Sep 27

     เกือบเดือนมาแล้ว ระหว่างที่กำลังดูโทรทัศน์ ก็ได้ยินโฆษณาของละครเรื่องไหนสักเรื่อง ตัวละครแม่กับลูกคุยกัน "บ้านที่ไม่มีใครอยากกลับ เค้าไม่ได้เรียกว่าบ้านหรอกนะ" พอสื้นเสียงประโยคนั้น ก็รู้สึกจุกที่อกทันที รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เคมีภายในร่างกายปั่นป่วนไปหมด.. กระบวนการขับสารบางอย่างออกจากดวงตาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่สมองก็สามารถสั่งระงับไว้ทันเวลา..

มันเกิดอะไรขึ้น..

มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา..

มันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นอะไรบางอย่างหรือเปล่า..

มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกอะไรหรือเปล่า..

ทำไมนะ.. ทำไม

Sep 21

นึกขึ้นได้ก็รีบกลับมาเขียนทันที กลัวจะลืมแล้วลืมลับเหมือนที่ผ่านมา
ช่วงนี้ข้าพเจ้ามีภารกิจล่าฝันอยู่ 2 อย่างที่ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็ว หนึ่งก็คือเรื่องบ้านที่ไม่จบไม่สิ้นเสียที สองก็คือข้าพเจ้าเรียนร้องเพลงอยู่กับครูอิน บูโดกัน ซึ่งเป็นคอร์สที่ทาง สพต. (สโมสรพนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯ) จัดขึ้นมาเพื่อพนักงานตาดำๆ ที่มีความใฝ่ฝันแต่ทุนทรัพย์น้อยอย่างข้าพเจ้าโดยเฉพาะ 🙂 เรียนได้ 3 อาทิตย์ล่ะ.. ได้หมายเลข V10 เค้าตั้งให้ขำๆฮาๆ ใช้เรียกในห้อง.. ครูอินเป็นกันเองมากมาย ฮาแตก เรียนแล้วไม่เครียด.. ให้ออกไปร้องเพลงหน้าห้องตั้งแต่อาทิตย์แรก ให้แอดลิป (AD LIP : Ad Libitum) กรูล่ะอึ้งแดกก.. หา!! ให้ด้นโน๊ตสดๆตามกีต้าร์ที่เล่นแบบ Random แต่ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนก็สามารถผ่านพ้นมาได้อย่างงุนงง.. คือจริงๆแล้วครูเค้าต้องการดูว่า เราสามารถคิดโน๊ตในหัวได้หรือเปล่า เป็นการ pretest ดูว่าจะสอนอย่างไรต่อไป.. 😉 เรียนสนุกดี แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้สนใจฝึกฝนเท่าไร การบ้านก็ไปทำก่อนเข้าเรียน ม.ปลาย มหา’ลัย เป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นยังงั้น ไม่เปลี่ยนแปลง.. 55

เปลี่ยนเรื่องมาเสวนาเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพเจ้าคับข้องใจมานาน ไม่แน่ใจว่าท่านทั้งหลายเคยเห็นคนโทรศัพท์มือถือไหม  อย่าเพิ่งครับ อย่าเพิ่งด่าผม.. ไม่ใช่ยังงั้น คือเคยเห็นคนที่คุยโทรศัพท์มือถือเหมือนใช้วอไหมครับ.. ประมาณว่า เวลาจะพูดก็เอาส่วนท้ายๆของมือถือมาจอปากแล้วก็เมาท์ๆๆๆ บลาๆ บลาๆ กรูพูดเสร็จแล้วนะ ตามรึงพูดแล้ว เปลี่ยน!!..  จากนั้นก็เอาหูฟังมาจอที่หู.. ฟังยังไม่ทันจบ.. เกิดคันปากอยากจะตอบโต้.. ก็เอามือถือผละออกจากหู แล้วมาจ่อปากใหม่.. ทำซ้ำไปซ้ำมา n รอบ กรูละส่งสัยมรึงจะคุยกันรู้เรื่องไหม..  เค้าอุตส่าห์พัฒนาเทคโนโลยีมือถือให้ก้าวล้ำเป็นระบบ Full Duplex ให้สามารถคุยไปมาได้ในเวลาเดียวกันได้.. ก็ยังจะอุตส่าห์ย้อนไปยุคสมัยที่ต้องสลับกันคุย.. เป็นอะไรมากมั้ยมิทราบ.. เห็นแล้วรำคาญเจรงๆ  เคยเจอ shot ที่สลับกันคุยแล้วตอบโต้ไม่ทัน แล้วดันไปด่าเค้าอีกแหนะ!! "เฮ้ย มรึงพูดช้าๆหน่อยดิว่ะกรูฟังไม่ทัน..  เมื่อกี้มรึงว่าอะไรนะ.. เออ..กรูไม่ได้ยินนี่หว่า?? blabla"  อาเมน..

อาจจะมีบางอย่างที่ผมยังไม่รู้ก็ได้ ใครมีเหตุผลดีๆที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของบุคคลเหล่านั้นได้บ้าง ช่วยเอามาแชร์หน่อยสิครับ.. อยากรู้จริงๆ

ps. บทความนี้มิได้ตั้งใจจะพาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง.. เพียงนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการบรรยายเท่านั้น.. หากผู้ใดอ่านแล้วรู้สึกกระวนกระวายใจต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย.. และจักกรุณาคอมเมนท์เหตุผลของท่านให้พอเป็นความรู้แก่ข้าพเจ้าด้วย จะยิ่งเป็นพระคุณอย่างสูง.. 😉

Sep 18

     ครบรอบ 1 เดือนพอดีเป๊ะๆ ก่อนที่ blog จะร้างไปนานกว่านี้ ก็เลยกลับมาเขียนให้หายคิดถึงกันอีกครั้ง ช่วงหลังๆการจะเขียน blog สักอันนี่ต้องรวบรวมพละกำลังมากมายเหลือเกิน เฮ้อ.. เข้าเรื่องดีกว่า..

     ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาใครเล่น msn กับเราก็คงจะเห็นชื่อ PM ของเราตามชื่อเรื่อง.. ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็ตามที่ทุกคนที่ทักเราเข้ามาคิดไว้หล่ะ.. หน้าม้าสั้นเต่อ มิใช่ชื่อเล่น หรือฉายาแต่อย่างใด มันคือภวตัณหาชั่ววูบของข้าพเจ้า ถูกต้อง.. ข้าพเจ้าไปตัดผมมาตามนั้น หึๆ คงจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว ว่าไอ่หน้าจืดๆ แต่งตัวไร้สไตล์ของข้าพเจ้า กับใบหน้าและทรงผมที่ใครได้พบเห็นต่างก็เรียกว่าแปลกและแนว มันจะเข้ากันได้อย่างไร นั่นสิ..

     ทรงผมเซ็ทนี้ถูกสรรค์สร้างโดยช่างผมฝีมือสุดยอดในไตรภพ ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นก็คือ ข้าพเจ้านั่นเอง.. ความจริงแล้วในบ้านมีกรรไกรตัดผมอยู่แหละ แต่ช่วงที่ภวตัณหามันสูบฉีดอย่างแรงกล้าอยู่นั้น.. มันก็ดันหาไม่เจอ ไม่รู้ใครจงใจเอาไปซ่อนไว้หรือเปล่า.. ก็เลยคว้ามันเอาใกล้ๆตัวนี่ล่ะ.. กรรไกรตัดกระดาษอันละ 10 บาท.. และเริ่มกระบวนการแนว..  

     ชะโลมน้ำให้เปียกชุ่ม  หวีผมปรกหน้าให้เรียบร้อยเรียงเส้นสลวยเป็นแนวเดียวกัน ง้างกรรไกรตัดไกด์ไปเลยหน้าม้าคมกริบ จากนั้นก็ค่อยซอยไปทีละนิด ทีละชั้น ไม่ให้หนาหรือคมบาดตาเกินไปจนหน้าเกลียด และในที่สุดก็ได้ผลงานออกมาดังนี้..  ทะแด๊นนน…

 

ฉานไม่ให้ดูหรอก!! ฉานไม่ลงรูปให้ดูหรอก!!.. ฉานเขิลลลลล~~.

 

ใครอยากเห็นก็มาเจอตัวเป็นๆละกันนะ

ฟีดแบกค์ค่อนข้างดีเลยทีเดียว.. ทำงานวันแรกทุกคนตกใจ ตะลึงตึ่งโป๊ะ กันทั้งเมือง ตั้งแต่ย่างกายออกจากบ้าน จนถึงโต๊ะทำงาน.. หลายคนบอกว่าชอบ แต่หลายๆคนกว่า จะเงียบ และบ่นพึมพัมจับความได้ว่า ช่างกล้า  ผมจะน้อมรับไว้เป็นคำชมก็แล้วกัน..  ก็กรูตัดมากี่ทรงก็บอกว่าเหมือนเดิม พอตัดแปลกแหวกแนวก็เหวอออ..  ข้าพเจ้าพอเข้าใจแล้วว่าการเป็นคนของสังคมความรู้สึกมันเป็นอย่างไร…  คุณพี่คุณน้องคุณเพื่อนร่วมเดินทางทั้งหลายครับ.. ไม่ต้องให้ความสนใจกับทรงผมกระผมราวกับเป็นสิ่งแปลกประหลาดขนาดนั้นก็ได้.. มันเขิลลลล…

ถึงเขิลก็ต้องทำตัวให้เซ็ลฟ์กันต่อปายยย..