Sep 18

เป็นทริปเร่งด่วนที่ตัดสินใจภายใน 1 เดือน และเป็นครั้งแรกที่ซื้อตั๋วราคาเต็ม แบบว่าปวดจี๊ด.. ไปจอยทริปกับพี่ชมรมที่ซื้อตั๋วโปรโมชั่นไปก่อน ไอ่เราซื้อทีหลังก็เลยต้องลุยนำไปก่อน 1 วัน เพราะราคามันถูกกว่า ก็ดีเหมือนกันจะได้ไปเที่ยวในตัวเมืองได้อีก 1 วันเต็มๆ

แพลนหลักๆสำหรับทริปนี้คือ Hanoi และ Sapa เมืองแห่งสายหมอก ซาปาเป็นเมืองที่เคยคิดจะไปเที่ยวอยู่เหมือนกัน จริงๆที่รู้จักซาปาก็จากรายการเจาะใจแหละที่ ให้นุ่นกับพลอยไปทำภารกิจปีนฟานสีปานยอดเขาที่สูงที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน หลังจากนั้นก็ชื่อของซาปาและฟานสีปานก็เป็นชื่อติดปากที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงทุกครั้งที่มีการพูดเรื่องท่องเที่ยว

และในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ไปสัมผัสมัน

เริ่มต้นจากวันแรก นั่ง Airsia ไปลง Hanoi ตั้งแต่ 9 โมงเช้า หาทางออกจากสนามบินโดยไม่ให้โดนรถเถื่อนทั้งหลายหลอกลวง

ไปถึงก็เดินหาโรงแรมที่จองไว้ Ruby Hotel แลกตังค์ที่ รร เพิ่มเติม เพราะว่าได้ rate ถูกพอๆกับที่อื่น

 

แว๊บแรกที่ก้าวเท้าลงจากรถบัสก็ได้เห็นสภาพชีวิตของคนในฮานอย แต่ที่เคยได้ยินคนโจษจันกันอย่างมากเลยก็คือ  เสียงแตร มึงจะบีบแตรหาพ่องเหรอคร้าบบบ แบบว่าบีบไม่หยุด บีบกันเอาเป็นเอาตาย เสมือนเป็นเครื่องดนตรีที่ฟังแล้วสุนทรีย์ยังไงยังงั้น รถอยู่ห่างหลายเมตรมันก็บีบ แมลงวันบินผ่านหน้าก็คงบีบมั้ง.. ฮ่วย!!

รถในเมืองเยอะมากกก ส่วนใหญ่จะเป็น แมลงเตอร์ไซค์ เยอะชนิดที่ว่า ถ้าอยู่ในเมืองไทยจงเลิกคิดที่จะข้ามถนนได้เลย แต่อยู่ในฮานอย แม้รถจะเยอะคุณก็เปรียบเสมือนเป็นพระเจ้าในบัดดล เพียงแค่คุณก้าวย่างลงบนถนนบรรดามือบิดทั้งหลายจะ focus ไปที่คุณและคำนวณความเร็วในการเดินของคุณเทียบกับความเร็วความเร่งของเค้าแล้วจะบิดหักหลบคุณเอง ดังนั้นขอให้คุณเดินด้วยความมั่นใจ ด้วยความเร็วที่คงที่ ห้ามยึกยักหรือหยุดเดินกลางทาง และอย่าหวังว่าเค้าจะหยุดรถให้คุณ เดินไปเรื่อยๆแล้วคุณจะปลอดภัย 🙂

Checkin โรงแรมเรียบร้อย ก็ลงมาติดต่อเรื่องรถไฟที่จะไป Laocai ในวันรุ่งขึ้น ต่อราคากันนานสองนานก็ได้ ตั๋วรถไฟไปกลับในราคาต่ำกว่าราคาฐานที่ไป search จากบนเน็ตมาจนได้

จากนั้นก็ถึงเวลาไปท่องเที่ยวในเมืองล่ะ

สิ่งแรกที่จะลืมไม่ได้เลย คือ อาหารเที่ยงโว้ยยย.. มาถึงยังไม่ได้กินอะไรเลย ท้องร้องแล้ว.. เมื่อมาถึงเวียดนามอาหารที่เรานึกถึงก็คือ เฝอ นั่นเอง ถามร้านเด็ดๆจาก รร เค้าแนะนำมา เราก็ลุยโลดดด เฝอ แล้วเราก็ได้กินเฝอชามแรกของเวียดนาม ^^

ซดน้ำไปคำแรก โอ้วววว อูมามิ สุดย๊อดดด คำแรกปากก็บึนเลยทีเดียว นึกในใจดังๆ ถัดจากนี้อีก 6 วันเราคงหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ไม่ได้สินะ

เดินรอบทะเลสาป Hoan Kiem 1 รอบ เดินต่อไปดู St. Andrew Cathedral ถ่ายรูปสักหน่อย มีสาวชุดแดงเป็นแบบให้ ^^

 

 

แล้วจับ Taxi ไปลงที่  Temple of Literature ระหว่างทาง Taxi โดนตำรวจจับ เราก็จะจ่ายเงินแล้วลงเดินต่อเอง แต่เปิดประตู้ไม่ได้ ทำให้รู้ว่า Taxi ที่ฮานอยลูกค้าเปิดประตูจากข้างในไม่ได้ โหดแสรดดดด!! ต้องเรียกคนขับมาเปิด จ่ายตังค์แล้วก็เดินดูวัด เดินดูสถาปัตยกรรมไปเรื่อยๆ

 

เดินเล่นไปตามถนน แวะถ่ายรูปนู้นนี่รายทาง อนุสาวรีย์ Lenin, Flag Tower

แล้วก็เดินต่อไปยังสุสานลุงโฮ (Ho-Chi-Minh Mausoleum) ดูยิ่งใหญ่ดีแฮะ เข้าไปดูข้างในไม่ทัน ได้เดินถ่ายรูปข้างนอกก็ยังดีฟร่ะ

เดินจนเย็นก็ปิดท้ายด้วย One Pillar Pagoda ที่อยู่ไม่ไกลนัก ไหว้พระไหว้เจ้าเรียบร้อย ก็ไปบุกตลาดสด Ngoc Ha กันต่อ

ระหว่างเดินเล่นตลอดไปเรื่อย ก็เกิดหิวขึ้นมา เห็นคุณป้าขายขนมอยู่ข้างทาง ลักษณะอย่างนึงคล้ายๆปากหม้อ ก็เลยจัดไป 1 ชุด นั่งเก้าอี้เตี้ยๆ รับประทานข้างเตากันเลยทีเดียว ข้างในไส้หมูผสมอะไรไม่รู้ ตอนกินก็จิ้มกับน้ำจิ้ม เปรี้ยวๆหวานๆอูมามิๆ มีแครอทกับหัวไชเท้าผสม ก็อร่อยดีแฮะๆ

กินเสร็จก็เริ่มมืดพอดี หาทางกลับไปแถวที่พักดีกว่า แถวนั้นมีอาหารขายเยอะแยะ จะได้หาอาหารเย็นหนักๆกินล่ะ วะฮู้วว..

เดินๆไป ถึงป้ายรถเมล์พอดี ก็นึกอะไรสนุกๆ เราไม่ต้องนั่ง Taxi กันล่ะ พวกเรา Backpacker ต้องประหยัดตังค์!! งั้นเรามาจับรถเมล์กลับที่พักกันดีกว่า ชิวๆขำๆ ฮู่เร่!!

ด้วยความหน้าด้านของข้าพเจ้า ก็ตรงดิ่งไปยังสาวนักศึกษาเวียดนามที่ยืน

รอรถเมล์อยู่ ถามแบบไม่มีข้อมูลอะไรอยู่ในหัวเลย ในมือก็มีแต่แผนที่ กับภาษาอังกฤษง่อยๆ เค้าก็ดีมากกกกกกกกกกกกกกกเลย จริงๆนะ คือ เค้าก็ไม่แน่ใจหรอก ว่าสายไหนผ่านที่เราจะไปบ้าง ก็พยายามอ่านเส้นทางรถเมล์จากป้ายข้างๆนั่นแหละ แล้วก็โทรไปถามเพื่อน จากนั้นก็พยายามจะสื่อสารกับเรา แต่ก็ไม่รู้เรื่อง (แอบคิดอยู่ถ้าเป็นเราคงหมดความพยายามแล้วเซย์กู๊ดบายแล้วล่ะ)

