Apr 26

เป็นงานที่ค้างคามานานแสนนาน เป็นงานหินที่สุดที่เมื่อคิดว่าจะทำเองก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาทันใด แต่หลังจากให้ช่างมาประเมินราคาแก้งานแล้ว ก็ตัดสินใจได้โดยง่ายกว่ากรูจะทำเอง กรูจะไม่ยอมให้ท่านท่านมาทำชุ่ยๆกับบ้านผมอีกแล้ว

งานที่ว่านี้ก็คือ งานแก้ไขปัญหาไฟกิ่ง และ กระดิ่งประตู้รั้ว ใช้งานไม่ได้ ซ็อตตู้มต้าม เมื่อครั้นผ่านฤดูฝนไป.. ในความคิดแรกที่รู้ถึงปัญหาก็ถอนหายใจยาวๆ..  สายไฟมันฝังอยู่ใต้ดิน ใต้คอนกรีต เราจะไปไล่แก้ปัญหาได้ยังไงว่ะ เรียกช่างมาดู มันก็ไม่สนใจเรื่องแก้ปัญหาหรอก จะเดินสายไฟใหม่ลูกเดียว.. เดินใหม่ก็ต้องทำอะไรบ้างล่ะ แย๊กถนน แย๊กเสา ฝังๆ กลบๆ คือเข้าใจป่ะว่าบ้านใหม่ แล้วจะให้มาเจาะถนนคอนกรีตให้พรุน แล้วมาแก้งานปูนใหม่ มันก็ไม่ไหวว่ะ แล้วตีราคามา 5000 บาท สาดดด.. แม้ว่าตอนนั้นจะจับเงินแสนเงินล้านมาแล้วก็เหอะ ได้ฟังแว๊บแรกอาจจะดูเป็นเงินน้อยนิดเมื่อเทียบกับเงินข้างต้น แต่คิดดูดีๆ มันครึ่งหมื่นเลยนะเว้ย..  ไม่ยอมหว่ะ ก็เลยไม่ทำ ตอนนั้นเชื่อว่า "กูทำได้ดีกว่ามึง กูจะแก้ที่ปัญหา และไม่ต้องมาเจาะถนนให้เป็นตำหนิด้วย" เมื่อมีศรัทธาเยี่ยงนั้น ก็เลยไม่สนใจแล้ว รอเวลาที่เหมาะสมที่จะลุยงานใหญ่กัน (กับคุณพ่อ)

ได้เวลาที่เหมาะสมก็ตอนช่วงสงกรานต์นี่ล่ะ เริ่มจากการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือในการลุยงาน.. ที่สำคัญก็คือ เครื่องแย๊กถนน จะซื้อเครื่องเจาะถนนมาเลยก็ใช่ที่เราไม่ได้จะมารับเหมา ก็เลยซื้อสว่านโรตารี่ 3 ระบบ แบบที่มีแย๊กได้ด้วย เพราะเราเอามาใช้แค่ชั่วคราว ซื้อของ DeWalt มูลค่า 5490 บาท ได้ดอกสว่านโรตารี่มา 7 ดอก (ตอนแรกจะเอา Bosch เห็นช่างใช้กันเยอะ แต่เค้าว่าหลังๆมันไม่ค่อยดีก็เลยไม่เอา) เห็นราคาอย่าเพิ่งตกใจนะว่า แค่สว่านอย่างเดียวราคาแม่งก็เกินที่ช่างประเมินไว้แล้ว จะว่าไปมันก็ใช่แหละครับ แต่จริงๆผมก็ตั้งใจจะซื้อสว่านโรตารี่มาประจำไว้ที่บ้านตัวหนึ่งอยู่แล้วครับ เพราะบ้านใหม่ผมเป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก สว่านธรรมดา เจาะไม่เข้าครับ สว่านกระแทกธรรมดาก็ไม่เข้า ต้องสว่านโรตารี่เท่านั้น ดังนั้นซื้อทั้งทีก็ต้องลงทุนเอาที่มันดีๆไปเลย ^^

 สว่านโรตารี่ใหม่แกะกล่อง

มาเริ่มงานกันเลยดีกว่า.. ขั้นแรกเราต้องหาก่อนว่าท่อไฟมันเดินจากตัวบ้านไปทางไหน พอดีมีท่อส่วนต้นๆฝังไว้ที่ดิน ก็เจาะพื้นคอนกรีตไล่ตามแนวท่อไปเรื่อยๆ แข็งมากกกกกกกกกกกกกกกก.. เจาะจนมือระบม เห็นทีจะไม่ไหว ก็เลยต้องไปซื้อ ดอกสว่านขนาดใหญ่ขึ้น เสียไปอีกหลายร้อย T T แต่เพื่อทุ่นแรงและถนอมเจ้าน้องสว่าน เรายอม!!

 สว่านพร้อมหัวแย๊ก!!

ผ่านไป 1 วัน เข้าสู่วันที่ 2 เราก็เจาะไปเรื่อยๆไล่ตามแนวท่อเหลืองไปเรื่อยๆ ก็จะมาเจอสุสาน ซากสายไฟ ที่ไหม้เกรียม ฝังอยู่ในดิน โอ้วก๊อดด เห็นแล้วอยากจะตะโกนด่าช่างรับเหมาออกไปดังๆ แต่ก็คิดว่ามันคงไม่ได้ยิน ก็เลยออมแรงไว้ดีกว่า หุหุ 

 สภาพสายไฟ เมื่อขุดเจอ

 จัมพ์สายกันแบบว่า…

 ใต้ฐานเสา ไหม้เกรียม

พอเจาะไปเจอต้นตอของปัญหา ก็มองย้อนกลับไปตามเส้นทางที่เจาะมาทั้งหมด แล้วสบถในใจ กรูจะเจาะมาทำไมตั้งนานว่ะ รู้งี้มาเจาะตรงนี้ที่เดียวก็จบแระ สาดดด.. ตรงนี้ก็แค่ปูนธรรมดา ไม่ใช่คอนกรีตด้วย เปลืองแรง เหนื่อยสาดดดด..  สักพัก ฝ่ายดีก็มากระซิบที่หูเบาๆ เจาะไปก็ดีแล้ว จะได้เห็นไงว่าท่อมันยังอยู่ดีมีสุข ไม่แตกไม่รั่ว จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ^^ ปลอบใจกันเข้าไป

 ดูด้วยสายตาละห้อย.. เจาะไปทำไมตั้งยาวฟร่ะ

เมื่อเจอปัญหาที่แท้จริงๆแล้วเราก็ต้องแก้ๆๆๆๆ… ขั้นแรกต้องรื้อสายไฟเก่าที่ร้อยอยู่ในเสาทั้งออกมา ยังดีที่ในเสามีท่อร้อยสายไฟอยู่ ก็แค่มัดปลายสายไฟเก่าด้านหนึ่งไว้กับสายไฟเส้นใหม่ จากนั้นก็ดึงๆ ฉุดๆ จนสายไฟใหม่เข้าไปอยู่ในท่อทั้งหมด ร้อยทั้งท่อไฟกิ่ง และท่อกระดิ่งให้ครบทั้ง 2 ท่อ 

 ท่อร้อยสายไฟในเสา ถ่ายเสยจากใต้ฐานเสา

ร้อยเสร็จก็มาตรวจความเรียบร้อย ของสายไฟเก่าที่เชื่อมระหว่างเสารั้วสองต้นที่ฝังอยู่ใต้พื้นถนนด้วยการมัดปลายสายคู่หนึ่งเข้าด้วยกัน แล้วใช้ Ohm Meter วัดไฟที่ปลายสายคู่นั้นของอีกด้านหนึ่ง ถ้าเข็มกระดิกก็แสดงว่าสายยังดีอยู่ ไม่ขาดใน เช็คอีกคู่หนึ่ง เรียบร้อยดีเป็นอันเสร็จพิธี

 จุดเกิดเหตุ สภาพหลังเก็บศพเรียบร้อย

จากนั้นก็ถึงเวลาจัมพ์ไฟแล้ว ตื่นเต้นๆ ตรวจคู่สาย L N ให้เรียบร้อยว่าเป็นของไฟหรือกระดิ่ง แล้วก็ต่อสายเข้าไปเลย นาทีตื่นเต้นมาถึง สับ breaker ผ่าง!! เปิดสวิทช์ไฟ.. เชดดด ติดแล้ว  แต่ทำไมกระดิ่งกดแล้วมันไม่ดังว่ะ.. ไล่หาสาเหตุไล่ไปไล่มา ตัดสินใจเอาสายไฟมา short circuit เลย.. ทำหน้าที่แทนสวิทช์กระดิ่ง เอ้อ ดังแล้วเว้ย.. ฮูเร่ๆ สรุปว่าสวิทช์เสีย ก็ปั่นจักรยานออกไปตระเวณหาซื้อของ วู้วๆๆ ได้กลับมาเอามาใส่ ติ้ง หน่อง.. ดังแล้วโว้ยย.. จบเสียที ^^

 ซื้อสวิทซ์กระดิ่งตัวใหม่มา โป้วไปรอบนึง รอซ้ำรอบสอง แล้วขัดเก็บสี

เมื่อระบบทำงานได้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ได้เวลาเก็บรายละเอียดงาน.. Junction Box ทั้ง 2 จุด ก็เอาปืน Silicone ยิง seal กันน้ำเข้าให้เรียบร้อย รอยต่อท่อที่มีโอกาสน้ำซึมก็อุดๆเพื่อความชัวร์  ท่อร้อยสายไฟในเสากลัวน้ำซึมเข้าไปขังในท่อข้างล่างก็ยิงอุดมันไปเลย จากนั้นก็เอา เคมีโป้วมาเก็บงานตรงกระดิ่งที่ไปแย๊กหาแนวท่อซะจอเยิน ปูนแตกกระจาย ก็โป้วเก็บให้เรียบร้อย ^^

 Junction Box หลังเสา จุดจัมพ์สายทั้งหมดจะรวมอยู่ในกล่องนี้ ไม่ไว้ใต้ดินแล้ว

 Junction Box ฝั่งตัวบ้าน

ที่ยังเหลืออยู่ตอนนี้ก็เป็นงานเก็บพื้นคอนกรีต ปิดฝังท่อให้เรียบร้อย แล้วก็ทาสีตกแต่งนิดหน่อย ก็เสร็จแล้ว เย่ๆ เป็นงานที่ภูมิใจจริงๆ แย๊กถนนมันส์สาดดดด.. ตอนแย๊กนี่นึกถึงค่ายยุววิศวกรบพิธเลยล่ะ ให้ feel ใช้ค้อนปอนด์ทุบเสาเข็มสำเร็จหน่ะ ^^

 เสร็จเรียบร้อย ^^

<เพิ่มเติม 26 Apr> วันนี้ได้ฤกษ์เก็บงานเทพื้นแล้วครับ ใช้ซีเมนท์เก้าท์ สำหรับงานที่รับน้ำหนักเยอะ เป็นซีเมนท์ประเภทไม่หดตัวครับ (ตอน set ตัว จะขยายตัวเล็กน้อยเพื่อรับแรงได้เต็มที่) ถ้าใช้ปูนก่อธรรมดาเวลาแห้งแล้วมันจะหดตัวทำให้เกิดรอยแยกระหว่างรอยต่อได้ ซื้อมาถุงหนึ่ง 20 Kg ใช้ไปก็เกือบหมดถุงเลย ^^

 ปูน non-shrink

 เสร็จสิ้นจริงๆล่ะ.. ต้องบ่มหน้างานอีก 3 วัน ^^

ขอบคุณ… กล้องมือถือ Nokia N78 ที่ช่วยงานข้าพเจ้ามามากหลาย.. สามารถถ่ายรูปได้ทุกซอกทุกมุมจริงๆ คลุกดินคลุกโคลนมามาก.. เยี่ยมจริงๆ 🙂

ธีรเดช ทำตัวเป็นช่าง รอบที่ n

Apr 20

มีบางสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ข้างใน

มีบางอย่างที่ยังไม่อาจพูดออกไป

มีบ้างบางคราวที่ไม่อยากเก็บเอาไว้

มีบ้างไหมจะได้เอ่ยตามใจเรา

 

ธีรเดช ณ ภาวะอึดอัดใจ

Apr 07

ขณะที่ข้าพเจ้ายังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องบ้านไม่จบไม่สิ้นเสียที ก็ทำให้มองตัวเองย้อนกลับไปในหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เด็ก ที่ต้องทำอะไรล้ำหน้าเกินกว่าสิ่งที่เพื่อนๆในวัยเดียวกันต้องทำ ต้องรับผิดชอบ จนรู้สึกว่า มีบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต ไม่ได้สัมผัสในสิ่งที่คนในวัยเดียวกันได้สัมผัส

นับตั้งแต่เด็กช่วงก่อนเข้า ป.1 ก็คงได้ทำอะไรตามประสาเด็ก เนื่องจากอาจยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก ก็ใช้ชีวิตเด็กจริงๆ แต่เหมือนเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็ว ก็เลยโดนจับเข้าสู่ชั้นป.1 เร็วกว่าเพื่อนๆในรุ่น ตอนนั้นก็น่าจะเกือบ 6 ขวบมั้ง.. ยังวิ่งไล่จับตั้กแตน จับจักจั่นอยู่เลย แต่ก็ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาเสียแล้ว.. ต้องมีการวัดผลอะไรต่างๆนานา และหลังจากเรียนไปได้ไม่ถึงเทอม ก็ต้องย้ายไปกรุงเทพฯ.. ต้องลาจากเพื่อนๆ ลาชีวิตชนบท ลาห้องเรียนตามทุ่งนา เข้ามาสู่ ห้องเรียนในเมือง ห้องเรียนแห่งความวุ่นวายและการแข่งขัน

เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ตอน ป.1 – ม.3 ก็เป็นหัวหน้าห้อง คิดดูนะ.. ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นมา ความคาดหวังต่างๆ กับเด็กอายุ 7 ขวบ.. คนส่วนใหญ่จะบอกว่าดีสิ จะได้ฝึกความเป็นผู้นำ จะได้มีวินัย แต่เด็กอายุ 7 ขวบ เค้าก็อยากมีโลกของเค้า อยากจะทำอะไรในสิ่งที่เด็กๆในวัยเดียวกันพึงได้ทำบ้าง กับการที่บอกว่าเพื่อนๆผิดไม่มีใครยอมรับหัวหน้าโดน จดชื่อคนคุยจดไม่ได้หัวหน้าโดน หัวหน้าไปทำนู้นให้ครูหน่อย ไปทำนี่ให้ครูหน่อย เข้าแถวไม่ทันเวลาหัวหน้ารับผิดชอบ รวบรวมสมุดที่หัวหน้าแล้วมาส่งก่อนวันนี้เวลาเท่านี้ จนบางที ความคาดหวังหรือคำขู่พวกนี้มันก็แทบจะกินกบาลอยู่เหมือนกันนะ ต้องมีสมุดจดตารางงานติดตัวไว้เลยล่ะ โคตรเนิร์ดแต่เด็ก

กลับมาบ้านก็ต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายของที่บ้านอีก ซึ่งจุดๆนี้แหละยิ่งทำให้ข้าพเจ้าจิตตกเข้าไปใหญ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นหัวหน้าห้อง ใช่ มันมี มันได้รับการปลูกฝังมา แต่บรรยากาศภายในบ้านมันไม่ได้เอิ้อให้เด็กชายคนนี้ได้เอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ได้เลย เหตุผลอยู่ไหน แสดงความเห็นไป แล้วการรับฟังอยู่ไหน ตัดสินใจไป แล้วเคยเคารพการตัดสินใจบ้างไหม มีแต่การใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ยังผลให้เกิดแต่การทะเลาะเบาะแว้ง กลายเป็นภาพที่ชินและชา และฝังจำ  มันเหนื่อยมันท้อกับภาวะที่ต้องทำอะไรเป็นคู่ขนานกัน นอกบ้านอย่างนึง ในบ้านอย่างนึง ข้าพเจ้าเหมือนอยู่สองโลก สองสังคม นั่นทำให้ข้าพเจ้ามีบุคลิกที่หลากหลายตามแต่สังคม แต่ก็นะคนโบราณเค้าจะบอกว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า สุดท้ายมันก็เป็นสภาพอย่างงี้ล่ะ…  เรื่องมันเยอะครับ

ผ่านไปจนจบมหา'ลัย ในขณะที่เพื่อนๆได้ไปนู้นไปนี่ ใช้ชีวิตอิสระในวัยทำงาน ในวัยที่อยากได้อะไรก็ได้ อยากเที่ยวไหนก็เที่ยว เก็บสะสมตังค์ได้จำนวนนึง ก็ใช้จ่ายในสิ่งที่สนองนี๊ดตนเองได้ โดยที่เราหาทำเช่นนั้นได้ไม่.. ทุกสิ่งอย่างยังคงอยู่ใน My Wish-List ทั้งกล้อง ทั้งรถ บลาบลา ตั้งแต่เริ่มทำงานข้าพเจ้าต้องทุ่มเวลาที่มีอยู่ไปกับการหาบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวตัวเอง เป็น Checklist อันดับต้นๆเลย ต้องไปคุมช่าง คุยกับช่าง (จะไม่ลงรายละเอียดเพราะบ่นไปเยอะมากในบล็อกเก่าๆ) ทุกอาทิตย์ แบกความหวังของคนในบ้านที่ไม่รู้เรื่องการช่างเสียเท่าไร การเป็นตัวกลางคนในบ้านแบบย่อหน้าข้างบนและคนนอกบ้านเป็นอะไรที่โลกแตกมาก จิตตกมาก.. เพื่อนๆชวนไปเที่ยวไหนก็ต้องขอบาย ขอบายบ่อยๆจนเพื่อนเลิกชวนไปแล้ว..

หลายคนพออ่านมาถึงตรงนี้ก็คงบอกว่า "เช้ดดดด มึงเยี่ยมจะตาย ซื้อบ้านให้ครอบครัวได้แล้ว กูนี่ยังทำงานต๊อกต้อยอยู่ ใช้ชีวิตไปวันๆ แดกเหล้าไปวันๆ กูโคตรจะอิจฉาเลย"  "โหยย.. เรื่องรถเด็กๆ มึงผ่านการสร้างบ้านได้แล้ว อย่างอื่นนี่เรื่องเล็กไปเลยจริงๆ" "เฮ้ย.. เรื่องเที่ยวมึงจะไปเที่ยวตอนไหนก็ได้ มึงทำภาระกิจอันสุดยอดนี้ให้ครอบครัวสำเร็จ แล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย"   ครับ มันก็จริงล่ะครับ.. แต่ประเด็นมันยังอยู่ที่ เราไม่ได้ชีวิตในแบบที่คนอื่นๆในวัยเดียวกันใช้… ความรับผิดชอบ อะไรต่างๆนานา มักจะล้ำคนอื่นไปเสมอ.. มันจะมองว่าเป็นข้อดี ก็ใช่ครับ.. แต่การที่ต้องอยู่กับภาวะอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลยนะครับ…

ธีรเดช ณ 25 ปี 8 เดือน

จดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางความคิด