Jul 05

หลังจากทำงานถึงหกโมงเย็นติดต่อกัน 4 วัน ก็ได้เวลาออกไปแรดบ้างล่ะคร้าบบ

จริงๆแล้วในแต่ละวันหลังเลิกงานก็จะเป็นช่วงเวลาของการหาข้าวเย็นอร่อยๆกินและท่องราตรี ร่อนเร่ไปตามสถานที่ต่างๆ ที่ไปกินมาก็.. บักกุตเต๋ ข้าวมันไก่ yoshinoya สิงคโปร์ ปูยักษ์จัมโบ้ บุฟเฟ่ต์ชาบูพร้อมปูและเนื้อแกะ 20$ คุ้มสราดดด ละเลียดชา TWG เยี่ยงผู้ดีตีนแดง..พร้อมมากาฮองและสโคน จากนั้นก็ไปนั่งชิวๆจิบน้ำบ๊วยชมวิวริม Marina Bay

วันสุดท้ายหลังจบงานก็ไปเข้า Museum เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย ช่วงนี้มี Harry Potter & Andy Warhol Exhibition พอดี ค่าเข้า 28$ มีบัตร Exhibitor ลดได้อีก 15%…  ว้าววววว ก็จัดไปสิฮะ

เสพศิลป์เรียบร้อยก็กลับที่พักเตรียมตัวไปช็อปปิ้งที่ Mustafa กันต่อ เค้าว่ากันว่าเป็นเจ้เล้งของสิงคโปร์ ร้านใหญ่มากกกก ของเยอะมากกกก ซอกแซกมากกกกก และแขกเหม็นมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ><  ซื้อเสร็จกลับมาสลบเหมือดดด

แล้วก็มาถึงวันเที่ยวหนึ่งวันเต็มของเรากับ Universal Studio Singapore กลายเป็น The Must ของการมาทริปสิงคโปร์เสียแล้ว จากแต่ก่อนมาทั้งทีก็ต้องมานั่งกระเช้าข้าม Sentosa ไปดู Underwater World ตอนเย็นก็ดูการแสดงม่านน้ำพุ และ Merlion ยิงเลเซอร์ ฮ่าๆ

วันที่เราไปเป็นวัน Super Peak Day นั่นคือ เป็นวันที่คนเข้าชมเยอะสุดและราคาตั๋วแพงสุด แต่ก็เป็นวันที่ปิดช้าสุด (10am-9pm) และมีขบวนพาเหรดตัวละครต่างๆและการแสดงดอกไม้ไฟ

ตื่นมาจัดเตรียมอุปกรณ์กันดำเรียบร้อย ยัดอาหารเข้าปากแล้วก็โบกแท๊กซี่ไปทันที ถึงนู้นก็ราวๆ 10 โมง พอดีซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าแล้ว ก็เลยไม่ต้องต่อคิวเยอะ แต่จากประสบการณ์ของผู้ที่เคยมาแล้วบอกว่า ต้องซื้อ Express Pass เท่านั้น ราคาแพงแต่คุ้ม… ราคาแม่งแพงจริงๆเหอะ ราคาเหมือนซื้อตั๋วสองใบเลย ><  ค่าผ่านประตู 74$ บวกค่าบัตรเบ่งอีก 50$ รวมเป็น 124$ คูณเป็นเงินไทยก็ 3100 บาท  กรี๊ดดดดดด..   สลบคารูปโลก ><

ก่อนเข้าไปเรามาดูกติกาของบัตรเบ่งกันหน่อยดีกว่า บัตรเบ่งหรือเรียกอีกอย่างว่าบัตรวอนตีน เป็นบัตรอภิสิทธิ์ชนที่สามารถเล่นเครื่องเล่นได้โดยไม่ต้องต่อแถวร่วมกับสารขันธ์ชน สามารถเข้าช่องแยกเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่เข้าไปแล้วจะได้เล่นทันที และจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงเทพมาจุติ เจ้าหน้าที่จะอัญเชิญให้ไปนั่งที่นั่งที่ดีที่สุดก็คือแถวแรกสุด เพื่อจะได้ดื่มดำความเสียวคิมูจิอย่างเต็มสตรีม.. 

หลายคนคงจะสงสัยว่าบัตรนี้วอนตีนอย่างไร ก็เนื่องจากแถว Universal Express Line กับ Normal Line เป็นแถวที่ตีคู่กันไป ประมาณว่าเค้าต่อแถวขดเป็นงูรอเล่นอยู่สัก 2 ชม. แต่ท่านสามารถร่อนไปได้แบบเท้าไม่ต้องติดพื้น ร่อนผ่านสาธุชนทั้งหลายที่พร้อมใจกันส่งสายตาอาฆาตมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า และมองตามท่านตั้งแต่ท่านเข้าจนลับขอบเมฆเลยทีเดียว พอร่อนไปถึงเครื่องเล่นด้วยเวลาไม่ถึง 5 นาที เจ้าหน้าที่ก็จะส่งสัญญาณเบรกแถวธรรมดา แล้วผายมือเชิญเราเข้าไปนั่งทันที…   มันน่าวอนตีนมั้ยละท่านทั้งหลาย 🙂

บัตรเบ่งจะอนุญาติให้ท่านเบ่งได้เครื่องเล่นละ 1 ครั้งเท่านั้น หากอยากเล่นซ้ำก็ต้องไปต่อแถวนะจ๊ะ ไม่งั้นคงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันแน่ๆ แง่บๆ

แต่ด้วยความเป็นอภิสิทธิ์ชนป้ายแดงที่ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไร ไปถึงเครื่องเล่นแรก Transformer ที่เป็นเครื่องเล่นที่คนอยากเล่นมากสุด ไอ่เราก็เข้า express line ตรงดิ่งทันที เดินเข้าไปเหงื่อยังไม่ทันแห้ง ก็ต้องเล่นเลย ยังไม่ทันตั้งตัวเลยคร้าบบบ.. เล่นเสร็จแต่ละคนมองหน้ากันแล้วบอกว่า มันเกิดอะไรขึ้นฟร่ะเนี่ยย มันผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินนน ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย.. บางทีการที่ต้องต่อแถวมันก็เป็นการบิ๊วด์อารมณ์ไปในตัวเหมือนกันนะ พอได้เล่นแล้วมันจะรู้สึกว่ามีคุณค่า ประมาณว่ากูต่อแถวมาเป็นชั่วโมงเพื่อสิ่งนี้นะ ดีใจน้ำตาไหลพรากกกก

–ไม่เป็นไรเดี๋ยวมาซ้ำ ตอนคิวน้อยๆ

 

ย้อนนนนกลับมาก่อน..  Universal จะแบ่งเป็นเมืองใหญ่ ตามแผนที่นี้เลย แต่ละเมืองก็จะมี Attraction แตกต่างกันไปตาม Theme ของเมืองนั้น ระหว่างทางก็จะมีตัวละครมายืนรอให้ถ่ายรูปเป็นระยะๆ แต่เครื่องเล่นเด็ดๆเสียวๆก็จะรวมอยู่ที่เมือง Sci-Fi นี่ละ เจาะไปทีละอันเลยดีกว่า

 

Transformer – เป็นเครื่องเล่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาไม่นาน และเป็นที่กล่าวขานถึงความเจ๋งอยู่ตลอด พอใครรู้ว่าจะไป USS ก็จะบอกว่าอย่าลืมเล่น Transformer นะมันเจ๋งมาก.. พอได้ลองดูแล้วก็เจ๋งจริงๆหว่ะ เป็น Simulator ยุคใหม่ที่สมบูรณ์มากๆ ถ้าให้อธิบายคร่าวๆมันก็คือที่นั่ง 4DX ที่วิ่งไปตาม track ตาม story เรื่อยๆ พร้อมกับจอฉายภาพสามมิติ Polarization ขนาดใหญ่ รวมๆน่าจะประมาณ 4-6 จอ ทำให้เหมือนหลุดไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ เนียนมากๆยอมรับเลย.. ฉากวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ลมแรงจริงเสียวจริง ไอ่ฉากตกจากที่สูงนี่ก็วูบไปเลย มันไม่น่าเชื่อที่เก้าอี้ที่เรานั่งทำมุมกดไปนิดเดียวเอง แต่ความรู้สึกเหมือนคว่ำหน้าตกไปจริงๆ คนที่นั่งอยู่ในชุดเดียวกันก็กรี๊ดกร๊าดกันตลอดเวลารับประกันความเสียว  แต่ขัดใจอย่างเดียวคือเรื่องของความคมชัดถ้ามันทำได้ชัดกว่านี้ เชื่อว่าเราจะแยกไม่ออกเลยจริงๆว่าของจริงหรือปลอม… อูยยยยยส์ ชักอยากลองดูละ รีบๆปรับนะ USS.. เอาเป็นว่าใครมีโอกาสไปก็ต้องไปจัดลองดูนะครับ ^^

Cylon & Human – เป็นเครื่องเล่นตระกูล coaster แบ่งเป็น 2 ระดับความเสียว คือ Cylon ห้อยขาและตีลังกา+เกลียว ส่วน Human จะมีที่วางเท้า ไม่มีตีลังกา โดย 2 เครื่องเล่นออกแบบมาให้เสมือนแข่งขันกัน คือจะปล่อยตัวออกพร้อมกัน สร้างความเฮฮากรี๊ดกราดได้อย่างมาก ฮ่าๆ Cylon สนุกดีๆ

ก็เดินเล่นไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปเรื่อย เข้าเมืองนู้นออกเมืองนี้ กินๆ เดินไปเดินมาก็เย็นแล้ว ก็รอดูขบวนพาเหรดตอน 6:30pm ดูเสร็จก็ไปต่อแถวสามัญชนเล่นซ้ำอีก 2 รายการคือ Transformer และ Cylon ทำให้ได้รู้ว่าการต่อแถวมันทำให้เล่นสนุกขึ้นจริงๆ และการนั่งแถวหน้าสุด กับท้ายสุดมันก็คนละฟีลลิ่งจริงๆ มันส์มากคร้าบบบบบบบบบบ 🙂

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็รอ Firework ตอน 9pm เลยละกัน นั่นกินนอนกินรอจุดพลุ พอการแสดงเริ่มแทบจะหาแว่นกันแดดมาใส่ทันที แสดงสว่างมากกกกกกกกก…. สุดท้ายก็ต้องมองผ่านกล้องถ่ายรูปเอา ไม่งั้นตาบอด แต่ที่เซ็งคือลมมันพัดเข้าหาคนดู โดนรมควัน แถมเศษซากเขม่าตกลงมาใส่หัวใส่ตัวเต็มไปหมด ตอนแรกก็ไม่คิดอะไรมาก แต่กลับมาไทยแล้วยังเป็นร่องรอยจ้ำแดงใต้ผิวหนังที่แขนมาจนถึงบัดนี้ โกดดดดดดดดดดด

แล้วเราก็ได้เที่ยว Universal Studio สมใจซะที เย่ๆ จัดซะเต็มเหนี่ยวเลย ตั้งแต่เปิดจนปิดเลย มีความสุขดีครับ เป็นการเที่ยวเต็มวันที่สนุกดี นึกถึงตอนเด็กๆเวลาไปเที่ยวสวนสยามกับครอบครัว ^^

กลับมาก็แพ็คของ พักผ่อน เตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้นคร้าบบบบบบบบบ..

จบไปแล้วการเดินทาง 7 วัน ที่แสนสั้น.. หวังว่าจะได้เจอกันใหม่นะ เจ้า Merlion ที่ไม่เคยไม่ซ่อมสักคราาาาา

Tagged with:
Jul 02

(1 SGD = 25 THB)

ห่างหายไปปีกว่ากับการเดินทางออกนอกประเทศ ช่างรวดเร็วเสียนี่กะไร พอได้ดี๊ด้าออกนอกประเทศก็ต้องเก็บเรื่องราวมาเล่าเสียหน่อย 🙂

การไปสิงคโปร์รอบนี้ได้รับมอบหมายจากบริษัทให้ไปออกบูธที่งาน CommunicAsia 2012 เพื่อโปรโมทสินค้าตัวใหม่จากการร่วมมือกันระหว่างหัวลำโพงและสามย่าน หลังจากปีที่แล้วได้ไปเปิดตัว MOLOME แล้วได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และเกิดการต่อยอดทางธุรกิจอีกมากมาย

#รู้สึกชักจะเริ่มทางการไปล่ะ เปลี่ยนโหมดๆ

ถ้าดูจากจำนวนวันที่ไปก็คงคิดว่าจะเป็นอิหรอบเดิมกับ Business Trip ทั่วไป แต่หารู้ไม่ 7 วันที่นับได้นี้ ทำงานสัก 5 วันเข้าไปล่ะ เหลือเวลาไปแรดเต็มวันได้ 1 วัน อีกวันตื่นมาก็ต้องกลับล่ะฮะ

บล็อกนี้จะแบ่งเป็น 2 ภาคนะฮะ เพื่อแบ่งแยกบรรยากาศการทำงานและการท่องเที่ยวออกไปให้ชัดเจน ^^

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ภาคทำงาน (18-22 Jun)

อยากจะสารภาพว่าก่อนไปออกบูธเนี่ย ความรู้ในตัวผลิตภัณฑ์เข้าใกล้ศูนย์มากเนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องปั่นโปรเจคลากยาวมาไม่จบเสียที ปั่นงานไปจนถึงนาทีสุดท้ายเลยก็ว่าได้ เอาวะ! ค่อยไปบรีฟกันหน้างานละกัน

คณะเดินทางครั้งนี้ไปกัน 6 คน แบ่งทีมทำงาน 3 คน (เรา เกด พี่เม่น) ส่วนอีก 3 คนมาให้กำลังใจและท่องเที่ยวเป็นหลัก (นู๋เนย นู๋นิช ปี้แองจิ้ม)

18 Jun
ไปถึง Changi บ่ายสาม ก็รีบจับแท๊กซี่บึ่งเข้าที่พักทันที เพื่อไปจัดบูธให้ทัน 5 โมงเย็น ปีนี้เนื่องด้วยงบมีจำกัด จึงถูกอัปเปหิไปอยู่ชั้น 5 ซึ่งห่างไกลปืนเที่ยงมากกกกก.. ใครเคยไป Marina Bay Sands คงไม่น่าเคยขึ้นไปเกินชั้น 3

Thailand Pavilion ปีนี้เจ้าภาพร่วมระหว่าง Software Park และกรมการส่งออก จัดบูธแบบ minimalist แต่กลายเป็นว่าโดดเด่นที่สุดในชั้นนั้นแล้วมั้งเพราะประเทศอื่นๆตั้งบูธเป็นคอกหมดเลย แต่ของไทยเป็นโล่งๆ แล้วมี Stand กว้าง 1 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร วางเฉียงเรียงรายกันอยู่ และบูธของบริษัทเราก็เป็นบูธที่ทำเลดีสุด หันหน้าเข้าทางเดินหลักและอยู่หน้าสุด การันตีได้ว่าใครเดินเข้ามาชั้น 5 ต้องเห็นบูธเรา เพราะเด่นและมีพริตตี้สาวสวยยืนยิ้มแย้มเตรียมให้ข้อมูลอยู่ 🙂

แต่สุดท้ายก็มีปัญหาจนได้เนื่องจาก Organizer ของ Thailand Pavilion ให้ข้อมูลและเตรียมการได้แย่มาก ขนาดบูธก็บอกผิด เราสั่งจอ LCD 22”  มาบอกว่าบูธแคบมากไม่มีที่ตั้ง แม้แต่จอ LCD ก็ตั้งไม่ได้ ต้องสั่ง Stand มาตั้ง ถามชัวร์แล้วว่า stand ใช้กันได้ พอมาถึงหน้างาน มี stand มาตั้งข้างๆ แต่จอวางอยู่ที่บูธ (อ่าววว ไหนบอกไม่มีที่ฟร่ะ) ถามไปถามมาคุยกับช่างที่นู้นบอกว่า จอ 22” ติดบน Stand ไม่ได้ ต้องขนาด 32” ขึ้นไป.. ไอ่คุณ Organizer ก็หายหัวไปล่ะ ต้องไปติดต่อเอง คุยไปคุยมาเอาว่ะ เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มแถมคิดค่าปรับอีก 10% ตอนนั้นทุกคนเดือดดดด..อยากกรีดหน้า Organizer มาก.. พี่ในทีมจะโทรไปวีนละ แต่ Organizer แม่งเงินในมือถือหมด รับสายไม่ได้อีก แสรดดดดดด..

จบวันแรกไปด้วยอารมณ์นอยด์สุดๆ กลับที่พัก  รีบไปหาของกิน เดินๆกินข้างถนนใน China Town ราคาเฉลี่ยประมาณ 6-10 SGD ประมาณ 150-250 บาท (วันแรกๆยังแปลงเป็นเงินไทยอยู่ ทรมานใจมากกกก)

กินเสร็จก็กลับมาพักผ่อน ซื้ออาหารไปฝากพี่อีกคนที่ขาเดี้ยงอยู่ แล้วก็บรีฟงานนิดหน่อย (ข้อมูลในหัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 20% ล่ะ แฮะๆ) จากนั้นแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับวันงานรุ่งขึ้น

19-22 Jun
ตื่นมาแต่เช้า.. ตื่นเต้นจังเลย เป็นงานระดับอินเตอร์งานแรกของเราเลย ที่สำคัญมันต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วยนี่แหละ เป็นอะไรที่กังวลมากกกกกกกกกกก อุปสรรคลำดับรองลงมาคือเรามีข้อมูลในตัวผลิตภัณฑ์น้อยมาก ขนาดพูดภาษาไทยยังยากเลยฮะ แล้วนี่จะให้พูดภาษาอังกฤษอีก ไม่ต้องพูดถึงเลย เละ! พูดตรงๆเลยนะ โคตรเครียดเลย.. เครียดจริงๆ ถ้าเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันหรือในสิ่งที่เราคุ้นเคยและมีข้อมูลอยู่ในหัว ผมจะไม่เครียดเลย ยังพอพูดแถไปได้ แต่ตอนนี้ข้อมูลมันเป็นในเชิง Concept มาก และคนที่มาคุยส่วนใหญ่เค้าต้องการถามข้อมูลในเชิงลึก กูละอึ้งแดรกเลย…  สารภาพเลยว่าวันแรกนี่คิดเยอะมากคิดคำพูดอยู่ในหัวตลอดเวลา คิดวกวนไปมา คิดแบบดักทุก combination ถามมางี้ตอบงี้ เครียดจนถึงขนาดว่าอยากจะออกไปจากบริเวณนั้นเลยจริงๆ พยายามเลี่ยงไม่รับหน้าแขกตลอด ประมาณว่าฉันออกไปรับแขกเมื่ออีก 2 คนไม่ว่างเท่านั้น แม่งเลวจริงๆ แต่ตอนนั้นรู้สึกแย่จริงๆ รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมากกกกกก เล็กจนอยากจะให้เอาไม้กวาดกวาดทิ้งเลยทีเดียว ก็ต้องขออภัยพี่เม่นและเกดด้วยนะฮับ ที่ทำตัวเยี่ยงนั้นไป คงสังเกตกันเห็นหน่ะแหละ

คืนนั้นกลับที่พักก็รีบซ้อมบทพูดเลยทีเดียว ยังไงแล้วพรุ่งนี้ฉันต้องทำได้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้ใครต้องมารู้สึกว่าไอ่นี่ไปทำไมฟร่ะ ไปแล้วไม่เห็นทำตัวให้เป็นประโยชน์เลย

วันที่สองก็ดีขึ้นครับ รับหน้าได้ดีขึ้น กล้ามากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

วันที่สามในความเห็นส่วนตัวดีขึ้นนะ แต่ดันมาเจอ Investor แขกขาวถามคำถาม in-depth มาก แถมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วฉันตอบไม่ได้ด้วย ดูเหมือนเค้าไม่ค่อยพอใจเท่าไร ก็เลยต้องส่งต่อให้เกด และเกดก็ส่งต่อให้พี่เม่นอีกที หึหึ…  ฉันรู้สึกเฟวอีกรอบ ฉันคง Transfer Concept ได้ดีขึ้นตามที่รู้สึกนั่นแหละ แต่ Responsive นี่ยังแย่อยู่ คล้ายๆกับเป็นหุ่นยนต์ยังไงยังงั้น ถ้ายังไม่ได้โปรแกรมมากูก็อึ้งแดรกนะฮะ

วันที่สี่สุดท้ายแล้ว.. ดีใจ จบแล้ว.. เมื่อเทียบกับวันแรกก็รู้สึกว่าพัฒนาขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า average อยู่ ก็คงต้องพัฒนามากกว่านี้ล่ะครับ ยังไงแล้วกลับมาก็ตั้งใจจะปรับ skill ด้วยล่ะครับ ไม่งั้นคงรู้สึกแย่ติดตัวไปมากกว่านี้

อย่างน้อยมางานนี้ก็ดีนะ คือถูกบังคับให้ใช้ภาษาอย่างจริงจัง ได้เห็นรูปแบบภาษาในเชิงธุรกิจ ได้เห็นบรรยากาศงานระดับอินเตอร์ ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากมีโอกาสได้มาเดินดูงาน CommunicAsia บ้าง และครั้งนี้ฉันก็ได้มาแล้ว ไม่เพียงแต่ได้เดินดูงาน แต่ได้มาออกบูธเพื่อนำเสนอผลงานของบริษัทเลยล่ะ 🙂

ภาพรวมหลังจากผ่านไป 4 วัน ก็มีคนเข้ามาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเยอะดีครับ ตั้งแต่นักล่าของรางวัล, developer, investor ลากยาวไปจนถึง CEO ของหลากหลายประเทศที่สนใจใน Product เรา ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิตเลยละครับ ^^

(To be continued…)

Tagged with: