Dec 15

ขอเจียดเวลานอนสักครู่มาเขียน blog หน่อยนะครับ ไม่ได้เขียนมานานมากเลย งานในมือเยอะแยะไปหมด จะว่าไปแล้วนั่นก็อาจแสดงให้เห็นว่าเรายัง manage เวลาไม่ค่อยดีเท่าไรนะ สงสัยต้อง revise พฤติกรรมการทำงานของตัวเองใหม่แล้วล่ะ

มาเริ่มต้นประเด็นฮ็อตฮิตก่อนเลย ช่วงปลายปีนี้เป็นช่วงที่ชีพจรลงเท้ามากที่สุดตั้งแต่เกิดมาในชีวิตเลยล่ะ มากที่สุดในประวัติการณ์ เดินทางตลอดเวลา เดินทางจนรู้สึกว่าโคตรเหนื่อย จบทริปนู้น ต่อทริปนี้ จบกลับมาก็มีทริปอื่นต่ออีก และไม่ใช่แค่ทริปธรรมดานะเว้ย มันเป็นทริป Backpack ทริปแรกในชีวิตของเราเลยล่ะ เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้แบกเป้เที่ยวต่างประเทศกับเค้าบ้าง ในที่สุดผมก็ทำความฝันเป็นจริงแล้วล่ะครับ

เรามาดูกันดีกว่าว่าชีพจรลงเท้าในช่วงเวลาที่งานเยอะสัดๆมันเป็นอย่างไร

19-28 Nov 2010    Backpack Japan
4-5 Dec 2010    Honda Winter Fest : เขาใหญ่
6-8 Dec 2010    Asia Developer Summit 2010 : Taipei, Taiwan
10-12 Dec 2010    P’Bank Wedding : อุบลราชธานี
 

จริงๆวางแผนว่าจะไป แต่ต้องยกเลิก เพราะงานดันเข้ามาพอดี ต้องลงแรงตรงนี้ deadline ก็ใกล้เข้ามาแล้ว น่าเสียดายจริงๆเลย วางแผนไว้มาเป็นเดือนๆแล้ว แถมลงไว้ช่วงวันหยุดอีก แต่ก็นะ งานของบริษัทก็สำคัญครับ อีกอย่างก่อนหน้านั้นเราก็เดินทางไปเที่ยวเยอะอยู่ งานก็ไม่ค่อยเดินเท่าไร ก็เกรงใจที่บริษัทเหมือนกัน

ลองดูละกันครับ ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ตามแผนนี้ กลับมาผมคงเยินเลยทีเดียว หุหุ จนถึงวันนี้ผมนอนที่บ้านไปแค่ 3 วันเองครับ 10 กว่าวันที่เหลือ คือนอนตามทริปแล้วก็ที่ออฟฟิศ

เริ่มต้นจากทริป ญี่ปุ่น เป็นทริปที่วางแผนมานานแสนนานแล้ว ประมาณ 6 เดือนได้ จริงๆมีความตั้งใจที่ตามล่าความฝันก็คือการได้ไปแบกเป้เที่ยวต่างประเทศอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แล้วบังเอิญช่วงนั้นมีโปรโมชั่นตั๋วราคาถูกออกมาพอดี ก็เลยคุยๆกับเพื่อน สุดท้ายก็ซื้อตั๋วไป

แค่ shot ที่ซื้อตั๋วไป ก็เหมือนเป็นการ commit ตัวเองแล้วว่าจะได้ไปแน่ๆ ตอนนั้นก็ดีใจแล้วหว่ะ มีความหลายอารมณ์มากมายตอนนั้น มีทั้งดีและไม่ดี  ส่วนหนึ่งก็ดีใจที่จะได้ไปแบกเป้เที่ยวต่างประเทศแล้ว ไปเที่ยวด้วยเงินของตัวเองด้วยนะเว่ย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความกลัวเกิดขึ้นมาว่ากรูจะทำได้ป่าวว่ะ กรูจะแบกเป้เที่ยวได้ป่าวว่ะ ตอนนั้นมันมีอารมณ์ไม่แน่ใจในความสามารถของตัวเอง มันเป็นการเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกของเรา มันเริ่มต้นมาจากตอนเด็กๆเลยหว่ะ คือ เนื่องด้วยฐานะทางบ้าน เราไม่เคยได้ไปนั่งเครื่องบินไปไหนเลย ไม่เคยได้ไปต่างประเทศเหมือนครอบครัวอื่น ด้วยอารมณ์ตอนเด็กอย่างงั้น มันก็คิดไปนู้นนี่ ทำไมว่ะ ทำไม พอคิดไปเรื่อย และมันไม่ได้รับการตอบสนองในสิ่งที่เราคิด มันก็ทำให้สร้างกำแพงบางๆขึ้นมา จริงๆมันก็คงไม่ต่างไปกับการสร้าง Secure Zone ให้กับตัวเอง เออไม่ต้องหวังมากหรอกว่ะ ยังไงมรึงก็คงไม่มีโอกาสได้ไปกับเค้าหรอก คนรวยๆเค้าไปกันเว่ย มรึงได้เที่ยวในไทยก็ถมแล้ว เคยพูดให้มามาฟังบ่อยๆตามประสาเด็ก แต่มามาก็คอยปลอบว่า เด็กโตขึ้นได้ทำงานเดี๋ยวเค้าก็ส่งไปนู้นไปนี่เอง คงได้บินกันจนเบื่อ นั่นก็คงเป็นการให้ความหวังวัยเด็กสินะ แต่เราก็หวังนะ

ย้อนกลับมาเรื่องกำแพง นั่นก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หว่ะ จนเราสร้างความคิดฝังหัวไปแล้วว่า มรึงคงไม่ได้ไปไหนหรอก หลังจากนั้นเราก็จะเป็นคนหนึ่งที่เวลาเห็นคนไปต่างประเทศ ก็จะรู้สึกว่า ‘แล้วไงว่ะ’ เห็นเค้าถ่ายรูปสวยๆมาก็ เออสวยดีนะ แต่มันไม่ได้คิดที่จะค้นคว้าว่า มันคือที่ไหนว่ะ ประเทศไหนว่ะ จดๆไว้ เดี๋ยวกรูจะไปตามเก็บ คือมันไม่มีอารมณ์นี้เว่ย จนครั้งนี้เมื่อถึง shot ที่ซื้อตั๋วมา เออว่ะ กรูจะได้ไปแล้ว มันก็กลับกลายเป็นว่า เออแล้วกรูจะไปไหนว่ะ ญี่ปุ่นมันมีอะไรเที่ยวว่ะ มัน blank มาก คือ ไม่มี data อยู่ในหัวเลย ที่ผ่านมา ignore ตลอดเพราะคิดว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางได้ไป น่าขำมั้ยครับ ความคิดของผม 🙂 เพื่อนก็ถามว่าอยากไปไหน เราก็ no idea จริง เพื่อนผมก็คงงง ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียวก็คือ อาหารญี่ปุ่น จริงๆนะ พยายามคิดนะแต่มัน blank มาก เหอๆ

สุดท้ายสักประมาณ 95% ก็เป็นฝีมือของเพื่อนผมล่ะครับ ผมแทบจะไม่ได้ช่วยวางแผนอะไรเลย เวลาไม่ค่อยจะมี แถม data ในหัวก็แทบจะเป็นศูนย์ ถามอะไรมาก็ตอบไม่ค่อยได้ อยากไปไหนก็ไม่รู้ จำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ก็รู้สึกแย่นะ แต่มันก็ตอบไม่ได้จริงๆหว่ะ มันจำไม่ได้จริงๆ

และความกลัวต่างๆเหล่านั้นก็ได้ถูกกำจัดไปเมื่อผมได้เดินทางไปจริงๆ เฮ้ยกูทำได้นะเว้ย แต่ก่อนมึงจะกลัวอะไรกันมากมายว่ะ แม่งก็คนเหมือนกัน สื่อสารกันได้ก็โอเคแล้ว
การที่ผมได้ไป backpack ครั้งนี้ นอกจากจะได้ทำความฝันให้เป็นจริงแล้ว ผมยังได้ทลายกำแพงที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อวัยเด็กไปด้วย ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างเลยล่ะ

ก่อนหน้านี้ผมเคยยก quote หนึ่งขึ้นมา post ใน Facebook

หลังจากผมกลับมาจากทริปนี้ ผมเชื่อแล้วละครับ มันทำให้ผมเติบโตและมีความมั่นใจที่จะก้าวเดินในชีวิตเพิ่มขึ้นจริงๆเลยครับ Smile  มันสัมผัสได้จริงๆ

กลับมาจากญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทำไรมาก รีบระเบิดกระเป๋า แล้วก็ทำงานต่อ ว่าจะเขียน blog ก็ไม่ได้เขียนเลย อยากจะเก็บ moment ช่วงเวลาที่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่ต่างประเทศมากมาย ไว้จะหาเวลาเขียนนะ จริงๆก็ทำใจไว้แล้วล่ะว่าถ้าเขียนมันคงจะไม่สดแล้ว แม้ว่าเราจะมีจด keyword ระหว่างไปเที่ยวอยู่บ้างแล้วก็ตามที

ปั่นงานไปไม่กี่วันก็ต้องเดินทางไปดูคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่แล้ว ไปดู DePaPePe ล่ะ ชอบมากมายเลย ฟังเล่นสดแล้วมีความสุขหว่ะ

กลับมาจากเขาใหญ่ ก็ต้องรีบจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไป Taipei ต่อ นี่ไปในนามของบริษัทครับ ไปร่วมงาน Asia Develper Summit ของทาง Microsoft บริษัทเราต้องขึ้นไปเป็น speaker บนเวที ส่วนเราก็ไปสังเกตการณ์ครับ ภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรงพอ >< 

Business Trip นี้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นความฝันจริงจัง แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้คำพูดของมาม้าข้าพเจ้าเป็นจริงแล้วล่ะ ซึ่งกระผมก็คิดอยู่ในหัวตลอดเหมือนกันว่าอยากมีโอกาสได้ไปต่างประเทศในฐานะของคนที่บริษัทส่งไป ตอนที่ได้รู้ว่าจะได้ไปนี่โคตรจะดีใจเลยครับ ไม่ใช้เพราะว่าจะได้แอบไปเที่ยวนะ 55 แต่ดีใจว่าคำพูดของมาม้าเป็นจริงแล้วนะ ความฝันของเราเป็นจริงแล้วนะ และปีนี้ก็เป็นปีที่ความฝันของเราเป็นจริง 2 อย่างในเวลาที่ไล่เลี่ยกันเลยล่ะ ดีใจจริงๆครับ ผมได้อะไรจากการเดินทางไปต่างบ้างต่างเมืองมากมายเลยละครับ ที่สำคัญคือความมั่นใจในการก้าวเดินต่อไปในชีวิตที่เหลืออยู่นี้ ขอบคุณโอกาสในครั้งนี้ครับ

ธีรเดช ณ วันที่พิชิตความฝันได้สำเร็จ