็กเก็บกดและมีปัญหา หรือไม่ถ้าเจอเพื่อนไม่ดีก็จะเสียคนไปเลย..  แต่ดีนะที่เราเจอเพื่อนดี..

     ง่วงนอนแล้วครับ.. ขอเบรกอารมณ์ก่อน.. แล้วบล็อกหน้าจะมาเล่าเรื่องการเดินทางอันแสนเปลี่ยวและยาวนานกันนะครับ..

Jun 05

     วันนี้เคลียร์งานเสร็จไปบางส่วนล่ะ มาอัพทริปนางยวนต่อ..  คืองี้..  ทริปครั้งนี้ไม่ได้มีแก๊งค์เราไปแก๊งค์เดียวหรอก มีผู้ร่วมทัวร์เป็นกลุ่มผู้สูงอายุประมาณ 20 คน อายุประมาณ 40-55 ปี ไปด้วย ดูท่าทางเหมือนพวกโต๊ะเปียแชร์มาเที่ยวกัน ไม่ใช่มาเที่ยวแบบครอบครัวชัวร์ๆ ก็คงจะพอเดาได้ล่ะนะว่าพฤติกรรมที่จะกล่าวถึงต่อไปจะเป็นเยี่ยงไร ซึ่งต่อไปจะขอเรียกกลุ่มนี้ว่า 'แก๊งค์ไต้หวัน' ละกัน

     แก๊งค์นี้นิสัยแย่สุดๆ ไร้มารยาทมากๆ จนไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรแล้ว เริ่มเห็นแววตะหงิดๆตั้งแต่ขึ้นเรือแล้วล่ะ.. รถของพวกไต้หวันมาถึงเป็นคันสุดท้ายเลย เลทไปประมาณ 2 ชม. เท่านั้นเอง.. ตอนเค้าขึ้นเรือมา ที่นั่งก็ใกล้เต็มแล้วล่ะ ที่นั่งติดๆกันก็ไม่มีแล้ว ก็โหวกเหวกโวยวายอะไรไม่รู้ ตอนนั่งเรือก็หวังไว้ในใจว่าคงไม่ได้พักที่เดียวกันหรอก.. ทั้งๆที่เหลือบไปเห็น sticker ที่อกแล้วล่ะ.. สีเดียวกัน.. แต่ในใจก็ยังคงหวังอยู่

     เทียบท่าที่เกาะนางยวนเป็นที่แรก.. มีแต่คนไทยขึ้นเกาะทั้งนั้นเลย.. เอ้อลืมไปว่ามีพวกไต้หวันด้วย.. ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรพยายามมองโลกในแง่ดีไว้.. ต่างคนต่างอยู่..  หลังจากนี้วินาทีนี้ข้าพเจ้าจะสาธยายพฤติกรรมไต้หวันๆ ของแก๊งค์นี้ให้สดับรับฟังกัน

     หลังจาก check-in กันเรียบร้อย ช่วงเวลาต่อมาที่จะต้องมาพบเจอกันก็คือ ช่วงเวลาอาหารกลางวัน ซึ่งเป็นแบบ Buffet เมื่อกับข้าวลงพร้อม.. ข้าพเจ้าก็ร่อนเข้าไปก่อน เนื่องจากหิวมากกก เพราะข้าวเช้ากินข้าวต้มไปหน่อยเดียวเอง ส่วนพวกไต้หวันก็มาช้าตามเคย.. มาถึงก็รีบมาต่อแถว.. กลุ่มข้าพเจ้าบางส่วนก็เพิ่งไปตัก ก็ต้องไปต่อแถวหลังจากอาซิ้ม อาซ้อ..  ข้าพเจ้าก็สวาปามไปเรื่อยๆ จนหมดจานแรกก็งงว่า.. ทำไมไปตักกันนานจัง ไม่มาเสียที สักพักรุ่นพี่คนนึงก็เดินหัวเสียมาพร้อมบ่นเป็นชุด คือว่า คุณป้าแก๊งค์ไต้หวัน พี่แกเล่นเลือกกก แต่สิ่งที่อยากกิน.. เลือกแบบว่าตั้งหน้าตั้งตาเลือก คีบทีละชิ้น.. คุ้ยๆ.. เขี่ยๆ.. คีบๆ.. โดยที่ไม่สนใจเลยว่ามีคนต่อแถวอยู่ยาวเฟื้อยย.. เอ่อ.. ไม่แน่ใจว่าชาติที่แล้วเกิดเป็น…..หรือเปล่าคับ!!

//เนื้อหาต่อไปนี้อาจมีคำหยาบ ไม่สุภาพ และผิดกาลเทศะ โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพ

     วันที่ 2 วันนี้ต้องไปดำน้ำดูปะการังรอบเกาะเต่า.. มีไอ่ลุงแก่เง่าๆคนนึง.. เห็นแล้วอยากจะกระโดดถีบ.. มันดำๆอยู่ เกิดเหนื่อย อยากจะพักตรงไหนก็พัก อยากจะเหยียบตรงไหนก็เหยียบ แล้วแต่ละที่ที่มันเหยียบนะ.. ปะการังทั้งนั้น.. เห็นเต็มตาเลย.. เหยียบปะการังกะโหลกก้อนเบ้อเริ่มสวยงามมาก.. ไม่ใช่เหยียบตีนเปล่านะ.. มันใส่รองเท้าลงไปด้วย.. ยังไม่พอ.. มันไม่ใช่แค่เหยียบเพื่อพยุงตัวนะ.. มันยืนขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ หันไปหันมามองไปรอบๆ ประมาณเรียกร้องความสนใจ บ้างก็ตะโกนร้องเรียกบริวารของตนให้มาดูความสวยงามของปะการัง แต่กรูยิ่งมองไปเท่าไหร่ก็เห็นแต่ความถ่อยของมรึงนี่ล่ะ.. มันถอด snorkle มาล้างอย่างสบายใจเฉิบ พอหายเหนื่อยก็พุ่งตัวออกไปอย่างสวยงาม.. ทิ้งไว้แต่ความบอบช้ำของปะการังที่อุตส่าห์ถีบส่งมันออกไป..

     ดำน้ำทั้งหมด 3 จุด.. กรูก็เห็นมันยืนทุกจุดเลย.. แต่ละจุดก็มากกว่า 3 ครั้ง.. แถมยังไปจับปลานกแก้วขึ้นมาบนเรืออีก เอามาโชว์กันเอิกเกริก.. เอ้อ..มรึงเก่ง.. ได้ยินพรรคพวกบอกว่ามันตายไปแล้ว แต่ก็นะไม่ว่ามันจะตายอยู่แล้วหรือตายในมือมรึง ยังไงก็ไม่ควรไปจับมันขึ้นมาว่ะ.. เอามาแล้วไงล่ะ วางบนพื้นในเรือเฉยๆ.. ให้ร่างอินทรีย์ของมันเป็นอาหารของสัตว์ตัวอื่นๆยังดีเสียกว่า..  ขอร้องเถอะ กรูรู้ว่าอีกไม่นานมรึงก็ตายแล้ว.. คงไม่มีโอกาสได้ดูอะไรยังงี้แล้ว แต่ช่วยเอาจิตสำนึกที่ไม่ค่อยจะมีของมรึงนี่.. มาช่วยกันเก็บรักษาให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็นความสวยงามหน่อยเถอะ ไม่อยากให้เห็นแต่คราบความถ่อยที่มรึงทิ้งไว้หรอก..

//สิ้นสุดขอบเขตความหยาบ

     ระหว่างดำน้ำมีข้าวกลางวันและผลไม้.. คุณป้าเดินเข้ามาที่ถาดสับปะรดหยิบขึ้นมา 1 ชิ้น พลิกไปพลิกมาพินิจพิเคราะห์สักครู่ แล้ววางกลับลงไปที่เดิม.. ข้าพเจ้าที่กำลังจะเดินไปหยิบแทบผงะทันที.. พลางคิดในใจว่า.. ข้าพเจ้าจะเจออะไรเซอร์ไพรซ์จากแก๊งค์นี้อีกหนอ..

     กลับมาถึงเกาะ แก๊งค์ไต้หวันก็ไปบุกทะเลต่อพร้อมด้วยขนมปังเต็มถุง เพื่อให้อาหารปลาแถวนั้น  คือว่าแค่คิดมันก็ผิดแล้วหว่ะ.. ที่ป้ายเค้าก็เขียนไว้ตัวเบ้อเริ่มว่าห้ามให้อาหารสัตว์ ที่จริงในใจลึกๆของเรา เราอยากจะให้อาหารเหมือนกันนะเพราะปลามันจะเข้ามารุม เป็นฝูงเลย.. ชอบๆ แต่ก็ต้องระงับความอยากไว้.. ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมถึงห้ามไม่ให้ให้อาหารปลา.. แต่ไปดำกีที่ก็จะมีเขียนป้ายเขียนห้ามไว้ เราก็ยินดีปฏิบัติตามนะ.. กลับมาต่อ.. แก๊งค์นั้นก็โหวกเหวกโวยวายอีกเช่นเคย.. เสียงดังมากๆฝรั่งแถวนั้นคงรำคาญมากมาย.. ป้าเค้าเอาขนมปังมาล่อปลาแล้วก็โกยปลาขึ้นมาเหนือน้ำ โยนใส่ป้าคนข้างๆ เล่นกันสนุกสนาน.. กรี๊ดกร๊าดเหมือนเด็กวันรุ่น.. นี่คงเป็นภาวะ Child Ego State ตามที่ได้ร่ำเรียนมาเป็นแน่.. คนแก่..สุดท้ายก็จะกลับไปเป็นเหมือนเด็ก  กลุ่มนึงเล่นเป็นเด็ก ส่วนอีกกลุ่มนึงก็ถือถุงมา 1 ใบ.. แล้วเก็บปะการังที่ตายแล้วกลับบ้าน เห้ออ..

      พอถึงอาหารเย็น ที่โต๊ะกลางมันจะมี Cooler น้ำดื่มวางอยู่ให้คนไปกดๆ.. ไอ่เรากำลังจะเดินไปกด เห็นมี ญ จากกลุ่มอื่นเดินเข้ามาพอดี เราก็เลยให้เค้ากดก่อน ส่วนเราก็รออยู่ข้างๆ.. ทีนี่ล่ะ.. คุณป้ามหาภัยโผล่มาอีกแล้ว.. ขณะที่ ญ คนนั้นกดเสร็จกำลังจะเดินออกไปพร้อมกล่าวคำขอบคุณ.. ป้าคนนั้นก็รี่เข้ามาเสียบทันที.. พร้อมกับเหลือบมองด้วยหางตา คล้ายจะรู้ตัว แต่ก็ลอยหน้าลอยตาต่อไป.. กดเสร็จก็กลับหลังหันเดินกลับเข้าปลักทันที ไร้ซึ่งคำกล่าวเพื่อจรรโลงจิตใจข้าพเจ้าเลย.. อีกไม่นาน.. ตัวละครลับเป็นคุณลุงอีกหน่วยนึง.. เดินออกมาจากปลัก.. เดินมาถึง Cooler เปิดฝาข้างบน แล้วเอาแก้วน้ำลงไปตักเลย!! เฮ๊ย!! กรูละตกใจ.. แทบจะยกป้ายคะแนนแบบยิมนาสติกเลย.. เลวได้ใจมากเลย เอาคะแนนความเลวไปเลย 9.5..  อีก 0.5 เก็บไว้ให้ความดีที่ยังอุตส่าห์เอาแก้วออกมาตัก นึกว่าจะเดินมาเอาลิ้นเลียที่ก็อกน้ำเหมือน…..ข้างต้น

     พอดีกว่า ข้าพเจ้าล่ะเอือมสุดๆ.. ก่อนจากกันขอฝากข้อห้ามต่างๆที่เห็นบ่อยๆตามอุทยานนะครับ..

  1. ห้ามนำขวดพลาสติกเข้าเกาะ
  2. ห้ามให้อาหารสัตว์
  3. ห้ามเหยียบปะการัง
  4. ห้ามนำของที่ไม่ใช่ของตัวเองออกจากเกาะ.. ซากปะการัง เปลือกหอย หิน ฯลฯ
  5. ทิ้งขยะให้ถูกที่
  6. มากี่ชิ้น ก็เอากลับไปเท่านั้น อย่าทิ้งอะไรไว้ในเกาะ เว้นเสียแต่รอยเท้าของคุณ

 

ช่วยกันรักษาธรรมชาติกันหน่อยนะครับ ช่วยกันคนละไม้คนมือ จะทำอะไรก็คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาด้วยนะครับ อยากให้รุ่นลูกรุ่นหลานเราได้เห็นความสวยงามเหมือนกับที่เราเห็นให้มากที่สุด..

//แก้ไขเพิ่มเติม 5/6/08 09:20
ps. กลุ่มบุคคลที่อ้างถึงข้างต้น ทั้งหมดเป็นคนไทยครับ และอ่านภาษาไทยออกครับ.. แต่มีบ้างที่จะพูดภาษาของกลุ่มตัวเองที่ข้าพเจ้าฟังไม่เข้าใจ..
ps2. ไต้หวัน (adj).. เป็นคำบัญญัติของกลุ่มข้าพเจ้า ใช้อ้างถึงบุคคลที่ทำตัวแย่ๆ ทำในสิ่งแย่ๆ ไม่สมควรเป็นคนไทย
ps3. กลุ่มข้าพเจ้าก็มิได้อยู่เฉยนะครับ.. ตอนที่เหยียบปะการังก็เข้าไปพูดข้างๆหู แต่ไม่ได้พูดตรงๆ ทั้งกลุ่มเข้าไปเนียนข้างๆล้อมมันไว้.. แล้วเล่นละครไป 1 องก์.. โปรเจคเสียงออกไปก้องทั่วทะเล "เฮ้ย ตัวเวิ่น(นามสมมติของบุคคลในกลุ่มข้าพเจ้า ซึ่งต้องกลายเป็นคนต่อบท อย่างไม่ทันตั้งตัว) เค้าห้ามเหยียบปะการัง อย่ามาทำนิสัยแย่ๆ blabla" แต่มันก็นิ่งไม่ไหวติง ราวกลับฟังภาษาที่ข้าพเจ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง แถมยังลอยหน้าลอยตาเฉ้ยย ข้าพเจ้าทำดีที่สุดแล้ว ไปดำน้ำต่อดีกว่า ไม่อยากมีเรื่องตอนไปเที่ยว บัวในตมกลางทะเลมันคงต้องจมอยู่อย่างงั้นล่ะ ขืนโผล่ขึ้นมามันก็คงตายด้วยฤทธิ์ของเกลืออยู่ดี.. เฮ้อ ชีวิตหนอชีวิต.. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม..

Tagged with:
Jun 01

     สวัสดีวันอาทิตย์.. เพิ่งกลับมาจากทริปเกาะนางยวนสดๆร้อนๆ มันเป็นเกาะที่สุดยอดมากเลย เกาะนางยวนเป็นเป็นทรัพย์สินของราชพัสดุที่ให้สัมปทานแก่เอกชน จะว่าไปแล้วก็เป็นเกาะส่วนตัวนั่นล่ะ.. น้ำใส เงียบสงบ เป็นส่วนตัวมาก.. เหมือนเกาะทั้งเกาะเป็นของเราเลย.. ไม่เหมือนเกาะเต่า เจริญเกินไป คนเยอะเกิ๊นน..

     เกาะนางยวน อยุ่ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ลงเรือที่ท่ามะขามน้อย ชุมพร เกาะห่างจากชายฝั่งประมาณ 67km เดินทางด้วยเรือ Catamaran ของลมพระยา ใช้เวลาเดินทาง 1.30 ชม สภาพภายในเรือถือว่าดีเลยทีเดียว.. รู้สึกชอบมากกว่าตอนไปหมู่เกาะสุรินทร์เสียอีก.. ไอ่นั้นดูก๊องแก๊งมากเลย เป็นเรือใหม่เสียเปล่า..

     ชีวิตบนเกาะทั้ง 2 วันเต็มๆ มีความสุขมากๆ.. วันแรกขึ้นเกาะประมาณ 8.45 น. Check-in แล้วนั่ง Appreciate ธรรมชาติรอบๆเกาะ เดินทางถ่ายรูปไปเรื่อยๆ บ่ายแก่ๆก็ลงมาดำน้ำ อาบแดด พลิกหน้าพลิกหลังให้ตัวไหม้พอประมาณ แล้วก็อาบน้ำกินข้าวแล้วไปนั่งชิวๆที่ระเบียงกันต่อ..  ปลาที่นี่ Friendly มาก ไม่กลัวคนเลย.. ว่ายเข้ามาหา..

     วันที่ 2 ก็เป็นโปรแกรมดำน้ำรอบเกาะเต่า เมื่อเทียบกับหมู่เกาะสุรินทร์ ปลาที่นี่จะเยอะและไม่กลัวคน แต่ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตจะน้อยกว่า.. ส่วนปะการังก็แน่นอนอยู่แล้ว.. หมู่เกาะสุรินทร์กินขาด.. แต่ที่ชอบที่สุดคือปะการังเขากวางสีเขียวมรกต ที่เพิ่งงอกออกมาใหม่ สวยงามมากๆ

     ตอนนี้ขอจัดอันดับสถานที่ snorkling ที่เคยไปมาหน่อยละกัน.. เรียงจากมากไปน้อยเลยนะ.. หมู่เกาะสุรินทร์ > เกาะเต่า เกาะนางยวน > เกาะรอก

     เด๋วมาเขียนต่อละกัน ขอไปทำงานก่อน บล็อกหน้าจะมาเขียนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการท่องเที่ยวธรรมชาติหน่อยเหอะ.. ทริปนี้ไปแล้วขัดหูขัดตาจริงๆ..

Tagged with: