Aug 30

วันนี้วันสุดท้ายแล้วยังไม่อยากกลับเลย ตื่นมาก็จัดแจงแพ็คของ แล้วออกไปเดินเล่นแถวๆที่พัก สถานี JR-Shinkoiwa

เดินไปที่มอลล์แถวนั้นหาอาหารเช้ากิน พวกร้านอาหารส่วนใหญ่จะยังไม่เปิด ก็เดินๆไป ซื้อข้าวปั้นเดินกินไปเรื่อย เดินไปจนสุดย้อนกลับมาก็มาเจอร้านเทมปุระร้านหนึ่ง ก็เลยแวะเข้าไป

สั่งอุด้งเทมปุระอร่อยมากก ทั้งเส้นทั้งน้ำอร่อยมาก มีความสุข ประทับใจมากกก

 

กินเสร็จก็เดินเล่นอีกนิดหน่อย แล้วก็กลับมาที่พักเตรียมตัวโบกมือบ๊ายบายบ้านพักของน้อง บ๊ายบาย Shinkoiwa บ๊ายบายโตเกียว บ๊ายบายญี่ปุ่นสุดที่เลิฟ ^^

ลากกระเป๋าจับรถไฟไปต่อ Narita EXpress สุดไฮโซ(มั้ง) จากนั้นก็ checkin แล้วก็ shopping duty free กันอย่างสนุกสนาน ใช้เหรียญให้หมดกระเป๋า shop จนวินาทีสุดท้าย แล้วก็วิ่งมาขึ้นเครื่อง UA กลับเมืองไทย วู้วๆๆ

พอถึงเมืองไทย ทันทีที่เท้าเหยียบพื้นดิน คำแรกที่ อุทานออกมา คือ “เมืองไทยร้อนมากกกกก”

ฮ่าๆ แรดมะ…  

ตัดจบอย่างไร้เยื่อใย

 

เจแปนเราชอบนายมาก เรารักนายมาก ถ้ามีโอกาสเราจะไปเยี่ยมนายอีกอย่างแน่นอน 😉

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Tempura

650

Shopping Royce & Tokyo Banana

9,594

Kit Kat

390

Cocoa&Almond

700

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

กินจิปาถะ

926

รวม

12,260

Tagged with:
Aug 30

วันนี้จะเป็นการเที่ยว Tokyo เต็มวันครั้งแรกเลย 55 หลังจากเมื่อคืนกลับไปนอนที่ห้องของรุ่นน้อง พร้อมกับเพื่อนข้าพเจ้าอีกคนหนึ่ง ในที่ประชุมตกลงกันว่าจะไปแก้มือ Sushi Dai อีกรอบ ครั้งนี้ให้เจ้าถิ่นพาไปรับรองว่าไม่มีมั่วชัวร์ วันนี้จึ่งต้องตื่นแต่เช้ามืดอีกครั้ง เพื่อไปต่อแถวร้านซูชิในตำนาน ก็กะไว้ว่ากินแล้วจะลอยได้เลยทีเดียว

ไปต่อแถวตั้งแต่ 5:30 จะบ้าเหรอออ!! เออ กรูไปต่อแถวตั้งแต่ตีห้านี่ล่ะ เพื่อรอกินซูชิ เคยได้ยินคนที่ไปมาบอกว่าต้องต่อแถวนานถึง 3 ชม กว่าจะได้กิน ในใจตอนนี้ก็คิดว่าจะนานเท่าไหร่กรูก็จะกิน กรูมาถึงที่แล้วยังไงก็ต้องซัดให้ได้ ราคา 3900 JPY กรูยอมมมม!!

เหมือนโชคเข้าข้างยืนรอแค่ ชั่วโมงกว่าๆก็ได้กินแล้ว เย่ๆ

จัดไปครับ

 

หลังจากที่กินกันเสร็จ เราก็นั่งรถไฟไปฮาราจุกุ เข้าวัดกันหน่อยค้าบบ ไปลุยกันที่ Meiji Jingu ร่มรื่นมากมายจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในกลางเมืองที่วุ่นวายอย่างงี้ เดินเข้าไปแล้วเหมือนอยุ่กันคนละโลกเลยจริงๆ

เดินเสร็จก็ไปนั่งกินที่ร้าน Choco Cro กันหน่อย จัดกาแฟกับครัวซองส์ช็อคโกอันนึง แล้วก็พักงีบกันเก็บแรงเอาไว้ลุยต่อ

เที่ยงตรงก็ได้เวลานัดกับเพื่อนเก่าที่มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ก็จัดเต็มไปอีกหนึ่งดอกครับ สุกี้ชาบู ราคาก็จัดเต็มเช่นเดียวกัน ><

กินเสร็จก็แยกย้ายแล้วก็ไปดู Koyo กันต่อที่ Rikugien garden แต่พอไปถึงแล้วคนเยอะอ่ะแถมเก็บตังค์ด้วย และที่สำคัญสุดคือเริ่มเอียนกับใบไม้เปลี่ยนสีแล้วก็เลยตัดสินใจไม่เข้าดีกว่า

 

เปลี่ยนแผนไป Shopping ของฝากกันที่ตลาด AMEYOKO ถนนข้างๆสถานี Ueno ราคาถูกดี shop กันกระจายเลยทีเดียว

shop เสร็จก็นั่งรถไฟกลับไปเก็บวัด Asakusa กันต่อ

จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่โคมไฟสีแดงอันใหญ่เบ้อเริ่มนี่ล่ะ

จบจากวัดโคมแดง ก็ลากสังขารที่เหลือไปต่อกันที่ Tokyo Tower ไหนๆก็มาถึงแล้ว ก็ตีตั๋วขึ้นไปดูวิวเมืองยามค่ำคืนหน่อยสิ๊

 

โว้วววววว…

 

กลับเข้าที่พัก จบวันด้วยความอ่อนล้ามากถึงมากที่สุด พรุ่งนี้ต้องกลับแล้วสินะ แงๆ

 

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Sushidai

3,900

Sukiyaki with Friend

1,880

Choco Croissan

430

Water front Umbrella

1,040

Souvenir

1,978

Tokyo Tower

820

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

กินจิปาถะ

561

รวม

10,609

Tagged with:
Aug 30

ตื่นมาแต่เช้าเช่นเคย ล้างหน้าแปรงฟัน ลงมาเช็คเอาท์พร้อมโบกมือร่ำลา Osaka เพื่อจะเดินทางต่อไปยัง highlight ของทริปนี้ นั่นคือ Obara แห่งเมือง Toyotashi สถานที่ Unseen in Japan ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นเองก็ยังไม่รู้จัก รวมถึงการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วย – -“

หลายคนอาจสงสัยว่ามัน Unseen ยังไง มันคือสถานที่ที่มีต้นซากุระพันธุ์พิเศษที่จะบานปีละ 2 หน คือช่วง Hanami และอีกครั้งคือช่วง Koyo ใบไม้เปลี่ยนสีนั่นเอง เมื่อคุณได้ขึ้นไปแล้วคุณจะมองเห็นดอกซากุระบานพร้อมกับใบไม้เปลี่ยนสี หาดูที่ไหนไม่ได้แล้ว

สิ่งที่กลัวมากที่สุดในการเดินทางไปครั้งนี้คือ กรูจะเอาชีวิตรอดไปถึง Obara ได้หรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบมาคือยิ่งระยะทางไกลจากแหล่งท่องเที่ยวเท่าไร ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษก็จะลดลงไปด้วยเท่านั้น และพวกป้ายบอกทางต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษก็จะลดลงๆไปเรื่อยๆด้วยเช่นกัน

 

เริ่มออกเดินทางจาก Osaka ไปยัง Toyatashi ตามเส้นทางข้างล่าง นี่เฉพาะรถไฟนะ เห็นแค่นี้ก็แทบจะลมจับแล้ว แต่ไปถึง Toyotashi แล้วก็ต้องนั่งรถบัสไปต่ออีก โอ้ววว ทรหดจริงๆ

แค่ตอนที่นั่ง Shinkansen ไป Nagoya ก็แทบจะกรี๊ดไปหนึ่งรอบ เมื่อทั้ง 2 คนที่เหนื่อยอ่อนจากการเดินทางไป Hiroshima เมื่อวาน พร้อมใจกันหลับโดยที่ไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หรือว่าตั้งแต่หลับลึกจนไม่รู้ตัวก็ไม่รู้  ใครที่เคยนั่ง Shinkansen ก็จะทราบดีว่าก่อนถึงสถานีก็จะมีดนตรีขับกล่อมเบาๆ เพื่อให้ตื่น แต่หารู้ไม่ว่าดนตรีเหล่านั้นยิ่งจะขับกล่อมให้เราหลับดำดุิ่งมากยิ่งขึ้นอีก..  จนกระทั่งมีคนเดินผ่านแว๊บหัวไปมา วุ่นวายไปหมด ก็ทำให้เรารู้สึกตัวและมองไปรอบๆ.. เอ๊ะ รถไฟจอดอยู่ แล้วนี่มันที่ไหนว่ะ!! พยายามมองไปมองมา แต่ก็ไม่เห็น สักพักเพื่อนเราตั้งสติได้ ก็สะกิดแล้วก็บอกว่า ลงเร็ว!! ไอ่เราก็ตาลีตาเหลือกวิ่งแบกของกันจ้าละหวั่น และเมื่อวิ่งไปถึงบริเวณประตู่ สัญญาณปิดประตูก็ดังขึ้น และทันทีที่ขาข้างสุดท้ายพ้นประตู.. ประตูก็ค่อยเลื่อนมาปิดดังปังทันที.. ณ เวลานั้น ตื่นเต้นมาก ก็คิดกันอยู่ว่าถ้าเมื่อกี้ออกมาไม่ทัน ใจฉันคงล่มสลายเป็นแน่แท้ และคงจะรู้สึกเฟวกับทริปนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

มาถึง Nagoya ก็นั่งรถไฟไปอีก 3 ต่อก็ไปถึง Toyotashi จากนั้น ก็วิ่งไปหา Tourist Center เลยทันที และนี่คือสิ่งที่พิสูจน์คำกล่าวข้างต้นได้อย่างดี นั่นคือ ที่ Tourist Center ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย โอ้วมายก็อดดดด.. แต่จิตวิญญาณอาชีพบริการของคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวัง เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเต็มที่เลย พยายามสื่อสารกับเราเต็มที่ทั้งภาษามือ ภาษากาย สีหน้าและท่าทาง แต่ที่ประทับใจเด็กภาคคอมพ์อย่างเราๆมากที่สุดก็คือ เจ้าหน้าที่งัดไม้เด็ดด้วยการเข้า Yahoo Translate แล้วแปลภาษาญี่ปุ่น เป็นอังกฤษให้เราอ่าน.. อ่านจบก็หัวเราะกันยกใหญ่ น่ารักดีกว่า คนญี่ปุ่น ประทับใจ ^^

หลังจากเสร็จจาก Tourist Center ก็ไปนั่งจิบกาแฟโซ้ยเบอร์เกอร์รอเวลารถบัสออกที่ Lotteria เสียหน่อย กินเสร็จก็ฝากของใน Locker แล้วรอเวลารถบัสมา

จากที่สังเกตภายในเมือง Toyotashi แห่งนี้ มันมีแต่ Toyota จริงๆแฮะ แบบว่ามีโชว์รูมแยกเป็นรุ่นๆเลย โชว์รูม Camry ผ่านไปอีกนิดก็เป็นโชว์รูม Altis ไปอีกหน่อยก็เป็น Lexus แล้วรถส่วนใหญ่ที่ขับในเมืองนี้ก็คือ Toyota เราเข้าใจแล้วล่ะ ว่า Toyota มันเกิดมาจากเมืองไหน 555

นั่งไปเรื่อยหลับเรื่อยตื่นมาดูทางเรื่อยๆ อยากจะบอกว่ารถขับช้ามากกกก 60Km/hr ได้มั้ง เมืองนี้มีแต่คนแก่เหอะ ถ้าดูจริงๆระยะทางไม่ไกลมากแต่ใช้เวลาตั้ง 1 ชม.. โอ้ววว..

ไปถึงแล้วก็จะได้ยลภาพแบบนี้ละเอออออ..

ดูจุดแรกเสร็จก็นั่งรถมาที่อีกจุดหนึ่ง เป็นจุดที่เค้าจัดเทศกาลพอดี เราก็เปรมละ ซัดของกินไปซะเรียบ อร่อยมากกก อิ่มมากกก..  ระหว่างที่เราเดินไปซื้อทาโกะยากิ สักพักคนขายก็พูดภาษาญี่ปุ่นด้วยสีหน้าประหลาดใจใส่หน้าเรา เหมือนจะถามอะไรสักอย่าง เราก็ไม่รู้เรื่อง ก็ถามอยู่อีก 2-3 ครั้ง สักพักคนอื่นๆที่เดินมาก็พูดอะไรกับคนขายไม่รู้แล้วก็ถามด้วยคำถามเดิมแต่เป็นภาษาญี่ปุ่นและสีหน้าประหลาดใจเหมือนเดิม เราก็ไม่รู้แล้วก็จ่ายตังค์ออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย จากการจับสีหน้าแล้วโทนเสียงก็เดาๆได้ว่า..  อ้าว หนูๆเป็นนักท่องเที่ยวเหรอ ไม่ได้เป็นคนญี่ปุ่นหรอกเหรอ มาจากที่ไหน แล้วมาที่นี่ได้ไง รู้จักด้วยเหรอ อะไรประมาณนี้ เพราะน้อยคนนักที่จะรู้จักที่นี่ และรถที่เรานั่งมาก็มีแต่คนญี่ปุ่นทั้งนั้นเลย แบบว่าคนแก่ๆนัดกันมาเที่ยวอ่ะ ไอ่ที่เราแปลมาอย่างงี้เพราะมันมีร้านอื่นด้วยที่ถามอะไรแบบนี้ แต่เค้าพอพูดภาษาอังกฤษ ก็เลยคิดว่าเราคงเป็นคนแปลกในที่นั้นแหละ 55

หลักจากกินและถ่ายรูปจนหนำแล้วก็รีบลงไปรอรถเพื่อกลับไปยัง Toyotashi

จับรถไฟกลับไปทางเดิม แล้วก็นั่ง Shinkansen กลับโตเกียวแล..

 

กลับไปถึง Tokyo ด้วยความเสี้ยนอยากแช่ออนเซ็นอีก ก็เลยบุกไปยัง Odaiba อีกรอบ ก็ได้แช่สมใจสบายอุรา การแช่ออนเซ็นในอากาศหนาวๆเช่นนี้มันมีความสุขจริงๆเลย แช่จนลืมเวลารถไฟ ออกมาก็เลยวิ่งหน้าตั้งเพื่อจับรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้านพัก วู้วววว สุโค่ยยยยย

 

เรื่องราวการเดินทางและที่มาที่ไปโดยละเอียด รวมถึงรูปสวยๆงามๆ ไปติดตามจาก blog ของเพื่อนกระผมได้เลยครับ  http://roparat.com/2010/12/obara/

 

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Hotel Coms Osaka (15000/2)

7,500

Nakatsu -> Shin Osaka

200

Tsurumai -> Toyota

710

Locker (300/2)

150

Bus from Toyota to Obara1

600

Obara1 to Obara2

200

Obara2 to Toyota

600

Toyotashi -> Nagoya

740

Locker at Odaiba Onsenji (200/2)

100

Lotteria at Toyota

480

Odaiba Onsenji

1,480

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

1,370

กินจิปาถะ

1,838

รวม

15,968

Tagged with:
Aug 29

วันนี้มุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปยัง Hiroshima เมืองที่ถูก Atomic Bomb เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้คน 2 แสนคนเสียชีวิตในทันที  และนาฬิกาของเมืองนี้ ก็ได้หยุดเดินเมื่อเวลา 8:15 น. ของวันที่ 6 สิงหาคม 1945

วันนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทัน shinkansen รอบแรกตอนหกโมงเช้า ใช้เวลาเดินทาง 92 นาทีก็ไปถึง Hiroshima จากนั้นต่อ JR-Sanyo line ไปลงที่ Iwakuni แล้วต่อรถบัสอีกทีเพื่อไปสะพาน Kintaikyo สะพาน 5 โค้งที่สร้างขึ้นมาเพื่อข้ามแม่น้ำ Nishiki

เสร็จจากท้าลมหนาวบนสะพานก็นั่งรถบัสออกมา แล้วต่อ JR สายเดิมย้อนกลับมาที่สถานี Miyajimaguchi เพื่อข้ามไปยังเกาะ Miyajima ที่มีมรดกโลกอยู่นั่นคือเสาโทริอิกลางน้ำ ถ้าจะมาเที่ยวก็ลองเช็คระดับน้ำขึ้นลงให้ดีๆ เพราะที่นี้จะสวยสุดเมื่อน้ำขึ้นสูงสุด

ถ่ายรูปเสร็จก็แวะหาอาหารกลางวันกินแล้วก็ได้เวลาเขียน postcard ส่งไปให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทั้งหลาย ปั่นกันบ้างคลั่งมาก เพราะยังมีที่เที่ยวอื่นๆต่อคิวอยู่เพียบ

 

ไปต่อกันที่ Hiroshima Peace Memorial Park สถานที่รำลึกเหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์ถล่ม เป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจมาก เข้าไปดูไม่เบื่อเลยล่ะ แต่น่าเสียดายที่มีเวลาไม่มาก เลยเดินได้ไม่ค่อยละเอียดเท่าไร

ขากลับแวะลงที่ Kobe กะว่าจะไปหาร้านเนื้อย่างโกเบกินเป็นอาหารเย็น แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องไปหาที่แหล่งไหน ไม่ได้หาข้อมุลมา สุดท้ายก็เข้าร้านข้าวหน้าเนื้อถูกๆกิน แล้วก็นั่งกลับ Osaka แล้วก็หลับเป็นตาย เก็บแรงเตรียมไป Unseen in Japan ในวันรุ่งขึ้น

 

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Breakfast from Store (800/2)

400

Bus to Kintai Kyo

480

Kintai Kyo crossing bridge ticket

300

Miyajima

400

Tram

325

Museum

50

Oyster

250

Oyster Rice for Lunch

1000

Postcard

360

Postal Service

280

Dinner

480

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

630

กินจิปาถะ

430

รวม

5,385

Tagged with:
Aug 29

ตื่นแต่เช้ารีบจับ Shinkansen ไป Kyoto แล้วนั่ง JR-Sagano ต่อไปที่ Arashiyama เด็กนักเรียนเต็มรถไฟเลย การเดินทางที่ญี่ปุ่นนี่มันพร้อมจริงๆ จะไปไหนก็จับรถไฟกับเดินๆๆ ให้น่องโตๆๆ

นั่งดูวิว นั่งหลับไปเรื่อยๆ ก็ถึง เดินจากสถานีไปสัก 10 นาทีก็ถึง สะพาน Arashiyama วิวสวยดี แต่เสียดายมาช้าไปหน่อย ใบไม้เปลี่ยนสีส่วนใหญ่เริ่มแห้งหมดแล้ว กลายเป็นสีหม่นๆแทน

เดินเล่นๆจนทั่ว แวะกินโซบะราคาประหยัดเป็นอาหารเช้า พอได้เวลาอันสมควร ก็นั่งรถไฟกลับเข้าเมืองกะให้พอดีกับเวลาวัดในเมืองเปิดพอดี

 

ถึง Tokyo ก็ขึ้น JR Nara Line ไปลงที่ Tofukuji กันต่อ ใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ถือว่าสมบูรณ์มากที่สุุดเลย สีสด สวยมากก

 

ดูเสร็จก็ไปดูสวนหินกันต่อ

 

จากนั้นก็ไปลุยกันต่อที่วัดทอง Kinkakuji  เดิน เดิน เดิน กินติม

กินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารจีนแถวๆนั้น รสชาติงงๆ

แล้วก็เดินไปตามเส้นทางสายนักปราชญ์ เดินชิวๆไปเรื่อยๆ ก็กะว่าไปถึง Eikendo ก่อนมืดพอดี แสงกำลังสวย

แต่เดินไปเป็น ชม ก็ชักรู้สึกแปลกๆ ไม่ถึงซะที ชักจะนานเกินไปล่ะ เดินไปเดินมาเจอป้ายรถเมล์ ก็เลยแวะไปส่องสายรถเมล์หน่อย ส่องไปส่องมาเทียบกับแผนที่ตัวเอง โอ้ว เยดเคร็ก กรูเดินผิดทิศ เดินย้อนกลับมาทิศเหนือ แล้วมันจะถึงม้ายยยย

สรุปก็ต้องนั่งรถเมล์แทน ขึ้นรถเมล์ไปก็เจอเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เชี่ยยย.. ตั๋วรถเมล์รายวันหายไปไหนฟร่ะ เพิ่งนั่งไปเที่ยวเดียวเอง สรุปหายไปจริงๆ ต้องซื้อบัตรใหม่อีกใบ >< แงๆ เปลืองตังค์หว่ะ

สรุปสุดท้ายก็ได้ไป Eikendo ตอนสิ้นแสงแทน ก็สวยไปอีกแบบ พอเสร็จก็ลุยที่ Kiyomizu-dera กันต่อ

เดินดูเค้าจัดไฟ Koyo เรื่อยๆ ใบไม้เปลี่ยนสีแห้งๆ พออยู่ใต้แสงไฟก็ดูดีได้เหมือนกันนะเนี่ย ดูไปดูมาชักเริ่มเอียนล่ะ ไปถ่ายรูปวิวเมืองเล่นๆดีกว่า เดินไปได้อีกนิดนึงเค้าก็ประกาศเรียกคนออกจากวัดล่ะ ก็เดินตามกระแสคนไปเรื่อยๆ พอไปถึงป้ายรถเมล์ก็ทำให้รู้สึกถึงภาพประทับใจอีกครั้ง คือคนประมาณ 30-40 คนต่อแถวตอนเรียงเดี่ยวยาวมากกกกกกก เด็กเล็ก คนแก่ถือไม้ท้าวก็ยืนต่อแถวกันหมด อากาศก็หนาว รถเมล์มาคันหนึ่งขึ้นได้แค่ไม่ถึง 10 คน โอ้ว.. ทรหดมาก แต่ก็ประทับใจเช่นเดียวกัน

ก่อนขึ้น Shinkansen กลับ Osaka ก็แวะไปถ่ายกับ Kyoto Tower หน่อย

วู้วววว หมดวันเหนื่อยๆไปอีกหนึ่งวัน

 

 

ค่าใช้จ่าย

JPY

Tofukiji Ticket

800

Kinkakuji Ticket

400

Eikando Ticket

700

Kiyomizudera Ticket

400

Kyoto One-day pass

500

Tofu Soba

300

Ice-cream at Kinkakuji

250

Ramen

815

One-day pass (Lost!! >*<)

500

ค่าเดินทาง (JR,Metro, เติมเงิน suica)

400

กินจิปาถะ

426

รวม

5,491

Tagged with: