Feb 27

05:00 
ลากสังขารตื่นมาอีกแล้ว เตรียมตัวเดินทางไกล.. แบก Backpack ขึ้นบ่า ย่องออกจากที่พักในขณะที่เจ้าบ้านกำลังหลับอยู่ เพื่อไปให้ทันรถไฟเที่ยว 06:01

05:45
วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้ใช้ JR Pass และก็เป็นวันแรกที่จะได้นั่ง Shinkansen วู้วๆ ตื่นเต้นๆ เคยฝันไว้ตอนเด็กว่าขอให้ได้อยู่บนรถไฟขบวนนั้นสักครั้ง 🙂 แล้วก่อนไปก็ไปดูเรื่อง Inception แล้วมีฉากบน Shinkansen ก็ยิ่งตอกย้ำภาพในอดีต แต่ครั้งนี้มันไม่เป็นแค่ความฝันแล้วล่ะ ดูฉากนั้นจบก็บอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวกูก็จะได้นั่งแล้วนะ สราดดดดดดดดด ^^

 

ครั้งนี้มาถึงสถานีเวลาเหลือเฟือเลย.. ก็เลยเอาข้าวปั้นที่ซื้อไว้วันแรกมากิน ปรากฏว่า แข็งโป๊ก! ต้องบิเอาแต่ไส้มันมากิน ชีวิตรันทดจริงๆ แล้วไปกดซุปข้าวโพดกระป๋องจากตู้มากิน นั่นทำให้รู้ว่า การที่ได้ดื่มของร้อนๆท่ามกลางอากาศหนาวๆมันช่างมีความสุขจริงๆ นอกจากจะอิ่มอร่อยยังได้คลายหนาวจากกระป๋องของมันอีกด้วย 🙂

 

06:01
จับรถไฟตามเส้นทางดังต่อไปนี้

Shinkoiwa —-> Tokyo (Shinkansen Hikari 501)–> Nagoya (JR Takayama Line)--> Takayama

ซื้อข้าวไปกินบน shinkansen ด้วย มีความสุขจริงๆ 🙂

11:05
ไปถึง Takayama ปุ๊บ ฝนก็เทลงมาปั๊บ ก็หนักอยู่ รีบวิ่งเข้าไปที่พักผู้โดยสาร แล้วหาซื้อตั๋วรถบัสเพื่อไปยังเมืองมรดกโลกที่มีชื่อว่า Shirakawago นั่งต่อไปจาก Takayama ประมาณ 1 ชม. 

ซื้อตั๋วได้ก็วิ่งฝ่าฝนไปยังตู้ locker เพื่อฝากสัมภาระใหญ่ๆไว้ เอาไปเฉพาะที่จำเป็น แล้ววิ่งฝ่าฝนไปหาซื้อร่มที่ร้านค้าแถวๆนั้นต่อ.. จริงๆตั้งใจจะซื้อร่มที่ญี่ปุ่นกลับไปฝากที่บ้านอยู่แล้วล่ะ เพราะมันบางๆพกพาง่ายดี ดูแข็งแรงดีด้วย สุดท้ายก็ได้ซื้อมาใช้ก่อนเลย ฮ่าๆ เลือกสีเขียวอ่อนสดใส เตรียมไว้เป็น prop สำหรับถ่ายรูป ^^ 

11:50
กว่าจะเสร็จเรื่องก็ถึงเวลารถออกพอดี เค้าบอกว่าเส้นทางขึ้น Shirakawago วิวสวย ห้ามพลาด ไอ่เราก็ดูได้แค่ต้นๆ มันไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายก็หลับ ตื่นมาอีกทีก็เกือบถึงล่ะ

12:50
ถึง Shirakawago ฝนยังตกปรอยๆอยู่อ่ะ.. หมู่บ้านมรดกโลกของฉันเปียกแฉะหมดเลย อุตสาห์นั่งรถมาหลาย ชม.. ฝนดันตกได้ซะนี่.. ไม่เป็นไร ลุยโลดดดดดด!! เดินข้ามสะพานแขวนเพื่อเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน 🙂

จุดเด่นของหมู่บ้านนี้คือจะเป็นบ้านไม้ที่สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู โดยมีหลังคาทรงสูงมุงด้วยฟางข้าว ทำมุมกัน 60 องศา เพื่อรองรับหิมะที่ตกในหน้าหนาว จะได้ไหลลงพื้นไม่เกาะหนาหนักอยู่บนหลังคา

ถ้ามีโอกาสได้ไปช่วงหน้าฝนก็จะได้เห็นหลังคาถูกปกคลุมไปด้วยสีเขียวของมอสเต็มไปทั่วบริเวณ

ส่วนในหน้าหนาวหมู่บ้านนี้ก็จะขาวโพลนไปด้วยหิมะ นึกภาพแล้วอยากไปจริงๆ 

เดินๆไปท้องก็ร้องไม่หยุด เออหว่ะ ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยนี่ ก็เลยแวะไปกินอุด้งกับโซบะในหมู่บ้านดูหน่อย รสชาติน้ำซุปก็อร่อยเป็นปกติของที่นี่ แต่ทีเด็ดอยู่ที่เส้นโซบะ อร่อยจริงๆ

 

กินเสร็จก็เดินแวะชมทั่วเมือง แล้วขึ้นไปที่จุดชมวิวท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ด้วยสภาพแสงอย่างงี้ถ่ายภาพออกมาสีตุ่นมากมาย ><

เดินลงมาจากเขา หาอะไรกินนิดหน่อย แล้วก็ได้เวลากลับพอดี ยืนรอรถนิดหน่อย

16:00
นั่งรถกลับ Takayama เหนื่อยๆ ฝนตกปรอยๆ แล้วจะเหลือเหรอ หลับอีกเช่นเดิม

17:00
ถึง Takayama ก็ไปเอาของออกจาก locker แล้ว เดินไปเรื่อย ประมาณ 3 ไฟแดงได้ มุ่งหน้าเข้าสู่ที่พักสำหรับคืนนี้ Minshuku Kuwataniya 

check in แล้วเดิน survey นิดหน่อย ห้องอาบน้ำเล็กมากกกก บ่อแช่ก็โคตรเล็ก จริงๆคนเดียวก็เกือบเต็มล่ะ เคยทำสถิติ 3 คน ฝรั่งอีกคนเดินลงมา น้ำหายไปครึ่งบ่อ >< ดูเค้าจะเขินๆนะ ฮ่าๆ

พักผ่อนนิดหน่อย ก็ได้เวลาไปตามเก็บ checklist สำหรับเมืองนี้ก็คือ ทะแด๊นนนน!!  เนื้อฮิดะ  ราคาเร้าใจ ฮ่าๆ

 

19:00
เดินๆ หาร้านอยู่ในเมืองนี่ล่ะ เต็มไปหมดเลย แต่ไม่รู้จะเข้าร้านไหนดี บังเอิญเดินผ่านร้านนึง ไม่มีคนเลย แต่บรรยากาศมันชวนเข้าไปจริงๆ ร้านตกแต่งได้เรียบมากกกก.. แต่ดูมีอะไรให้ค้นหา ฮ่าๆ..

เดินเข้าไปไม่มีใครเลย พนักงานก็ไม่มี ต้องกดกริ่งหน้าร้าน สักพักก็มีสาวสวยเดินออกมา มาดดูเป็นพวก AE เลย มาถึงก็เสริฟน้ำแนะนำเมนู เห็นราคาแล้วพยายามจะไม่คิดอะไร มาถึงที่แล้วต้องลอง!!

อยากดูราคาเต็มๆกดที่ภาพได้เลยครับ

สั่งไป 2 ชุด HIDAKUNI SET และ OUR BEST BBQ SET พร้อมเบียร์ Takayama 1 ขวด รับออร์เดอร์เสร็จเธอก็เดินเข้าไปในครัว ไอ่เราก็เอามือปาดเหงื่อทันที เฮือกก! กรอบแกรบหนอออ..

 

สักพักคุณเธอก็เดินถือจานมาเสริฟ พร้อมแนะนำวิธีใช้เตาย่าง ชอบเตาจริงๆเลย  แล้วก็เดินวับหายไป คือร้านนี้ทุกโต๊ะจะมีกระดิ่งให้กด ถ้าต้องการเรียกก็กด สรุปร้านนี้มีคุณเธออยู่คนเดียวแน่ๆ เปรี้ยวดีหว่ะ ^^

ตัดภาพมาที่ช่วงการลิ้มรสกันเลย.. 

แค่ตอนที่คีบเนื้อมาลงที่ตะแกรง แล้วได้ยินเสียงซู่ พร้อมกลิ่นอ่อนๆของไขมันที่แทรกอยู่ตามเนื้อแดงค่อยๆละลายออกมาเป็นหยดเล็กๆที่เมื่อสัมผัสกับความร้อนก็ส่งกลิ่นหอมเย้ายวลใจ ทำเอาจิตใจเตลิดไปไหนต่อไหน เฝ้ารอเวลาที่สีแดงระเรื่อค่อยๆเปลี่ยนเป็นเป็นสีน้ำตาลปนเทา พร้อมเส้นไขมันที่เกรียมพอได้ที่ จับพลิกสักนิด แล้วนับ 1 – 10 ช้าๆในใจ จากนั้นก็คีบมาลงจานกระเบื้องเล็กๆที่ราดด้วยซอสบางๆ พลิกสักรอบให้น้ำซอสละเลงชิ้นเนื้อจนทั่ว แล้วก็ถึงเวลาที่ตั้งตารอคอย..

 

จังหวะที่ชิ้นเนื้อกำลังเคลื่อนเข้าปาก กลิ่นหอมก็กระแทกจมูกเข้าอย่างจัง ยังผลให้น้ำลายค่อยๆสอ เตรียมพร้อมเอนไซม์ทั้งหลายแหล่ เพื่อจัดการกับสิ่งที่กำลังเข้ามาในพื้นที่นี้ อ้ามมมมม… อื้มมมมม..

  

มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากจริงๆ เหมือนพวกการ์ตูนเชฟเลยเหอะ แบบว่าตาวิ้งๆ โลกทั้งโลกเปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้า ที่มีวัวตัวน้อยยืนเล็มหญ้าอยู่ ข้างๆมีคนคอยนวดให้ไขมันกระจายแทรกอยู่ตามร่องเนื้อ วิ้งๆๆๆ

ชิ้นเนื้อมันนุ่มมาก กัดเบาๆก็ขาดออกจากกัน เพราะไขมันที่แทรกอยู่ที่เนื้อนี่ล่ะ เคี้ยวเนื้อลิ้มรสก่อน แล้วคีบข้าวคำเล็กเข้าปาก  ตามด้วยสลัดที่ผักสดเว่อร์ พร้อมกับซุปมิโซะ รสชาติกำลังดี และลืมไปไม่ได้ที่จะหยิบแก้วที่ถูกรินให้ปริ่มด้วยเบียร์ของเมือง takayama รสชาติเข้ากันได้อย่างลงตัว.. โอยยยยย มีความสุขมากเลย วิ้งๆๆๆๆ

กินเสร็จก็จ่ายตังค์พร้อมร่ำลาเจ้าของร้านสาวสวย 🙂

แล้วแบตกล้องก็หมดพอดี โชคดีนะที่ไม่มาหมดระหว่างกิน จะเคืองมาก 

กลับไปเอาแบตที่ที่พักแล้วจะเดินออกมาชมเมืองหน่อย ปรากฏว่าเดินกลับลงมาฝนตกหนักมากกกกก ไม่ค่อยอยากลุยเท่าไร นี่เพิ่งวันที่ 4 เองนะ ป่วยแล้วเดี๋ยวจะแย่เอา..  ก็เลยตัดสินใจพักผ่อนอยู่ที่ที่พักนี่ล่ะ นั่งเล่นเน็ต อัพเดตข่าวคราว แล้วก็ไปลงอ่างงงงง สบายใจเฉิบ

 

21:30
อาบน้ำ วางแผนการเที่ยว จดนู้นนี่

00:00
นอน เตรียมพร้อมตะลอนกันต่อในวันรุ่งขึ้น

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Breakfast Boxset

370

Round trip ticket to Shirakawago

4,300

Locker

300

Shirakawago Museum

300

Umbrella

500

Lunch : Udon

700

Hida Beef

3,290

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

กินจิปาถะ

1,320

รวม

11,080

Tagged with:
Feb 27

7:00
ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากเมื่อวานทำให้เมื่อคืนนอนหลับเป็นตาย ตั้งใจจะตื่นแต่ 6 โมง มาอาบน้ำ กินข้าว จะไปดูฟูจิซัง แต่ดันตื่นสายไป ชม นึง เปิดหน้าต่างออกไปดูวิว มีแต่หมอกแฮะ แล้วจะเห็นฟูจิมั้ยเนี่ย รู้สึกกระวนกระวายใจ อุตสาห์มาถึงที่แล้ว ก็เลยล้างหน้าล้างตาแล้วลงไปกินข้าวเช้าที่สั่งไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน หน้าตาดูดีกว่าในเมนูอีกแฮะ มื้อนี้ 700Y ก็โอเคนะ อร่อยดี พอดีอิ่ม

ระหว่างกินก็คุยๆกับเจ้าของร้าน เค้าบอกว่าหมอกมีแค่ตอนเช้าแหละ เดี๋ยวสัก 8-9 โมงก็หายไปแล้ว โอ้วว โล่งอก.. ก็เลยออกไปถ่ายรูปหมอกเก็บไว้หน่อย ถึงตรงนี้แพลนก็ต้องเปลี่ยนเพราะต้องรอให้หมอกหายไปก่อน ทำให้มีเวลาตอนเช้าเพิ่มขึ้น ก็เลยไปอาบน้ำ แช่บ่อสักครึ่ง ชม แล้วก็ออกมา checkout ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม จากนั้นก็ไปจองตั๋วกลับ Shinjuku ตอน 13:40 แล้วก็ซื้อตั๋วรถบัส 2 day trip ใน Kawaguchi-ko ราคา 1000Y แง่มๆ เราอยู่แค่วันเดียวขอครึ่งราคาได้ม้ายยย >< 

ซื้อตั๋วเสร็จระหว่างรอรถก็ชักภาพบริเวณนั้นกันก่อน อ่อ เช้านี้อุณหภูมิประมาณ 6 องศานะครับ หนาวกำลังดี ^^

 

9:30
นั่งรถ Retro Bus Kawaguchi-ko line ไปตามทาง ระหว่างทางก็เจอคนไทยกลุ่มหนึ่ง มา backpack 2 weeks นี่ก็ช่วงกลางๆทริปของเค้าล่ะ (สุดท้ายก็ไปเจอที่สนามกลับไฟลท์เดียวกัน ^^) 

วันนี้เราจะแวะ 3 จุด คือ Lake Kawaguchi, Koyo festival, Ropeway โดยจะไปที่ไกลสุดก่อนแล้วค่อยไล่เก็บย้อนกลับมาเรื่อยๆ จะได้ไม่ต้องตื่นเต้นมากว่าจะตกรถขากลับ

ระหว่างเดินทางก็มองแต่ท้องฟ้า มีแต่เมฆแฮะ ก็ได้แต่ลุ้นว่าไปถึงแล้วจะไม่มีเมฆบัง Fuji View ของเรา

 

10:00
มาถึง Lake Kawaguchi ลงรถปุ๊บ รีบวิ่งไปจับจองที่ถ่ายรูป รู้สึกโชคดีแฮะที่เมฆก้อนใหญ่ก้อนนั้น เคลื่อนออกไปแล้ว เหลือปุยเมฆก้อนเล็กๆ แซมอยู่ในรูป พอสวยงาม ^^ ก็ดีใจล่ะที่ได้เห็น Fuji เพราะหลายคนมาหลายครั้งก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็น มาถึงก็เจอแต่เมฆ ถ่ายๆไปสักพักก็นั่งรถไปยังจุดต่อไป

11:00
ลงที่ Koyo Festival สวยมาก.. เป็นครั้งแรกของทริปนี้ที่ได้เห็น ใบไม้เปลี่ยนสีแบบเต็มๆ ตื่นเต้นๆ ถ่ายรูปกันชุดใหญ่เลยล่ะ เดินไปเดินมา ถ่ายรูปจนได้เวลา ก็ไปรอรถเมล์ เพื่อไปขึ้น ropeway ต่อ ตอนนี้รถเริ่มติดล่ะ รถเมล์เริ่มไม่ตรงเวลา ไอ่เราก็ตุ้มๆต่อมๆเพราะถ้าไม่ทันต้องรออีกครึ่ง ชม เลย.. ในที่สุดก็มา ^^

12:00
ต่อแถวขึ้น Ropeway ไปที่ยอดเขา เป็น Fuji View อีกจุดหนึ่ง แต่ขึ้นไปแล้วมองไม่เห็นอะไรเลย มีแต่เมฆๆๆๆ  นี่ผ่านไปแค่ 2 ชมเองนะ รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ตัดสินใจไปถ่ายที่จุดแรกก่อน อยู่ข้างบนนี้ก็ได้แค่ถ่ายกับเจ้ากระต่ายเซ็ง กับส่องเด็กๆ สาวๆ ทั้งหลาย ^^ ถ้ายังลุ้นว่าเมฆจะค่อยๆเคลื่อนออกไป เราก็นั่งลุ้นจนถึงเวลาอันสมควร ก็ตัดสินใจลงดีกว่า 

 

ลงแล้วก็นั่งรถไปยัง สถานีรถไฟ ไปเอาของจากโรงแรม แล้วก็จัดแจงซื้อน้ำซื้อข้าวกล่อง แล้วก็รอขึ้นรถกลับ Tokyo

 

13:40 
รถบัสออกตรงเวลา ขึ้นรถถึงก็ กินๆๆๆๆ ดูผลงานรูปที่ถ่ายไป จด journal จดค่าใช้จ่าย แล้วก็หลับไปในบัดดล ตื่นขึ้นมาอีกทีก็งุนงงกับภาพที่เห็น เอ๊ะนี่มันกรุงเทพหรือเปล่า.. รถติดบน Highway ติดนานอยู่เหมือนกัน กว่าจะถึง Tokyo ก็ 4 โมงเย็นล่ะ

16:00 
ถึงโตเกียวแล้วววว..  ตามแผนทุกประการ เวลาที่เหลือจากนี้ คือการท่องราตรีในโตเกียว ลุยโลดดดดด.. 

เริ่มต้นที่ Harajuku แหล่งรวมสินค้าวัยรุ่น สยามบ้านเรานี่เอง.. เดินไปตามหาเครปกิน ร้านเครปเต็มไปหมดกินร้านไหนดีว่ะ สุดท้ายก็ไปซัดร้านกระดาษชมพู (รู้สึกว่าจะร้านเดียวกับที่มาเปิด CTW) กินเข้าแล้วรู้สึกว่าไม่อร่อยอ่ะ เนื้อครีมมันด้านมากเลย รู้สึกว่า Aino บ้านเรายังอร่อยกว่าเลย 

ก็เดินๆไปเรื่อยหารองเท้า หาเสื้อ หานู้นหานี่ อ่อ ตามหา Bodywild ด้วย.. ประเทศไทยมันไม่นำเข้ามาแล้วอ่า… แต่สุดท้ายก็หาไม่เจอแฮะ

 

จากนั้นก็ไปต่อที่ Shibuya แหล่งช็อปปิ้งวัยทำงาน ตามเก็บ checklist ตัวเอง นั่นคือ ไปชักภาพกับ Hachiko น่าร้ากกกก.. จากนั้นก็ตามหา Bodywild ต่อ.. แต่ม๊ายมี >< จุดนั้นชักเริ่มสงสัย ว่าคนญี่ปุ่นเค้าไปซื้อที่ไหนกันว่ะ

จากนั้นก็ไปลุยกันที่เมืองใหม่ Odaiba จับรถไฟไร้คนขับ Yurikamome ที่สถานี Shimbashi นั่งเอื่อยๆไปเรื่อยๆ ก็ไปนั่ง Wheel – Tokyo Eye นั่งชมวิว odaiba กับ Tokyo ยามค่ำคืน รอบหนึ่ง แล้วก็ไปต่อกันที่ Venus Fort หาข้าวเย็นกิน แต่ราคาแม่มมมมโคตรแพง..

สุดท้ายไปจบกันที่ McDonald's ด้วยการสรรหาเมนูใหม่ที่ไม่มีในเมืองไทย นั่นคือ Carbonara Burger ก็อร่อยดีนะ ยังไม่ทันได้กินก็ถูกอัปเปหิออกมานอกร้านเพราะร้านปิดพอดี ต้องขอบคุณที่ยังอุตส่าห์ให้ข้าพเจ้าออร์เดอร์นะ นั่งกินไป อ้าว.. ฝนตกอีก แสรดดด..

สุดท้ายก็รีบจรลีจบรถไฟไปชักภาพกับ Rainbow Bridge และ Liberty กันต่อ ถ่ายจนพอใจจนรถไฟหมดไปหนึ่งสาย ก็ยังไม่กลับ ฮ่าๆ ใช้ชีวิตคุ้มจริงๆ สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับดีกว่า ถ้าเกิดไปไม่ทันรถไฟนี่ มีหวังกรอบแกรบกับ Taxi ญี่ปุ่นเลยทีเดียว.. บ๊ายบาย Odaiba กราบ Liberty งามๆหนึ่งที แล้วสะบัดบ๊อบเดินจากไป 

23:40 
กลับไปถึงโทรหาน้องๆให้เปิดประตูรอ.. น้องแต่ละคนก็เป็นห่วงกันใหญ่ นึกว่าตกรถไฟ หรือไม่ก็ถูกจับขึ้นรถตู้ สูญหายไปแล้ว ฮ่าๆ แวะซื้อของกินนิดหน่อยแล้วก็กลับเข้าที่พัก.. จดบันทึกนู้นนี่ จัดเสื้อผ้ากระเป๋าใหญ่เตรียมพร้อมเดินทางอีก combo ใหญ่ทั้งหมด 4 วัน โดยจุดหมายแรกที่เราจะไปคือ Hida-Takayama ฮี่ฮ่าาาาาา.. เนื้อฮิดะๆๆๆๆๆๆ ปู๊นๆๆๆๆ

ก่อนนอนเรากับเพื่อนร่วมเดินทางพร้อมใจกันหันมาถามว่า นี่เราเพิ่งมากันแค่ 3 วันเองเหรอ.. ทำไมมันรู้สึกว่าเดินทางมาประมาณ 7-8 วันเห็นจะได้ เหนื่อยสาดดดดดด..  ว่าเสร็จก็หลับเป็นตายทันที

 

2:00 
หลับปุ๋ย อุ๋ยๆ

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

2 day trip Kawaguchi-ko

1,000

Kawaguchi-ko -> Shinjuku

1,700

Lunch Box

950

Ropeway

700

Crepe

390

1 day trip Odaiba

800

Wheel Tokyo Eye

900

Mc Donald's

680

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

กินจิปาถะ

350

รวม

7,470

 

ปล.. ถ้ามีเวลาแนะนำให้ใช้ชีวิตใน Kawaguchi-ko สัก 2 คืนนะ.. มีอะไรให้เที่ยวเยอะแยะเลยล่ะ 🙂

Tagged with:
Feb 23

04:30 ตื่นมาแต่เช้ามืด ตื่นมาแบบไม่อยากตื่น นอนไปแค่ 2 ชม. เอง แถมตื่นมาก็หนาวสาดดดด หนาวจริงๆ ไม่อยากทำอะไรเลย.. แต่ก็ต้องดึงตัวเองให้ตื่นให้ได้ นี่มึงมาเที่ยวนะเว่ย ไม่ได้มาเปลี่ยนที่นอน เอาหล่ะ จุดหมายที่แรกในวันนี้ ไปดูเค้าประมูลปลากันที่ตลาด Tsukiji ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้องไปรับบัตรคิวกันก่อนถึงจะเข้าไปดูได้ มีอยู่ 2 รอบ 05:00-05:40, 05:40-06:15 และเนื่องจากเกิด accident นิดหน่อย ทำให้พลาดรถไฟเที่ยวแรกไป นั่นทำให้เราไปไม่ทันรับบัตรคิวรอบที่ 2 และไม่ได้เข้าไปดูประมูลปลา โอเคไม่เป็นไร อุตส่าห์ตื่นเช้าตรู่ขนาดนี้ และนี่เราก็ย่ำอยู่ในดินแดนปลาดิบ และยืนอยู่ในสถานที่ที่เค้าว่าเนื้อปลาสดที่สุด ว้าววว.. งั้นเราไปหา sushi กระแทกปากให้หายเจ็บใจกันดีกว่า..

เป้าหมายถัดไปคือ Sushi Dai ในตำนาน ร้านที่ขึ้นชื่อว่าเป็น sushi ที่อร่อยที่สุดในโลก โอก โอก… และแพงที่สุดในสามโลกกกก..  เดินชะแวบไป เชดดด.. ร้านนี้คนต่อแถวยาว ใช่ป่าวว่ะ เงยขึ้นไปดูป้าย สราดดดดดดด… มีแต่ภาษาญี่ปุ่น เชี่ยลืมจดภาษาญี่ปุ่นมาด้วย แต่เพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่า คำนี้แหละอ่านว่า Dai ชัวร์ๆ ณ ตอนนั้น เราก็เดามั่วไปสารพัด เออ คำคุ้นๆ ก็น่าจะใช่นะ พอดีเห็นกลุ่มวัยรุ่นมารออยู่ท้ายแถว ไอ่เราก็เข้าไปถามเพื่อความชัวร์อีกรอบ ว่าใช่ sushi dai หรือเปล่า แล้วเค้าก็ดูงงหันไปหันมาถามเพื่อน แล้วหันมาตอบเราว่า ใช่.. กูไม่รู้ล่ะ กูเชื่อ กูหิว.. แล้วก็ต่อแถว รอแล้วรอเล่า จากฟ้ามืด จนสว่างโร่ 7 โมงเช้า.. รอไป ชม นึงได้.. ก็ได้มายืนอยู่หน้าร้าน เค้าให้เลือกอาหาร ไอ่เราก็ดูเมนู อ่าวห่าน.. ไหน sushi ว่ะ.. แม่งมีแต่ข้าวหน้าปลาดิบ.. ก็เลยถามพนักงานว่า มี sushi มั้ย เค้าก็ตอบว่า โน้ววว พร้อมอมยิ้มเล็กๆ ในใจคงคิดว่า.. "ว่ะฮ่ะฮ่ะ สมน้ำหน้า! พวกมึงจะมากิน sushi dai ใช่มั้ย ต่อแถวผิดร้านล่ะสิ!! ไอ้โง่เอ้ยย.. sushi dai อยู่ซอยถัดไปเว้ยยยยยย แต่มึงไปต่อตอนนี้ก็คงไม่ได้กินหรอกนะ มึงดูแถวซะก่อน ขดเป็นลำไส้เล็กเลย ดังนั้น สั่งร้านกรูมาซะดีๆ ว่ะฮ่ะฮ่ะ" T T

ดูเมนู ดูราคา เหลือบไปเหลือบมา.. เพิ่มอีกนิดเดียวกูก็จะได้กิน sushi dai ระดับเทพแล้วสินะ แต่เอาว่ะ ต่อมาตั้งนานลองดูหน่อย สั่งเมนูถูกๆ รู้สึกจะถูกสุดล่ะ ข้าวหน้าปลาโทโร่ กุ้งหวาน ไข่หอยเม่น ไข่ปลา ไข่หวาน โทโรสับ ถ้วยนี้ 1700Y o_O" ส่วนของเพื่อนข้าพเจ้าจะมี ปลาหมึก หอยเซลล์เพิ่มเข้ามา รู้สึกจะ 2100Y บร๊ะเจ้า..  แต่พอได้กินเท่านั้นล่ะ.. ตาวิ้งๆเป็นประกาย โลกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ปลาทูน่าวิ่งผ่านหน้า หอยเม่นต่อสู้กับหอยเชลล์ ทันใดนั้นตัวระบิดออกมาเป็นไข่หอยเม่นเต็มจอ..  เหยยย ไข่หอยเม่นอร่อยมาก หวานมาก ไม่มีกลิ่นคาวเลย มีความสุข วู้วๆๆๆ สรุปว่า อร่อยนะ แต่กินไปเยอะๆชักจะเลี่ยน มันเลี่ยนตรงไข่ปลาเม็ดโตๆนี่ กัดปุ๊บน้ำกระจายเต็มปาก มันเค็มๆคาวๆ แรกๆก็อร่อยแต่สักพักมันเลี่ยนขึ้นสมองเลย..

ร้านนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมานะ เพราะเห็นเค้าบอกว่าไม่ให้ถ่ายรูป ไอ่เราก็ยังเพิ่งมาใหม่ ก็ปฏิบัติเคร่งครัด แต่สักพักมีฝรั่งเข้ามากิน ถ่ายรูปกันแบบว่าแทบจะคีบมาถ่ายทีละชิ้นกันเลยทีเดียว.. เห็นดังนั้นเราก็เออ ถ่ายบ้างดีกว่า แล้วก้มดูถ้วยตัวเอง ห่าน!! จะหมดถ้วยแล้ว T T สรุป นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ต้องไปขยันอ่านป้ายตัวอักษรเล็กๆที่ติดอยู่ข้างๆร้านมากมาย ซึ่งมักจะห้ามนู้นห้ามนี่ ถ่ายๆไปก่อน เราคือนักท่องเที่ยว ถ้าถ่ายไม่ได้เดี๋ยวเค้าก็บอกเองล่ะ กินเสร็จก็เดินไปสำรวจ sushi dai แล้วสบถกับตัวเองว่า กูจะต้องแดกมึงให้ได้!!

แถวที่ต่อหน้าร้านล้นทะลักจนต้องมาตั้งแถวใหม่ข้างนอก

 

07:30 กินเสร็จเดินเล่นแถวๆนั้นนิดหน่อย หลงทางนิดหน่อยพอเป็นพิธี :) แล้วก็นั่งรถไฟไปต่อกันที่ Imperial Palace เดินขึ้นมา ด้วยความคาดหวังที่จะเห็น สถานีโตเกียว สวยงามคลาสสิค แต่กลายเป็นเจอแต่แผ่น metal sheet เอาเว้ย.. ปิดปรับปรุงกันเข้าไป ช่วงที่กรูมาเนี่ย ปิดกันเข้าไป!!

เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปต้นแป๊ะก๊วยสีเหลืองอร่ามสวยงาม ถ่ายสะพานแว่นตา แล้วก็เดินทางไกลๆๆ แถมทำแผนที่โตเกียวหายอีก ทีนี้เดินดุ่มๆกันเลยทีเดียว แต่ดีเค้ามีแผนที่ตามจุดต่างๆทั่วเมืองอยู่แล้ว ก็เลยไม่ยาก..

 

09:10 แบกกระเป๋าไปต่อกันที่ shinjuku ศูนย์กลางแหล่งคมนาคมใน Tokyo ไปซื้อตั๋วรถบัสมุ่งหน้า Kawaguchi-ko เพื่อไปดูภูเขาไฟฟูจิ

ค่ารถคนละ 1700Y แล้วก็ไปเดินเล่น ถ่ายรูป หาของกิน ดูนาฬิกาเหลือ 20 นาทีรถออก เราก็อุตส่าห์เลือกร้านคัทสึกินง่ายๆแล้วนะ กะว่าคีบๆใส่ถ้วยแล้วเสิร์ฟ แต่บังเอิญลืมไปว่าที่นี่ญี่ปุ่น เค้าบรรจงทอดทีละชิ้นเลยล่ะ  

โอ้ว.. ตอนมาเสิร์ฟนี่ต้องแดกด่วนเลย ปากลวกปากพอง รอ 10 นาทีกิน 3 นาที ที่เหลือวิ่งหน้าตั้งประมาณ 300 เมตรได้มั้ง วิ่งทั้งอิ่มๆนั่นหล่ะ แทบอ้วก!! พอขึ้นรถก็เห็นบรรดาผู้โดยสารน่ารัก หอบหิ้วข้าวกล่องน้ำดื่มจัดเต็ม กลิ่นอบอวลเต็มรถ โอ้วววว เยี่ยม!! This is Japan, you can eat at any place. รู้ไว้ก็ดี.. ทีหลังไม่พลาดแน่ หึ..

11:40 รถออก.. ฟิ้ววววว..  หลับเป็นตายยยยยย.. ><

นั่งรถประมาณ 2 ชม ก็ถึง Kawaguchi-ko

14:00 Check-in ที่ Kawaguchi Station Inn อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟแล้ว ห่างจากเมืองหน่อย แต่เดินทางสะดวกดี ที่พักพร้อมดี ราคาก็ไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับที่อื่น ตกคนละ 4000Y + อาหารเช้า 700Y ( นี่ไม่แพงนะจ๊ะ >< )

สำรวจที่พักเรียบร้อยก็ไป Tourist Center เพื่อวางแผนเที่ยว สรุปจุดหมายต่อไปก็คือ Fuji-Q วู้วๆๆๆ ได้ไปสวนสนุกต่างประเทศแล้วโว้ยยยย…

15:00 นั่งรถไฟไป 1 สถานีก็ถึงแล้ว.. ซื้อตั๋วค่าผ่านประตู (1200Y) แล้วก็ตรงดิ่งไปเล่นเอ้จาไน่ก๋าาา Eejanaika (1000Y) ที่กินเนสบุ๊คเร็คคอร์ดว่า เป็นเครื่องเล่นที่ Twist มากที่สุดในโลก ต่อแถวไป 2 ชม ถึงได้เล่น.. มันส์มากกกกกกก.. ประทับใจ แมร่ง twist ซะจนขากรูไปพาดบนที่วางแขน ลงมาช้ำเลย >< 

เล่นเสร็จออกมา อ้าว.. มืดล่ะ เครื่องเล่นเด็ดๆ 3 ตัวหลัก เพิ่งเล่นไปได้ตัวเดียวเองอ่ะ แง่มๆ ที่เหลืออีก 2 ตัว เค้าก็ปิดคิวแล้วด้วย เสียใจหว่ะ วันนี้เป็นวันเสาร์ด้วย วันหยุด เด็กๆหยุดเรียนจะขึ้นมาเล่นกัน ก็เลยต่อแถวนานมากกกก ถ้ามาวันธรรมดารอไม่นานก็ได้เล่นล่ะ เสียดายหว่ะ..

เดินเล่นๆดูบรรยากาศ แล้วก็ไปเล่น Tondemina (800Y) อีกตัวนึงเป็นคิวสุดท้าย ก็สนุกดีนะ ฮ่าๆ..  รู้สึกยังเล่นไม่คุ้มค่าเข้าเลย แต่ไม่เป็นไร

ของฝากจาก Fuji-Q ฮ่าๆ

ไฟค่อยๆดับลง ประตูจะปิด ก็รีบออกไป อ่าวววว.. ช่องขายตั๋วปิดหมดแล้ว กรูจะกลับที่พักยังไง.. สุดท้ายเค้าให้ขึ้นไปก่อนแล้วไปจ่ายปลายทาง.. โย่ว ได้กลับที่พักล่ะ ^^

19:00 ถึงที่พักนั่งพักนวดขาแป๊บนึง กางแผนที่แล้ว เราก็ลงมติกันว่า คืนนี้เราจะไปอาบน้ำและแช่ Onsen กันที่ Kawaguchi-ko Onsenji ดีกว่า วู้วๆๆตื่นเต้นๆ Onsen ครั้งแรกในชีวิต เป็นครั้งแรกนับแต่วัยสะรุ่นที่จะต้องเปลือยเปล่าต่อหน้าสาธุชนทั้งหลาย มาถึงญี่ปุ่นทั้งทีจะมัวอายอะไรเล่า.. มันก็มีเหมือนๆกันแหละ ต่างกันก็แค่ขนาด หุหุ.. เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็มุ่งหน้าไปทันที.. เดินออกไปท่ามกลางอุณหภูมิ 5 องศา เดินเลาะถนนไปเรื่อยๆ แสงไฟถนนก็สลัวสุดๆ โคตรเสียวรถเฉี่ยวเลย.. เดินโคตรไกลแต่ใจบ่ยั่นเพื่อน้องออนเซ็น เดินประมาณครึ่งชม น่าจะเกิน 3 กิโลนะ..

ไปถึงก็ถอดรองเท้า กดตู้ซื้อบัตร แล้วก็เข้าไปห้องแต่งตัว.. ทะแด๊นนนนน!!

ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป 
ผ่าง!! 
ภาพที่เห็นตรงหน้า นี่มัน นี่มัน!! 
Culture Shock รอบแรกของทริป!..  o_O” 
ในใจคิด มันเดินร่อนกันอย่างงี้เลยเหรอว่ะ >< 
เคยอ่านๆดูก็เข้าใจว่า ก็มีผ้าผืนเล็กๆให้ปิดบ้างอะไรบ้าง แต่นี่แม่งถลาลอยลม แกว่งเป็นเพนดูลัมกันเลยทีเดียว เอาว่ะ เค้าว่ากันว่าถ้ายิ่งอายจะยิ่งเป็นจุดสนใจ ทุกสายตาจะจ้องมอง.. เราก็ต้องเซลฟ์มีของดีก็ต้องงัดมาสู้บ้าง ฮ่าๆ 

เดินเข้าไปก็มองดูว่าเค้าทำยังไงกันบ้าง เพราะแต่ละที่ก็จัดที่จัดทางไม่เหมือนกัน เข้าไปก็ถอดเสื้อผ้าโลด ถอดแล้วใส่ตะกร้าแล้ววางไว้ในช่องที่มีไว้ให้ แล้วเอาผ้าผืนเล็กๆ เท่ากับผ้าเช็ดผมของเรานั่นหละ แต่บางกว่ามากกกก..  เอามาปิดในที่ที่อยากปิด ใครเขินมากก็ปิดหน้าไปเลย ไม่เห็นใครมองชัวร์ๆ เปลือยเสร็จก็เดินเข้าไปในห้อง onsen หลักๆก็จะแบ่งเป็น 2 โซน โซนอาบน้ำ และโซนบ่อแช่ เราเข้าไปก็ต้องไปอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดก่อน มีแชมพู สบู่ ครีมนวด ให้พร้อม อาบเสร็จก็ ได้เวลาลงบ่อ

ที่นี่จะแบ่งเป็น indoor กับ outdoor ด้านในก็จะเป็นบ่อปูนปูกระเบื้องทั่วไป ส่วนด้านนอกก็จะเป็นบ่อหินเปิดประทุนอากาศหนาว มีต้นไม้ประดับโดยรอบ เงยหน้ามองเห็นดาวและเดือน โอยช่างมีความสุขจริงๆเลยครับ ตอนแช่ห้ามเอาผ้าลงไปนะครับ ให้วางไว้ขอบบ่อ แล้วการแช่คือแช่อย่างเดียว ห้ามขัดห้ามถูขี้ไคลโดยเด็ดขาด เสียมารยาทครับ ลงแช่สัก 15 นาทีพอระอุ ก็ขึ้นมาราดน้ำเย็นสักทีนึง จากนั้นก็ลงไปแช่ต่อ สักประมาณ 15 นาทีก็ขึ้นได้ละครับ อย่าแช่นานเกินไป เดี่ยวหน้ามืด และจะป่วยเอาครับ อุณหภูมิในบ่อเค้าควบคุมไว้ที่ 40 องศาครับ ก็ร้อนอยู่ แต่พอเจออากาศหนาวๆที่นั่น แทบอยากจะแช่นานๆเลยล่ะครับ แช่เสร็จก็ไม่ต้องอาบน้ำแล้วนะ ให้น้ำแร่ติดตัวไว้อย่างงั้นล่ะ ออกไปเช็ดตัวเปลี่ยนชุดได้เลย แล้วก็ออกมานั่งกินน้ำ พักผ่อนข้างนอกสักครู่ แล้วก็เดินทางกลับ อีกครึ่ง ชม.. ก็เพิ่งรู้ว่าการแช่ออนเซ็นมันช่วยคลายหนาวได้อย่างงี้นี่เอง แต่กว่าจะกลับไปถึงที่พักร่างกายกระผมก็กลับมาเย็นอีกครั้ง ฮ่าๆ

21:30 เดินกลับถึงที่พัก กินข้าวเย็นที่แวะซื้อระหว่างทาง จด journal จดบัญชี เตรียม plan วันรุ่งขึ้น

23:30 นอน zzZZ

 


ค่าใช้จ่าย

JPY

ปลาดิบ Tsukiji

1,700

Bus to Kawaguchi-ko

1,700

Katsu

620

Fuji-Q

3,000

Kawaguchi-ko Onsenji

800

Station Inn (1 night+bf)

4,700

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

1,480

กินจิปาถะ

1,100

รวม

15,100


 
 
Tagged with:
Feb 12

04:00 ฟิ้วววว.. ตื่นตั้งแต่ ตี 4 จัดของนู้นนี่ แล้วตรงดิ่งไปสุวรรณภูมิ เพื่อไปขึ้นเครื่องบินของสายการบิน United Airline เที่ยวบิน UA882 ไปยัง Narita Airport เครื่องออกตอน 07:15 เวลาประเทศไทย ถึง Narita 15:05 เวลาประเทศญี่ปุ่น (เร็วกว่าไทย 2 ชม) ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 5h, 40m แต่เครื่องออกเร็วกว่ากำหนดไปครึ่งชม ทำให้เราไปถึงเร็วกว่าเดิม แต่กว่าจะไปถึงท้องฟ้าก็เริ่มส้มล่ะ ที่ญี่ปุ่นช่วงหน้าหนาว ฟ้าจะมืดเร็วมาก สัก 5 โมงก็มืดแล้ว ไปถึงวันแรกก็เลยต้องท่องโตเกียวในยามราตรีซะนี่

 

ยอดภูเขาไฟฟูจิสูงทะลุเมฆ ถ่ายจากบนเครื่องบิน ^^

14.30 ถึงสนามบินนาริตะ ผ่าน ตม รวดเร็วดี ผ่านจุด declare ก็ถามแบบงงๆ มาทำอะไร มีกี่กระเป๋า (แล้วไง ก็แค่นี้ล่ะ) เอานู้นนั่นนี่มาหรือเปล่า สุดท้ายก็ปล่อยผ่านมาเพราะไม่รู้จะถามอะไรต่อ

ใครมาญี่ปุ่นครั้งแรกก็จะงงกับแผนที่รถไฟเป็นธรรมดา เยอะสราดดด

เข้าประเทศมาได้สำเร็จก็ถึงเวลามาแลก JR-Pass ล่ะ ได้มาแล้วก็มุ่งหน้าเข้าสู่ที่พักของขลุ่ยซังกับวีนซังรุ่นน้อง CP31 ครับ โดยการจับรถไฟ Keisei Ltd. Exp. จาก Narita ไปต่อ JR-Sobu Line ที่สถานี Funabashi เพื่อมุ่งไปยังปลายทางสถานี Shinkoiwa วินาทีแรกที่รถไฟออกมาจากอุโมงค์ก็คิดในใจว่า เออ.. กูมาถึงแล้วนะสาดด.. กูมาเที่ยวด้วยเงินกูเองนะเว่ย แม้จบทริปจะจนกรอบก็เถอะ แต่คุ้มหว่ะ!! ตอนนั้นยังงงๆอยู่ทำอะไรไม่ค่อยถูก อยู่บนรถไฟก็มองไปมองมาหันไปหันมา ทำ Culture Inspection มองสาวสวยกดมือถือแช็ทเพราะการโทรศัพท์บนรถไฟในญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก เพื่อนผมเคยโดนคุณลุงตบหน้ามาแล้วเพราะดันไม่ปิดเสียงโทรศัพท์แถมยังรับบนรถอีก >< น่าจะ import คุณลุงมาอยู่เมืองไทย แต่ขอแค่จัดการคนคุยโทรศัพท์เสียงดังก็พอล่ะ

อีกโมเมนท์นึงที่อยากบันทึกไว้เมื่อได้ออกจากอุโมงค์.. ห่าน!! ไหนบอกว่าอุณหภูมิ 10 องศาว่ะ กรูก็จัดเต็มมาเลย.. อ้าว แมร่งรถไฟไม่เปิดแอร์ ไม่มี air flow เลยด้วยซ้ำ ประมาณว่าไม่ให้อากาศข้างนอกเข้ามาได้ แล้วไอ่คนญี่ปุ่นก็ใส่ทั้งขนเป็ดหนาๆ overcoat เต็มตัว.. นั่งอยู่บนรถแบบสงบนิ่ง.. ส่วนกรูก็เหงื่อแตกพลั่กๆ ขนาดถอดเสื้อแล้วนะ ยังรู้สึกโคตรร้อนเลย.. คงเป็นมารยาทเค้ามั้ง แต่มันร้อนจริงๆนะ >< แต่ทันใดนั้นเมื่อรถจอดที่สถานีประตูแว๊ปปป… โอ้วว.. “ลมหนาวมาเมื่อไร ใจฉันคงยิ่งเหงา” มากกก.. จนกรูทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว ก็นั่ง culture inspect ไปเรื่อยๆ

อ่อ อีกอย่าง เค้าว่ากันว่า การลุกให้นั่งถึงว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ไอ่เราเห็นคนแก่เดินเข้ามาก็คิดในใจว่าจะลุกให้นั่ง แต่ก็เอะใจว่า culture เค้าเป็นยังไงว่ะ ก็เลยนั่งสังเกตการณ์ดูก่อน เออหว่ะ.. เด็กหนุ่ม เด็กไฟแรงทั้งหลาย นั่งเฉยยยย.. คุณป้าขึ้นรถมาก็ self จัดเสียด้วย ชั้นแข็งแรงอย่าสะเออะลุกให้นั่งเชียวนะ.. แต่จริงๆเค้ามีแยกโซนสำหรับผู้สูงอายุ คนพิการล่ะ ถ้าเค้าเดินไปตรงนั้นจริงๆเราก็ควรจะลุกให้นั่งนะจ๊ะ Smile

17:00 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม ก็มาถึงสถานี Shinkoiwa ไปถึงก็โทรเรียกน้องๆมารับ เดินดุ่ยๆประมาณ 5 นาทีก็ถึงที่พัก ว้าววว.. สวยงาม ขนาดกำลังพอดี ไม่เล็กเกินไม่ใหญ่เกิน ทุกอย่างพร้อม!!

ยืนรอน้องๆมารับ

ระเบิดกระเป๋า นั่งพักวางแผนสักครู่ก็ออกเดินทางตะลอนกันต่อ

18:00 บุก Akihabara — Check point แรกที่ต้องทำคือไปจัดการซัด Chabuton ที่ญี่ปุ่น เนื่องจากเพื่อน รร เก่านัดกันจะไปซัดกันคืนนี้ เราก็ชิ่งมาซัดกันที่ญีปุ่นก่อน แล้ว upload รูปขึ้นไปยั่วเพื่อนๆใน FB วู้วววววว Time Zone WIN!! เราสั่ง Miso Ramen เพราะคนอื่นสั่ง Chabuton Ramen กันหมด ไอ่เราก็ไม่อยากซ้ำ ผลปรากฏว่า เค็มสรัดๆๆๆๆๆๆๆ Ramen ญี่ปุ่นแม่งเข้มข้นมากกก แถมเค็มมากด้วย คิดดูนะเต้าเจี้ยวข้นๆอยู่ในราเมง.. ให้ตายเถอะ เฟลมากกก.. ต้องแอบเอากระป๋องน้ำมาเทใส่ถ้วย ไม่ไหวจริงๆ ปวดไตขึ้นมาทันที ><

เหยือกน้ำ ด้านล่างดำๆนั่นคือถ่านนะครับ ถ่านเป็นก้อนๆเลย แช่อยู่ในน้ำนั่นแล

กินเสร็จก็เดินเที่ยว Akihabara ทุกชั้นเลย เดินดูนู้นดูนี่แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร หาของแปลกๆดูนี่ล่ะ ถ่ายรูปจนเค้าต้องเดินมาห้าม

เสร็จก็ไปเดิน Sex Shop บุกตั้งแต่วันแรกนี่ล่ะ!! มี 7 ชั้น ก็เดินดูแม่งทุกชั้นเหมือนกัน ทีเด็ดทั้งนั้น เดินจนแสบตา เพราะมีแต่สารสังเคราะห์ทั้งนั้น ว่าจะซื้อฝากเพื่อนๆเสียหน่อย แต่เสียใจนะ ไม่ยอมตอบกัน ไอ่เราก็อุตสาห์ถามกลาง wall แต่ไม่มีใคร response ซ้ากกคน เฮ้อๆ อย่ามาว่ากันนะครับ

อ้อมีชั้นใต้ดินอีกชั้นนึงด้วย ของเด็ดๆ แผ่นแบบเป็นหมื่นเยน ดีวีดี เสียงกระหึ่ม ฮ่าๆ มีกางเกงในสาวใช้แล้วด้วย อ้อๆ ชั้นบนสุดมี ตุ๊กตายาง Collection ใหม่ น่ารักมากกกกกก.. คาวาอิ๊ๆๆๆ ฮ่าๆ ดูหื่นมะๆ แต่เดินมากกว่านี้ไม่ไหวแล้วหว่ะ แสบตาจริง ปวดหัวจริง.. ก็เลยต้องรีบจรลีออกออก ทั้งๆที่อยากจะซื้อออกมาสักอย่างสองอย่าง ฮี่ๆ

จากนั้นก็เดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น.. เข้าร้านเกมส์ตู้ไปดู พวกเซียนเล่น arcade กัน แล้วก็ได้เห็น culture อีกอย่าง จริงๆก็คงเหมือนคนไทยแหละ แบบว่าห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี อยุ่เกิน 4 ทุ่ม พอ 4 ทุ่มเป๊ะ ก็มีพนักงานมาสะกิดเด็ก แล้วเด็กก็เดินออกไปอย่างว่าง่าย เออหว่ะ คนเค้ามีวินัยจริงๆนะ

เดินไปเดินทางชักหมดแรง หนาวสาดด้วย.. ก็เลยจับรถไฟกลับที่พักดีกว่า

00:00 แวะ 7-11 หาของกิน ได้มา 3 อย่าง โรลครีมนมสดแสนอร่อย นมสด lawson แล้วก็ ข้าวปั้นสำหรับวันรุ่งขึ้น

กินเสร็จก็อาบน้ำ จดบันทึกรายรับรายจ่าย จด journal วางแผนการเดินทางพรุ่งนี้ จัดกระเป๋าย่อย เพื่อไปค้าง Kawaguchi-ko 1 คืน กว่าจะได้นอนก็ ตี 2 ให้ตายสิ พรุ่งนี้ต้องตื่นให้ทันรถไฟเที่ยวแรกเพื่อไปดูประมูลปลาที่ Tsukiji ตอนตี 04:30 ด้วย โอ้วม่ายยยยยย  นอน 2 ชมเองงงงง

02:30 หลับตา แล้วดิ่งสู่ความฝันทันที

Tagged with:
Feb 11

และแล้วก็ถึงเวลาเขียน blog ไปญี่ปุ่นเสียที ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงมา 2 เดือนกว่าละครับ หลังจากที่กลับมาก็มีคนรู้จักไปญี่ปุ่นกันเยอะมาก หลายคนก็ถามแพลนการเดินทางของผม ค่าใช้จ่ายต่างๆ คือตั้งใจจะเขียนตั้งแต่กลับมาใหม่ๆแล้วล่ะครับ จะได้ให้คนที่วางแผนเดินทาง ได้อ่าพอเป็นแนวทางบ้าง

เนื่องจากเวลาที่ผ่านล่วงมาทำให้หลงลืมไปบ้างก็อย่าว่ากันนะครับ แต่ก็ยังดีที่ตอนเดินทางมีจด Journal ไว้บ้าง ก็จะเอามาถ่ายทอดให้อ่านกันครับ

Blog Series นี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ ถ้าใครต้องการ Trip Plan แบบจริงจัง จับรถไฟที่ไหนกี่โมง ต่อรถที่ไหน ยังไง ก็ Request หลังไมค์ได้นะครับ

ก่อนไป

โคตรจะตื่นเต้นเลยมันเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินที่บินนานที่สุดตั้งแต่เคยบินมาเลย แล้วเป็นการไป Backpack ครั้งแรกด้วย พอดีก่อนหน้านั้นยุ่งๆเรื่องบ้านอยู่ ก็ไม่เลยไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน จะไปนานๆเป็น 10 วันอย่างงี้ไม่ต้องพูดถึง และที่สำคัญคือยังไม่มีตังค์เก็บไปเที่ยว >< ได้เงินมาก็เอาไปลงที่บ้านหมด จนหลังๆรู้สึกว่าเก็บตังค์ไปเที่ยวบ้างเหอะ ดีกว่านั่งทำงานง่กๆ แล้วเอาตังค์ไปจ่ายให้หมอแทน

ทริปนี้เป็นทริป Backpack ครั้งแรกของเรา และอุปกรณ์เดินทางก็มีแค่ Backpack 45+10 ลิตรเท่านั้น ก็เลยต้องไป shopping นู้นนี่เยอะหน่อย และช่วงที่เราไป อากาศก็ประมาณ 5-15 องศา เสื้อหนาวที่บ้านก็ไม่มี เลยต้องหาซื้อเสื้อหนาวติดตัวไว้หน่อย ไปเดิน platinum มา ได้เสื้อหนาวขนเป็ดมาตัวนึงของ Armani 2900 บาทปลอมไม่ปลอมไม่รู้ รุ้แต่ว่าเนียน เป็นอันใช้ได้ ราคาขนาดนี้ก็รู้สึกแพงสำหรับเรา ไปแค่ครั้งเดียวไม่คุ้มแน่ๆ ซื้อมาแล้วก็ต้องหาที่อื่นไปอีกโว้ยยยยย บังคับตัวเองไปในตัว ^^ เดินไปเดินมาก็ได้เสื้อหนาวบางๆมาอีกตัวเอาไว้กันลม เผื่อไม่ได้หนาวมาก แล้วก็จะได้เอามาใส่ในเมืองไทยได้ด้วย เดินไปเดินมาก็ได้เสื้อแขนยาวมาอีกตัว เผื่อหนาวเกิ๊น เอาว่ะ ไม่เคยไปนี่หว่า ก็เตรียมไว้ก่อนละกัน

เอาล่ะ เหลืออะไรอีก อ้อ รองเท้าผ้าใบที่ support เท้าดีๆ ก็ไปได้ Nike Air Max+ มาคู่นึง 2100 บาท เป็นรองเท้าที่แพงที่สุดตั้งแต่เคยซื้อมา >< แต่ยอม.. ครั้งนี้ยอมรับว่าจ่ายค่าเตรียมตัวไปเยอะมาก.. แต่ยอมจริงๆนะ ประหยัดมาก็เยอะ ขอซื้อของดีๆไว้ใช้เองบ้างเหอะ ^^

หมดยังว่ะ.. อ้อ ยาประจำตัว ก็ยาทั่วๆไปที่คิดว่าจำเป็นในการเดินทาง พารา แก้ท้องเสีย แก้แพ้ แก้เมารถ แก้อักเสบ และก็อุปกรณ์ทำแผลทั้งหลาย พลาสเตอร์  จบไปสำหรับยา และที่สำหรับสำหรับ backpacker ที่ไม่ค่อยเตรียมไปกันคือ กรรไกรตัดเล็บ ใช้ประโยชน์ได้มากโข ลดอาการบาดเจ็บได้ดีเลยล่ะ ยิ่งไปต่างบ้านต่างเมืองอาการแห้งหนังลอก เดินเยอะเล็บขบเล็บฉีก ทริปนี้ได้ใช้เยอะมาก

เอ.. มีไรอีก Money Belt เอาไว้ใส่ตังค์ที่ต้องการเก็บไว้ มันจะเก็บไว้แนบชิดตัวเลยหล่ะ ติดตัวเราไปทุกที่แม้ตอนนอน ส่วนใหญ่เค้าจะใส่ไว้ระดับกางเกง อยู่ระหว่างเกงในกับกางเกง หรือบางคนกลัวหายจัดๆ ก็ไว้ในเกงในเลยไม่หายชัวร์ ถ้าจะหายจริงๆคุณคงโดนข่มขืนไปก่อนแล้ว

หลักๆก็มีเท่านี้ แต่สำหรับการไปญี่ปุ่นจะมีพิเศษที่ต้องเตรียมตัวคือซื้อ JR-Pass ใช้สำหรับขึ้นรถไฟ เรือ รถบัสต่างๆนานาในเครือ JR เราซื้อแบบ 7 วันมา ก็จ่ายไป ประมาณ 10,xxx บาท

เมื่อของพร้อม กายพร้อม วีซ่า เจอาร์ ตังค์ พร้อม เราก็ไปลุยเจ้แป้นได้ โกกกกกกก!!!

Tagged with: