May 27

สมควรแก่ช่วงเวลา จึงต้องกลับมาร่ายยาวเรื่องราวเสียหน่อยพอให้หายคิดถึง

ขอย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สุดท้ายก็ได้มีโอกาสไป Barcamp เสียที หลังจากพลาดไปแล้ว 2 ครั้ง.. วันนี้ขอทำตัว Geek เสียหน่อย

ก่อนอื่นขอแนะนำเจ้า Barcamp เสียก่อน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักงานประเภทนี้เท่าไร
พูดง่ายๆ Barcamp เป็นงานประเภทอสัมมนาคือไม่มีวิทยากร ไม่มีกำหนดการที่แน่นอน คนทุกคนที่มาร่วมงานถือเป็นผู้จัดงานทุกคน โดนตอนเช้าใครที่มีหัวข้อมาพูดก็จะเขียนหัวข้อของตัวเอง แล้วเอา มาแปะไว้ที่บอร์ด แล้วให้ทุกคนมา vote จากนั้นจึงเอาหัวข้อที่มีคนสนใจอยากจะฟังมากที่สุดมาลงตารางจัด session และจึงเริ่มการแลกเปลี่ยนความคิด ในแต่ละหัวข้อที่ได้จัดเตรียมไว้ (ความหมายแบบสมบูรณ์เชิญที่นี่ครับ)

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม แว๊ปแรกที่เดินเข้าไปในงาน ตกใจกับภาพที่เห็นเบื้องหน้ามากๆ ในชีวิตนี้เพิ่งเคยเห็น Geeks นับร้อยมารวมตัวกันมากขนาดนี้ แม้ว่าจะเคยอยู่ห้องคิงมาตั้งหลายปีอยู่ แต่ความรู้สึกมันไม่ใช่อ่ะ มันไม่ใช่ ตอนที่เดินเข้าไปในพื้นที่จัดงาน สัมผัสได้ถึงพลังงานหลากหลายชนิดปะปนแทรกสอดมีทั้งบัพและปฏิบัพกระแทกเข้าที่ตัวข้าพเจ้าจากทุกทิศทาง ทุกคนดูกระตืนรือร้น และ alert อยู่ตลอดเวลา เหมือนทุกคนในสถานที่แห่งนี้ถูกกระตุ้นให้อยู่ใน excited state นั่นแหละ ไม่รู้จะบอกไงดี น่าจะเห็นภาพนะครับ

กว่าข้าพเจ้าจะเดินทางไปถึง หัวข้อทั้งหมดก็ถูกโหวต และนำมาจัด session ลงห้องเสวนาทั้ง 6 ห้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ทุกคนกำลังง่วนกับการจด session ที่ตนเองอยากเข้าฟัง รุมอยู่หน้าป้ายแสดง session กับสิ่งที่ใช้จดบันทึกคนละหนึ่งชิ้น บ้างก็เป็นสมุดโน้ต บ้างก็เป็น PocketPC บ้างก็เป็นมือถือ บ้างก็เป็นกล้องถ่ายรูป บ้างก็เป็น Netbook บ้างก็เป็น Notebook มีหมดทุกอย่างละครับ งานนี้มีเทคโนโลยีเพียบ ข้าพเจ้าอึ้งไปชั่วขณะ โอ้วว.. ไหนลองเดินเข้าไปดูซิว่า เค้ามีแจกของฟรีอะไรหรือเปล่าทำไมคนถึงรุมเข้าไปราวกับแจกของฟรียังไงยังงั้น เดินไปเดินมา เอ๊ะ ก็ไม่มีนิ.. งืม.. ใช้เวลาปรับตัวสักพักใหญ่ พยายามระลึกบรรยากาศสมัยเด็กสมัยที่ยัง Nerd อยู่.. ดึงความเป้น Geek ของตัวเองออกมา ทันใดนั้นเอง.. โอ้ว ก๊อดดด.. ข้าพเจ้าได้เข้าถึงพวกท่านแล้ว สิ่งต่างๆที่ท่านกำลังขวนขวาย หาได้เป็นวัตถุแจกฟรีไม่ หากแต่เป็นความรู้วิเศษอันบริสุทธิ์ ความรู้อันจะนำพาให้ท่าน เกิดปัญญาที่ละเอียดขึ้น นิ่งขึ้น และเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกท่านมีความสุข โอ้ว.. และข้าพเจ้าก็ได้สัมผัสอดีตอันรุ่งเรืองของตัวข้าฯแล้ว..    Geek สิ้นดี เจ้าธีเอ๋ย 55

เออตอนแรกที่เห็นบรรยากาศก็กะจะเข้าไปนั่งฟังสัก 2-3 session จนถึงเที่ยงแล้วกลับแล้วดีกว่า ปวดหัวตุ๊บๆ ทำไรไม่ถูก จะไปพูดกับคนอื่นๆก็ไม่รุ้จัก กลัวคุยไม่รุ้เรื่องด้วย..  ยังดีที่มีพี่เนยอยู่ในงาน ก็เลยเดินตามต้อยๆไปทั่วงาน และได้รู้จักพี่ๆคนใหญ่คนโตอีกหลายท่าน ถือเป็นโอกาสที่ดีเชียวแหละ ^^ ได้เจอคนโด่งคนดังใน twitter มากมาย @sugree @adamy รายนี้พูดเก่งสุดยิด.. ฟัง session นี้จบ ก็เข้าไป session นู้นต่อ สลับไปมาทั้ง 6 ห้อง เข้าๆออกๆ เข้าๆออกๆ ดูนาฬิกาอีก อ้าวววห่านนน.. 6 โมงแล้วนี่หว่า.. แฮะๆ สุดท้าย แรงขับเคลื่อนความเนิร์ดจากภายในจิตใจข้าพเจ้าก็ทำให้อยู่จนจบงานจนได้ และก็เดินทางไปกินข้าวและเสวนานอกรอบกันต่อที่ โคขุนโพนยางคำ ซ.นวลจันทร์ 21 อร่อยโฮกกก.. ล้มวัวไปหลายตัวเลย 55 ขอบคุณพี่เอ๋อแห่ง k@pook สำหรับเงินอุดหนุนค่าอาหารเย็นครับ จากนั้นก็แ
ยกย้ายกันกลับ ส่วนข้าพเจ้าก็อาศัยรถพี่อาร์ทกลับ BMW Series ไหนไม่แน่ใจ.. เป็นบุญตูดดดด

ธีรเดช เนิร์ดจัด

ps. เสียใจสุดๆ ไปงานวันอาทิตย์เสื้อหมดแล้ว เสื้อครั้งนี้สวยมากกกกกก เอา keyword ต่างๆของงานนี้ มาประกอบกันเป็นตัวหุ่นยนต์ แว๊กกกก โกดดดดดด สะสมจาก blog ที่แล้ว… ถ้าไปวันเสาร์นะ แว๊กก คร่อก!! http://www.twitpic.com/602t3

May 23

ศุกร์เสาร์อาทิตย์นี้เป็นวันมงคลฤกษ์เป็นวันดีศรีอยุธยาหรืออย่างไรมิทราบ
จึ่งได้มีกิจกรรมน้อยใหญ่จัดขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเช่นนี้
วุ่นวายปวดกบาลล้านแปดมากเหอะ
จะขอลิสต์ให้ดูให้พิจารณาเสียที
ว่าเหตุใดวันอื่นมีทำไมไม่จัด

ดังนี้..

  1. งานที่เพิ่งเปลี่ยนมือมาเมื่อต้นเดือนจะโกไล้วันศุกร์
  2. แล้วต้องมาเทสกับโบรกเกอร์วันเสาร์เช้า
  3. มีกิจกรรมนอกสถานที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ในบริษัทที่ปทุมธานี ศุกร์+เสาร์
  4. จองตั๋วหนังแนวๆไว้ล่วงหน้าเมื่อเดือนที่แล้ว ฉายเสาร์เย็น แต่ก็ต้องบอกยกเลิกไป
  5. งานคืนสู้เหย้า โรงเรียนตอน ม.ต้น วันเสาร์เย็น
  6. บาร์แคมป์บางกอก ที่ ม.ศรีปทุม เสาร์+อาทิตย์
  7. รับน้องคณะ เสาร์เย็น ว่าจะไปคุยพัฒน์
  8. จิงๆ ต้องขนของย้ายบ้านด้วยล่ะ เสาร์อาทิตย์

ประมาณนี้แล.. งานที่ต้องทำทุกอาทิตย์อยู่แล้วก็คือขนของ แต่อาทิตย์นี้ต้องขอตัวเพื่อมาจัดกิจกรรมเหล่านี้ยัดลงสะเก๊ดดูลให้ได้ แต่อินเตอร์เซ็คกันเท่าไรก็ไม่เป็นเซ็ตว่างเสียที จึงต้องชั่งด้วยความสำคัญเสียแล้ว สุดท้ายตัดๆๆๆๆๆ ไป ตัดไปตัดมาเหลือแคนดิเดตอยู่ไม่เท่าไร ยัดๆไปก็พอถูไถไปได้

แต่โลกนี้ช่างโหดร้ายกว่านั้น โชคช่างไม่เข้าข้างข้าพเจ้าเสียเลย ระหว่างที่เดินทางไปงานคืนสู่เหย้า ก็รู้สึกตะหงิดๆอยู่ในใจ ก็โทรไปถามคนนัดว่าตกลงอย่างไร สรุปว่าเลื่อนงาน!! แสรดดดด.. ขอมอบแสดให้แปดดอ  แสดดดดดดดด..  เคว้งทันที ทำอะไรไม่ถูกเลย งานที่ฉันยกเลิกไปล่ะ เอากลับก็ไม่ได้แล้ว  บาร์แคมป์ที่น่าจะไปได้ตั้งแต่ตอนเที่ยงก็อด รับน้องก็ไปไกลกว่าครึ่งทางแล้ว ผลกระทบช่างหนักกว่าที่คิดไว้ งานนี้เพิ่งรู้เมื่อวันพุธ อุตส่าห์ให้ความสำคัญสูงสุด เขี่ยงานอื่นทิ้งหมด แต่ทำไมฉันต้องได้รับผลตอบกลับมายังงี้ด้วยล่ะ ว๊ากกกก สรุปว่า ฉันเสียใจ  แผนการของฉันพังทลายหมด นั่งรถกลับบ้านเหงาๆ เดินเหงาๆ เข้าบ้านเหงาๆ แซ๊ดดด มาก.. 

พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรฉันก็ไม่รู้ชะตาชีวิตตัวเอง ไม่รู้ว่าฟ้าจะเล่นตลกกับฉันอีกหรือไม่ ต้องคอยดูกัน

ธีรเดช แซ๊ดดดดดดดด แปดดอ..

สำนวนวันนี้จะแปล่งๆหน่อยนะ จะลองเขียนสำนวนอื่นๆดูบ้าง
วันนี้ขีเกียจพิสูจน์อักษร ขี้เกียจเกลาด้วย ปล่อยไว้ดิบๆยังงี้ล่ะ

May 19

เวลาผ่านมา 2 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ up blog เลย วันนี้เลยตั้งใจกลับมาเขียนสักหน่อย แต่ก็นึกประเด็นไม่ออกเลย รู้แต่ว่าช่วงนี้ความจำสั้นมาก ถึงมากที่สุด หัวไม่อยากจะคิดอะไรเลย อยากนั่งอยู่เฉยๆเงียบๆ รู้สึกว่าตัวเองไร้สาระมากๆ ถ้าจะกลับไปเรียนตอนนี้คงแย่แน่เลย

นับวันรู้สึกว่าความคิด ความอดทน ความตอบสนองต่อสิ่งรอบกาย มันเริ่มแย่ลงทุกทีๆ ยืนออกมามองตัวเองแล้วรู้สึกว่า มันไม่ใช่ตัวเราหว่ะ ทำไมตัวเราถึงเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงได้มากมายขนาดนี้ ยิ่งกลับมาอ่าน blog เก่าที่เคยเขียนไว้ บางทียังงงเลย เฮ้ย เราเคยผ่านเหตุการณ์อย่างงี้มาในชีวิตด้วยเหรอ เราเคยมีความคิด มีทัศนคติต่อสิ่งรอบกายยังงั้นด้วยหรือ มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากเลย ทุกอย่างมันดูแย่ลง สิ่งดีๆมันก็หายไป เลือนหายไป หรือว่ามันจะเป็นสัจธรรมว่ะ เวลาผ่านไปอะไรมันก็เปลี่ยนแปลง อะไรมันก็เปลี่ยนไป ครับ! ผมเชื่อข้อนี้ แต่มันเปลี่ยนเร็วไปไหมครับ มันเร็วจนรู้สึกว่า เฮ้ยชีวิตนี้มันช่างดูไร้คุณค่าไปเลย สิ่งที่ทำมา สิ่งที่เคยภาคภูมิ ไม่นานมันก็สลายไปหรือ??

ตอนนี้ก็ขึ้นปีที่ 5 แล้วสินะ สำหรับ spaces แห่งนี้ ผ่านมา 4 ปี นับวันเราก็เริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้บรรจงเขียนออกมา มันเป็นจดหมายเหตุที่ดีเยี่ยมเลยล่ะ อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้ระลึกไว้ว่าเราเคยผ่านอะไรมาบ้าง สิ่งดีสิ่งแย่หรือสิ่งที่ไม่อยากจำ มันก็อยู่ในนี้ ได้เห็น ได้บันทึกบทเรียนต่างๆ ได้กลับมานั่งอ่านความคิดตัวเองเก่า มันไม่เหมือนเดิมจิงๆ 

มันน่ากลัวจริงๆนะ อาทิตย์ที่แล้วเข้ามาอ่านประวัติตัวเอง เส้นทางสู่โปรแกรมเมอร์ อ่านแล้วขนลุก ไม่น่าเชื่อว่าเราอ่านแล้ว เหมือนไม่ใช่ชีวิตตัวเอง หลายส่วนหลายตอนอ่านแล้วต้องฉุกคิดว่ามันเคยเกิดขึ้นกับเราด้วยเหรอ.. เฮ้ย!! กูเป็นไรว่ะ  หลายอย่างเลือนหายไปเร็วมาก อ่านไปแล้วจากขนลุกกลับกลายเป็นความเศร้า สิ่งต่างๆในหัวกูนี่มันจะอยู่ได้อีกนานเท่าไรว่ะ วันดีคืนดีตื่นมากูอ่านจะลืมก็ได้ว่า กูเป็นใคร และกูทำอะไรอยู่ว่ะเนี่ย….  แต่พออ่านจบแล้วก็กลับมารู้สึกภูมิใจว่า เออ ชีวิตกูแม่งเป็นนิยายมาก กว่าจะสร้างตัวจากเด็กฐานะปานกลางต้องขอทุนที่ไม่มีใครสนใจตอนปีหนึ่ง อยากเข้าสังคมกับเพื่อนๆแต่ขัดสนด้านเงินทองจนหลายคนก็สงสารเป็นธุระให้ คืนสู้เหย้าโรงเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลากหลายความกดดันประดาเข้ามา จนต้องผันตัวเองมาเป็นนักล่ารางวัลตอนปีสอง เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้ก็เอามาเป็นทุนนี่แหละ เก็บไปเรื่อยๆ จนจบ ก็เอามาซื้อบ้านให้ครอบครัว ภาระกิจยิ่งใหญ่ข้อแรกของชีวิตข้าพเจ้าผ่านไปแล้ว.. จงภูมิใจเสียเถิดนะ

สับสนว่ะ กูเหนื่อยว่ะ หลังจากจบมากูใช้คำว่าเหนื่อยสุรุ่ยสุร่ายมากเลย นั่นสิ.. ความอดทนกูต่ำลงสินะ

ธีรเดช ณ ภวังค์แห่งความสับสน