สุดท้ายเค้าก็เลยพาเราขึ้นรถเมล์เลย ขึ้นสาย 34 พาไปนั่ง พาไปจ่ายตังค์ แล้วก็พาลงด้วย เหมือนกับเค้าจะไม่ได้มาทางนี้ด้วย คือนั่งรถมาส่งเราแล้วก็ไปรอรถเมล์เค้าต่อ.. โคตรประทับใจเลยหว่ะ สิ่งเหล่านี้แหละคือสิ่งคนที่มากับทัวร์จะไม่ได้สัมผัสเลย รู้สึกหลงใหลการแบกเป้ท่องโลกเข้าอย่างจังเลยล่ะ  ^^

มาถึงก็เดินไปกินอาหารอีกอย่างหนึงเป็นลูกคู่กับเฝอ นั่นก็คือ บุ๋น จริงๆมันก็คืนเส้นอีกประเภทหนึ่งล่ะ ลักษณะคล้ายเส้นขนมจีนแต่เหนียวกว่า กินกับหมูตุ๋น ใส่ปลาแห้ง แล้วผักอะไรก็ไม่รู้อีกเป็นกำเลย.. เยอะมากกกกกกกกกกกกก… อิ่มตื้อเลย

 

หลังจากนั้นก็เดินเล่นนิดหน่อย แล้วไปพักจิ๊บ Bia Hoi เบียร์สดชื่อดังของเวียดนามเสียหน่อย อ้าาา.. แก้วละ 7 บาท เปรมมมมมมมมมมมมม

 

ซัดกันคนละแก้วพอเป็นพิธี แล้วก็กลับที่พักไปเตรียมตัวท่องเที่ยวในวันรุ่งขึ้นต่อไป 😉

Tagged with:
Sep 04

เป็นทริปประจำครึ่งปีของเพือนๆสวนฯ ตอนแรกว่าจะไปเขาช้างเผือก กาญจนบุรี แต่พอติดต่อไปเจ้าหน้านี้บอกว่าช่วงนี้อุทยานปิด ก็เลยอดไป จึงย้ายไปถล่มบ้านหนูมิวที่เวียงสา น่าน แทน

ตอนแรกไปกันหลายคน แต่ทำไปทำมาเหลือแค่ 6 คน เหมารถตู้ไปแล้วก็เอาวะ ทำตัวรวยๆไป นั่งแถวละ 2 คนขำๆ

ไปถึงบ้านมิวเอาของลงกินข้าวเช้า แล้วก็ไปตระเวณทัวร์ไหว้เพราะเก้าวัดบริเวณเมือง

 

ตกเย็นก็ไปขันโตก แล้วไปเวียนเทียบวันมาฆบูชาพอดิบพอดี ช่างเป็นทริปแสวงบุญจริงๆ 55

 

 

 

จากนั้นก็ไปนั่งชิวๆ ร้านนมเวียงสา จ๊างน่าน โนแอลกอฮอล์จ๊ะ

 

 

ตื่นมาอีกวันก็เก็บของแล้วเราจะไปค้างคืนกันที่ บ้านมณีพฤกษ์!!

รายละเอียดคร่าวๆตามนี้…

บ้านมณีพฤกษ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเกษตร มีโครงการทดลองปลูกผลไม้เมืองหนาวสามารถไปแวะชมได้ นอกจากนั้นยังมีดอกเสี้ยวขาวซึ่งเป็นดอกไม้ประจำจังหวัด ต้นนางพญาเสือโคร่ง บริเวณโครงการเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง และ เผ่าลั๊วะ สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการนี้ ตั้งอยู่บนเทือกดอยภูคาจึงพบต้นชมพูภูคาอยู่หลายกลุ่มหลายต้น
สถานที่น่าสนในบริเวณบ้านมณีพฤกษ์ ได้แก่
ถ้ำผาผึ้งอยู่ระหว่างเส้นทางไปหมู่บ้านมณีพฤกษ์ 1 ห่างจากสำนักงาน พมพ. ประมาณ 1 กิโลเมตร ห่างจากจากถนน 100 เมตร สภาพป่าระหว่างเส้นทางที่เดินเข้าไปยังสมบูรณ์มาก เป็นป่าดิบ มีต้นเต่าร้างขึ้นอยู่ตลอดทาง ปากถ้ำผาผึ้งกว้างประมาณ 40 เมตร สูงประมาณ 20 เมตร ต้องเดินลงไปอีก 25 เมตรจึงถึงพื้นถ้ำ ช่วงต้นของถ้ำจะเป็นโถงขนาดใหญ่มากสูงประมาณ 20 เมตร จะมีน้ำย้อยไหลลงมาจากเพดานถ้ำตลอด จนเกิดเป็นชั้นหิน มองดูเหมือนน้ำตก ไหลต่อลงไปเรื่อยๆและยังมีหินย้อยที่สวยงาม เดินเข้าไปข้างในจนสุดถ้ำเป็นระยะทางประมาณ 400 เมตร ยังมีอากาศหายใจอยู่ บริเวณปลายถ้ำจะมีช่องซึ่งกว้างประมาณ 20-30 เซนติเมตร ภายใต้ช่องจะได้ยินเสียงน้ำไหลผ่านลึกลงไปอีกซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกมาก ในสมัยก่อนถ้ำผาผึ้งแห่งนี้ ใช้เป็นที่หลบภัยของชาวบ้าน สามารถจุคนได้หลายร้อยคน
ดอยผาผึ้ง อยู่บริเวณหมู่บ้านมณีพฤกษ์ 3 เป็นภูเขาหินปูนสูงจากระดับน้ำทะเล 1,600 เมตรซึ่งไม่มีต้นไม้ใหญ่มากนัก ส่วนมากจะเป็นทุ่งหญ้าคา มีลักษณะเหมือนดอยภูแว สามารถชมบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้อย่างสวยงาม ชมทัศนียภาพของอำเภอบ่อเกลือ อีกทั้งยังสามารถเห็นสันดอยภูแวและดอยช่อได้ จากปากทางต้องเดินเท้า 20 นาทีเลาะไปตามไหล่เขา ธรรมชาติงาม ทางสะดวก
    นอกจากนี้ยังมี จุดชมวิวภูหัวล้าน สามารถมองเห็นอำเภอต่างๆ ได้แก่ เชียงกลาง ทุ่งช้าง เฉลิมพระเกียรติ ถ้ำภูหัวล้าน เป็นถ้ำที่ใช้อยู่กินของทหารไทยสมัยก่อน จะอยู่บริเวณใกล้ๆฐานปฏิบัติการ

… ที่มา : http://www.oceansmile.com/N/Nan/NANm18.htm

ระหว่างทางก็แวะ เฮือนหนานบัวผัน Art Gallery ของเมืองน่าน

และแวะไปกินอาหารกลางวัน ชมวิว และถ่ายรูปที่ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำสวยดีแฮะ

แม้ว่าแดดจะแรงแต่เราก็บ่ยั่น

 

แล้วก็เดินไปดู Grand Canyon เมืองไทย ขนาดย่อส่วน เมืองไทยนี่ก็มี unseen เยอะเหมือนกันแฮะๆ

 

 

เดินๆไปก็เจอฝรั่งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง เป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอยู่ในน่านนี่ล่ะ อายุก็พอๆกัน ประมาณว่าเรียน ป.ตรี จบก็ยังไม่ทำงาน มาเที่ยวหาประสบการณ์ก่อน ระหว่างนี้ก็มาสอนหนังสือหาเงินด้วย

กว่าจะออกจากที่นี่ก็เย็นละ รีบบึ่งไปบ้าน มณีพฤกษ์ทันที หลับยาวเลยทีเดียว..

ไปถึงประมาณทุ่มกว่าๆ ก็จัดแจงเอาหมูกระทะที่เตรียมไว้จากในเมืองมาลุยทันที หิวแสดดดด แต่กว่าจะได้กินก็ 2 ทุ่ม เนื่องจากจุดไฟไม่ติดเสียที ถ่านมันแข็งมากกกก.. กินไปเรื่อยๆ อากาศก็หนาวลงเรื่อย ไอ่เราก็คิดว่ามันไม่น่าจะหนาวแล้วนะ ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวอะไรมาเลย กินไปสั่นไป

กินเสร็จก็แยกย้ายกันนอน เพราะต้องตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแต่เช้า ที่ดอยผาผึ้ง

 

หนาวมากกกกกกกกกกก เกือบนอนไม่หลับแหนะ นอนไปได้ไม่กี่ ชม ก็ต้องตื่นแล้ว

หนาวววววจริงๆ นั่งรถไป เดินงัวเงีย หลบหนามต้นไม้ไปเรื่อยๆ ประมาณ 30 ก็มาถึงด้วยความทุลักทุเล

 

 

เย่ๆมาทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดีเลย ถ่ายรูปกันยกใหญ่ แล้วก็ลงมากินข้าวเช้าที่ให้เค้าจัดไว้ให้ ข้าวต้มนั่นแล

พอดีวันนี้มีงานทำบุญป่าของชาวบ้านที่นี่ ก็เลยโชคดีได้เข้าไปร่วมพิธีด้วย จัดเต็มมากมาย ล้มหมูมาเซ่นกันเลยทีเดียว แล้วก็ขึ้นไปชมวิวภูหัวล้านเสียหน่อย ^^ เสียวดีแฮะ ทุกคนยืนรวมกันตรงยอดภูฮ่าๆ

 

 

ด้วยความหิวโหยเราก็เลยลงมาที่บ้านพักกันก่อน แล้วทำการยึดห้องครัว เพื่อทำอาหารรสโอชะก่อนกลับไปที่เมือง นั่นคือ ต้มมาม่ากับเศษผักและเศษหมูที่เหลือเมื่อคืน พร้อมตบไข่ไก่จากห้องครัวมาเพิ่มคุณค่าสารอาหารด้วย 55 อร่อยโว้ยยยยย

กินเสร็จก็ไปลุยถ้ำผาผึ้งกันต่อ อากาศข้างนอกร้อนแสรดด ส่วนในถ้ำก็หนาวแสรดด เป็นถ้ำที่มีโถงใหญ่มาก ใหญ่จริงๆ แต่เสียดายที่ทางเดินเข้าไปมันมืดมาก และลื่นด้วย คงต้องมีเจ้าหน้าที่นำ ก็เลยเข้าไปเก็บภาพได้นิดหน่อย

 

จากนั้นก็วิ่งตรงดิ่งเข้าเมืองเวียงสาเลย

อาบน้ำอาบท่า ปั่นจักรยานเล่นในเมือง แวะชมวิวแถวนั้น แล้วก็เตรียมตัวกลับเข้าสู่เมืองกรุง

 

น่านเป็นจังหวัดที่มีต้นทุนทางธรรมชาติสูงมาก ทิวเขาที่สลับซับซ้อนพร้อมด้วยความสมบูรณ์ของผืนป่ารอบๆนั้น รวมถึงศิลปวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองมีของคนในน่าน ล้วนดึงดูดให้ฉันอยากมาที่นี่อีกเรื่อยๆ

หลังจากที่ได้ไปน่านมา 5 รอบ ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่า ฉันรักน่าน นะจ๊ะ

 

**รวมรูปทั้งหมดพร้อม Geo-Tagging ครับ ^^

20110218-20 – น่าน เวียงสา มณีพฤกษ์ ดอยผาผึ้ง ถ้ำผาผึ้ง ภูหัวล้าน

 

 

 

 

ธีรเดช รักน่านนะนิ๊ 

Tagged with:
Sep 03

ตื่นมาพร้อมวันที่สดใส เนื่องจากวันนี้กรูจะหนีไปเที่ยวโว้ยยยย ปล่อยพี่อีกคนไปฟังคนเดียว เพราะพี่เค้าอยู่ต่ออีก 4 วัน ส่วนเราต้องกลับวันนี้แล้ว ต้องกลับมาปั่นงานที่เมืองกรุงต่อ ฮือๆ

วันนี้ฟ้าใสแดดแรงมาก ตื่นมาเก็บกระเป๋า check out แล้วฝากกระเป๋าไว้ที่ counter จากนั้นก็ไปกินน้ำเต้าหู้ปาท่องโก่ชื่อดังในไต้หวันหน่อย

น้ำเต้าหู้มีสองแบบ คือ เค็มกับหวาน เราก็สั่งมาอยากละอัน พร้อมทั้งปาท่องโก๋แท่งโต และไข่เจียวห่อแป้งคล้ายๆเส้นก๋วยเตี๋ยว สรุปว่าน้ำเต้าหู้ธรรมดากับไข่เจียวอร่อยสุด ส่วนน้ำเต้าหู้เค็มมันจะเป็นเหมือนน้ำนมถั่วเหลืองแตกมันอ่ะ รสชาติเหมือนเต้าฮวยแต่เละกว่า โรยด้วยปาท่องโก๋ ส่วนที่เกลียดที่สุดคือ ปาท่องโก๋ฟุตลอง ถ้าให้แท่งนั้นหนัก 100g ก็คงมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบสัก 50g มันเหี้ยๆ มันสุดๆ กัดทีน้ำมันแตกทะลักเต็มปาก ไม่รู้เค้ากินกันได้ยังไง กินกันคงละฟุต ปาท่องโก๋ไทยแลนด์ว่ามันแล้ว ไต้หวันมันกว่าเยอะ แง่มๆ

 

 

เสร็จมื้อนี้เสร็จเราก็แยกจากพี่เค้าเพื่อไปแรดต่อในเมืองแต่เพียงผู้เดียว เริ่มต้นด้วยที่แรก อนุสรณ์สถาน ดร.ซุน ยัตเซน (Dr. Sun Yat-sen Memorial Hall, Metro: Sun Yat-sen station)

ขึ้นจาก Metro เจอแดดแทบละลายเลยทีเดียว ร้อนมากกกกก

เดินดูพิพิธภัณฑ์เสร็จก็ถึงเวลาเปลี่ยนผลัดทหารพอดี ก็ยืนดูพร้อมกับคณะทัวร์ไต้หวัน ถ่ายรูปกันจริงจังมากๆ

 

จากนั้นก็ไปลุยกันที่ อนุสรณ์สถานเจียงไคเช็ค (Chiang Kai-shek Memorial Hall) ใหญ่โตดีแฮะแต่น่าเสียดายตอนที่เราไปมีซ่อมอะไรก็ไม่รู้ ทัศนียภาพเสียหมดเลย

 

จากนั้นไปวัดหลงซานกันต่อ ไหว้พระขอพรเรียบร้อยก็สมควรแก่เวลา ไปเดินตลาดแถวนั้นหาของกินอร่อยๆ แล้วก็นั่ง Taxi ไปที่ชุมทางรถไฟ


(Taxi มี GPS ให้ดูด้วยนะเออ)

ไปจัดแจงซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูงกลับสนามบินเสียหน่อย ตั้งใจไว้อยุ่แล้วว่าจะนั่งรถไฟกลับเพราะสู้ราคา Taxi ไม่ไหวจริงๆ

 

 

ตอนที่หาซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่ที่การรถไฟก็คุยได้กวนตีนมาก สรุปกูไปศึกษาข้อมุลเอง ซื้อตั๋วเองที่ตู้ก็ได้ฟร่ะ


(ราคาตกคนละ 200 บาทเท่านั้น)

พอถึงเวลาก็ขึ้นรถไฟ ที่นี่เค้าเรียกว่า Taiwan High Speed Rail หรือ HSR   ขึ้นไปบนรถไฟคำแรกที่ผรุสวาสออกมาคือ นี่มัน Shinkansen นิ๊ เหมือนมากกก แค่ต่างกันตรงวัสดุที่ทำดูก๊องแก๊งหน่อย ยังวิ่งได้ไม่เร็วมากคงเพราะยังอยู่ในเขตเมือง รถไฟออกตรงเวลาเป๊ะ ใช้เวลา 19 นาทีก็ถึงสถานี Taoyuan จากนั้นก็ต่อรถบัสจากสถานีเข้าสนามบิน ง่ายดีแฮะ ถูกกว่ามากมายด้วย

 

Checkin เสร็จก็เดินไปลัลล้าใน Duty Free ที่ง่อยมาก ของน้อยสุดๆ แต่จะบอกให้ว่า Ferrero Rocher ราคาถูกมากนะเออ ไปซัดกันได้ ^^

กลับถึง BKK ก็อุทานอย่างแรดๆด้วยคำๆเดิม.. “โอ้วมายบุดด้า.. เมืองไทยร้อนมากกก”

จบไปอีกหนึ่งทริปขำๆ แล้วรออ่านต่อกันที่ทริปถัดไปนะฮ้าฟฟ

 

ธีรเดช อยากเที่ยวมากกว่านี้ แงๆ

Tagged with:
Sep 03

ตื่นมาแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัวหล่อๆ กินอาหารเช้าแบบเร่งๆ แล้วรีบจับรถไฟฟ้าไปยัง Taipei City Hall เพื่อไปสถานที่จัดงานตึก Microsoft

ไปถึงก็ทักทายแล้วก็นั่งอยู่แถวหน้าสุดในฐานะวิทยากร เพื่อรอพูดใน session สุดท้าย – -”

คนที่มาพูดก็มีมาจาก Indonesia, Hongkong แล้วก็พี่ไทย

ก็นั่งฟังไปเรื่อย พูดอังกฤษบ้าง พูดจีนบ้าง ฟังบ้าง หลับบ้าง เฮ้อๆ ทรมานจริงๆ

 

พอตอนเที่ยง เหล่าวิทยากรก็รวมตัวกันไปกินข้าวกันที่ fastfood ตึกข้างๆ เนื่องจาก Microsoft ไม่มีข้าวเที่ยงเลี้ยง งั่มๆ

กินเรื่อยเสวนาเรื่อยแลกนามบัตรก็ถึงเวลาขึ้นไปนั่งฟังภาษาจีนต่อ เป็นการนั่งเฉยๆที่ทรมานมากกกกก

ถึง session ที่ต้องคุย เราก็โค้งเปิดทางให้พี่อีกคนขึ้นเวทีอย่างสง่างามแต่เพียงผู้เดียว เจ๋งที่สุดหน่ะ วู้วววๆ

จบงานวันนี้ ทาง Microsoft ก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเย็นที่ห้องอาหารจีนแห่งหนึ่ง อยากจะบอกว่าอร่อยมากกกกกกกก และคาดว่าน่าจะแพงมากเช่นกัน มีเสี่ยวหลงเปาด้วย อร่อยกว่า Din Tai Fung ที่แพงสาดดดดดด มากมาย

กินเสร็จร่ำลากัน.. ทีนี้ก็ถึงเวลาท่องราตรีอีกครา

 

ส่วนใหญ่ก็เดินชมเมืองถ่ายรูปนู้นนี่นั่น

แล้วก็กลับที่พัก.. นั่งหาข้อมูลเพื่อจะหนีเที่ยวในวันรุ่งขึ้น เย่ๆ

 

 

ธีรเดช อิ่มเสี่ยวหลงเปามากๆ

Tagged with:
Sep 02

[Taipei, Taiwan : GMT+8 เร็วกว่าเมืองไทย 1 ชม ] [1 TWD ประมาณ 1 THB ]

ต้องออกตัวก่อนว่าไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยวนะครับ ไปในนามบริษัทพร้อมกับพี่อีกคนหนึ่งเพื่อเข้าร่วมงาน Asia Developer Summit ที่ Microsoft Taiwan ครับ

ไปถึงวันแรกก็มืดแล้วครับ 1 ทุ่มเห็นจะได้ หลังจากเครื่องบินลงที่  Taiwan Taoyuan International Airport ก็จัดแจงหาซื้อซิมมาใช้ติดตัวเสียหน่อย ราคาไม่แพงแฮะ ทั้ง voice และ data เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น ><

ซื้อเสร็จก็โบก Taxi ตรงดิ่งเข้าเมืองเลย สนามบินห่างจากเมืองประมาณ 35 กิโลเมตรได้ มิเตอร์เริ่มต้นที่ 80 TWD วิ่งไปตามทางเรื่อย มิเตอร์วิ่งเร็วมากกกก ไปถึง Taipei City ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 845 TWD แค่นี้ก็รู้สึกแพงแล้ว แต่จุดพีคอยู่ที่ ถ้าเรียกรถจากสนามบิน Taxi จะชาร์จเพิ่มอีก 50% !! ก็อดดดดด ตกใจตั้งแต่ได้อ่านป้ายหลังเบาะหล่ะ สุดท้ายก็มันก็เก็บจริงแฮะ จ่ายครั้งแรกก็โดนไปแล้ว 1,2XX TWD ><

ลง taxi ก็ขึ้นไป checkin โรมแรม ซึ่งอยู่บนตึกสูง แบบว่าเป็นโรมแรมแนวราบอ่ะ โรงแรมบนตึก เหมาทั้งชั้น

แว๊ปแรกเห็นโทนสีโรงแรมก็ว่าแปลกๆล่ะ พอเข้าไปในห้องนี่ โอ้วว ห้องน้ำกระจกใสปิ๊ง และที่จุดพีคที่สองคือ.. เจ้านี่!!

ถุงยางอนามัยวางอยู่ที่หัวเตียงเตรียมให้บริการ หันไปมองหน้ากับพี่แล้วก็บอกว่า นี่มัน Love Hotel นี่นา.. ไอ่คนจองเค้าจะรู้มั้ยเนี่ยยยยยย ให้ชายโฉดสองคนมานอน Love Hotel เนี่ย!! ฮ่าๆ ไม่เป็นไร ขำๆ เรานอนได้อยู่แล้ว โรมแรมมี wifi ให้ด้วย อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็ถึงเวลาท่องราตรีเสียหน่อย

ภารกิจแรกกก หาที่กินข้าวด่วน กรูหิวมากกกก ส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้ภาษาจีนหมดเลยอ่ะ เมนูอะไรก็จีน ดูไม่รู้เรื่องเลย เดินไปเดินมาสุดท้ายไปจบที่ร้านอาหารจีนร้านหนึ่ง เห็นมีรูปอาหารแปะรอบร้าน เหมาะสำหรับคนต่างถิ่นสั่งจริงๆ อาหารก็ประมาณร้านเกี๊ยวจีนเลย ไอ่คนขายก็หน้าเหวี่ยงมาก บ่นตลอด ก็ฟังไม่รู้เรื่องนี่หว่า สุดท้ายก็ต้องเดินไปชี้รูปอาหาร แล้วก็บ่นๆไรไม่รู้ สุดท้ายเพิ่งมารู้ทีหลังก็คงต้องการบอกว่า ร้านกรูจะปิดแล้วมึงรีบๆสั่งกันหน่อย กรูจะกลับไปหาลูกหาผัว! นี่แนะ! แปลแบบจัดเต็มไปเลย

สุดท้ายก็ได้อาหารมาดังนี้แล..

รสชาติก็โอเคเลยนะ น้ำให้บริการตัวเอง

กินไปได้สัก เศษหนึ่งส่วนสิบของอาหาร พนักงานก็มาถูพื้น เก็บโต๊ะ ปิดไป ปิดแอร์ไล่ โอ้วเยี่ยมมมมม ไอ่เราก็ยัด ยัด ยัด แล้วก็ยัด มันเข้าไปให้หมด จะได้ออกๆไปเสียที ฮึ่ม! เห็นราคา โอเค ไม่แพง ให้อภัย 55

 

กินเสร็จก็ท่องราตรีต่อไปดู Night Life เค้า.. ส่องราคาเสื้อผ้าด้วย 55 มาได้หวันนี่ shopping สนุกเพราะค่าเงินแทบจะเทียบเท่าเงินบาทเลย ไม่ต้องแปลงไปแปลงมาให้ยุ่งยาก.. อีกอย่างราคาเค้าก็ไม่แพงมากนะ น่า shop เลยล่ะ แต่เราก็พวก shopping ไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจเท่าไร

เดินไปได้สักพัก ตามหาร้านชานมไข่มุกในตำนาน แต่ร้านปิดไปแล้วหว่ะ ก็เลยกลับที่พักดีกว่า เตรียมตัวงาน present พรุ่งนี้ด้วย แต่ก่อนถึงที่พักก็เจอร้านร้านนึง เห็นคนซื้อกันเยอะ ก็เลยไปมุงกับเค้าด้วย.. อ้อ.. ร้านขาย ชานมไข่มุก นี่เอง คนขายชานมอื้อหือมาก!! ฮ่าๆ ของดีเราก็ต้องอุดหนุนหน่อยนะฮ้าฟฟฟ

(ถ่ายไม่ค่อยถนัด ได้มาแค่นี้ละ ต้องดูไปดูตัวจริงนะกั๊บ หุหุ)

หิ้วขึ้นห้องด้วยความสบายใจ นั่งดูดจนหมด ก็ได้เวลานอนหลับคาเตียง ค่อก!!

 

ธีรเดช อิ่มชานม

Tagged with: