Mar 26

หลังจากที่ระเห็จร่อนเร่พเนจรนั่งทำงานตาม coffee shop มาประมาณครึ่งปี ตอนนี้ก็มี office (ชั่วคราว) ให้นั่งทำงานกันแหล่ว อยู่แถวๆสำเหร่หล่ะ ค่อนข้างไกลพอสมควร แต่พอเอาเข้าจริงๆ ใช้เวลาเดินทางเร็วกว่านั่งรถเข้าเมืองอีก ก็โอเค ไปถึง office มองดูรอบแล้วยิ้มแก้มปริ.. ร้านอาหารวางขายกันหน้าสลอนเลย.. โอย มีความสุข ของกินเพียบ!! ถูก และ อร่อย งั่มๆๆ.. ถึงเวลาทำงานจริงๆก็รู้สึกว่ามีสมาธิมากกว่าตอนตะลอนๆแฮะ คือจริงๆโปรแกรมเมอร์มันต้องโวยวาย มีปัญหาอะไรก็ต้องแหกปาก มันจะได้ไม่เครียด ทุกทีนั่งอยู่ข้างนอกแหกปากไม่ได้ ก็ขย้ำผมแทน โรคจิตเนอะ หุหุ

 ป้ายหน้าโรงเรียน

กลับมาตามหัวข้อ คือ ตอนเดินทางไปทำงานมันต้องผ่านโรงเรียนเสสะเวชวิทยา แหล่งการศึกษาของไทย โรงเรียนสมัยประถมของเรา วันนี้ก็เลยถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย หลังจากไม่ได้ไปนานกว่า 8 ปี.. ย่างก้าวเข้าไปในโรงเรียนสิ่งแรกที่นึกขึ้นมา "เฮ้ย มันเหมือนเดิมเดี๊ยะๆๆๆ" 14 ปีก่อนเป็นยังไง ตอนนี้ก็เป็นยังงั้น คง concept คง layout ทุกอย่าง จะมีเปลี่ยนก็ตึกอนุบาลหน่ะ ส่วนข้างในนี่เหมือนเดิมทุกประการแล

 ศาลพระภูมิ หลังศาลจะมีสระน้ำเล็กๆ ตอนเด็กๆชอบไปแกล้งลูกอ๊อดในสระ

 ตึกอนุบาล

 คำขวัญ

 คำขวัญยาวเฟื้อย

เดินเข้าไปถ่ายรูปไปเรื่อยๆ โรงเรียนร้างมากเพราะตอนนี้เป็นช่วงปิดเทอม ก็เห็นอาจารย์เดินกันบ้างประปราย เราก็เดินๆถ่ายๆไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะได้คุยกับใครหรอก นี่มัน 14 ปีแล้วนะ ใครจะไปจำได้ว่ะ ตอนนี้อาจารย์ก็ไม่รู้ว่าลาออกกันไปหมดแล้วยัง  ก็เดินไปเรื่อยๆกะว่าถ่ายรูปไปโพสต์ให้เพื่อนๆได้เห็นแล้วก็คงกลับ

 เสาธง กับ ตึกหอประชุม

 อาคาร มัธยม

 ป.6/4 

 โรงอาหาร ยังเป็นโต๊ะอลูมิเนียมเหมือนเดิม

เดินจนทั่ว กะลังจะเดินกลับ ก็คิดว่าเดินขึ้นตึกไปดูตามหมวดหน่อยดีกว่า ดูชื่อหน้าบอร์ดว่ามีอาจารย์ท่านไหนยังสอนอยู่บ้าง เดินไปเดินมาเห็นว่าห้องหมวดเปลี่ยนต่ำแหน่งแฮะ สุดท้ายเดินขึ้นไปที่หมวดภาษาต่างประเทศ เจอหัวหน้าหมวด มาสเตอร์อะไรจำไม่ได้แต่หน้าคุ้นๆ คุยไปคุยมามาสเตอร์ก็บอกว่าคุ้นหน้าเหมือนกัน เราก็บอกว่าเป็นศิษย์เก่ามาเยี่ยมโรงเรียน พอดีเมื่อกี้เห็นที่บอร์ดมีชื่อมิสรัชนีอยู่ เป็นครูประจำชั้นตอน ป.4 ก็เลยถามหา ทันใดนั้น มิสก็โผล่มาจากห้องที่อยู่ตึกฝั่งตรงข้าม มาสเตอร์ก็ตะโกนเรียกกันข้ามตึกเลยทีเดียว บอกว่าลูกศิษย์มาหา เรายังมองหน้ามิสไม่ชัดเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้มันทำให้หัวใจเราพองโตสุดๆ มิสมองหน้าเรา (มองกันข้ามตึกหน่ะแหละ) แล้วยิ้ม พร้อมกวักมือเรียกให้ไปหา โดยไม่มีสีหน้าสงสัยหรือหยุดชะงักคิดเลยว่าไอ้หมอนี่ใครฟร่ะ คือจำได้ตั้งแต่แว๊บแรกที่เห็น  ไอ่เราก็ตกใจ นี่มัน 14 ปีแล้วนะ.. ด้วยความตื่นเต้นก็ตะโกนไปถามว่ามิสจำผมได้เหรอครับ 555 แต่เหมือนจะฟังไม่ได้ยิน มิสก็ได้แต่กวักมือเรียกให้ไปหา ไอ่เราก็รีบวิ่งข้ามตึกไปหาเลย..

 อาคาร 4 ห้องสมุด และห้องดนตรีไทยของข้าพเจ้า

เดินไปถึงเราก็ถามอีกที "มิสจำผมได้เหรอครับ" มิสก็บอกว่าจำได้สิ แล้วก็เรียกชื่อเรา ตามด้วยคำสร้อย ยาวเป็นพรวน เหมือนเป็นคำที่ใช้เรียกเราสมัยก่อนจนติดปาก ไอ่เราได้ยินก็คุ้นๆแฮะ เหมือนมีใครเคยเรียกเรายังงี้ตอนเด็กๆ ฮ่าๆมิสนี่เอง ^^ 

จุดนั้นดีใจมากเลย มิสก็เลยพาไปหามิสท่านอื่นๆที่มาเตรียมงานสอนช่วงซัมเมอร์ ก็ได้เจอมิสประพิศ รู้หลัก ครูประจำชั้น ป.3 และมิสอีกท่านนึงที่สอน Conversation อ๊ากกดีใจ.. คุยกันนานสองนาน ก็ได้รู้ว่าอาจารย์หลายท่านก็เสียไปแล้ว หลายท่านก็เกษียณ แต่ส่วนใหญ่จะยังสอนอยู่ มิสบอกว่าอาจารย์โรงเรียนนี้อยู่ทน และทนอยู่ ฮ่าๆ.. ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักก็จะยังอยู่นะ มิสชงน้ำชามะนาวให้ทานด้วย ชื่นใจจริงๆ คุยสารทุกข์สุกดิบกัน มิสก็ถามหารุ่นพวกเรา เราก็ไล่ชื่อเพื่อนๆในห้อง มิสก็จำได้กันหมดเลย โอย..ดีใจแทนเพื่อนๆ มิสอยากเจอเพื่อนๆนะ เอาไว้วันไหนรวมตัวกันไปเยี่ยมอาจารย์กันเถอะ

 มิส มิส มิส

จริงๆก็อยากไปหาอาจารย์ท่านอื่นๆต่อนะ แต่ต้องรีบไปเปิดออฟฟิศ ก็เลยต้องออกมาก่อน ได้เวลาก็ร่ำลาอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน มิสก็เอามือมาแตะที่หัวแล้วอวยพรให้ โอยน้ำตาจะไหล.. เราก็บอกว่าเดี๋ยวจะมาเยี่ยมอีกแล้วจะพาเพื่อนๆในรุ่นมาด้วย.. และมิสก็ฝากประโยคทีเด็ดก่อนจากกันว่า

"จะมาก็รีบมาหานะ ใครจะไปรู้ว่าครั้งหน้ามาอาจจะไม่อยู่ให้เจอกันแล้วก็ได้" …ครับ มิส

Mar 22

วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกับ Backpacker ทั้ง 2 คน คือ น้องเต้ ผู้พิชิตดินแดนหลังคาโลก เนปาล และพี่เจ ณ SET ผู้ที่กำลังจะไปญี่ปุ่นในคืนนี้ จริงๆแล้ว นัดครั้งมีจุดประสงค์หลักๆคือ นัดน้องเต้มาเจอหน้ากันเสียหน่อย หลังจากที่รู้จักใน Facebook มาเกือบปี แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันเลย ได้แต่คุยกันผ่านตัวหนังสือ เนื่องจากน้องเค้าอยู่ไกลถึงหาดใหญ่ ก็เลยยากนิสส

พูดถึงเจ้าเต้ เป็นคนแรกใน Facebook เลยมั้งที่เข้ามาทักทายข้าพเจ้าก่อน ทักทายตั้งแต่ยังไม่ได้เป็น Friend กัน เนื่องด้วยแต่ก่อน Facebook มัน set Privacy ของ Link เป็น Public โดย default คนนอกก็เลยเข้ามา comment ได้ ตอนเข้ามาอ่านก็งงว่า ใครฟร่ะ!! 

"Hi ไม่รู้จักหลอกครับ แต่เห็นประวัติแล้วอยากชื่นชมในความสามารถ
ผมก็อยากซื้อบ้านซ้อรถให้ครอบครัวเหมือนกัน
คงภูมิใจไม่น้อยที่ได้ทำอะไรให้ท่านบ้าง
ขอบคุณครับ ที่ทำให้รู้จักความพยายาม"

— 25/5/09 comment ของ Link จาก blog : 18 May 09 : ฉันจะกลับมาบันทึกจดหมายเหตุนี้ไว้เพื่อประโยชน์ของตัวฉันเอง

ประโยคแรกก็งงเลย.. จะมาหลอกอะไรกรู!!! ฮ่าๆ แต่พอประโยคถัดๆมา ตอนนั้นรู้สึกได้กำลังใจขึ้นมาหลายเลยล่ะ พอดีช่วงนั้น down มากอยู่เหมือนกัน พอมาเห็น comment อย่างนี้ก็รู้สึกดีนะ ยิ่งเป็น comment ของคนที่ไม่รู้จักด้วยสิ

หลังจากนั้นก็เป็น Friend กัน ก็ได้คุยกันบ้าง ก็รู้สึกว่า ชีวิตมันคล้ายๆข้าพเจ้าจังเลยวุ้ย ช่วงชีวิตตอนเด็กๆนี่เหมือนๆกันเลย ชอบอะไรคล้ายๆกันหลายอย่าง และที่สำคัญคือจบนักธรรมเอกเหมือนกัน เป็นอะไรที่เซอร์ไพรส์มาก เพราะมันหายากมากจริงๆ ก็เออแฮะ มันก็ยากนะที่อยู่ดีๆก็จะเจอคนที่นิสัยเหมือนๆกัน และมันก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ที่จะมาเจอตอนที่ข้าพเจ้าอยู่ในภาวะ Introvert หรือ ปิดตัวเอง มีโลกส่วนตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร 

ย้อนกลับไปมองชีวิตของตัวเองสมัยก่อนมันช่างเหมือนเจ้าเต้เสียนี่กระไร เนิร์ดสิ้นดี มากมายซะไปหมดทุกเรื่อง แม้ว่าตอนนี้เราจะไม่ค่อยมีอารมณ์แนวนี้เท่าไหร่ แต่ก็ยังโหยหาที่จะกลับไปเป็นอย่างเก่า มันโคตรเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเลย สนุกกับทุกสิ่งที่ตัวเองทำ 

อรัมภบทไปนาน ขอย้อนกลับมาตามหัวเรื่องก่อน ก็นะพอดีไอ่เจ้าเต้เพิ่งกลับมาจาก Backpack เนปาล 12 วัน ไปอ่าน diary ของน้องเค้าก็เกิดแรงบันดาลใจมากมาย เพราะเราก็เคยบอกกับตัวเองว่าในชีวิตนี้ต้องขอไป backpack ต่างประเทศสักครั้ง ความฝันจะเป็นจริงหรือไม่ก็ต้องคอยดูกัน 

ส่วนอีกคนหนึ่งพี่เจ ก็เพิ่งมารู้ตอนกินข้าวนี่หล่ะ ว่าเคยไปญี่ปุ่นมา 5 ครั้งแล้ว.. เนื่องจากมีญาติห่างๆอยู่ญีปุ่น แต่ครั้งนี้ก็ไปแบบ Backpack ก็น่าจะสนุกไปอีกแบบ 

คิดๆแล้วก็นึกเสียดายช่วงเวลาตอนปี 1 – ปี 3 ต้นๆ ที่ไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวกับคนอื่นๆเขา มีคนชวนตลอดเวลา แต่ก็ต้องปฏิเสธไปเนื่องจากช่วงนั้นขัดสนเงินทองจริงๆ ค่าเทอมตัวเองยังต้องไปยืมญาติเลย และรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่เฟลไปหมดซะทุกเรื่อง เครียดมาก แต่หลังจากนั้น พอมีตังค์เก็บเป็นของตัวเองบ้างก็ขอเที่ยวสักหน่อย

ต่อไปจากนี้คงจะหาเวลาทำตามความฝันของตัวเองบ้างล่ะครับ

ธีรเดช

ps. อ่านแล้วอาจไม่ประติดประต่อ พอดีเมื่อกี้เขียนๆอยู่อารมณ์ก็หายไปดื้อๆเลย เอาไว้จะเขียนเจาะเป็นเรื่องในภายหลังละกันครับ

 

 

 

 

 

Mar 08

หลังจากที่ได้ไปสัมผัสปายเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงปลายๆ High Season ก็กลับให้ความรู้สึกถึงจิตวิญญาณของปายอีกครั้ง แม้ว่าจะไม่เหมือนปายเมื่อ 4 ปีที่แล้วซะทีเดียว แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเรียบง่าย ความเป็นมิตรไมตรีของคนในเมือง ซึ่งไม่ได้แปรเปลี่ยนตามความเจริญทางด้านวัตถุที่เพิ่มเข้ามาอย่างมหาศาลเลย ^^

ปายในช่วงท้ายๆเทศกาลชิวมากๆ.. ยิ่งช่วงวันธรรมดาที่ไม่มีทัวร์ลงยิ่งโคตรชิว.. มันก็ไม่ต่างไปจากเมืองเล็กๆตามชนบททั่วไปเท่าไร วิถีชีวิตการดำเนินชีวิตก็เหมือนกัน แค่ประชากรในปายจะพูดอังกฤษได้เก่งกว่าคนที่อื่นๆ ซึ่งเป็นข้อดี.. เนื่องจากแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศมาเที่ยวเยอะมาก โดยพวกฝรั่งมาเข้ามาช่วงที่คนไทยไม่เที่ยวกัน ครั้งต่อไปถ้าไปก็จะได้รู้ล่ะว่า ควรไปช่วง low season ^^

ขอพูดถึงงานแต่งนิดนึง พูดตามตรงว่างานช่วงเช้าข้าพเจ้าพยายามจะจูนเข้าหาทุกท่านให้ได้มากที่สุด แต่เหมือนกับทำยังไงก็ไม่สามารถเข้าถึงพวกท่านได้ กอปรกับเหนื่อยอ่อนจากการเตรียมงานช่วงเช้ามืด จนทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกท้อแท้ไปทันที จริงๆแล้วสมัยก่อนข้าพเจ้าก็เป็น type เดียวกับทุกท่านล่ะครับ ทั้ง nerd และ geek มาก รวมถึงมีอัธยาศัยดีเลิศ แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบความทะเยอทะยาน และแรงขับเคลื่อนมันพลันหายไปจนเหลือน้อยนิด จนบางทีก็รู้สึกว่าเหมือนคุยกันคนละภาษา และคงยากที่จะจูนกันติด

ตอนบ่ายข้าพเจ้าเลยรู้สึกเซ็งมาก ก็ไม่รู้จะเซ็งไปทำไมเหมือนกัน คงเป็นเพราะรับไม่ได้กับสิ่งดีๆที่สูญหายไปจากตัว ไม่มีแรงทำการใดๆทั้งสิ้น อยากจะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติรอบข้าง จนถึงช่วงบ่ายแก่ๆ ได้ลงเล่นสระน้ำที่ pai a' ars และจุดนั้นเองก็จุดเริ่มต้นที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ คือ น้ำหวาน ไมค์กี้ รวมถึงเจ้าชิทชู ที่ผลักข้าพเจ้าตกน้ำไป 2 รอบ แล้วบอกว่า 'จัสคิดดิ้ง แอมโซซอรี่' ปั๊ดนี่.. ตูแสบตัวแสบหน้าอยู่จะรีบไปอาบน้ำ เหอะๆ และต้องขออภัยทั้ง @adamy และ @hunt ด้วย ที่ข้าพเจ้าอาจทำตัวสนิทสนมสาวๆทั้งสองจนเกินเหตุ ด้วยมิตรภาพเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝง ณ จุดนั้นแค่มีคนเข้ามาทักทายก็ดีใจมากแล้ว

ตกเย็นช่วงปาร์ตี้ ตอนแรกข้าพเจ้าตั้งใจจะกินแค่พอเป็นพิธี เนื่องจากก็ไม่รู้จักใคร ไม่อยากให้เป็นภาระ แต่หลังจากได้รู้จักเพื่อนใหม่ในช่วงเล่นน้ำ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ก็เลยไม่ได้ limit อะไร ปล่อยไปตามบรรยากาศในวง ก็หวังว่าแอลกอฮอล์จะช่วยทะลายกำแพงระหว่างกันได้ และมันก็เป็นเช่นนั้น ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน และปาร์ตี้ในคืนนั้นก็เป็นปาร์ตี้ที่มันส์ที่สุดตั้งแต่เคยไปมาเลยล่ะครับ 

ตลอดระยะเวลา 7 วันบนปาย มีเรื่องราว มิตรภาพ ประสบการณ์ และข้อคิดต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ดังจะกล่าวเป็นข้อๆไปนะครับ

  • ข้าวปุกงาดำ อร่อยดี ทำมาจากข้าวเหนียวดำ เอามาทำเป็นแผ่นๆ แล้วเอาไปปิ้ง จากนั้นก็โรยงา นมข้น น้ำตาลอ้อย ม้วนๆแล้วตัดเป็นชิ้นพอดีคำ อร่อยโฮก
  • ถนนคนเดินร้านจะเยอะวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาร้านน้อย คนน้อย 4 ทุ่มก็ปิดแล้ว
  • เพิ่งรู้ว่าในปายมีผับ ไปปายมา 2 รอบไม่เคยแวะไปเลย อยู่เลยปั้มน้ำมันไปหน่อย ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งไปเทียวกัน และก็จะเรื้อนมาก
  • ข้าพเจ้าขับมอไซค์เป็นอย่างเป็นทางการแล้ว ฮูเร่ๆ
  • ถ้าอยากซื้อผักตอนกลางคืนจะมีขายอยู่ในตรอกผีหลอกตรงข้ามวัดหลวง
  • หลับฝันดี หนาวมาก, ณ ปาย หลอนมาก
  • เป็นงานแต่งงานที่บ่าวสาวออแกไนซ์เอง และเป็นงานเกิดขึ้นได้จากการร่วมแรงร่วมใจจากแขกร่วมงานทุกคน ปลื้มแทนบ่าวสาวจริงๆ.. ที่มีสหายที่พร้อมใจกันลงแรงขนาดนี้ ไม่เคยเห็นงานแต่งรูปแบบนี้มาก่อนเลย ประทับใจมาก ^^
  • เสียดายงานเย็น มัวแต่ไปซื้อมะนาว กลับมาดูสไลด์สดไม่ทันเลย มีคนอัดไว้แต่ไฟล์เสียง่ะ
  • ปาร์ตี้สระน้ำข้าพเจ้าแดนซ์จนกางเกงยีนส์ซิปแตก
  • ไปงานแต่งพี่จี้พี่เม่นครั้งนี้ได้เพื่อนใน social network เพิ่มขึ้นหลายคนมาก ส่วนใหญ่รู้จักกันตอนกึ่มๆ เพราะนั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มทำความรู้จักกันแม้จะไม่เคยคุยกันเลยก็เถอะ.. ขอบคุณทุกท่านครับ
  • งานครั้งนี้ได้ idol มาหลายคนเลยล่ะครับ ได้แรงบันดาลใจจากคนรอบข้างเยอะอยู่ ท่านๆอาจจะไม่รู้ตัวหน่ะครับ แต่ยังไงก็ขอบคุณมากๆ
  • ขอบคุณพี่ปุ้ย นิช พี่อาร์ท พี่อาร์ม ที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน และคอยดูแลสารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ
  • ขอบคุณพี่เนยที่ร่วมใช้ชีวิตในปายด้วยกัน  และขอบคุณที่ยอมเสี่ยงชีวิตซ้อนมอไซค์ผมด้วย ฮ่าๆ
  • ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกันลงแรงลงไอเดียแต่งแต้มงานแต่งนี้ให้สมบูรณ์ 

และสุดท้าย ท้ายสุดขอขอบคุณบ่าวสาวพี่เม่นพี่แองจี้ที่จัดงานนี้ขึ้นมาครับ.. เอาใจไปเลย.. ประทับใจสุดๆ ^^

 

สุขใจได้ไปปาย

ธีรเดช

Tagged with:
Mar 05

วันสุดท้ายแล้ว วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ในเมืองปายแล้ว.. วันนี้รู้สึกชีวิตลงตัวที่สุดเลย หายป่วยสนิท รู้สึกว่าร่างกายพร้อมที่จะลุยงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่มันก็สายไปแล้วสิเนาะ วันสุดท้ายพอดี เราต้องเหนื่อยอ่อนกับการเดินทางอีกครั้ง อยากอยู่ต่ออีกสักพักจัง

วันนี้เป็นวันแรกที่ตื่นเช้าได้ ฮ่าๆ ตื่นมาตอน 7 โมงกว่าๆ ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟัน แล้วออกไปไล่ล่าหาของกินขึ้นชื่อกัน ไปกินโจ๊กออริจินอล ปาท่องโก๋ และเฟรนช์ฟราย แต่น่าเสียดายไม่ขายง่ะ 

 

กินข้าวเช้าเสร็จก็กลับมาทำงานอีกหน่อย แล้วก็แพ็คของกลับบ้าน ร่ำลาเมืองปายยยยย… 

จัดกระเป๋าเรียบร้อยก็เอาขึ้นรถ Volk ของพี่เม่น แล้วไปกินข้าวกลางวันร่วมกันที่ร้าน Indian Homemade ไปกินแกงเนื้อ แกงไก่ ซุปเห็ด พร้อมกับจาปาตี อร่อยมากกก ^^

กินเสร็จก็ได้เวลารถตู้พอดี ออกจากปาย 14.00 อัดยาแก้เมาไปเหมือนเดิม หลับตลอดทาง ถึงอาเขตเชียงใหม่ตอน 17.00 เป๊ะๆ เลย

ลงจากรถยังเบลอๆอยู่เลย รู้สึกแย่มากมาย.. มันเป็นยาหลอนประสาทหรือเปล่าฟร่ะเนี่ย หมุนหัวไปมาแล้วภาพเบลอไปหมดเลย.. ตอนแรกว่าจะไปกินหมูกระทะต่อ แต่ต้องเข้าเมืองไปไกล ก็เลยไปนั่งชิวๆริมปิงดีกว่า.. โทรไปถามเพื่อน เพื่อนแนะนำให้ไปที่ Good View ก็ไปกัน อีกอย่างเราเคยไป River Side แล้วล่ะ ก็เลยอยากเปลียนที่บ้าง เข้าไปแล้วบรรยากาศดูส่วนตัวดีนะ มีวงดนตรีเล่นสดด้วย ราคาก็แพงนะ เหมือนนั่งกินอาหารในผับ แต่ก็เอาบรรยากาศล่ะ สั่งต้มยำกุ้ง ปลาดุกฟู แล้วก็หลนกุ้ง นั่งกินกันแบบเบลอๆงงๆจากฤทธิ์ยาที่ยังไม่หมด กินเสร็จก็จ่ายตังค์แบบงงๆ แล้วเดินทางอ้อมเมืองแบบงงๆด้วย

ถึงอาเขต 19:50 รถออก 20:00 วิ่งจู๊ดดดเลย.. 10 นาทีนี้ต้องซื้อของฝากและโหลดกระเป๋าด้วย.. เลยต้องแบ่งงานกัน 2 คนช่วยกันทำ ฮ่าๆ สุดท้ายก็ได้ทั้งของฝากและไม่ตกรถ เฮ้อ.. ขนาดวิ่งยังงงๆเลย.. จากนั้นก็ขึ้นรถไปแบบงงๆ เอนเบาะ ปรับเบาะนวด  ปรับหมอนหนุน หัวถึงหมอนก็หลับทันที คร่อกกกก..

ถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 5.30 รถติดในหมอชิตนานเหมือนกัน ลงรถเสร็จก็เข้าห้องน้ำ แล้วต่างคนต่างแยกย้ายกัน สวัสดีกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรของไทย ร้อนมากกกกกกก++

เดินไปขึ้นรถเมล์ที่ bus terminal กลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพตอน 7.00 วู้วววว.. กินข้าวเช้า และอัพเดตข่าวสารเสียหน่อย.. 

จบแล้วสำหรับซีรีย์ Journey de Pai ทั้ง 7 Episodes จะมี Season ใหม่หรือไม่คงต้องคอยติดตามดูนะครับ

ขอแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวพี่เม่นกับพี่แองจี้อย่างเป็นทางการในบล็อกแห่งนี้ด้วยครับ ^^

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ธีรเดช

Tagged with:
Mar 05

หกวันผ่านไปไวเหมือนโกหก ถึงวันนี้อาการป่วยต่างๆจากสภาพอากาศ อาการแฮงค์ และบลาๆ ทุเลาลงจนแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว ซึ่งกว่าทุกอย่างจะลงตัวก็ปาเข้าไปวันท้ายๆของทริป พอร่างกายแข็งแรง ชีวิตมันดูทำอะไรได้มากขึ้นเยอะแยะเลยล่ะ เหมือนที่คู่บ่าวสาวบอก ช่วงแรกๆมันก็จะวุ่นวาย ปรับตัวนู้นนี่ แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว productivity จะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ทำงานได้เยอะกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯมากโข

วันนี้ตื่นมา 8 โมง นู๋เนยก็ไม่ยอมตื่นตามเคย ก็เลยแว๊บออกไปหาของกินหน้าบ้านเสียหน่อย สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เวลาไปต่างจังหวัดก็คือ ไข่ลวก กับ ชานมร้อนๆ เป็นยาโด๊ปดีนักแล กินแล้วรู้สึกปึ๋งปั๋งดึ๋งดั๋งทันที ^^

กินเสร็จก็ออกไปซื้อตั๋วรถตู้กลับเชียงใหม่ แล้วก็เข้าไปปลุกนู๋เนย อาบน้ำแต่ตัวเรียบร้อยก็ checkout ออกจากที่พัก แล้วไป check-in ที่บ้านบ่าวสาวต่อ หุหุ 

วางกระเป๋าเรียบร้อยก็ไปกินข้าวเที่ยงที่ร้าน พอดีไปถึงแล้วทัวร์ลงพอดี ก็เลยรอนานมากกก มาตั้งแต่ก่อนทัวร์ลง จนทัวร์ไปแล้วก็ยังกินกันไม่เสร็จ แต่อาหารอร่อยดีนะ รสชาติกำลังดีไม่จัดไปไม่อ่อนไป และผักที่นี่สดมาก กินแล้วรู้สึกถึงความแตกต่างเลย 

กินข้าวเสร็จก็ไปลุยร้านกาแฟเข้าท่ากันต่อ วันนี้ลองสั่ง mocca ปั่น แต่กินแล้วชอบ cappuccino มากกว่าแฮะ

ซัดกาแฟเสร็จก็กลับเข้าสู่ Pai Valley ไปลุยงานกันต่อ.. แต่ลุยไปได้ไม่เท่าไร คู่บ่าวสาวก็ชวนไปอาบบ่อน้ำร้อนกันต่อ ฮ่าๆกิจกรรมเยอะดีๆ ครั้งนี้จะแช่ให้หน่ำใจเลยล่ะ หุหุ

เตรียมเสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำไปลุยที่นู้นเลย เพราะน้ำที่บ้านไม่ไหล 🙁  

ไปกันที่ Pai Hot Spring Spa Resorts มีอยู่ 3 บ่อให้เลือกระดับความร้อนกันเองเลย จะแช่กี่บ่อก็ได้ สนนราคาที่ 50 บาทเท่านั้น.. พอมาลงบ่อที่นี่ก็ทราบได้ทันทีว่าเป็นน้ำแร่ซัลเฟอร์ เพราะลงไปแช่ปุ๊บกลิ่นไข่เน่าฟุ้งกระจายเตะจมูกเลย แช่ 15 นาที ขึ้นมาอาบน้ำเย็น แล้วลงไปแช่อีก 15 นาที แล้วก็อาบน้ำเย็น  ไปเรื่อยๆ จนรู้สึกร่างกายระอุพอประมาณก็ขึ้นซะ เดี๋ยวจะไม่สบาย 

อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขับรถชมวิวเมืองปาย แล้วไปกินข้าวเย็นกันที่ ร้านผัดไทหน้าวิน ก็อร่อยดีนะ ^^

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว ก็ไล่ซื้อของฝากให้ครบทุกรายการ แถมวันนี้เป็นวันธรรมดาถนนคนเดินเปิดร้านน้อยมาก.. ก็ต้องซื้อเท่าที่มีล่ะ

กลับบ้าน นั่งทำงาน แล้วเข้านอน วันนี้รู้สึกเพลียเป็นพิเศษ สงสัยเพราะไปแช่ออนเซ็นนานไปหน่อย หุหุ

วันนี้ชิวจัดจริงๆ.. 

Tagged with: