Nov 14

ไม่มีเวลาพิมพ์สรุปรายรับรายจ่าย ขออนุญาติถ่ายรูปมาจากสมุดบันทึกมาลงแบบโต้งๆเลยนะครับ หวังว่าคงไม่ว่ากัน ^^

เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้เงินแสนเงินล้าน ควักกันเป็นว่าเล่นเลย 🙂

วิธีคำนวนเป็นเงินบาทง่ายๆ คือ หาร 1000 คูณ 1.5 หรือพูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ให้ตัดศูนย์ 3 ตัวหลัง แล้วคูณ 1.5 เช่น 20,000 VND = 20×1.5 = 30 THB ครับ

ไปดูกันเลยครับ อดทนกับลายมือของผมหน่อยนะ ^^

 

มีอะไรสงสัยหรือไม่เข้าใจ สอบถามได้เลยครับ 🙂

Tagged with:
Nov 14

นอนบนรถไฟด้วยความรู้สึกที่แย่กว่าตอนขามามากมาย ห้องข้างๆปาร์ตี้กันโหวกเหวกโวยวาย กินทิ้งเรี่ยราดเต็มพื้น สูบบุหรี่ กินเหล้า กันอยู่ในห้องแอร์นี่หล่ะ กลิ่นมันก็วนเวียนอยู่ในตู้นี่ล่ะ แย่จริงๆ ก็ข่มตาหลับๆตื่นๆไปตลอดทางเหมือนเดิม

ถึง Hanoi สักประมาณ ตี 5 ได้ หนังสือเค้าบอกว่าห้ามเรียก taxi ที่หน้าสถานีเพราะจะเป็นพวก scam เราก็เดินๆออกไปข้างนอกแล้วนะ ก็เลยบอกปลายทางไปถามว่าไปหรือเปล่า กดมิเตอร์มั้ย ก็โอเค แล้วไอ่คนนี้ก็เดินพาย้อนกลับมาทางเดิม มาแก๊งค์ที่จอดรถหน้าสถานี สุดท้ายก็เป็นกรูอีกแล้วสินะที่จะทำให้ถูกหลอก แต่ตอนนั้นก็หยั่งเชิงไปก่อน เห็นท่าทางดูไม่ได้น่ากลัวมาก ขึ้นรถก็กดมิเตอร์พร้อมออกเดินทาง เริ่มต้นที่ 12,000 VND ซึ่งถูกกว่าที่เคยนั่งมาก่อน 2 เที่ยว ก็แอบดีใจอยู่ แต่หารู้ไม่….

ทันทีที่วิ่งออกไปแค่ 1 นาที ก็เริ่มเห็นอะไรผิดสังเกตุ รถขับพาออกนอกเส้นทาง พาไปอ้อมไกลรอบนอกเมือง ทั้งๆที่ตัดตรงก็ถึงแล้ว พอเราเงยหน้าก็เห็นมิเตอร์วิ่งเร็วจู๊ดจนน่าตกใจ แบบว่าวิ่งขึ้นทุกๆ 5 วินาทีเลย ทีนี้ล่ะ ทุกอย่างลงตัวเป๊ะ ไอ่คนขับมันก็เริ่มกระบวนการโกงอย่างเป็นทางการ พูดประมาณว่า เนี่ยมิเตอร์วิ่งเร็วมากนะ ถ้าไปถึงปลายทางมันจะแพงกว่า 100,000 VND งั้น มันขอเหมาไป 100,000 VND เลยละกัน ไอ่สัดมึงโกงอยู่ชัดเจน อย่ามาทำเนียน เลือดขึ้นหน้าเลยหว่ะ ขามานั่งมาแค่ 30,000VND เอง ขากลับให้สูงสุดไม่เกิน 50,000VND อ่ะ แมร่งมาเรียกแสนนึง คือตอนนี้โกรธมากแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่ได้เตรียมตัวจุดนี้มาก่อน ในหัวตอนนั้นก็คิดอยู่หลายอย่างเลย ทั้งความถูกต้อง ความสูญเสียและความปลอดภัย ใจจริงตอนนั้นอยากจะลงตรงนั้นเลย มึงโกงกู กูไม่ให้ แต่อีกใจนึงเราก็นึกถึงความปลอดภัย เราต้องชั่งน้ำหนักจุดนี้ด้วย เรามาต่างบ้านต่างเมืองเราไม่รู้ว่าแม่งคนพวกนี้เป็นยังไง ติ๋มๆหลอกหน้าด้าน หรือแม่งเป็นพวกอาชญากรว่ะ ถ้าเกิดกูบอกให้มันจอดแล้วแม่งเอามีดมาจี้ เอาปืนมายิง หรือจอดเสร็จแล้วแม่งขโมยกระเป๋าขับรถหนีไปเลย พูดตรงๆว่าในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีตรงนั้น คิดเยอะจริงๆ ชั่งไปชั่งมาสุดท้ายเราต้องยึดความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ตัดอารมณ์โกรธ อารมณ์หงุดหงิดจิตตกที่โดนหลอก ออกไปก่อน แล้วต่อรอง..

ระหว่างที่เราอึ้งไปนั้น เพื่อนเราผู้ผดุงความถูกต้องก็ออกมาชูโรงแทนก่อน ซึ่งก็เชื่อว่าคิดเยอะไม่ต่างจากเรา และคงยึดความปลอดภัยเป็นหลัก ก็ต่อราคาไป 80,000 VND แม่งไม่ยอมด้วยเว่ย.. เอาราคาเดิม แต่เพื่อเราก็เสียงแข็งที่ราคานี้ ก็ขึ้นเสียงโยนราคากันไปกันมาอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ยังไม่สรุปก็ขับไปเรื่อยๆ ถึง รร.. แม่งไม่ส่งถึงที่ด้วย ให้เดินต่อ..  สุดท้ายกูก็ให้ไป 80,000VND แม่งไม่ยอมจะเอาแสนนึงให้ได้ ทีนี้ล่ะ ทุกคนก็พร้อมใจกันรุมมัน เชี่ย!! โกงก็ยังจะโกง แถมมาส่งไม่ถึงที่อีก ไอ่สัด มึงเอาไปแค่นี้ล่ะ เพื่อนข้าพเจ้าก็ด่าตบท้ายไปอีกหนึ่งดอก แล้วทุกคนก็เดินล่าถอยกลับมา shot นั้นแมร่งโคตรเสียวเลย.. เสียวแมร่งเอาปืนยิงตามหลัง สันหลังวาบกันหมด ยังไม่หกโมงเลย ถนนแม่งก็เปลี่ยวเสียวกว่าเดิม…  สุดท้ายก็ผ่านสถานการณ์ตรงนี้มาได้ ทุกคนปลอดภัย ผมพอใจล่ะ.. บางทีมันก็ต้องคิดอย่างงี้ล่ะ คุณอยู่ในกำมือมันแล้ว คุณจะทำอะไรต่อได้ว่ะ.. มันผิดที่กูเรียกมันแต่ต้นแล้วล่ะ… จบทริปครั้งนี้ โดนโกงซะครบเลย นี่ขนาดเรารอบคอบมากแล้วนะ ก็ต้อง up skill ให้มากกว่านี้ เก็บเอาไว้เป็นประสบการณ์

มาถึงโรงแรมตั้งแต่ไก่โฮ่ เจ้าหน้าที่ยังนอนกันอยู่เลย ไอ่เราก็เข้าไปปลุก คุยกันอย่างงัวเงีย สุดท้ายเค้าก็เปิดห้องให้เราไปพักผ่อนก่อน ขึ้นถึงก็จัดแจงอาบน้ำ นอนพักเก็บแรงนิดหน่อย แล้วก็ลงไปทานอาหารเช้าที่เราไปขอใช้สิทธิ์เป็นวันนี้แทน เพราะพรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้าคงไม่ทันได้กิน เค้าก็โอเค ^^

หลักๆของวันนี้คือ ดู Water Puppet และซื้อของฝาก ต่างคนต่างเดินไปหาของที่หมายตาไว้ตั้งแต่วันแรก ไอ่เราก็ได้ backpack 80 litres มา 1 ใบ  600 บาท และก็เป้เดินทางใบเล็กอีกใบ 150 บาท ราคาถูกได้ใจมาก งานก็อปเวียดนามมันดีสมคำร่ำลือจริงๆ แล้วก็ไปซื้อกาแฟ G7 ให้ที่บ้านและของฝากเล็กๆน้อย..

 

Water Puppet

  

 

จบคืนสุดท้ายด้วยการตระเวณกินอาหารให้ตังค์หมดฮ่าๆ ก็จัดครบทั้งอาหารทะเล (น้ำจิ้มซีฟู๊ดปรุงเอง ผงชูรส+มะนาว+น้ำปลา+พริกสด) เฝอ ซาลาเปา และปิดท้ายด้วย beer hoi แบบจัดหนัก!! แมร่งงงง ผมมีความสุขมากเลยหว่ะ

 

เดินโงนเงน งัวเงีย มึนๆกลับเข้าที่พัก อาบน้ำแล้วก็แพ็คของเตรียมกลับบ้าน

ผมก็ได้ฤกษ์ใช้ backpack ใบใหม่เลย เอาใบเก่ายัดใส่ได้ทั้งใบเลย โอ้ววววววว ใหญ่จริงๆ

 

ตื่นแต่เช้ามืด.. แบกของขึ้นรถกระบะที่เหมากับทาง รร ไว้ แล้วก็มุ่งหน้าสู่สนามบิน

บ๊ายบายยยยย ฮานอย บ๊ายบายยยยย ซาปา

ปล. หลังจากกลับมาไทยได้ 3 วัน.. ก็ได้ข่าวที่ดังไปทั่วโลกว่า ซาปา หิมะตก ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ตอนนั้นผมรู้สึกเสียใจมาก ผมยังไม่เคยเห็นหิมะ ผมอยากจับหิมะ และมันคงดีไม่น้อยถ้าผมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ วู้ววว หิมะซาปา ก็ได้แต่นึกเสียใจ และบอกกับตัวเองว่า ฉันต้องหาโอกาสไปสัมผัสหิมะให้ได้!!!

Tagged with:
Nov 13

นอนคืนแรกที่ซาปาอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เนื่องจากได้ข่าวแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและเกิด Tsunami ครั้งร้ายแรงที่สุด check ข่าวกันให้วุ่น ไม่ชอบเลยเวลาต้องมาเที่ยวในขณะที่คนอื่นเกิดภัยพิบัติเนี่ย โชคดีที่ที่พักและร้านกาแฟในเวียดนามเกือบทุกที่มี Wifi ให้เล่นและเร็วด้วย ทำให้ติดตามข่าวสารได้เรื่อยๆ..  ที่บ้านก็เป็นห่วงว่าเราเป็นไรหรือเปล่า ได้รับผลกระทบหรือเปล่า ก็ติดต่อคุยกันเรียบร้อย.. นอกจากเรื่อง Tsunami ก็ดันมันปัญหากับแพลนทริป Tibet ที่จะไปเดือน พ.ค. อีก เพราะช่วงเวลานั้นเค้าจะไม่เปิดให้ขอ Permit เนื่องจากจะจัดงานครบรอบ 60 ปีสถาปนา Tibet ก็เลยห้ามเข้าประเทศกลัวเกิดจลาจล ก็เลยต้องมาจัดการทริปใหม่ไป Bhutan อย่างเร่งด่วนข้ามประเทศกันเลยทีเดียว ซึ่งสุดท้ายก็ชวดไม่ได้ไป ไว้มาเล่าให้ฟังทีหลังอีกที

 

กลับเข้ามาที่ซาปากันต่อ ตื่นเช้ามากิน Breakfast แบบพอเพียง มีไข่ให้เลือก 3 แบบ ไข่ดาว ไข่เจียว แล้วก็ไข่คน แล้วก็มีขนมปังปิ้ง พร้อมกับกาแฟเวียดนาม แค่นี้แต่ก็อิ่มนะเออ ให้ไข่เยอะอยู่..

วันนี้จะไปลุยกันที่หมู่บ้าน Cat Cat อันลือชื่อ ส่วนใหญ่ที่ไปก็คือไปดูวิถีชีวิตและถ่ายรูปนาขั้นบันได ไม่รู้โชคร้ายหรือยังไง ฝนตกแบบจริงจังตั้งแต่เช้า และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทีนี้ล่ะเสื้อกันฝนที่เตรียมมาจะได้เอามาใช้กันเสียที (เสื้อกันฝนแบบเต็มตัว เป็นสิ่งจำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องพกติดตัวมาซาปาด้วย) เห็นสภาพแล้วไม่น่ารอด พอดีไปเจอกับแก๊งค์คนไทยอีกแก๊งค์นึงเค้าแนะนำว่าฝนตกอย่างงี้ เละ!! ชัวร์!! ต้องรองเท้าบูธเท่านั้น ไม่งั้นจมโคลน เราก็เลยกลับไปหยิบยืมที่ รร. ได้มา 3 คู่ แล้วก็ไปหาซื้ออีก 2 คู่ กะว่าใช้เสร็จก็จะทิ้งไว้ให้ รร เลย (จิตใจประเสริฐสุดๆ).. พอเริ่มเดินทางได้ไม่เท่าไรก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ แบบว่าหยิบมิดข้ออ่ะ โอยยยย… ฉันต้องเดินอย่างงี้ไปอีก 3km เหรอเนี่ยยยย..

 

 

เดินไปครึ่งทาง… วิวสวยมากกก มีความสุข ประทับใจ บรรยายไม่ถูก

แต่โชคร้ายที่ครึ่งทางหลังเส้นทางนั้นกลับปกคลุมไปด้วยหมอก.. หมดกันความหวังที่จะได้ถ่ายนาขั้นบันไดสวยๆ ก็อุตส่าห์เดินช้าๆเพื่อรอหมอกจางหายไป แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย.. ก็ถอดใจเดินดูธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านแทนละกัน

เดินไปเรื่อยกว่าจะครบก็เย็นละเดินกลับเข้ามาในเมืองอีก 3Km ขาลากพื้นมาเลยทีเดียว

 

 

กลับไปพักผ่อน อาบน้ำอาบท่า แล้วคุยเรื่อง one-day trip ไปเที่ยวตลาด BacHa วันพรุ่งนี้กับเจ้าของที่พัก ตกลงเรียบร้อย เจ้าของเค้าก็พาไปกิน Lau (อีกแล้ว) ทีเด็ดของเค้า แล้วเค้าก็เปิด local white wine มาเลี้ยง… เห็นชื่อแล้วน่าสนใจ แต่มาพอเสิร์ฟ เชี่ย!!! เหล้าขาวบ้านเราดีๆนี่เอง จิบไปนิดเดียวจอดเลย ถ้ากินมากกว่านี้อ้วกพุ่งแน่ๆ ไม่ถูกกับเหล้าขาวเลย กินบนค่ายทุกวันจนได้กลิ่นไม่ได้เลยจริงๆ แค่ได้กลิ่นกระเพาะก็บีบแล้ว แง่งๆ

จบวันที่ร้านกาแฟในตัวเมือง อากาศเย็นๆละเลียดช็อกโกแล็ตร้อนๆมันมีความสุขจริงๆ

=============================

ตื่นมาแต่เช้า จัดแจงเก็บของ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วก็ขึ้นรถตู้ร่ำลา Sapa แล้วเราก็ไปเที่ยว Bacha กันต่อ โย่วๆ

นั่งรถตู้ทั้งวันไป Bacha Market ที่แนะนำกันนักกันหนา.. แต่พอไปถึงแล้วไม่มีเชี่ยอะไรเลย.. ไปดูตลาดค้าสัตว์ ชมวิว ดูตลาดชาวเขาหลายเผ่า แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ราคาก็ไม่ถูก แนะนำว่าใครจะมาเที่ยวจงอยู่ซาปาให้หนำเสียเถิด

 

แวะกินข้าวเที่ยงที่นี่ รวมอยู่ในทริปด้วย (ซึ่งต้องใช้การเจรจานิดหน่อย เพราะเค้าทำเป็นลืม ฮึ่มๆ!! กูไม่ยอมหรอกนะ!! ครั้งเดียวเกินพอ!)

จากนั้นก็ไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่บ้าน ดูการหมักไวน์ข้าวโพด (Corn Wine) แต่หลังจากที่ชิมแล้วมันก็คือเหล้าขาวดีๆนี่เอง เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวโพด บรึ๋ยๆ

 

เสร็จแล้วก็ดูชายแดนเวียดนาม-จีน เมืองจีนแค่เอื้อม แลดูอีกฝั่งนึงเจริ๊ญเจริญญ.. แฮะๆ ถ่ายรูปพอเป็นพิธีแล้วก็นั่งรถกลับเข้าเมือง Laocai แลกตั๋วรถไฟ แล้วก็นั่งชิวที่ร้านกาแฟแถวนั้น รอรถไฟออก….

ขากลับได้รถไฟแบบ Hard-Sleeper นั่นคือ 6 เตียง/ห้อง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 3 เตียงชั้นกันอยู่ ยังกะห้องเก็บศพ >< อารมณ์ประมาณตู้นอนชั้น 3 อ่ะ.. ไม่มีน้ำให้ สภาพเยินมากก สกปรก ขยะไม่เก็บ เหม็นบุหรี่ มีกาจั๊ว ห้องน้ำเจ๊ง น้ำไม่ไหล สราดดดดด!!! เจอสาวยุโรปคนนึงไอ่เราก็นั่งเม้าท์กันยกใหญ่ เค้าก็เหลืออดเหมือนกัน พอพูดถึงไทยแลนด์เค้าก็บอกว่าดีกว่าเยอะมากกกกกกก!! ทั้งๆที่เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าเทียบกับที่นี่เป็นรถไฟชั้น 1 เลยล่ะ จริงๆนะ

สำหรับใครที่สนใจไปซาปาถ้าไม่ได้อยากลิ้มลองประสบการณ์รถไฟเวียดนาม สามารถเลือกนั่งรถบัสก็ได้นะครับ เป็นรถนอนเหมือนกัน นอนแบบว่าเตียงนอนเลยนะ ไม่ใช่เก้าอี้เอนเหมือนบ้านเราถูกกว่า เร็วกว่า ดูจากรูปมันสะอาดกว่านะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องกลิ่นเหมือนกัน เพราะมันวางเตียงติดๆกันเลย ไม่รู้ว่าหันหัวชนหัว หรือหัวชนเท้า บรึ๋ยย..  backpacker เท้าเน่าๆ มาอยู่รวมกันในที่ปิด กลิ่นคงอบอวลกันเลยทีเดียว ลองดูนะครับ ใครเคยนั่งเข้ามา comment แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

จากที่ได้อยู่ซาปา 2 คืนสรุปได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นฝน จงดีใจเสียเถิดเพราะนั่นหมายถึงคุณจะได้ใช้ชีวิตที่ปราศจากหมอกปกคลุมชั่วระยะหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของตากล้องมือฉมังทั้งหลายที่จะได้เก็บภาพชัดๆกลับไปอวดชาวบ้านชาวช่อง.. เพราะเมื่อผ่านช่วงโปรโมชั่นนี้ไปแล้วคุณอาจจะไม่มีโอกาสได้ถ่ายวิวเกินระยะ 5 เมตรอีกก็เป็นได้… เพราะหมอกมันกลืนกินเร็วเหลือเกินนนน 

Tagged with:
Nov 11

นอนๆหลับๆตื่นๆตลอดทางเลย.. ระยะทางแค่ไม่กี่ร้อยโลแต่ทำไมใช้เวลาเดินทางนานขนาดนี้ก็ไม่รู้ รถไฟไทยที่ว่าช้าแล้ว รถไฟเวียดนามช้ากว่ามากกกก… แต่ที่ต่างคือ เค้าตรงเวลานะเออ  ออกตรง ถึงตรงเป๊ะๆ

เอี๊ยดดด.. ถึงแล้ว Ga Lao Cai สถานีลาวไกปลายทางของเรา เดี๋ยวต้องนั่งรถต่อขึ้นไปที่ SAPA อีกประมาณ 1 ชม ออกจากสถานีก็เดินไหลๆตามน้ำไปกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ พอออกมาแล้วก็ถึงเวลาถูกต้อนขึ้นรถแล้วล่ะ คงไม่ต่างไปจากเมืองท่องเที่ยวอื่นๆทั่วโลกละครับ รถตู้ก็มาจอดออๆกัน แล้วก็คอยเรียกลูกค้าขึ้นรถ เรียกถูกบ้างแพงบ้างตามความสามารถของตน ส่วนกลุ่มเราก็อิงราคาตามที่สถานีรถไฟติดป้ายไว้ว่าห้ามเกินคนละ 35,000 VND ได้ราคานี้ก็โอเคละขึ้เกียจไปตบตีกับเจ้าอื่นละเก็บแรงไว้เดินบน SAPA ดีกว่า ^^

ก็รอเรียกลูกค้าจนอีกขบวนแมร่งมาถึงอ่ะคิดดู ประมาณ ชม นึงได้ จนที่จอดรถโล่งหมดแล้ว ไอ่เราก็คิดว่าใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ได้ไปๆ ในที่สุดรถก็ได้เคลื่อนตัวออกไปเสียที

ทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางขึ้นเขา ถ้าให้เทียบก็น่าจะเป็นทางขึ้นปาย แต่โหดน้อยกว่านิดนึง ระหว่างทางจะเห็นอยู่ 2 อย่าง.. ไม่นาขั้นบันได ก็หมอก ใช่สิ.. นี่เรากำลังเดินทางไปยังเมืองแห่งสายหมอก ก็ต้องมีหมอกเป็นธรรมดา ยิ่งขับขึ้นสูงเท่าไรหมอกยิ่งทึบเท่านั้น ทัศนวิสัยแย่มาก แต่ถึงกระนั้นคนขับก็มิได้ลดความเร็วเลยยย เสียวจริงๆ แต่ในใจลึกๆก็รู้สึกตื่นเต้นมากๆ หมอกเต็มไปหมด ตอนนั้นคิดแค่นั้นจริงๆ ตื่นเต้นและดีใจที่ได้มาเมืองในความฝันได้อีกเมืองหนึ่ง ^^

นั่งประมาณ 1 ชม ก็มาถึง คนขับรถก็ใจดีมาส่งใกล้ทางขึ้นที่พัก พอดีที่พักเราจองแบบอยู่บนเขาหน่ะ เดินไกลหน่อยแต่วิวสวยดี และที่สำคัญที่พักถูกมากกกกก ตกคนละ 150 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าด้วยนะเออ เทียบกับสภาพห้องพักนี่คุ้มค่ามากกก 🙂

พอลงจากรถภาพแรกที่โคตรน่าจดจำ และประทับใจนั่นคือ… กรูมองอะไรไม่เห็นเลยสราดดดด เมืองแห่งหมอกของจริง นี่มัน Silent Hills ชัดๆ กูเชื่อแล้วว่ามีเมืองอย่างงี้จริงๆ แบบว่ายืนห่างกันเกิน 10 ก้าวก็มองไม่เห็นแล้วล่ะ ระหว่างที่ตะลึงอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงมอไซค์บีบแตรเข้ามาในโสตประสาท อ๋ออออ.. กูรู้แล้วที่คนเวียดนามกดแตรเป็นว่าเล่นก็เพราะเหตุนี้นี่เอง.. แม่งมองอะไรไม่เห็นจริงๆ และที่สำคัญอีกอย่างเวลามา SAPA เค้าให้พกไฟฉายไปด้วยเพราะเมื่อสิ้นแสงตะวันคุณจะมองอะไรไม่เห็นเลยจริงๆ SIlent Hills อีกแล้ว ที่อ่านๆมาเค้าบอกว่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่ SAPA มีค่า 100% นั่นคือ ไอน้ำไม่สามารถละลายในอากาศได้อีกแล้ว สิ่งที่เรามองเห็นก็จะเป็นหยดน้ำเล็กๆแขวนลอยอยู่ในอากาศ และอากาศที่เราหายใจเข้าไปนั่นก็คือน้ำทั้งนั้น.. เป็นที่น่าสังเกตุว่าเราแทบไม่ต้องพกน้ำติดตัวเลยตอนขึ้นลงเขา เพราะร่างกายเรารับน้ำตลอดเวลาอยู่แล้ว

เอาละ ลงรถมา 3 ย่อหน้าล่ะ ทีนี้จะได้เดินขึ้นที่พักเสียที ฮ่าๆ..  กางแผนที่พร้อมงงไปอีก 5 นาที… ให้นึกภาพผังเมืองที่มีทั้งที่สูงที่ต่ำซ้อนกันไปมา แล้วตบทุกอย่างให้เป็นระนาบเดียว… แสรดดดดด กูงง!! อะไรที่กูคิดว่าใกล้ๆ แต่ที่จริงกูต้องปีนขึ้นไป..แสรดด อีกที ฮ่าๆ

 

เราก็เดินไปตามทางแล้วก็ได้เจอกับ Starlight Hotel วู้วๆ มองข้างนอกก็ไม่เลวแฮะๆ แล้วเค้าก็ใจดีให้ checkin ตั้งแต่ 9 โมงเลย 🙂

วิวจากห้องพัก วู้วววๆๆ

เก็บของ ชักภาพ พักเหนื่อยสักพัก แล้วก็ไปตามเก็บ check point ที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ ร้าน Baguette & Chocolat ในตำนาน ใครที่มา SAPA ต้องมานั่งชิวๆจิบกาแฟและช็อกโกแล็ตที่นี่ และที่สำคัญร้านห่างจากที่พักไม่ถึง 100 เมตร สุดท้ายก็กลายเป็นร้านนั่งชิวพักผ่อนของเราไปเลย ฮ่าๆ

 

กินเสร็จ พลังเต็ม ก็กลับไปจัดแจงเปลี่ยนชุดพร้อมลุยกันละ ไปแวะที่ Tourist Information ก่อนเลย ได้แผนที่มาทีนี้ก็ได้เวลาลุยของจริง! วันนี้เราตกลงจะขึ้นไปดู City View ที่เขาฮัมรอง (Hamrong Mount) มีทั้งสวนพฤษศาสตร์ สวนหิน และเสาส่งสัญญาณวิทยุ ระหว่างทางก็มีแต่หมอกๆ สุดท้ายวิวเมืองของเราก็คือ หมอกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  จบกันสำหรับวันแรกใน SAPA ไม่เห็นอะไรเลย เฟว

 

แต่ไม่เป็นไร เรายังมีอะไรสวยๆให้ถ่ายในนี้อีกเยอะแยะเลย ลุยๆ

แวะกินชา กินกาแฟ กินไข่ปิ้ง กินข้าวหลาม และน้ำจิ้มสูตรพิเศษคือ ผงชูรสกับเกลือกับถั่วป่น โอยยยยย.. ประเทศนี้กินเป็นแต่ผงชูรสเหรอเนี่ยย บรื๋ยยย.. ปากบึนเลย

 

สวนหินสวยๆ

 

แสงเริ่มหมดละลงไปหาอะไรกินในเมืองกันดีกว่า แล้วจะได้เดินตลาดนัดชาวเขาด้วย

เย็นก็จบลงที่เหลา – Lau – Hotpot ที่ขาดไม่ได้นั่นคือ เอ้า!! พูดพร้อมกันสิ๊… ผงชูรสสสสส 
น้ำจิ้มเหลาคือ ผงชูรสกับน้ำอะไรดำๆไม่รู้เหมือนซีอิ๊ววว ขึ้นสมองเลย หลายคนคงบอกว่าก็ไม่ต้องกินมันสิ เออ ฉันก็ไม่กิน แค่ในน้ำซุปนี่สิ… อูมามิ มากๆ

ไปเดินช็อปปิ้งตลาดนัดชาวเขา มีทั้งม้ง เย้าแดง ไทดำ ไทขาว และอีกมากมาย แต่งานที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือของเย้างานละเอียดมากกก สวยมากก และที่สำคัญขายของเก่งมากก ตัดราคากันมันส์ ต่อราคาไม่ได้แถมให้เท่านั้น แบบว่าการตลาดแพรวพราวมาก ฉันคิดเลขไม่ทันเลยทีเดียว เชื่อว่านักการตลาดมาเห็นคงต้องปรบมือให้ เย้าแดงชนะเลิศศศศ

อากาศชักจะหนาวไม่ไหวแล้ว ฝนก็ตกหนักขึ้นทุกที เราก็ขอไปหลบพักที่ร้าน Baguette & Chocolat กันอีกรอบ จากนั้นก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน 🙂

Tagged with: