Oct 29

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจล่องแก่งลำน้ำว้า ก็มุ่งหน้าเข้าสู่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน จองบ้านพักที่ผาชู้ไว้ บ้าน 1 หลัง สำหรับนอน 6 คน มีอยู่ 3 ห้อง 2 ห้องน้ำ แต่เอาเข้าจริงๆอยู่ได้ซัก 20 คนเลยทีเดียว  เราไปกัน 14 คนก็เลย เหมาๆเนียนๆเป็น 1 บ้าน กับอีก 1 เต้นท์ แล้วมายัดๆกันในบ้านทั้งหมด 251020091031

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถึงเวลามากำจัดเสบียงกันแล้ว แต่ละคนก็เหนื่อยอ่อนจากการล่องแก่งก็กินกันพอเป็นพิธี ซัดเบียร์ไป 1 ลัง พอให้นอนหลับสบาย แล้วก็แยกย้ายกันนอน เพราะวันรุ่งขึ้นต้องตื่นตั้งแต่ 4.30 น. เพื่อเดินทางไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ ผาหัวสิงห์ ดอยเสมอดาว

24102009996

โดนแซะออกจากเตียงพร้อมกับมวลรวมแอลกอฮอล์ที่ยังถูกกำจัดไม่หมด แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคไปการไปดูพระอาทิตย์ขึ้นวันนี้ ลุยๆ!! ขณะเดินทางรถตู้ก็แบกน้ำหนักพวกเราไปไม่ไหว เร่งไม่ขึ้น ก็ต้องสละยาน ช่วยกันเข็ญ ช่วยกันลุ้น ให้ไปให้ทันพระอาทิตย์ขึ้น

251020091003 251020091004 251020091005 251020091026  251020091008

ไปถึงดอยเสมอดาวทันเวลา สวยงามมากๆ วิวสวยจริงๆ เห็นแล้วรู้สึกอยากจะนอนที่นี่มาก แต่น่าเสียดายที่เมื่อคืนฟ้าปิดก็เลยมองไม่เห็นดาวกัน เดินไปที่จุดชมวิว รอดูพระอาทิตย์ขึ้น บางส่วนก็ปีนขึ้นไปที่ผาหัวสิงห์ที่ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โหดมากๆๆ  เราอยากขึ้นไปมากๆแต่ท้องไส้ปั่นป่วนก็เลยตามขึ้นไปไม่ทัน ก็นั่งรออยู่ข้างล่างดีกว่า

ไม่นานพระอาทิตย์ก็โผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้า หมอกก็พยายามหนีความร้อนจากดวงอาทิตย์หล่นมากองอยู่ด้านล่าง บางส่วนก็ไหลไปกองที่อีกหุบเขาหนึ่ง สวยงามมากๆๆ
เท่าที่ดูเราชอบวิวของที่นี่ที่สุดเลยล่ะ ทะเลหมอกก็สวยงามมากจริงๆ ไม่เคยเห็นทะเลหมอกที่สมบูรณ์ขนาดนี้มาก่อนเลย ทุกครั้งก็เข้าใจว่าทะเลหมอกต้องมาดูตอนหน้าหนาวเท่านั้น แต่จริงๆแล้วช่วงปลายฝนต้นหนาวนี่แหละ สุดยอดที่สุดแล้ว ^^

251020091009 251020091028

หลังจากดื่มด่ำและธรรมชาติและชักภาพกันจนสาแก่ใจแล้ว ก็เดินทางกลับที่พักอาบน้ำแต่งตัวแล้วขนสัมภาระขึ้นรถ พร้อมลุยผาชู้ต่อ.. เย่!

 251020091035

 

ไปถึงก็ลุยทันที ทางขึ้นเขามันชันอย่างต่อเนื่อง เดินๆเข้าไป ทางขึ้นผานี่สุดๆไปเลย มีแต่หินกับหน้าผา ถ้าพลาดนี่ตกเขาเอาง่ายๆเลย เป็นทางเดินทางเสียวที่สุดตั้งแต่เคยปีนเลย นึกแล้วยังเสียวไม่หาย ใครหนอเป็นคนคิดเอาเสาธงขึ้นไปปักที่ยอดหน้าผาเนี่ยยยย!!

DSC_3051DSC_3106

251020091057DSC_3108 

เดินกลับลงมา เดินทางไปกินข้าวกลางวันในตัวเมืองนาน้อยเติมพลังพร้อมเดินทางไปยังเสาดินนาน้อยต่อไป

DSC_3117DSC_3120

แดดแรงมากกก!! แต่ยังไงเราก็จะสู้ เดินบุกเข้าไปเลย!! ผิวไหม้ก็เพราะที่นี่แหละ 55

DSC_3135 

ที่นี่มีต้นไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่าต้นดิ๊กเดียม มีความพิเศษตรงที่เมื่อเราเอานิ้วไปจี้ที่ลำต้น กิ่งและใบมันจะสั่นไหวราวกับคนบ้าจี้ ฟังแล้วเหมือนในนิยายแฟนตาซี แต่มันเป็นยังงั้นจริงๆนะ ลำต้นมันไวต่อการสัมผัส คงคล้ายๆกับไมยราบล่ะคับ เราก็จี้เล่นจนพอใจ แล้วก็ขึ้นรถเตรียมตัวบุกอุทยานแห่งชาติขุนสถานกัน!!

DSC_3186 251020091078 251020091072 DSC_3317

อุทยานแห่งชาติขุนสถานเป็นอุทยานเปิดใหม่ สวยมากกกกก บรรยากาศดีสุดๆไปเลย ตอนแรกกะจะนอนที่นี่เพราะดูรูปแล้วชอบมากห้องนอนผนังเป็นกระจกตื่นมาเห็นทะเลหมอก เหมือนลอยอยู่ในสวรรค์ แล้วตอนนี้ค่าที่พักก็ยังไม่ต้องเสีย แต่จองไม่ทันมันเต็มไปอย่างรวดเร็ว น่าเสียดาย ก็คิดว่ายังไงก็ขอแวะมาเชยชมเสียหน่อย ถ่ายรูปไว้เยอะมาก

DSC_3326

พอถึงตอนเย็นก็แวะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่บ้านชาวบ้านแถวนั้น สวยงามมากก ^^

เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวในตัวเมืองแพร่ แล้วมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร พร้อมรับมือกับงานท่วมถ้นต่อไป

จบแล้วครับสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน ในเมืองน่าน เป็นทริปที่มีความสุขมากๆ ได้เที่ยวจุใจจริงๆ แล้วแต่ละที่ก็สวยงามสุดยอดไปเลย ^^
ใช่จ่ายไปทั้งหมด 4600 บาทถ้วนๆ ถือว่าคุ้มมากๆเลย

261020091103  เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแล็ต

ธีรเดช เที่ยวหลังชนฝา

Tagged with:
Oct 27

การล่องแก่งเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานานมาก แต่ไม่มีโอกาสได้ลองเสียที เพราะเป็นการเที่ยวที่ใช้เงินค่อนข้างเยอะ จนเมื่อเดือนที่แล้วได้ไปล่องแก่งหินเพิง ที่ปราจีนบุรีเป็นครั้งแรก ก็รู้สึกไม่โดนเลย มันติ่งมากๆ ได้ล่องแค่ 2 กิโล แถมต้องเดินขึ้นไปอีกต่างหาก ก็บอกกับตัวเองว่าเป็นการเริ่มต้นก่อนลุยของจริงละกัน

ล่องแก่งลำน้ำว้า ได้ยินชื่อเสียงของความสุดยอดมากนานแล้ว เป็นการล่องแก่งที่ระดับความยาก 1-5 ถ้าน้ำมากๆก็อาจยากถึงระดับ 6 พยายามจะฟอร์มทีมไปลุยหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเสียที หลักๆเลยก็คือไม่มีตังค์ และป๊อด! จนได้มีโอกาสไปพบปะเพื่อนสวนฯ ก็อยากจะจัดไปเที่ยวด้วยกัน และกิจกรรมที่หลายๆคนอยากทำก็คือการล่องแก่งนี่ล่ะ เราก็เสนอลำน้ำว้าไปเลย ไปทั้งทีก็ไปให้มันสุดๆไปเลย ก็สรุปจบกันที่นี่ แต่กว่าจะลงตัวก็จะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่อยู่เหมือนกัน เพราะอุทยานดันมาปิดฟื้นฟูช่วงเดือนกันยา ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเยอะ น่าล่องแก่งมากๆ ต้องขอบคุณป๋ามิคที่คอยจัดการเรื่องเที่ยวทริปนี้มากๆ

สมาชิกของทริปนี้มี 14 คน มี เรา มิค ตุ่ย รภ บิ๊ก ปิ่น หยี ศุภฤกษ์ หมอแชมป์ บุ๊ง(เพื่อนหมอแชมป์) อ๊อด มด โฮก จิ๊ป

เริ่มออกเดินทางตั้งแต่คืนวันที่ 22 ตุลา นัดกันที่ปั้มปตท.ตรงข้ามโรงพยาบาลพญาไท 2 เหมารถตู้ไป เป็นรถแก๊สแบบ 4 แถวอ่ะ ก็ยัดๆไป ประหยัดๆ

ไปถึงตอนเช้าประมาณ 7 โมง นัดกับทัวร์ที่โรงแรมเทวราช (ทริปนี้ใช้บริการของแจงแอนด์เจทัวร์ เพราะที่อื่นเต็มหมดแล้ว T T) ก็ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนชุดพร้อมลุย แล้วจัดของใช้ที่จำเป็น ใส่ Ocean Pack ที่เค้าเตรียมไว้ให้คนละใบ ใส่ได้ไม่เกินคนละ 2 กิโล เราก็สบายๆ เอาชุดนอนไปชุดเดียวก็อยู่แล้ว

 

แล้วก็ไปกินอาหารเช้าของโรงแรม จากนั้นก็ รอ รอ รอ อีกกรุ๊ปนึงซึ่งยังมาไม่ถึง รอไปรอมาถึง 11 โมง กว่าจะได้ออกเดินทาง โกรธมากๆ แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามีปัญหากับรถทัวร์ ขายตั๋วแต่ไม่มีรถเดิน แถมออกตั๋วซ้ำมาอีก กำหนดออก 2 ทุ่มครึ่ง แต่เลทไปถึงเที่ยงคืน!! น่าสงสาร

เดินทางไปจุดเริ่มต้นล่องแก่งที่บ้านสบมาง อ.บ่อเกลือ ประมาณชั่วโมงกว่าๆ  รถตู้ดันพาไปหลงอีก มึนจริงๆ ไปถึงก็ต้องรีบยัดอาหารกลางวัน กว่าจะได้เริ่มล่องก็ประมาณบ่ายโมงครึ่ง ต้องล่องแข่งกับเวลาเลย ห้ามหยุดพัก ต้องไปถึงแคมป์ให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน ไม่งั้นจะอันตรายมากๆ

   พร้อมลุย!!

แต่ละลำมี นายหัว นายท้าย และพวกเราอีก 5 คน ลำเราก็มี เรา บิ๊ก อ๊อด แล้วก็พี่ผู้หญิงอีก 2 คน พี่ดากับพี่อ๋อ ส่วนนายหัวชื่อพี่แอ๊ด นายท้ายชื่อพล ประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 10 ปี เริ่มต้นซักซ้อมท่าพาย และสัญญาณต่างๆ แล้วก็ลุยเลย!! จ้ำกันไม่หยุดท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมา มันส์มากๆ ตกเรือไปทีหนึ่งที่แก่งผีป่า เจอน้ำซัดแรงมากกระเด็นออกไปเลย ลำน้ำว้าตอนกลางยาว 80 km วันแรกล่องไปประมาณ 40 km กว่าจะไปถึงแคมป์ฟ้ามืดพอดี ขนสัมภาระแล้วก็อาบน้ำ กลุ่มพวกเราก็ลงไปอาบในแม่น้ำเลย อาบเสร็จก็นั่งรออาหารเย็นจากฝีมือพี่ๆนายหัวนายท้าย พวกเราก็นั่งเล่น killer กันแป๊บนึง ก็แยกย้ายกันเข้านอนในเต็นท์ริมแม่น้ำ ^^

 แก่งห้วยเดื่อ

 แก่งผีป่าที่เราตก

ตื่นมาอีกวันหนึ่ง ไม่เคยไปเที่ยวแล้วนอนเต็มอิ่มขนาดนี้มาก่อนเลย นอนตั้ง 8 ชม แหน่ะ พร้อมลุยกับแก่งที่โหดกว่าเดิม ^^ กินไมโลขนมปัง และข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อยก็ pack ของเก็บเต็นท์เตรียมตัวเดินทางต่อ ออกเดินทางตอน 9 โมง เจอแก่งแรกก็มันส์เลยทีเดียว จากนั้นก็มีแก่งความโหดระดับ 4-5 ตามมาติดๆ แก่งส่วนใหญ่จะเป็นแก่งลดระดับ เป็นเหมือนหน้าผาอ่ะครับ คือ น้ำจะไหลนิ่งๆ พอถึงแก่งก็จะตกลงมาเลย ความสูงก็ประมาณ 1-2 เมตร คือระหว่างที่ล่องถ้าเห็นว่าน้ำไหลนิ่งๆก็เตรียมตัวไว้เลยว่าจะเจอแก่งลดระดับแบบนี้ มองไปที่แก่งแล้วจะไม่เห็นน้ำแตกฟองเลย เหมือนจมหายไปเลย ซึ่งแก่งพวกนี้ต้องระวังพวกไฮโดรให้ดี มันจะเกิดกระแสน้ำวนในแนวตั้ง ถ้าเราไม่ช่วยกันพาย มันจะดูดเรือเอาไว้ และถ้าเกิดมีคนตกไปบริเวณนั้นมันจะดูดลงไปใต้น้ำ ต้องรีบว่ายหนีออกจากบริเวณนั้นทันที  ดังนั้นพอจะถึงแก่งแต่ละทีก็ต้องรวบรวมสมาธิและพลังใจพอสมควร เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ ฮึด!! เอี๊ยะ!! เอี๊ยะ!! เอี๊ยะ!! เร่งฝีพายพุ่งเข้าไปทันที มันส์สุดๆ

 พักผ่อนที่จุดทางขึ้นน้ำตกภูฟ้า

ล่องไปเรื่อยๆผ่านแก่งขอน แก่งครก จนมาถึงแก่งผารถเมล์ เป็นแก่งที่น้ำลดระดับสูงมาก มองไกลๆเห็นละอองน้ำที่เกิดจากกระแสน้ำกระแทกกับหินกระเซ็นขึ้นมาเต็มไปหมด เรืออีก 3 ลำจอดรอลำเราให้ไปสำรวจเส้นทางก่อน เนื่องจากมีประสบการณ์มากสุด เอาว่ะ ถึงตอนนี้แล้วจะยังไงก็ต้องลุย!! เอี๊ยะ!! เรือพุ่งเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างหิน ผ่านจุดลดระดับ เรือแทบจะพุ่งตั้งฉากลงไปเลย วูบบบ.. ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าน้ำซัดเข้ามาแรงมาก คนที่นั่งกาบซ้ายทั้งหมด(รวมถึงเราด้วย)และนายหัวนายท้าย โดนน้ำซัดตกจากเรือไปแต่ยังดีที่นายหัวกับเรายังใช้ขายึดกับที่นั่งในเรือได้อยู่ ต้องให้เพื่อนๆกาบขวาดึงตัวขึ้นมา ส่วนพี่ผู้หญิงข้างหลังเราและนายท้ายหลุดออกไปจากเรือโดนกระแสน้ำพาลอยคอไปเรื่อยๆ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือหมวกกันน็อคของพี่ผู้หญิงหลุดลอยไปด้วย นายหัวหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด รีบพายเข้าไปช่วยให้เร็วที่สุด เพราะหัวอาจโดนหินกระแทกได้ เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก!! ระหว่างที่เราถูกกระแสน้ำกดจมลงไปในน้ำนั้นรู้สึกเหมือนโดนหินกระแทกเข้าที่หัวทีนึง หลังจากที่ทุกคนขึ้นมาบนเรือได้อย่างปลอดภัย ก็ต้องมาสำรวจบาดแผลและปฐมพยาบาลกันชุดใหญ่ เราก็ได้แผลบาดที่นิ้วโป้ง และที่เข่า เลือดสีแดงสดใสมา ก ก็พันผ้าก๊อชไว้กันเสียดสี ส่วนพี่ที่หมวกหลุด หน้าผากโดนกระแทกและถลอกมีเลือดซึมออกมาหลายจุด ก็ปิดแผลไว้ หลังจากนั้นเราก็ได้สอบถามนายหัวและเรือลำอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ได้ความว่า.. ตอนที่เราล่องลงไปที่ช่องว่างระหว่างหิน ขณะที่พุ่งลงไป กาบซ้ายเกิดไปกระแทกกับหิน เรือก็เลยเด้งออกมา ประกอบกับที่กาบขวาก็มีน้ำหนุนใต้เรือ ทำให้กาบขวายก แล้วพากาบซ้ายมุดลงไปในไฮโดรที่พร้อมจะดูดลงไปทุกเมื่อ เรือก็ลากไปกระแทกกับหินต่อ เรือลำอื่นๆที่คอยดูเหตุการณ์ก็ตกใจกันใหญ่ พุ่งลงไปแล้วเห็นคนหายไปทั้งแถบ ลอยไปตามน้ำ นึกว่าเรือจะคว่ำไปแล้ว….  แก่งนี้มันส์จริงๆ เป็นประสบการณ์ที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

 แก่งผารถเมล์

 แผลแห้งแล้ว ดูแผลเล็กๆ แต่เจ็บมากกก

เสียขวัญไปหลายแต่ใจยังสู้อยู่ ก็ลุยกันต่อไป ผ่านแก่งเสือเต้น แก่งโดด แก่งใหม่ แก่งสร้อย ก็มีลำอื่นกระเด็นกระดอน และมีคว่ำไปบ้าง จนมาถึงแก่งสุดท้ายคือ แก่งวังลุน หรือแก่งยาว เป็นแก่งคดเคี้ยวยาวประมาณ 100 เมตร ปลายแก่งหินบีบตัวลงทำให้กระแสน้ำแรงมากขึ้น ความยากระดับ 5 แต่ตอนที่เราไปน้ำเยอะมาก ความยากก็เลยไต่ระดับขึ้นไปที่ระดับ 6 เอาล่ะ เราต้องผ่านไปให้ได้ เอี๊ยยะ!! จ้ำๆๆๆๆ จ้ำสันคลื่นไปเรื่อยๆ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา จ้ำๆๆๆ มันส์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อยากย้อนกลับขึ้นไปซ้ำอีกทันที 55  นั่งข้างหน้านี่มันสนุกอย่างงี้นี่เอง ว่ะฮ่ะๆๆ น้ำซัดเข้าหน้า สุโค่ยยย มันส์มาก.. ตอนล่องแก่งเราใส่ contact lens รายวันไปล่ะ แต่แปลกมากมันดูดตาแน่นมากเลย น้ำซัดเข้าตาแรงๆตั้งหลายครั้ง ตกน้ำตั้งหลายรอบ มันก็ยังไม่หลุด เยี่ยมจริงๆ ถ้าหลุดแล้วล่องแบบมองไม่ชัดคงเซ็งไปทั้งชีวิต 55

หลังจากผ่านแก่งสุดท้ายก็ปล่อยลงน้ำเล่นน้ำลอยคอไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสิ้นสุด ก็ขนสัมภาระ แบกเรือขึ้นรถ แล้วก็นั่งรถไต่ขึ้นเขากลับไปที่ออฟฟิศของทัวร์ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก็ไปกินข้าวเย็นชุดใหญ่ อร่อยดี จากนั้นก็นั่งรถตู้ไปซื้อของตุนเสบียง และขับรถมุ่งหน้าเข้าสู่ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน

ps. ขอบคุณภาพประกอบจาก www.nantouring.com

Tagged with:
Oct 22

ค่ายปีนี้จัดที่โรงเรียนบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย ช่วงวันที่ 12-20 ตุลาคม 2009 เราตามขึ้นไปทีหลังล่ะ อยากขึ้นไปซึบซับบรรยากาศค่ายอ่ะ คิดถึงมากๆ ไม่ได้ไปมา 2 ปีแล้ว ตอนจะขึ้นก็มักจะมีงานเข้ามาทุกที ปีนี้พอจะจัดเวลาได้ก็ขอขึ้นสักหน่อย

ค่ายนี้เป็นค่ายที่ 10 ของเราแล้วล่ะ ก็ขึ้นไปในฐานะของคนแก่ไปดูแลน้องๆ จะไปดูว่าค่ายตอนนี้เปลี่ยนไปถึงไหนแล้ว มันก็พ้น Generation เรามาแล้วล่ะ ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาตามการเปลี่ยนแปลงของโลก (ระหว่างเขียนอยู่ก็ถือโอกาสกลับไปย้อนอ่าน Blog ตอนไปค่ายกลางปีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว)

อ่านจบแล้วรู้สึกว่าโคตรแก่เลย ฮ่าๆ แก่จริงๆ.. เป็นคนแก่ที่โคตรเคร่ง โคตรจริงจัง และโคตรอยู่ในกรอบเสียด้วย.. แต่ครั้งนี้ที่เราขึ้นไปมันก็ยิ่งตอกย้ำว่าอะไรอะไรมันก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลาจริงๆล่ะ กฎอะไรก็ต้องปรับเปลี่ยนตามสภาพ ตอนนี้ชนบทแทบทุกที่ก็เจริญขึ้นจริงๆ วัตถุเข้ามาเต็มไปหมด เรื่องมือถือมันก็เป็นสิ่งปกติ เป็นสิ่งที่หาซื้อได้ทั่วไปและราคาไม่แพง เด็กๆในค่ายยังมีใช้เลย ดังนั้นเราควรมายึดที่วัตถุประสงค์กันมากกว่าตามที่ได้ถกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ค่ายนี้แม้ว่าจะมีสัญญาณมือถือเต็มหลอด แต่ชาวค่ายทุกคนก็ให้ความร่วมมือดีมาก ไม่เอาออกมาใช้ในเวลาทำกิจกรรม ระหว่างวันก็ทิ้งมือถือไว้ในห้องนอนหน่ะแหละ ตอนเย็นก็ค่อยมาเปิดดูก็ได้ อีกอย่างคือไม่ค่อยเห็นชาวค่ายอยู่ในโลกส่วนตัวเท่าไร ทุกคนเอนจอยกับการใช้ชีวิตบนค่ายมาก เรามีเวลากันแค่ 7 วันหน่ะ ใช้ชีวิตตรงนั้นให้คุ้มค่าเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตรงนั้นไปให้ได้มากที่สุด ^^ เพลงหรือเกมส์เอาไปเล่นนอกค่ายนู้น เล่นตอนไหนก็ได้ 🙂

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่เห็นเด่นชัดคือเรื่องเวลาละครับ น่าจะคุมได้ดีกว่านี้ เลทไปหลายอย่างเลย โดยเฉพาะกีฬาสีบางทีมันก็นานเกินไปนะสำหรับพาเหรด ระหว่างนั้นน้องก็กลับบ้านไปหลายคนเหมือนกัน ก็ลองปรับๆกันดูนะครับ

ค่ายนี้เรื่องคนอาจจะมีปัญหาช่วงแรกๆ แต่ที่เหลือนี่ ถือว่าเป็นบุคลากรชั้นเยี่ยมเลยหล่ะ น้องๆให้ความร่วมมือดีมาก ทุกคนทุ่มเทจริงๆ พี่ขอยกนิ้วให้

ทุกค่ายมันก็มีปัญหาเข้ามาให้เราแก้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว และเท่าที่พี่รู้ก็มีเสียน้ำตากันทุกค่าย แต่เมื่อเราเปิดใจซึ่งกันและกัน พูดคุยกัน ปัญหาเหล่านั้นก็จะหมดไป อะไรที่ดีๆก็เก็บเกี่ยวลงมา อะไรที่มันไม่ดีก็ทิ้งไว้ในค่าย จบในค่ายนะครับน้องๆ

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ค่ายนี้ก็เป็นค่ายที่พี่ประทับใจมากๆอีกค่ายหนึ่ง แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆก็ตาม

ค่ายใหญ่เอาให้มันดีกว่านี้อีกนะครับ staff ทั้งหลาย เอาใจช่วยครับ

ถ้ามีโอกาสพี่จะตามขึ้นไปนะ

ธีรเดช รักชมรมสลัม

ps. เด๋วนี้สกิลการเขียนของธีรเดชอยู่ในขั้นแย่มาก Friendship ของหลายๆคนที่เขียนไป ก็เขียนไม่ค่อยออก ตอนเขียนก็ปวดหัวมากๆด้วย น้องก็พยายามอ่านหน่อยนะ ทุกอย่างในนั้นพี่เขียนด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ถ้าอ่านแล้วแปลได้หลายความหมายก็เลือกความหมายที่ดีละกันนะน้องๆ

Tagged with:
Oct 16

วันนี้งืดทั้งวันเลย

เมื่อเช้านอนตี 4 ตื่นมาอีกทีก็เที่ยงเลย ตื่นมาพร้อมกับความเจ็บปวดรอบดวงตาซ้าย.. ตาอักเสบหว่ะ บวมเลย ไม่รู้เป็นเพราะอะไร หรือว่าเพราะนอนดึกเกินไปว่ะ ร่างกายเลยอ่อนแอ เจอสกปรกนิดเดียวก็เลยอักเสบเลย

กว่าจะไปถึงที่ทำงานก็บ่าย 2 วันนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำงานเท่าไรหรอก เพราะมัวแต่จ้องมองโทรทัศน์ บังเอิญเป็นพวกสมาธิสั้น ไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร ก็เลยหลุดบ่อย นั่นคงเป็นภาวะแวดล้อม แต่สาเหตุหลักจริงๆก็คงเรื่องปวดหัวแหละ มันยังตึ๊บๆไม่หายเลยอ่ะ คิดอะไรไม่ค่อยออกเลย ไม่ค่อยอยากทำอะไรเท่าไร

พรุ่งนี้จะขึ้นค่ายแล้วด้วย ค่ายของชมรมสลัมหน่ะ ตามขึ้นไป ปีนี้ไปที่โรงเรียนบ้านเหมืองแพร่ ต.นาแห้ว อ.ด่านซ้าย จ.เลย จากแผนที่อยู่ติดตะเข็บชายแดนไทย-ลาวเลย.. ไม่ได้ไปมา 2 ปี คิดถึงบรรยากาศค่ายมาก อยากไปมาหลายที แต่ชอบมีงานเข้ามาชนตลอดเวลา ตอนนี้ลาออกมาแล้ว พอจะจัดสรรเวลาได้บ้างก็อยากขึ้นไป ถือว่าไปพักผ่อนสูดอากาศละกัน ^^

วันนี้ว่าจะรีบนอนละครับ อัดยาเข้าไป จะได้หายทันก่อนขึ้นค่ายพรุ่งนี้

พรุ่งนี้คงไม่ได้อัพนะครับ กลับมาอีกทีก็คงวันที่ 20 เลย.. ยังไงจะพยายามอัพรูปขึ้นมาให้ชมกันนะครับ

ธีรเดช ไปค่าย

Tagged with:
Oct 15

ทำตามสัญญา ที่มีคนท้าไว้ ไม่หลับไม่นอนแล้วคืนนี้ มาเขียนก่อน หุหุ

จริงวันนี้มีเรื่องเขียนเยอะนะ แต่จะถ่ายทอดมายังไงนั้นอีกเรื่อง เพราะตอนนี้ตึ๊บมาก ปวดหัวมากด้วยเช่นกัน

เริ่มเลยดีกว่า วันนี้ไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกเพราะรอโทรศัพท์จากช่างมาปลุก เนื่องจากนัดให้มาซ่อมแอร์ที่บ้านใหม่ แล้วเค้าบอกว่าจะโทรมานัดก่อนล่วงหน้า พลิกตัวไป พลิกตัวมาหลายรอบ มองเหลือบไปดูนาฬิกา 11 โมงแล้วทำไม ยังไม่โทรมา ตื่นแล้วดีกว่า โทรไปหาเองเลย คุณโอเปอร์เรเตอร์เสียงสวยรับ(หน้าสวยด้วยรึเปล่าไม่แน่ใจเพราะเมืองไทยยังไม่มี 3G มองไม่เห็นหน้า สาดดดดดด ลาว เขมร มี 3G WiMAX หมดแล้ว สาดดดด) ได้ความว่าช่างจะเข้าไปไม่เกินบ่ายโมง ก็เลยกราดไปหนึ่ง Magazine ไหนบอกจะโทรมาก่อน ผมต้องใช้เวลาเดินทางไปบ้านใหม่ประมาณ 1 ชม.. สาวเสียงสวยตอบว่าก็ทันนิ๊ค่ะ  จะไม่ให้กรูอาบน้ำ กินข้าวเลยหรือไง สาดดดดดดด

ตัดมาที่บ้านใหม่ ช่างมาแล้วก็ซ่อมๆ เช็คไปเช็คมาสรุปว่า Fuse ขาด เนื่องจากเกิดไฟย้อน และพบว่าช่างที่มาติดตั้งแอร์ต่อสาย Terminal สลับข้างกัน โห.. ชุ่ยจิงๆ และช่วงสลับไฟนี้ ช่างมันเก่งไม่ยอมสับ Breaker ก็เลยเกิด Short Circuit เป็น Firework สวยงาม 1 ดอก สุดท้าย Breaker มันก็ตัดเอง หรือว่าเป็นวิธีตัด Breaker ของเค้าว่ะ ห่วย!!

และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสแรงกระแทกของ short circuit ในระยะประชิด ระหว่างที่ช่างบอกให้ไปเปิด Breaker ไอ่เราก็ขึ้นไปสับแต่ตอนดันขึ้นนี่สิ.. ได้ยินเสียงตู้ม! เกิดแสงไฟชัดเจนจากตู้ main พร้อมด้วยแรงลมกระแทกเข้าหน้าอย่างจัง.. ตกใจสิ!! ไม่เคยเจอแรงอัดใส่หน้าในระยะประชิดขนาดนี้มาก่อน เฮ้อๆๆๆ

ขอโน๊ตเรื่องวิธีตรวจสอบปัญหาเบื้องต้นของแอร์นิดนึง คือ ถ้าเกิดอยู่ดีแอร์ที่เคยใช้ได้เป็นปกติ เกิดดับขึ้นมาและเปิดไม่ติดอีก ก็ให้สันนิษฐานว่า Fuse มันขาด ก็ให้ไปเปิดฝาบนที่ Compressor ดูจะมี Fuse อยู่ตัวนึง ดูว่ามันขาดหรือเปล่า ถ้าขาดก็ซื้อไปเปลี่ยน ตัวละ 5 บาท รุ่นเราเค้าบอกให้ซื้อ 2Amp นะ ยี่ห้ออื่นไม่รู้เป็นยังไงบ้าง

ก่อนจากเราก็ถามว่า ปกติถ้าหมดประกันไปแล้ว คิดค่าแรงเท่าไร ให้เวลาคิด 3 วิ………  

1…

2…

3…

1025 บาท.. นี่เฉพาะค่าแรงนะ สาดดด

เค้าบอกว่า อย่างวันนี้เปลี่ยน Fuse อย่างเดียว ราคา Fuse ของบริษัท 25 บาท บวกค่าแรงอีก 1025 บาท ก็เป็น 1050 บาท โหหห..  โหดมากกกก นี่แหละครับ แอร์มิตซู แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่นก็คนละเรตกันนะ ต้องลองดู หุหุ

เรื่องเดียวก็เยอะแล้วอ่ะทำไงดี

ต่อๆดีกว่า

 

วันนี้รถติดมาก..  จากกองสลากถึงป้อมพระสุเมรุ 1 ชม.!!!!!  ตอน 4 โมง ให้ตายเถอะ ไปประชุมไม่ทันเลย เสียใจ!

ไปเลยเดินไป CTW เพราะวันนี้มีนัดกับเพื่อนที่บริษัทเก่าอ่ะ นัดเลี้ยงส่ง กับ ให้มันเลี้ยงเนื่องจากมันได้โปรโมทเป็น Senior กันล่ะ โฮะๆๆ ส่วนเราออกมาก่อนก็เลยไม่ได้ ยังเป็น Junior อยู่เลย ^^

พอก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะไม่มีคนอ่าน

นอนล่ะครับ.. อรุณสวัสดิ์ครับ ^^