Sep 06

ไปทิเบตครั้งนี้ก็ไม่ค่อยได้ถ่ายคลิปอะไรมากมาย มีเวลาจอดถ่ายไม่ค่อยมาก อยากชื่นชมและสัมผัสกับบรรยากาศตรงหน้า และมีความสุขกับธรรมชาติไปกับมันให้เต็มที่ก็พอล่ะ 

อีกอย่าง memory ในมือถือมีไม่ค่อยมากด้วย ส่วนกล้อง DSLR ไม่ค่อยอยาก Burn Sensor มาก 🙂

พระลามะกำลังถกปัญหาทางธรรมกันอยู่

"…จังหวะการถามตอบของลามะ ดูดุเดือดไม่ใช่น้อย พระลามะที่ถามจะยืนต้อนพระลามะอีกฝ่ายที่นั่งรอคำถาม 
หากตอบช้า ตอบไม่ได้ ทำท่าง่วงหลับ ลามะฝ่ายถามจะเหวี่ยงประคำ ง้างมือขึ้นฟ้าแล้วตบมือล้มมาเชือดเฉือนจนเกิดเสียงดัง
ให้อีกฝ่ายตื่นจากภวังค์และตื่นตัวในการโต้ตอบการสนทนาธรรม…"

 

ระหว่างทางที่แวะถ่ายภาพ Glacier อันใหญ่โตมโหฬาร ก็บังเอิญไปพบกับฝูงแกะฝูงหนึ่ง
เราลองร้องเรียกดูทีนึงปรากฏกว่ามันร้องตามก็เลยยกมือถือขึ้นเก็บภาพคลิปน่ารักๆมาให้ดูกัน

 

ระบำพื้นเมืองของสาวๆทิเบต น่ารักมากครับ สาวๆก็น่ารัก แถมท่าเต้น และเสียงร้องก็น่ารัก 
ผมฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มกริ่มอยู่ตลอดเพลงเลยครับ 🙂

 

ไกด์เทนสิน พาไปกิน Hotpot ที่ Shigatze ครับ ด้วยความสูง 4600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล 
ทำให้จุดเดือดของน้ำลดลงต่ำกว่าปกติเหลือแค่ 84 องศาเท่านั้น ให้ความร้อนไปไม่นานหม้อไฟก็เดือดบ้าคลั่งขนาดนี้เลยครับ
แต่เห็นเดือดมากอย่างงี้ ลวกหมูชิ้นบางๆยังไม่สุกเลยคร้าบบบบบ ต้องทิ้งไว้หลายนาทีเลยละ ^^

Tagged with:
Sep 05

20120729_164814-002

 

ไปเที่ยว Tibet ครั้งนี้กลับมาน้ำตานองหน้าไม่แพ้ New Zealand ของปีที่แล้วเลยครับ

สิ่งที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกิดจากค่าเดินทางแทบทั้งสิ้น

ทริป Tibet นี้เราต้องเดินทางด้วยเครื่องบินทั้งหมด 4 flight และรถไฟอีกหนึ่ง รวมทั้งหมด 5 ทริป

จากรายละเอียด Itinerary Quotation ข้างล่างนี้

Tibet Ground Tour Cost (5 pax in one private Group): 5,060 CNY per person 

July 28th, Flight ticket from Chengdu to Lhasa(MU5473, 06:20 -08:30): 1,650 CNY per person;

Aug. 3rd, Soft-sleeper train ticket from Lhasa to Xining (K9812, 17:00-16:00 + 1 day): 1,200 CNY per person 

Aug. 4th, Flight ticket from Xining to Chengdu (TV9818, 22:30 – 00:10): 1,140 CNY per person

 Total9,050 CNY per person 

 

สรุปได้ว่า เฉพาะค่าเดินทางอย่างเดียวก็ปาไป (3990 x 5) + 11360 = 31,310 บาทละ

ส่วนค่าทริปในทิเบตอย่างเดียวก็ 5060 x 5 = 25,300 บาทเท่านั้น!! ถูกกว่าค่าเดินทางอีก ><

แต่ทริปหนึ่งมันยังมีจิปาถะนู้นนี่อีก.. เรามาดูรายละเอียดกันเลย 

 

 

    Thee
ค่าใช้จ่าย Air Fare ฿ 11,360.00
  Chinese VISA 1,500.00
  Chinese VISA (Extra) (2700-1500)/5 = 240.00
  Tour Deposit ((1662$x31.12฿)+400) / 4 = 13,030.36
  Tour Balance 6490CNY * 5฿ = 32,450.00
  Tour Balance 9050CNY * 5฿ =  
  Oxygen Can 190.00
  Hotel Chengdu 578CNY * 5฿ 592.00
  Driver to Huanglongxi 125CNY*5฿ 625.00
  Airport Business Hotel 180CNY*5฿  
  100 Baht Note Gift for Tenzin 20.00
  Overseas call to Helen 1243.34 / 5 = 248.66
  Instant Food 300.00
     
  Common Expense ฿ 5,519.50
  Individual Expense ฿ 1,705.00
     
  Total Expense / Person 67,780.52
   
   
   
   

กองกลางก็ตกคนละ 5519.50 บาท ส่วนใหญ่ที่จ่ายจะเป็นค่าอาหารแต่ละมือนี่ละครับ เพราะค่าทัวร์มันไม่ได้รวมค่าอาหาร เป็นเฉพาะค่าไกด์ค่ารถค่าน้ำมันค่าที่พักค่าเข้าสถานที่เท่านั้น

รวมไปรวมมาทริปนี้ก็ตกอยู่คนละประมาณ 68k นี่ล่ะครับ..  ไม่ใช่เล่นๆเลย ราคาพอๆกับทริปญี่ปุ่นที่ไปมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วเลยยยยย กะจะไปชิวๆราคาเบาๆสุดท้ายก็มาหนักอีกจนได้ แพงกว่าที่คิดไว้เยอะ แต่พอได้ไปไม่ว่าจะแพงแค่ไหนมันก็คุ้มค่ากับประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาอยู่ดี.. มันส์สุดๆ

จบไปอีกหนึ่งทริป เป็นอีกทริปที่วุ่นวายมากตั้งแต่วางแผนเตรียมการเดินทาง ปัญหาการเมืองภายในมาเซอร์ไพรส์ แผนการทุกอย่างต้องมาเปลี่ยนใหม่หมดกว่าจะนิ่งก็วันสุดท้ายก่อนเดินทาง ทริปนี้มีแทบทุกอารมณ์เหนื่อย สาหัส หงุดหงิด สุข ดีใจ น้ำตา อารมณ์ ปะปนกันมั่วไปหมด แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านี้แหละที่หล่อรวมมาเป็นทริปที่สมบูรณ์ได้ และเป็นสิ่งที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจะเรียกว่าเป็นทริปของ Backpacker อย่างแท้จริง..

 

เก็บตังค์กันต่อไป..

ธีรเดช

"เพื่อความสุข กูจะเที่ยวหลังชนฝา".. ฮัดซ่าาาาา!!

Tagged with:
Sep 05

Day9(4/8/2555) : Train – Xining – Chengdu

                ตึงๆๆๆๆๆ เสียงสั่นเบาๆของรถไฟได้ปลุกผมให้เพิ่มตื่นในเช้าวันใหม่ ศีรษะของผมยังคงลอดอยู่ใต้โต๊ะวางอาหาร แขนขาลำตัวผมนาบติดพื้นและขนาบด้วยเตียงของพี่แป๊บและไอเบิ้มทั้งสองข้าง กี่โมงแล้วไม่รู้คาดว่าคงเช้าพอสมควร เพราะเมื่อคืนเข้านอนเร็ว หลับซะเต็มอิ่มเลยล่ะ ผมมุดหัวออกมาจากใต้โต๊ะ แล้วส่งเสียงทำลายความสุขชาวบ้านชาวช่อง “ตื่นได้แล้วคร๊าบบบบ เช้าแล้ว” สักพักแต่ละคนก็พลิกตัวหันหลังบิดขี้เกียจหมุนตัวกันอย่างกับผ้าขี้ริ้วเอามาบิดน้ำเลย หน้ามันมอมแมมกันไปหมด ทนสภาพความมันไม่ไหวผมเลยไปจัดแจงล้างหน้าล้างตาก่อนจะมาโวยวายเสียงดังในห้องต่อ ขนมเสบียงยามเช้าถูกนำมาแทะโลม กินอะไรได้บ้างน้า แล้วก็คว้าเนสวิต้าหน้าเจย์โชว์มากิน แกะกระป๋องราดบุกลงไปแล้วเทน้ำร้อน นั่งภาวนารอให้ความอร่อยได้ที่แล้วเปิดฝากินกัน รสชาติถือว่าพอใช้ได้เลยล่ะครับ

                หลังกินเสร็จมานั่งดูนาฬิกา โอ้วอีกตั้งหกเจ็ดชั่วโมงแน่ะกว่าจะถึงซีหนิง ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็นอนเอกแขนกกันมองวิวทางนั้นทีทางนู้นที พี่แป๊บก็นั่งดูซีรี่เชอร์ลอคโฮมอย่างเอาเป็นเอาตาย แข่งกับไอเบิ้มกดเกมส์อย่างไม่ลดละ ใครหยุดก่อนเป็นแพ้เลยล่ะครับ ส่วนพี่เจก็แต่งหน้ากลบรอยด่างดำจากแดดทิเบต และทำหน้าที่เป็นดีเจเปิดเพลงกล่อมน้องๆบนรถไฟ เฮียธีร์ก็ทำนู้นทำนี่ ถ่ายรูปเดินไปมา สอนผมใช้โปรแกรมFinancistoในโทรศัพท์บ้าง ส่วนตัวผมเองนอกจากจะนั่งฟังเฮียสอนใช้โปรแกรมแล้ว ผมก็มานั่งดูรูปตัวเอง ดูรูปของคนอื่น นอนกลิ้ง ก่อกวนความสุขไปเรื่อย สบายจังเลยครับ การได้นั่งบนรถไฟเฉยๆสักวันนึงผมว่ากำลังดีเลยล่ะครับ ใครมีโอกาสมาก็นั่งเครื่องมาลงซีหนิงแล้วต่อรถไฟเข้าทิเบตสักหนึ่งวันหนึ่งคืน กำลังดีเลยล่ะครับ

                การได้นั่งรถเฉยๆวันนี้ ไม่มีอะไรที่มันน่าเบื่อเลยครับ ได้นั่งบนฟูกสบายๆ เอกเขนกอยู่บนเตียง หยิบขนมมากิน นั่งคุยไปเรื่อย หัวเราะไปพลาง มองเห็นทุ่งหญ้ากว้างสีเขียว สลับกับทุ่งดอกไม้สีเหลืองบ้าง สีม่วงบ้าง บางช่วงก็ผ่านที่โล่งกว้างอย่างกับทะเลทราบ บางช่วงก็แล่นผ่านทะเลสาบขนาดใหญ่ให้ได้ยลโฉม แนวหิวและภูเขาที่นี่แปลกตามากกว่าทิเบต แต่สวยไปอีกแบบนะ ตรงไหนที่ว่าสวยก็วิ่งไปถ่ายรูปกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะถ่ายไม่ทัน ก็รถไฟมันวิ่งเร็วจะตายนิ กลิ้งไปกลิ้งมาจนหิวก็โซ้ยมาม่าอีกประป๋อง แล้วกลิ้งไปมาต่อบนเวลาแห่งความสุขแบบนี้ สบายมากมายครับ แนะนำเลยว่าจะมาทิเบตต้องนั่งรถไฟ ไม่ได้ขาไปก็นั่งขากลับอย่างผมนี่ล่ะ ^^ สุขล้นเลยล่ะครับ

                บันทึกความทรงจำวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากจะบอกว่า โคตรจะมีความสุขจริงๆที่ได้เดินทางครั้งนี้ เหนื่อยมาก เพลียมาก กินยากมาก มาตลอดการเดินทาง แต่ก็มีความสุขไม่ใช่น้อยที่ได้มาครับ อย่างบนรถไฟนี้แม้ว่าจะได้นั่งเฉยๆ แต่การได้นั่งเฉยๆหลังจากที่ทุกคนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียกันยาวนานก็ทำให้เวลาบนรถไฟนี้มันคุ้มค่า และมีความสุขไปไม่น้อยไปกว่าการได้เดินบนโปตาลาเลย ความสุขนั้นไม่แตกต่าง ต่างแค่สาเหตุที่จะทำให้เราสุขเท่านั้นครับ

                สิ้นสุดปลายทางของสถานีที่ซีหนิงครับ จัดแต่งองค์ทรงเครื่องตัวเอง นับของให้ครบ แล้วรอรถไฟหยุดครับ พวกผมห้าคนพร้อมแล้วที่จะก้าวเท้าเดินออกมาลุยจีนแผ่นดินใหญ่อีกครับ ที่ใหญ่กว่าคือการต่อสู้ชิงดีกับกองทัพชาวจีน ที่ยังแย่งกันออกจากสถานีรถไฟ แย่งกันเดินขึ้นบันได พูดคนกันดูสับสนอลหม่านไปหมด  พวกผมก็เดินกันงงๆออกมาจะไปทางไหนก็ไม่รู้ ผมไม่ได้วางแผนไว้ครับ คิดว่ายังไงก็ไปรถแท็กซี่อยู่ดี แต่พี่ๆจะลองต่อบัสเข้าในเมืองแล้วต่อไปสนามบินอีกที ก็เลยตามนั้นครับ ผมล่ะไม่อยากเลยครับ เพราะผมอ่านภาษาจีนก็ไม่ออก จะดูป้ายอะไรก็ไม่ได้ สื่อสารก็ห่วยขั้นเทพ ลาเลยล่ะงานนี้ สุดท้ายก็ต้องมาต่อราคารถแท็กซี่ครับ แม่งโก่งราคากูเห็นกูหน้าญี่ปุ่นหน่อยก็ไม่ได้ บอกว่าพูดจีนได้นิดหน่อยก็สวดมันต์ร่ายคาถาใส่กรูอยู่นั่นล่ะ ก็บอกว่าไม่รู้เรื่องไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจภาษาคนรึไงฟระเนี่ย แง่มๆๆ นี่ถ้ากัดคนไม่ผิดจะกระโดดกัดคอมันแล้ว บ่นอุบบ่นอิบ นั่นล่ะครับ คุยไม่รู้เรื่อง ผมก็ใช้ภาษาจีนขั้นรากเหง้าคุยกับมัน สุดท้ายก็ได้ราคาที่ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ เพราะมันก็อยากได้มากกว่านี้ ส่วนผมก็อยากได้ถูกว่านี้ แต่มันกลัวว่าจะไม่ได้ลูกค้า พวกผมก็กลัวว่าถ้าต่ออีกแล้วมันไม่เอาต้องไปต่อราคาสื่อสารใหม่ก็ไม่ไหว เลยต้องนั่งรถไปด้วยความจำยอม

                คนไทยห้าคนที่ออกมาเจอะแสงแดดอุณหภูมิร้อนเปรี้ยง ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่สบายนั่งบนฟูกอากาศเย็นอย่างกะเทวดา ณ ตอนนั้นเหมือนถูกถีบตกสวรรค์อย่างไงอย่างงั้นเลยล่ะครับ ต้องมาเดินแบกของหนักสิบกิโลตากแดดร้อนๆ คุยกับคนต่างด้าว ขึ้นรถประทุนเปิดหน้าต่างโดนลมร้อนระดับทะเลทรายซาฮาร่าโกรกหน้า เหงื่อทำท่าออกเป็นหมดเกาะตามตัว ตามซอกหลืบร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่ออย่างต้านทานไม่ได้ โอยยยยย…เพลียจริง พลังที่สะสมมาตลอดบนรถไฟหมดในบัดดล ผมหลับหน้ารถทั้งอากาศร้อนๆอย่างนั้นล่ะครับ ตื่นเป็นห้วงๆหันมาทำหน้าตาดสดใสแล้วหลับต่อ ปลายทางที่สนามบินซีหนิงครับ ถึงแล้วก็จัดแจงจ่ายตังค์โบกมือลาคนขับ แล้ววิ่งถลาเข้าสนามบินทันที

                ที่สนามบินซีหนิงพวกผมอาศัยอยู่นานเลยล่ะครับ ตั้งแต่บ่ายสามกว่าๆยันเที่ยงคืน ก็เครื่องทิเบตแอร์ไลน์อะดิครับ มันดีเลย์ตั้งสองชม. แม่ง…โมโหนิ ยิ่งเพลียๆอยู่ ก่อนจะไปบนเรื่องเครื่องก็ต้องบอกว่าพวกผมมาถึงสนามบินแต่เนิ่นๆเลยครับ กลัวมาไม่ถูกกลัวตกเครื่องเลยมารอที่ตรงนี้ดีกว่า พอมาถึงที่ก็หาของกินในสนามบินกันล่ะครับ หิวเล็กน้อยแต่ต้องการที่นั่งวางของรอเช็คอินครับ เลยเข้าไปนั่งกินนั่งโม้ในร้านบุฟเฟ่ต์อาหารจีนครับ จะว่าไปอาหารรสชาติก็พอใช้ครับ แต่ก็ไม่ชอบอยู่ดี ผมละเบื่อนิสัยกินยากของตัวเองเหมือนกันครับ ไมรู้จะแก้ยังไง นี่ล่ะครับอุปสรรคสำคัญสำหรับ Backpacker อย่างผม ผมตื่นเช้าแค่ไหนก็ได้ จะเดินทางลำบากลำบนแค่ไหน เจอะอากาศร้อนหนาวแค่ไหน ต้องนอนลำบากลำบนนอนบ้านคนอื่นยังไง ผมทนได้ทั้งนั้น มีแต่ไอ้เรื่องกินเรื่องเดียวนี่ล่ะครับที่ผมยอมแพ้ อย่ามาอะไรมากกับกรูเลยเรื่องกินเนี่ย “เน้นกินเพื่ออยู่ อิ่มท้องเพื่อเที่ยว” เท่านั้นครับ ไม่เน้นหาของอร่อยกินหรือลองของแปลก จะลองเมื่ออยากลองหรือมีคนลองแล้วว่าดีจึงจะลอง เพราะฉะนั้นอาหารอร่อยจึงเป็นแค่กำไรในการท่องเที่ยวของผมครับ

                พอพวกผมกินอิ่มก็นั่งโม้ และเล็งมองหาแตงทิเบตสีเหลืองหวานชุ่มฉ่ำมานั่งกินกัน ทำเป็นกระบวนการเลยครับ มีคนนั่งเล็ง วนเดินไปดู แล้วโฉบมาสักครึ่งค่อนถาดได้ ผมเป็นคนเอามาครับโดนพี่ๆเพื่อนๆด่ายับว่าเอามามากเกินน่าเกลียด แต่ตอนกิน จิ้มกันลืมคำด่าผมเลยล่ะครับ ดูสิครับ ผมน่าสงสารแค่ไหน YoY ได้นั่งพักพอถึงเวลาก็เอากระเป๋าไปโหลด เช็คอินแล้วเข้าไปนั่งรอในสนามบินครับ นับว่าเป็นช่วงที่น่าเบื่อที่สุดของทริปเลยครับ นั่งรอแล้วรอเล่า ทนฟังเสียงชาวจีนโวยวาย พูดกันงึมงำเสียงดังน่ารำคาญครับ ผมเลยนั่งเล่นแท็บเบ็ทอ่านการ์ตูนไปเรื่อยกลบเสียงคนพวกนี้ เลื่อนไปเลื่อนมาก็นั่นล่ะครับเที่ยงคืน พอนั่งเครื่องผมขึ้นไปก็หลับทันทีไม่สนใจใคร อาหงอาหารมาไม่สนตรูจะนอน ถึงอีกทีก็จะลงเครื่องที่เฉิงตูครับ

                ถึงสนามบินเฉิงตูด้วยสภาพสะบักสะบอมยับเยินกันแต่ละคน ในช่วงที่สนามบินเฉิงตูนี้แม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายครับในสมองของพวกผมทั้งห้าคน เอาชนะโต้แย้งด้วยเหตุผลและอารมณ์ พร้อมทั้งปล่อยคำพูดออกมาเป็นระลอก ทั้งความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า ไม่พอใจ ขัดแย้ง สุดท้ายอารมณ์มาชนะเหตุผลกันทั้งนั้น ผลลัพธ์คือ ล้มเหลว จากการประเมินของผมนะครับ เนื่องจากว่าวางแผนที่จะนอนสนามบินกันน่ะครับ แต่ทุกคนไม่ไหวกันจริงๆครับ ผมคิดอย่างนั้น แม้ว่าจะได้นอนพักอาบน้ำบ้าง รู้สึกดีกันขึ้นเล็กน้อยในบางคน โดยเฉพาะผมที่หลับได้โดยไร้กังวลที่สุด พอตื่นมาก็มีคนหลับได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่หลับเลยก็มี ผมได้พักและไม่ห่วงของอะไรหรอกครับ เพราะถ้าหลับก็คือหลับ  ส่วนของสำคัญคือเป้ที่เอามาหนุนเท่านั้นครับ จึงไม่กังวลอะไรมาก แล้วที่ล้มเหลวยังไงหรอครับ ก็พอผมตื่นก็เกิดการแตกกระเจิงของทีม หายไปตรงนู้นที่ตรงนี้ที่ เป็นภาวะที่อึดอัดที่สุดเลยล่ะครับ เรื่องมันยาวครับสรุปสุดท้ายผมกับเบิ้มก็พาพี่เจที่ดูอ่อนเพลียที่สุด ไม่ไหวที่สุดเข้าส่งยังโรงแรมเพื่อเติมพลัง ส่วนเฮียธีร์พี่แป๊บก็รอคนขับรถของเฮเลนที่สนามบินครับ และเช้าวันรุ่งขึ้นสี่คนที่เหลือก็เตรียมออกเดินทางเที่ยวในเฉิงตูในวันรุ่งขึ้น จริงๆก็คือว่านี้นี่ล่ะ เพราะเวลาตอนที่ส่งพี่เจเสร็จก็หกโมงกว่าๆแล้วครับ ได้งีบประเดี๋ยวนึงเองครับ ^^

Day9(4/8/2555) : Chengdu(Huanglongxi ancient town) – Bangkok

                เช้าวันใหม่ที่หลับเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เฉิงตูครับ พอรถมารับคนครบ ผม เบิ้ม เฮียธีร์ และพี่แป๊บก็ออกลุยกันเลยครับ รู้สึกว่าตัวเองสดชื่นสุดเลยครับ เมื่อเทียบกับคนอื่น ดูเฮียกับพี่แป๊บอ่อนเพลียเล็กน้อย ส่วนเบิ้มอยู่เวรบ่อยการไม่ได้นอนเป็นเรื่องปกติ ถ้ารู้ว่าเยินขนาดนี้ผมว่าไปนอนโรงแรมเติมพลังจะดีซะกว่าตั้งแต่เมื่อคืนครับ อย่างน้อยจะได้มีแรงเที่ยวของอีกวันด้วย ทุกอย่างมันผ่านมาแล้วก็คงแก้อะไรไม่ได้ครับ เพียงบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยผิดพลาด ครั้งหน้าไม่มีแน่นอนครับทุกคนต้องได้เที่ยวครบ ถ้ามีโอกาสไปกันอีก ส่วนผมถ้าไปเองคนเดียวจะนอนที่ไหนผมก็ไปต่อได้ครับ ทำเอาคิดถึงตอนไปอังกฤษคนเดียวเลย ข้อดีอย่างหนึ่งที่ดีมากๆก็คือ ผมไม่ต้องไปตบตีกับใคร เป็นตัวของผมเอง พาตัวเองให้รอด สุโค่ยจริงๆ ภูมิใจมากครับ ตอนที่ไปเที่ยวคนเดียว ผมเก่งไม่เบาเลยนะครับ ฮ่าๆ ชมตัวเอง ทำไมมาพูดึงเรื่องนี้ได้เนี่ย ^^

                เมืองโบราณหวงหลงซี ผมไม่รู้ประวัติอ่ะครับ ได้ไปสัมผัสบรรยากาศ ดูว่าแต่งเมืองได้สวยดี คิดว่าคงมีการตกแต่งใหม่ทับเมืองเก่าครับ อาหารขนมที่นี่กินได้แต่ไม่อร่อยเลยสักอย่าง คิดว่าทั้งหมดทั้งปวงแล้วคงเป็นความผิดของคนไทยเอง ที่เกิดมาบ้านเมืองเรามีแต่อาหารอร่อยมาก พอไปที่อื่นเลยได้เรียนรู้ว่า แต่ละที่รสชาติห่วยบรมเลยล่ะครับ สิ่งที่ทำให้เมืองโบราณนี้ดูไม่โบราณนั่นก็คือ การที่มีเด็กเล็กผู้ใหญ่วัยรุ่นมาเล่นปืนฉีดน้ำกัน ก็เหมือนสงกรานต์บ้านเราน่ะครับ แต่เค้าเล่นกันเฉพาะที่นี่ เพราะว่าอะไรไม่ทราบ แต่ไม่ใช่วันสำคัญใดๆครับ ทำให้ภาพเมืองโบราณที่จินตนาการไว้มลายหายไป วันนั้นดันเป็นวันอาทิตย์ซะด้วย เด็กๆจึงมาเล่นกันแน่นขนัดครับ นั่นล่ะครับ ทั้งหมดที่จำได้ในหวงหลงซี เดินครบรอบชื่นชมจนถึงเวลานัดก็นั่งรถกลับไปรับพี่เจ และไปยังสนามบินครับ อ่อ…ขอเล่าอีกนิดเกี่ยวกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ มันเอาอีกแล้ว จะถ่ายรูปก็มายืนบัง ยืนแช่ ไม่หลบ ไม่เกรงใจ ผมเลยส่งท้ายก่อนกลับไปสองราย โดยการเอามือปัดออกไปจากลานสายตาแล้วถ่ายรูปต่อด้วยความสะใจ ไม่มีมารยาทเลยจริงๆ ผมเลยขอใช้เชื้อสายจีนดิบๆไร้การกลั่นกรองจากเมืองไทยนี่ล่ะมาสู้สักที สบายใจจริงๆ แค้นนี้ชำระแล้วเพื่อชาวประชา

                บรรยากาศสนามบินก็เหมือนเดิมครับ ทุกคนหลังได้พักได้ผ่อนก็กลับมาเป็นคนปกติ ยกเว้นผมคนเดียวที่ยังบ้าอยู่ ฮ่าๆ กินเคเอฟซีรสชาติห่วยๆ เช็คอินเข้าไปนั่งรอกลับบ้านเกิดเมืองไทยที่รักของผมครับ ลากันที่ครับกับประเทศจีน ครั้งนี้ผมศรัทธาประเทศจีนลดลงอย่างชัดเจน ไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ดีใจที่บรรพบุรุษย้ายมาเมืองไทย ไม่งั้นคงจะแย่เหมือนไอ้พวกนี้ ส่วนทิเบต ยังไงคุณก็ยัง มีเสน่ห์และลี้ลับเสมอ ในสายตาผม …Tashi da rek

                จบแล้วครับบันทึกความทรงจำชีวิตบนหลังคาโลกของผม ทุกอย่างแห่งความทรงจำ ได้แปลรหัสเป็นอักษรเท่าที่จะทำได้ มันคือศิลาจารึกของชีวิตผมครับ ไม่ใช่ของใคร ไม่ต้องเขียนส่งท้ายใดๆกับ(ประเทศ)ทิเบตนี้ ผมได้ถ่ายทอดมันไปหมดแล้ว ทุกความคิด และความรู้สึก ผมยังรอวันประกาศอิสรภาพผ่านดวงตานะครับ และคุณทั้งทิเบตไม่ต้องหวั่นไหวนะครับ พระราชวังโปตาลาจะยังคงอยู่สู้กับพวกคุณตราบเท่าที่คุณยังมีศรัทธาต่อโปตาลาครับ …ถึงเวลานี้ ผมก็ยังคงอยากทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเอง การท่องเที่ยวในแบบของผม การถ่ายรูปในแบบของผม การแสดงอารมณ์ในแบบของผม การเล่าเรื่องในแบบของผม เพราะนี่คือวิถีการเดินทางชีวิตของผมเอง ผมดีใจครับที่วิถีสะพายเป้ของผมมาถึงวันนี้ได้ และจะยังคงดำเนินต่อไป อย่าหยุดคิด อย่าหยุดฝันกันนะครับ ขอบคุณครับ

Happy Ending!!! ^___^

 

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part V(Happy Ending)

Tagged with:
Sep 05

Day7(2/8/2555) : Lhasa – Namso Lake

                ค่ำคืนที่ผ่านมาช่างแสนสั้นจริงๆ นอนยังไม่ทันหายง่วงเลยก็เช้าซะแล้ว เติมพลังยามเช้ากับอาหารเช้าที่โรงแรมใหม่แห่งนี้ เนื่องจากมันไม่ใช่บุฟเฟต์จึงตักตุนเสบียงอะไรไม่ได้ ได้แต่สั่งกินเป็นจานๆ ก็กินๆมันเข้าไปขนมปังทาแยมกับไข่ต้มเนี่ย ยังอยู่ได้ครับ กินเสร็จเก็บของแล้วออกรถทันที วันนี้ไกด์บอกว่าเราชิลด์ๆสบายๆได้ มีเวลาเหลือเฟือ ปลายทางของวันนี้คือทะเลสาบนัมโซ ทะเลสาบที่สวยที่สุดในทิเบตครับ รู้สึกตื่นเต้นหน่อยๆแล้วสิ เห็นว่าคืนนี้จะต้องนอนdormซะด้วย ไม่มีน้ำอาบ ห้องส้วมก็ไม่มีดีๆให้ใช้ อาหารไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง เอาวะๆ ลุยกันเลยครับ

                ในเส้นทางที่ผมได้ออกเดินทางวันนี้ก็ยังคงสวยงามไม่แพ้วันก่อนๆครับ มีท้องฟ้า มีเมฆ มีภูเขาหิมะ ต้นไม้ใบหญ้า และฝูงจามรี สลับผลัดเปลี่ยนเวรกันตลอดทาง ผมได้หยุดจอดถ่ายรูปเป็นช่วงๆ วันนี้เวลาและท้องถนนนั้นเป็นของผมครับ ก่อนจะไปถึงปลายทางก็มีน้ำพุร้อนให้แวะดู จะว่าไปก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากครับกับบ่อน้ำร้อน เดินลงไปดูเดินถ่ายรูป และเยี่ยมชมไข่ที่ต้มสุกแล้วในบ่อน้ำร้อน ตอนนั้นผมก็คิดอยู่ว่า ไม่ว่าบ่อน้ำร้อนที่ไหนก็เอาไข้ไปต้มในบ่อมาให้กรูกิน มีเมนูอื่นให้กรูบ้างมั๊ยเนี่ย ถ้ามีผักลวกจิ้มก็คงจะดี ตอนนั้นคิดเรื่องกินแบบนี้ก็รู้สึกหิวนิดๆครับ เวลาตอนนั้นก็เกือบเที่ยงแล้ว ไกด์แนะว่าอีกชั่วโมงกว่าๆจะถึงที่กิน ที่มีให้เลือกเยอะกว่าตรงนี้ พวกผมก็เลยตัดสินใจหิ้วท้องไปกินอีกที่เลยครับ แต่กว่าจะได้กินก็นานไม่ใช่น้อยนะครับ ทำเอาหิวไปตามๆกัน ดีที่ไม่ปวดท้อง ข้าวเที่ยงเป็นอาหารจีนที่กินพอได้ รสชาติก็โอเคอยู่ กินเพื่ออยู่จริงๆตอนนั้น ผมมีซื้อขนมปังหรือก้อนแป้งอะไรสักอย่างนี้ล่ะ ผมขอซื้อเตรียมไว้เป็นเสบียงกินในวันที่หาอะไรกินไมได้ครับ กลัวจังนิ ถ้าไม่มีอะไรกินที่นัมโซจะทำไง

                ระหว่างก่อนถึงทะเลสาบ จะผ่านพวกคนเร่ร่อน(Nomad family)ของที่นี่ ไกด์บอกว่าพวกนี้ นิสัยไม่ดี ไม่มีมารยาท อย่าไปถ่ายรูปหรือยุ่งด้วย ไม่งั้นจะเดินมาขอตังค์ เกาะไม่ปล่อย ก็ฟังๆไกด์เตือนครับ แต่ไม่มีโอกาสได้ลงไปคุยกับคนละแวกนี้หรอกครับ ก็ไม่จอดให้กรูลงหนิ ฮิฮิ ผมนั่งรถมาสักพักจนท้องเริ่มหายแน่น ก็ถึงจุดชมวิว นับว่าเป็นจุดสูงสุดของทริปนี้ก็ว่าได้ ก็อยู่สูงตั้ง 5190 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล โอ้วว จะสูงไปไหน พอพวกผมออกไปจากรถตัวแทบปลิวครับ ลมแรงมาก จากจุดนั้นมองเห็นทะเลสาบนัมโซด้วย ใหญ่มากครับ สีฟ้าเข้มลับกับท้องฟ้าพอดี อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้วครับผมโวยวายกับแรงลมและความสูงไปสักพัก ไม่ยักเหนื่อยเลยแฮะ สบายมากๆอ่า ฟิตจริงๆฟิตจัง มีความสุข ^^ ก่อนขึ้นรถก็ไปแรงกับชาวจีนเล็กน้อยที่มาแย่งถ่ายหน้าป้ายความสูง ผมจัดหนักสักที แซงคิวมันกลับ ยืนบังกล้องมัน แล้วเดินหล่อออกมาก กรูไม่สนเมิงหรอก ด่ากรูก็ฟังไม่รู้เรื่อง แสรดจริงเกลียดชาวจีนแผ่นดินใหญ่เว้ย ทำเอาตรูเสียอารมณ์

                รถวนเวียนไปตามทางถึงที่ราบกว้างใหญ่สีเขียว มองไกลก็เป็นเนินเขาเขียวขจีสุดลูกตา นึกๆก็เหมือนทุ่งหญ้าของพวกของมองโกเลียอย่างไงอย่างงั้นเลยครับ ถนนตัดผ่านกลางทุ่งไปสักระยะก่อนจะหักเลี้ยวขวาเข้าที่พักริมทะเลสาบ dormที่พักคืนนี้จัดว่าดีที่สุดแล้วในพื้นที่ริมทะเลสาบนี้ ผมกับเบิ้มก็จินตนาการไว้อย่างแย่เลยล่ะครับ เพราะเคยไปเนปาลแล้วมันแย่มาก แต่ที่นี่เตียงสบายกว่าเยอะ ห้องก็กว้างพอสมควร มันแคบลงทีหลัง เพราะพวกผมทำมันแคบเองครับ ก็อยากนอนด้วยกันครบห้าคน เลยเอาเตียงมีเสริมมาใส่ไว้กลางห้อง ห้องเลยเล็กลงถนัดตา พอผมจัดแจงวางของเสร็จก็ไปตามไกด์ให้พาไปจุดชมวิวริมทะเลสาบกันครับ

                ทะเลสาบนัมโซก็จัดเป็นหนึ่งในทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของทิเบต จึงไม่มีใครมาขับถ่ายหรือต่อท่อปฏิกูลลงสู่ผืนน้ำนี้ แดดตอนสี่โมงเย็นของที่นี่ยังกะตอนเที่ยง สว่างจ้าเลยครับ ทำให้ให้ความใสของน้ำทะเลสาบได้ชัด ที่ผิวน้ำไกลลิบแสงสะท้อนทะเลสาบระยิบระยับเบาๆ ลมพัดเอื่อยๆแต่ไม่ได้ช่วยให้ตัวเย็นขึ้นไปกว่านี้ ข้างริมน้ำมีจามรีทรงเครื่องยืนแช่ทำหน้าตาบูดบึ้ง เพราะถูกเจ้าของบังคับหักเขาให้ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว ไอ่เบิ้มเข้าไปถ่ายก่อนคนแรก เพราะอยากมาหลายรอบแล้ว เลยจัดไปก่อนลดความอยากกระหาย เบิ้มได้จามรีสีขาวไปครอบครองครับ ผมถ่ายภาพมันแทบไม่ทันเลย มัวแต่พะรุงพะรังกับของอยู่ รู้งี้ทิ้งไว้กับพื้นตรงนั้นล่ะ ส่วนตาผมบ้าง ผมก็กระโดดขึ้นควบจามรีสีดำหน้าที่แต่งองค์ทรงเครื่องเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน แล้วมันก็ถูกบังคับให้เอาขาไปจุ่มน้ำให้ผมได้ถ่ายรูป จะว่าสงสารมันก็ใช่นะ แต่นานๆทีได้มีโอกาสขี่น้องจามรี ขอเก็บภาพหน่อยละกัน มองกล้องแทบไม่ทัน เพราะว่ามีกล้องเรียกหลายตัวเลยครับ หันซ้ายหันขวาทำพิธีสร้างภาพมันหลังจามรีเสร็จก็โดดลงมาดูเฮียธีร์ขึ้นไปถ่ายต่อครับ ไอ่เจ้าของจามรีมันให้พวกผมขึ้นประเดี๋ยวเดียวเองครับ จริงๆอยากนั่งแช่ให้นานกว่านี้อีกครับ ส่วนพี่เจก็เก็บของแกไปเรื่อย

ในช่วงที่พวกผมดื่มด่ำกับการถ่ายภาพก็มีพวกชาวจีนมายืนเกะกะในกล้องพวกผม พวกมันก็เห็นว่าพวกผมกำลังถ่ายรูปอยู่ อยู่ดีๆก็ามีป้าคนจีนวัยกลางคนหัวแดงๆมาทำท่าเอาผ้าเช็ดหน้าจุ่มน้ำแล้วโบกๆผ้าในน้ำทำตัวหน่อมแน้มให้ลูกสาวกับลูกชายชาวจีนได้ชื่นชมในบารมีความงามของแม่ แล้วป้าก็นั่งแช่อยู่นานมากจนผมทนไม่ได้ จึงจัดหนักรอบสอง(ของวัน) เดินไปบังหน้ากล้องมันซะเลยพร้อมกางร่มคันโต อยากถ่ายวิดีโอกันนัก งั้นต้องบังให้มิด ผมกับเบิ้มเดินเบียดบัง มันก็ยังทำงงไม่รู้  นี่ถ้าด่าภาษาจีนได้จะด่าแล้วครับ อยากจะพูดกับชาวจีนพวกนั้นว่า “มารยาทพวกคุณต่ำมากเลยครับ ผมเกลียดพวกคุณ” ได้แต่ด่าภาษาไทยเซ็งจังวุ้ย นี่ขนาดผมกลับมาจะสองสัปดาห์แล้วมานั่งเขียนใหม่ ยังโมโหไอ่พวกนี้ไม่หาย จะพรรณาความงามทะเลสาบกลับมาสาธยายความชั่วร้ายของชาวจีนแย่ๆพวกนี้ ฮ่วย…หงุดหงิดนิ

                หลังไกด์กลับไปพักพวกผมก็เดินเล่นถ่ายรูปนี่นั่นโน่นไปเรื่อย เดิน Kora รอบเขาไปหนึ่งรอบ ทำเอาพี่เจหอบแฮ่กเลย ผมน่ะไหวครับ สนุกเสียด้วย แต่ไม่อยากเดินเร็วไปกว่านี้อยากไปกันให้ครบครับ conceptทีมผมคือเที่ยวห้าคนกลับห้าคนครับ เลยซอยเท้าช้าๆครับ เส้นทางที่เดินรอบเขาจัดว่าไกลผมสมควร เพราะเดินกันชั่วโมงกว่าๆ ถ้าไม่นับว่าแดดแรงกระแทกตานะครับ จะดีมาก เพราะวิวสวย เดินชมเขาไป ชมทะเลสาบไป ถ่ายรูปเก๊กท่าไปเรื่อย สนุกออกครับ กว่าจะเดินครบรอบก็ถึงเวลากินข้าวเย็นพอดี  ตอนแรกว่าจะขึ้นเขาไปถ่ายรูปครับ แต่ไม่ทันแล้ว ไกด์นัดกินไว้เวลานี้นี่นา เลยต้องเลื่อนกิจกรรมขึ้นเขามาไว้หลังอาหาร

                มื้อเย็นนี้ก็มื้อสุดท้ายที่จะได้นั่งกินกับเทนสิน ไกด์ของผมครับ ผมชวนแกมานั่งด้วย แล้วนั่งโม้กัน สนุกสนานไม่น้อยครับบนโต๊ะอาหารมื้อนี้ นั่งหัวเราะเฮฮากัน ฟังเรื่องเล่า แง่มุม ความคิด ของคนทิเบตที่พยายามจะสื่อออกมา ผมไม่ได้ลงลึกเรื่องการเมืองอะไรของที่นี่ แค่ฟังไปเรื่อย อยากรู้ความรู้สึกของเค้ามากกว่าครับว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องทนอยู่สภาพนี้ แต่ถึงไม่ถามก็เหมือนรู้คำตอบว่า เค้าไม่ได้มีความสุขมากสักเท่าไรครับ เพราะอิสรภาพ สิทธิพลเมืองที่เค้ามีมันแหว่งเป็นส่วนๆ รอยยิ้มที่เห็นก็รอยยิ้มที่ทนได้ และปรับตัวได้ครับ ชื่นชมจริงๆครับ ผมเอาใจช่วยให้บ้านเมืองคุณกลับสู่สภาพปกติในเร็ววัน การจะเป็นอิสรภาพจากจีนคงเป็นไปได้ยาก ก็จีนกำลังกลืนกินทิเบตอยู่นิ อย่างน้อยก็ขอให้คนทิเบตได้รวมกลุ่มได้ตามปกติ เข้าวัดวา เดินเล่นในเมืองโดยไม่ต้องแสดงบัตรในบ้านเมืองของตัวเอง แค่นี้ผมก็ดีใจแล้วครับ

                ผมจิบนมจามรีอุ่นๆเล็กน้อย(แย่งพีแป๊บกิน)ก่อนจะไปถ่ายรูปกันบนเขา ก่อนขึ้นเขาผมก็ไปดูทะเลสาบยามเย็นอีกครั้ง ไม่ทันพระอาทิตย์ตกอีกแล้ว เฮ้อ…ช่างมัน ไม่ใช่ผมมัวแต่กินนะ แต่กำลังคุยติดพันกับเทนสินเลยไม่อยากทำเสียบรรยากาศ ผมเลยถ่ายรูปเท่าที่ถ่ายได้ แล้วเดินกลับมาชวนพี่ๆขึ้นเขากันดีกว่า ใส่ชุดหนาวกันลมครอบหัวเตรียมตัวไปท้าลมกันบนเขา ก็จัดเต็มตั้งแต่เริ่มออกจากห้องพัก อากาศก็ไม่ได้ถึงขั้นสาหัส แต่เราถือconceptว่า เราไม่ใช่คนไม่ธรรมดากันอยู่ เลยออกมาทั้งชุดนั้นแล้วขึ้นเขาไปดูวิวทะเลสาบยามค่ำคืน วันนั้นจำได้ว่าเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาของบ้านเรา เดินเอื่อยๆเรื่อยๆจนถึงยอดเขา ทางก็มือตึ๊ดตื๋อ ดีที่พกไฟฉายมานะ ไม่งั้นอาจจะสะดุดตกล้มบนเขานี่ล่ะ ที่บนยอดเขานั้นทัศนียภาพสวยงามมาก มีพระจันทร์มีดวงดาว และก้อนเมฆลอยละล่องไปตามลม หมุนตัวครบสามร้อยหกสิบองศาเห็นวิวได้ไกลและชัดมาก โชคดีครับที่มีแสงสว่างๆนวลๆจากดวงจันทร์มาช่วยทออาบไล้ไปทั่วทุ่งหญ้าสีเขียวที่ได้เห็นในตอนเช้าให้ขัดขึ้นมาบ้าง ส่วนสีทะเลสาบสีครามที่เข้มมืดลง ก็สะท้อนแสงเป็นระยะพอให้เห็นว่าผิวน้ำมีการเคลื่อนไหว ส่วนภูเขาหิมะก็ขาวเจิดจ้ารับแสงจากพระจันทร์ทำให้โดดเด่นแม้ว่าจะมองระยะไกลจากตรงนั้น สวยงามมากเลยครับ

                โชคดีครับที่ได้มาเก็บภาพสวยๆที่นี่แห่งนี้ ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ หลังอิ่มเอมกับความสวยงามของวิวทิวทัศน์ ก็หนีลงมากกันก่อนสามคน ล้างหน้า แปรงฟัน ปัสสาวะให้เรียบร้อย ก่อนจะกระโดดขึ้นเตียงเอาตัวซุกเข้าผ้าห่มทันที อากาศหนาวเริ่มมาเยือนก่อนนอนแล้วครับ นอนดีกว่าครับ เพลียมากทั้งวันแล้วครับ คร่อกฟี้…

Day8(3/8/2555) : Namso Lake – Lhasa(Train station)

                อ้ากกกกก หนาวคร๊าบบบบบบบ สบายจัง ตื่นมายามเช้า เอาตัวซุกอยู่ในผ้าห่มหนาๆ ไม่มีงานมีการทำ ลืมทุกสิ่งที่เรียกว่าโรงพยาบาล บางครั้งอยากตื่นมาแล้วสะกดคำว่า โรงพยาบาล ไม่เป็นซะด้วยซ้ำ ฮ่าๆ ผมมีความสุขครับที่ได้มาเที่ยวแบบนี้ ทำให้ลืมงานที่มาสะกิดใจ แค่คิดว่าวันนึงจะกินอะไรให้รอด(ที่นี่) วันนึงจะไปไหน จะทำอะไรต่อ แล้วจบลงตรง ณ นั้น แล้วแอบดีใจเล็กน้อยที่เล่นเฟสบุคไม่ได้ เพราะว่าทำให้ผมไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปเปิดมัน ให้ไม่มีมันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตบ้างก็คงจะดี พลิกตัวมาทางซ้ายคู้ขาเข้าหาอกแล้วถูขาสองข้างถี่ๆสร้างความร้อนหน่อยๆ สักพักก็พลิกตัวมาอีกฝั่งนอนซุกตัวคุดคู้แบบนี้สบายจังฮู้ เอ…แล้วนี่มันกี่โมงแล้วหว่า ยังอยากนอนอยู่เลย ดีที่ไม่มีห้องอาบน้ำ เพราะไม่อยากอาบน้ำครับ ข้อดีของการไม่มีห้องน้ำคือ ทุกคนสามารถตื่นมาแล้วออกไปส่องดูบรรยากาศยามเช้าริมทะเลสาบได้โดยไม่เสียเวลาครับ

                แสงแดดเช้านี้ก็เหมือนๆทุกวัน ค่อยๆเงื้อมผ่านก้อนเมฆแวะมาโฉบใส่เขาเทือกนู้นบ้างเทือกนี้บ้าง เยือนพื้นน้ำบ้าง ลมทิเบตยามเช้าวันนี้พัดผืนน้ำของทะเลสาบกรอให้เป็นเกลียวระลอกคลื่นยกตัวขึ้นกระชากผืนน้ำเล็กน้อยให้สูงขึ้นจบด้วยการทอนกำลังลงให้คลื่นกระเพื่อมซัดเข้ามาหาฝั่ง คลื่นแล้วคลื่นเล่า ขณะที่ผมย่างก้าวเดินลงไปริมทะเลสาบใกล้มากขึ้น เสียงเจ๊าะแจ๊ะจอแจของคนยามเช้าก็ค่อยๆชัดขึ้นมา ฟังไม่ออกสักคำ พอได้บรรยากาศเหมือนนกกระจิบยามเช้าของบ้านเรา สูดหายใจเข้าลึกๆซึมซับบรรยากาศยามเช้าสบายๆแบบนี้ ฮ่า…ความสุขสบายใจมันเป็นเช่นนี้เอง ผมหยุดเดิน ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการยืนพักขาบ้าง พลางมองไปรอบๆ …ทะเลสาบนัมโซก็สวยไม่แพ้ยัมดรกนะเนี่ย อยากอยู่ตรงนี้ไปนานๆจังครับนั่งพักเอนหลังไปเรื่อยๆ “…เต้ใกล้จะหมดเวลาแล้ว จะถึงเวลาที่เทนสินนัดแล้ว” เสียงใครนั่น เสียงไอเบิ้มนั่นเอง อารมณ์เหมือนได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกเลย ทำลายความสุขตรู มันดันปลุกผมจากความฝันซะนี่ ผมเลยต้องตื่นตัวจากบรรยากาศแล้วหันมาสดับฟังเสียงมันมากขึ้น นาฬิกาปลุกดังซ้ำ “จะแปดโมงแล้ว” ผมตอบ “เออ รู้แล้ว ขอถ่ายภาพต่ออีกหน่อย” อารมณ์เหมือนตบนาฬิกาปลุกให้เงียบ แล้วคลุกตัวในผืนผ้าบรรยากาศแห่งนี้อีกสักนิด ทำอู้โดยการชักกล้องออกมาแล้วยิงกระหน่ำไปทุกมุมทุกพื้นที่ที่มองเห็นว่าสวย ด้วยความที่เร่งรีบทำให้ต้องตื่นจากภวังค์อย่างจริงจังอยากกับตักเอาน้ำราดตัวซู่ๆๆเลย ผมก็กดแชะๆๆไปพลาง ตื่นเลยล่ะครับ จากนั้นผมก็บิดขี้เกียจด้วยท่าประหลาด เอี้ยวตะแคงตัว พลิกคอ อ้าปากหวอ กดแชะๆอีกห้าหกที แล้วรีบเก็บกล้องเดินกลับไปยัง ณ จุดนัดพบ ด้วยท่าทีที่มั่นใจว่าภาพนั้นสวยแน่ ปลอบประโลมชมตัวเองก่อนที่จะอวดผู้คนว่าไปถ่ายรูปมา รูปสวยมาก เนื่องด้วยคุณภาพกล้อง แค่กดภาพก็ออกมาสวยแล้ว

                ก่อนจะหันหลังให้กับทะเลสาบ ผมยังหันกลับไปมองอีกเล็กน้อย ก็ไม่ได้ผูกพันอะไรมากกับที่นี่ครับ แค่รู้สึกว่าผมคงไม่มีโอกาสจะได้มาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง และก็ยังไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายรึเปล่าที่จะได้มาเที่ยวทิเบต ต่อจากนั้นผมก็รีบก้าวเท้าขึ้นทางลาดกลับไปเก็บของขึ้นรถครับ เทนสินซึ่งตรงเวลามากยืนรอพวกผมอยู่แล้ว นับจำนวนคนครบข้าวของครบพวกผมก็โยนตัวกันขึ้นไปกลิ้งต่อกันบนรถ โบกมือลาทะเลสาบ แล้วไปหาอาหารเช้ากินกัน

                เมนูเช้านี้ได้น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋มาเติมพลัง กินๆๆ อร่อยมากเลยครับ ทุกคนซดเกลี้ยงยกเว้นพี่เจ เนื่องจากกลัวปวดท้องปัสสาวะแล้วจะไม่มีที่ให้ปลดทุกข์ พี่เจเลยกินเหนียมอย่างสุดๆ น่าสงสารนิ หญิงเดี่ยวที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมู่ดาวฤกษ์ที่มีแสงออร่าในตัวเองอย่างพวกผม ก็ทั้งหล่อเหลาหน้าตาดีซะขนาดนี้นี่ครับ หุหุ ในการเดินทางกลับวันนี้ก็วิ่งแน่วกลับไปยังลาซาเลย มีแวะกลางทางเพื่อขับถ่ายกันเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งรถเข้าลาซา เตรียมร่ำลาเทนสินไกด์สุดเลิฟของพวกผมครับ วันนี้เทนสินดูเหนื่อยมากครับ ผมถามแก แกบอกว่านอนไม่หลับเพราะเตียงที่dormไม่ดี ทำเอาหน้าแก้มึนๆขมวดคิ้วตลอด ส่วนพวกผมก็หลับกันบนรถเกือบตลอดทาง ตื่นเอาอีกทีก็ถึงร้านที่จะต้องซื้อเสบียงอาหารก่อนจะเข้าไปยังสถานีรถไฟ ไกด์ผมได้วางแผนให้เสร็จสรรพ แกบอกว่าอาหารบนรถไฟไม่อร่อย แพงด้วยอีกต่างหาก ให้ซื้อไปเลย พวกผมก็เลยซื้อขนมไปเพิ่มด้วย มาม่าอีกคนละสองกระป๋อง ผมท่องเอาไว้ เราต้องรอดชีวิตบนรถไฟ สู้โว้ย

                มองต้นไม้รายทางที่ดูคุ้นตา เหมือนกับสวนทางที่เคยผ่านมาไม่นานนี้ เส้นทางกลับสนามบินไงล่ะครับ ซึ่งจะผ่านสถานีรถไฟด้วย หว้า…แย่จัง หมดเวลา ณ ที่แห่งนี้แล้วสินะครับ รู้สึกตัวได้ไม่ทันไรก็มายืนอยู่ที่หน้าสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ตึกทรงสี่เหลี่ยมสูงโปร่ง ตั้งตระหง่านอยู่กลางแดดจ้า มันเป็นสถานีที่ใหญ่มากๆ ภายนอกมีรั้วรอบขอบชิด เห็นทางเข้าแคบๆนิดเดียวไว้ตรวจคนก่อนเข้าไปในสนามบิน โดยเทนสินเป็นคนแรกที่มายื่นหน้ายื่นตัวออกมาจากรถ ลงมาโบกมือลาพวกผม ช่วยยกกระเป๋าขึ้นหลัง จับมือกันส่งท้าย รอยยิ้มแห่งมิตรภาพจากชาวทิเบตคนนี้ ยังไม่สุดๆอยากที่ผมอยากให้เป็น ผมไม่รู้ว่าเหนื่อยหรือมีทุกข์อื่นซ่อนเร้นอะไร แค่หวังว่าสักวันหนึ่งอย่างที่ผมได้พูดไปแล้วว่า สักวันคนทิเบตจะยิ้มได้ทั้งใบหน้าแววตาและรูปปาก รวมไปจนถึงสามารถส่งยิ้มออกมาได้จากข้างใน ส่วนพวกผมก็ยื่นมอบคำขอบคุณ เชิญชวนมาเที่ยวเมืองไทยบ้าง พร้อมทั้งส่งเงินค่าทิปแสดงความขอบคุณไกด์เล็กๆน้อยๆ ลาก่อนครับ เทนสิน ผมคงจะจดจำคุณไปอีกนานครับ คุณเป็นคนเก่งจริงๆ คุณเป็นคนมีความสามารถมากครับ มองโลกกว้างเสียด้วย เสียดายที่ประเทศจีนไม่ได้เปิดให้คนมีสิทธิเสรีภาพอะไรมากนัก หากผมมีโอกาสกลับมาที่นี่หรือครั้งหน้าใครอยากไปเที่ยว สามารถติดต่อมายังคุณเทนสินได้ครับ ผมจะช่วยติดต่อให้ครับ

                ล่ำลากันเสร็จพวกผมห้าคนก็หันหลังให้กับไกด์ของพวกผม แล้วเดินเข้าไปยังจุดตรวจก่อนเข้าสถานีรถไฟ แสดงตั๋วรถไฟ แล้วบอกว่าเป็นคนไทย เค้าก็ปล่อยให้เราเข้าไปแต่โดยดี ตรวจกระเป๋ากันสองสามรอบ โดนเก็บกระป๋องออกซิเจนกันไปหมด ยกเว้นพี่เจซุกไว้ตลอด ไม่รู้รอดมาได้ไง มานึกๆดูอีกทีคือจริงๆก็เกือบไม่รอดครับ เค้าพยายามจะตรวจ แล้วชี้ๆพูดภาษาจีน พวกผมก็ทำหน้างง รวมทั้งพี่เจทำหน้างงได้ที่มาก เค้าเลยไล่ๆออกมา ประมาณนั้นครับ พวกผมเข้าไปในสถานีก็ไปนั่งรอกันเลยครับ มาถึงก่อนตั้งสี่ห้าชั่วโมง เลยนั่งพัก เอนตัว เดินสำรวจสถานี ทำธุรกิจส่วนตัว ฆ่าเวลาไปเรื่อยๆครับ ณ ตอนนั้นทุกคนมีความรู้สึกว่ากำลังจะได้กลับประเทศไทยกันแล้ว ซึ่งในความจริงคือกำลังนั่งจะนั่งรถไฟไปลงซีหนิง (แล้วต่อเครื่องไปลงเฉิงตู เที่ยวเฉิงตูครึ่งเช้าแล้วต่อเครื่องกลับไทยช่วงบ่าย) ไหงทุกคนไม่รู้สึกว่าจะต้องไปต่อกันเลยวะเนี่ย ผมก็ด้วย อารมณ์นะตอนนั้นคือ การท่องเที่ยวสิ้นสุดลงแล้ว จะได้กลับแล้วนะ ทำนองนั้น

                พอถึงเวลาบ่ายสี่โมงยี่สิบประตูก็เปิดครับ เหล่าชาวจีน(อีกแล้ว) ก็ทุกลักทุเลยัดตัวเข้าไปในประตูที่กว้างพอสิบคนเดินเข้าพร้อมกัน แต่มันก็ไม่วายจะเบียด พวกผมก็นั่งกระดิกเท้ารออีกสักนิดให้พวกชาวจีนได้อพยพขึ้นรถไฟสมใจอยาก พวกผมก็ขนของตามเข้าไป พอผ่านประตูทางเข้าก็สอดส่ายสายตามองหาขบวนที่สิบเอ็ด อ้า ทางขวานั่นเอง เดินๆลากๆจนไปถึงทางเข้า ก็ต่อแถวตามมารยาทที่มีพกมาจากสยามประเทศ และแล้วชาวจีนสองผัวเมียมันก็มาแทรก(อีกแล้ว) ผมตอนนั้นพยายามจะเอาคืน แต่อยู่หลังพี่แป๊บเลยต้องสงบสติเอาไว้ หลังจากสงบอารมณ์ได้ไม่นาน พี่แป๊บก็ชิงยื่นบัตรตัดหน้ายืนเบียดหันหลังให้พวกนั้นทันที ผมทันเกมส์ประกบต่อไร้รอยช่องว่าง ส่วนอีกสามคนที่เหลือเบิ้มเฮียธีร์พี่เจ ก็ยืนประกบต่อไร้ช่องว่างอย่างพร้อมเพรียง อย่างกับส่งโทรจิตได้เลยล่ะครับ สะใจมากกับการพรากผัวเมียมารยาทแย่สองคนนี้ มันก็บ่นๆอะไรไม่รู้ภาษาจีน กรูไม่เข้าใจหรอกนะ ไม่ต้องมาเยอะใส่กรู ณ ตอนนั้นรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก ก็คนจีนอย่างพวกเมิงบอกว่า มีแค้นต้องชำระ! ไม่ใช่หรอ หึหึ(สะใจ!!!)

แล้วพวกผมก็เดินลัลล้าๆ ไปยังห้องนอนของผม บังเอิญว่าห้องผมมีคนแปลกหน้ามาอยู่หนึ่งคน เนื่องด้วยพวกผมจองไม่ทัน เลยมีติ่งจากไหนไม่รู้มาแทรกตัวอยู่หนึ่งคน(คือห้องมันจุสี่คนครับ บนสองล่างสอง คนแปลกหน้านั้นอยู่เตียงบน นั่นล่ะ เป็นความเสียเปรียบครับ) ส่วนผมกับเฮียธีร์ต้องอยู่อีกห้องกับชาวจีน พวกผมเตรียมตัวขอเตียงไว้แล้ว เลยพยายามสื่อสารให้ชายแปลกหน้าคนนั้นแลก ตอนแลกก็ไม่ยอมครับ เพราะเค้ามองไปห้องที่ผมอยู่แล้วทำหน้าแหยๆ สงสัยเค้าต้องเป็นคนทิเบตแน่เลย มันคงเกลียดคนจีนเข้าไส้อย่างผม พวกผมก็ทำหน้าตาอ้อนวอน ทำตาละห้อยสลับกับตาประกายวิ๊งๆ(แลกหน่อยนะคร๊าบบบบ) และใช้โปรแกรมแปลภาษาสื่อสารบอกเค้าว่า ขอเปลี่ยนเฉพาะตอนนอน อะไรทำนองนั้น ไม่รู้ว่าเค้าเข้าใจว่าไง เค้าก็พยักหน้า หยิบกระเป๋าออกไป ยอมไปอยู่อีกห้องอย่างโดยดี พวกผมรู้สึกขอบคุณมากเลยที่ช่วยย้ายไปให้ ดีใจจะได้มีห้องส่วนตั๊วส่วนตัว จะวางของจะกลิ้งเกลือกยังไงก็ไม่ต้องระมัดระวังน่ะครับ แต่ก็สงสารเค้านะครับที่ต้องไปอยู่ห้องเดียวกับชาวจีน แค่นึกก็วุ่นวายแล้ว >

                รถไฟที่ผมจองเป็นแบบ Soft-sleeper ครับ มันดีมากเลยล่ะ สะอาดสะอ้าน ไม่มีกลิ่นตกค้าง กลิ่นบุหรี่ก็ไม่มี เตียงกว้างยาวพอเหมาะ บรรยากาศริมหน้าต่างก็ดีประดับด้วยแจกันดอกไม้สีแดงสด เอนตัวลงนอนทดสอบความสบาย ฮ่า…สบายที่สุดในสามโลก ผมอยากนอนแล้วคร๊าบบบบบ พวกผมนั่งไร้สาระกันไปเรื่อยจนกระทั่งรถไฟออกจากสถานี ภาพบรรยากาศภายนอกก็ค่อยๆเริ่มไหลเข้ามาพร้อมๆกับความเร็วของรถไฟ วิวทิวทัศน์ที่คุ้นตาเริ่มกลับมา ก็มันผ่านเส้นทางที่ไปทะเลสาบนัมโซเหมือนกันนี่หว่า รถไฟวิ่งไปไมได้ไวมาก แต่รู้สึกว่าไวกว่ารถยนต์เยอะมาก เพราะตำแหน่งที่ผมนั่งผ่านนั้น จำได้ว่าเพิ่งนั่งรถผ่านมาเมื่อเช้าตอนกลับจากนัมโซสองชั่วโมงกว่าๆแน่ะ แต่รถไฟใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงเอง ก็แน่ะล่ะครับ…รถไฟเล่นเจาะตัดผ่านทะลวงภูเขาไปหลายลูกทำให้ประหยัดเวลาได้มากพอสมควร ผมชอบบรรยากาศบนรถไฟน่ะครับ น่ารัก สะดวกสบายจริงๆ ผมเดินสำรวจตู้ของผมเพื่อเตรียมพร้อม ทั้งอ่างล้างหน้า ห้องน้ำ ที่เติมน้ำร้อน โอ้ว สะอาดและครบครันจริงๆนะครับ

                กิจกรรมอย่างหนึ่งที่สนุกแล้วเรียกเสียงหัวเราะมากที่สุดของทริปนี้ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อผมขุดการละเล่นพื้นบ้านชาวแพทย์มอ.มาฆ่าเวลาเล่นๆ “โป้ง…ไอ้หยา” เสียงร้องไอ้หยามั่วๆดังลั่นตลอด กระตุกมือยกมือกันจ้าละหวั่นไปหมด โดยคนที่ครองแชมป์หน้าเอ๋อไอ้หยาตลอดเวลาที่สุดไม่พ้นใครไปได้นอกจากพี่เจ “อ่าว ตาพี่แล้วหรอ แล้วไงต่อ… อ่อ ไอ้หยา” คำงงๆพูดลอยออกมาจากหญิงไทยเดี่ยวที่กำลังชูแขนขึ้นสองข้างพลางทำหน้าเอ๋อเล็กน้อย ดีนะที่น้ำลายไม่ยืด เรียกว่าเกมส์นี้เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดี ส่วนพี่แป๊บก็ครองแชมป์เกือบตลอด ทำหน้างงเหมือนกันแต่ดันชนะ จะว่าไปกติกามันก็ไม่ยากนะ แต่มันต้องalertพอสมควรครับ คงไม่ต้องอธิบายวิธีเล่น เดี๋ยวจะนั่งเอ๋อกันไปตามๆกัน เอาเป็นว่าเสียงหัวเราะของพวกผมห้าคนที่นั่งล้อมกันในห้องเล็กๆในตอนนั้นยังติดตาผมอยู่ถึงตอนนี้เลยครับ และทำเอาลืมชายชาวทิเบตคนนั้นไปเลยครับ มาเช็คทีหลังสุดท้ายชายคนนั้นก็นั่งเล่นนอกห้อง และท้ายสุดเค้าก็ย้ายไปอีกห้องนึงซึ่งน่าจะสบาย(ใจ)กว่าครับ

                พอผมเล่นจนหมดแรง ก็นั่งชมวิวข้างทางทั้งซ้ายขวาครับ ถ้าเป็นขามาก็จะผ่านสถานีรถไฟที่สูงจากระดับน้ำทะเลที่สุดในโลกช่วงเช้าครับ ชื่อ สถานีถังกูลา! ความสูงตั้งห้าพันเมตรจากระดับน้ำทะเลเชียวนะครับ ปกติเค้าจะจอดให้ลงไปถ่ายรูป แต่ผมเดินทางขากลับอะครับ ผ่านสถานีในช่วงกลางคืนคงไม่จอดให้แน่ครับ เวลานั้นก็มืดเสียด้วยผมคงนอนแอ้งแม้งอยู่ไม่มีโอกาสเห็นแน่นอน เว้อ กับความเสียดายไปสักพัก พวกผมก็เริ่มนั่งพักจริงๆจัง ดูวิวไปเรื่อยๆครับ   แม้ว่าบรรยากาศทิวเขาของที่ทิเบตจะเห็นจนชินตา อาจจะไม่ถึงขึ้นตื่นตาตื่นใจมากเหมือนตอนมาถึงวันแรก แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้องพูดว่า สวยจนชินตา เลยล่ะครับ ถ้าจะเปรียบว่าทัศนียภาพที่นี่เป็นคนล่ะก็ คำว่า เป๊ะมากกก ก็คงจะเป็นคำที่เหมาะสมมากเลยล่ะ ทำไมน่ะหรอครับ ก็ตลอดระยะทาง หรือการเดินทางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถยนต์ ไม่มีภูเขาลูกไหน เทือกเขาแนวไหน จะถูกระเบิดทำลายด้วยน้ำมือคน ทั้งยังมีความโดดเด่นสวยงามที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแนวเขาเขียวขจีถูกปูด้วยปุยหญ้ากระจายกระจายไปทั่วทั้งเขา บางช่วงก็จะพบเจอเนินเขาสีน้ำตาลเขียว มีทั้งลูกโดดหรือไม่ก็ติดต่อกันเป็นทิวเขายาวเหยียด บางลูกก็มีรอยเซาะของร่องน้ำบรรจงแต่งทำให้เขาแต่ละลูกมีลาวลายสะดุดตา ถ้าโชคดีมองทันก็จะมีโอกาสเห็นภูเขาหิมะไข่มุกแทงยอดขึ้นบนฟ้าอันรายล้อมไปด้วยภูเขามรกต เนินเขาลูกถัดๆมาวางประดับลดหลั่นลงมาเหมือนถูกจัดเรียงอยู่รอบด้านคล้ายฐานของแหวนไข่มุกที่รายล้อมไปด้วยมรกตสีเขียวสด พอผมมองลงมาทางด้านล่างเล็กน้อยก็จะเจอทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่ทำหน้าที่ชูโรงไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าภูเขาเหล่านั้น บริเวณทุ่งหญ้าที่มีน้ำขังนิ่งๆก็จะมองเห็นยอดเขาเหล่าเมฆาลอยอยู่ในน้ำ บางช่วงที่เป็นท่งหญ้าโล่งก็จะเห็นเหล่านักแสดงท้องถิ่นอวดโฉมเผยวิถีชีวิตส่วนตัวให้เห็นกันจะๆ ทำให้ผมได้มีโอกาสเห็นภาพที่มีชีวิตหลุดผ่านสายตาเป็นระยะๆ อย่างเช่น ภาพจามรีเคี้ยวหญ้าแทนหมากฝรั่งพร้อมทั้งท่ามองมาทางรถไฟแบบไร้สติ หรือไม่ภาพลาน้อยเดินเล่นวนเวียนรอบเชือกพันธนการ แล้วแสดงความจงรักภักดีต่อตอไม้อย่างงง เพราะมันเดินวนจนเชือกสั้นหัวชิดลงำเคาะกับพื้น อย่างกับจะคารวะทำท่าอัษฎางคประดิษฐ์อย่างนั้นล่ะ

เมื่อได้เห็นภาพเบื้องล่างอันงดงาม ก็ไม่เผลอที่จะเหลือบมองภาพเบื้องบนอันน่าอัศจรรย์ ฟ้ายังฟ้าอยู่จริงๆ มองไปก็จินตนาการไป ผมรู้สึกเหมือนมีใครเอาสีฟ้าครามมาเทสาดขึ้นบนท้องฟ้าทิเบต แล้วไปเชิญเหล่าจิตรกรนักวาดระดับโลกมาประชันแข่งขันวาดก้อนเมฆประกวด อารมณ์ประมาณว่าใครวาดสวยกว่าคนนั้นชนะ ส่วนผมก็นั่งรถไฟไล่ดูรูป ตามกำแพงฟ้าครามนี้ไปเรื่อย “เอ นั่นรูปอะไรนะ เฮ้ย นั่นเรือใบ” ผมนั่งจินตนการไปพลางชี้บอกชาวบ้านไปเรื่อยๆว่าเห็นภาพนู้นภาพนี้ ตั้งแต่ออกจากทิเบตมาภูมิทัศน์ก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีฉีกแวกแนวหรือหักมุมแต่อย่างใด ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกลมกลืน คาดเดาไม่ได้ได้ และเป๊ะตลอดทุกท่วงท่า สวยมากครับ สวยจนคุณกาญนา หงส์ทองถึงขึ้นพรรณนาว่า “ในโลกนี้จะมีรถไฟกี่สายกันที่ปรนเปรอวิวระดับ AAA แบบนี้ให้เราได้นั่งไปนั่งมา …ชักไม่แน่ใจว่ารถไฟจะพาไปลาซาหรือสวรรค์กันแน่” ผมอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจจริงๆนะครับ อย่างบางช่วงที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันเว่อร์เกินไปรึเปล่า กับการบรรยายทัศนียภาพของเธอ แต่เมื่อผมได้มีโอกาสมาเห็นกับตาในวันนั้น คุณจะรู้เลยว่า อะไรคือคำว่า สวยอย่างน่าอัศจรรย์ และคุณกาญนาก็สามารถถ่ายทอดภาพของเธอออกมาผ่านตัวอักษรได้เฉียบคมอย่างน่าอัศจรรย์ ว่า “ผืนน้ำสีฟ้าในทะเลสาบที่ซุกตัวอยู่กลางเนินเขาสีน้ำตาล ตัดกับแผ่นฟ้าสีเข้มที่มีเมฆสีขาวขมุกขมัววางตัวเกะกะระฟ้า ไรแดดกับเปลวหมอกคลอเคลียกันบนเนินเขา บางช่วงดอกหญ้าแย้มอย่างเบิกบาน ถึงแม้จะมีเกร็ดน้ำแข็งประทับอยู่บนปลายใบ” โอ้วววว…แม่เจ้า อะไรจะบรรยายได้งดงามขนาดนี้ ผมประทับใจมากเลยล่ะครับ

                มื้อเย็นวันนี้ก็ไม่พ้นมาม่าครับ ซื้อมากันคนละสองกล่อง เริ่มประเดิมโดยพี่แป๊บก่อน พอหลายคนชิมแล้วเห็นว่าดีก็ลุยกินกันต่อ เทน้ำร้อนผิดฝา และนั่งลุ้นรอเส้นมาม่าสุก ผมรอเล็กน้อยก็เริ่มคลุกเริ่มกินครับ ชอบเส้นดิบๆหน่อย ซวบๆๆ อร่อยจัง ซวบบบบบบบบบบ น้ำร้อนๆ ฮ่า…อร่อยๆ กินอิ่มก็หยิบขนมหวานมาเคี้ยวต่อ นั่งชิลด์ นั่งโม้ นั่งดูรูป พลางดูวิว จนคุณพระอาทิตย์เริ่มอำลาลับขอบฟ้าไปพร้อมกับเทนสินอีกคน พวกผมก็ทยอยกันจัดการล้างหน้าแปรงฟันกันไป ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน ผมก็ขนเบาะรองหมอนผ้าห่มมานอนด้วย แล้วปิดตาอำลาทิเบตไปอีกคน ลาก่อนครับทิเบต เราคงได้พบกันอีก

>> to be continue >>

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part IV

Tagged with:
Sep 05

Day5(31/7/2555) : Lhasa – Yamdrok Lake – Gyanze – Shigatze

                ภารกิจยามเช้าของวันนี้ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อทุกคนพร้อมใจกันขึ้นมาชั้นห้าโดยพร้อมเพรียงกัน และร่วมกันลิดรอนบุฟเฟต์ยามเช้า “…เฮียหยิบไข่ต้ม อย่าลืมสั่งขนมปังปิ้ง เดี๋ยวมองลาดราวไว้ พนักงานมารึเปล่า พี่เจหยิบใส่ถุงเร็วเข้า เดี๋ยวเต้ทำท่าถ่ายรูปไว้ให้ เก็บใส่เลย ตอนนี้ไม่มีใครเดินมา ไอ่เบิ้มเมิงหยุดกินก่อนช่วยใส่ของลงถุงดิ๊ บลาๆ” สนุกแฮะแบบนี้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจสะสมของกิน ก็กินกันจริงๆจังๆอีกรอบ เอาให้เต็มที่ก่อนออกเดินทางในวันนี้ ทุกคนพร้อม ข้าวของพร้อม ไปโลดดดดดดดด พร้อมเสบียงคร๊าบบบ

                ปลายทางวันนี้แสนยาวไกล นั่งรถรวมแล้วประมาณเจ็ดชั่วโมงได้ ไกด์เตือนแต่หัววันเลยว่า จะแวะให้บางจุด และรีบถ่ายรูปรีบขึ้นรถ เพราะว่าจะไปไม่ทัน โปรแกรมวันนี้ก็คือเยือนทะเลสาบยกดรก เข้าชมสถูปคุมบุนที่เมืองเจียนเซ่ และเข้าชมอารามทาชิหลุนโปที่เมืองชิกาเซ่ แล้วพักแรมที่เมืองนี้ชิกาเซ่นี่ล่ะครับ

                ตอนออกเดินทางก็สบตาลาซาก่อนสักหนึ่งรอบ ไว้จะกลับมานะครับ นึกดูอีกทีตามโปรแกรมที่วางไว้ก็จะเหลือนอนที่ลาซาอีกคืนเดียวสินะครับ แล้วก็ที่ทะเลสาบนัมโซเป็นคืนสุดท้าย ไวจังแฮะการเดินทางอันทุลักทุเลของผมถึงครึ่งทางซะแล้ว ต่อจากนี้ออกนอกเมืองพวกผมก็จะอิสระอย่างที่สุด เพราะไร้ซึ่งทหารหรือตำรวจครับ จะถ่ายจะทำอะไรก็ได้ไม่มีจามรีหรือแกะตัวไหนมาว่า อิสระๆๆๆ ท่องเอาไว้

                ระหว่างทางผมก็คว้าหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้มาอ่านบ้าง อธิบายเวิ่นเว้อพรรณนาไปเรื่อย ทำให้ช่วยรีวิวข้อมูลได้มากขึ้น เส้นทางที่ไปทะเลสาบยัมดรกนั้นเป็นทางอ้อมเพื่อไปยังชิกาเซ่ แต่เส้นทางนี้มีความสวยงามมาก พ้นจากช่วงแม่น้ำ ก็เข้าสู่แนวทิวเขาสลับซับซ้อนเรียงรายไปมา ถนนหนทางที่ถูกสร้างขึ้นทำหน้าที่เสมือนวงแวนรอบภูเขาที่คล้องเป็นแนวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา บางช่วงไต่ละดับความสูงไล่ตามก้อนเมฆอย่างติดๆ มองไปด้านล่างแทบจะเป็นลม คนกลัวความสูงอย่างผมขอมองขึ้นฟ้าอย่างเดียวดีกว่า เพราะว่ามันสูงมากเวลามองลงไป ยังกะเหว กลัวตกลงไปจะแย่แล้ว จุดสูงสุดที่ผมต้องนั่งรถผ่านถ้าจำไม่ผิด 4700 กว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ระหว่างที่ไต่ระดับขึ้นไปก็ไล่มองเมฆไปเรื่อยๆ พลางนึกในใจว่า นี่เรามาสูงขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย มาได้ไกลเกินกว่าที่คิดไว้เลยแฮะ เพราะตอนที่จะมาเที่ยวไม่ได้คิดหรอกว่าสุดท้ายแล้วสรรพางค์กายจะได้มาโลดแล่นอยู่ระดับเดียวกับปุยเมฆสีขาว ผมรู้ตัวว่าอยู่สูงขนาดนี้ก็ตอนที่มีคนในรถพูดว่า “ดูดิ เมฆชนยอดเขาแล้ว” ผมก็พลันนึกตอบในใจว่า “จริงด้วยแฮะ” แล้วนั่งอินน์กินบรรยากาศไปเรื่อยๆกับความอลังการของเส้นทางหลังคาโลกแห่งนี้

                เมื่อพ้นจุดสูงสุดได้สักพักก็เข้าสู่จุดชมวิวอันตระการตา ทะเลสาบยัมดรกสีเทอควอยซ์สะท้อนกับแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ ภูเขาสีเขียวสดท้องฟ้าสีครามใส ทุกอย่างลงตัวงามอย่างภาพวาด ได้แต่อุทานกับตัวเองว่า ทำไมมันสวยอย่างนี้เนี่ย ผมเคยนึกสงสัยว่าอะไรคือแชงกริลา หรือชัมบาลา สิ่งที่เปรียบเปรยว่า ณ ตรงนั้นคือสวรรค์บนดิน ที่แห่งนี้ที่ผมได้เหยียบยืนก็อาจจะเป็นอีกชื่อหนึ่งที่เรียกแทนสวรรค์บนดินได้เหมือนกัน สวดจนสะกดให้ทุกคนต้องมอง มองแล้วมองอีกว่าทำไมมันสวยงดงามอย่างนี้ ใครจะว่าผมเว่อร์ก็เป็นไปได้ แต่ลองมาเห็นซะก่อนแล้วคุณจะรู้ว่าผมเว่อร์ได้ไม่เท่ากับความจริง จริงๆนะครับ

                ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่าทะเลสาบแมงป่อง เพราะรูปร่างมันเหมือนแมงป่อง คิดว่าคงต้องดูจากแผนที่ เมื่อมองลงมาคงจะเหมือนไม่ใช่น้อย แต่ไกด์บอกผมว่า มันเหมือนแม่น้ำมากกว่านะ เพราะมันกว้างใหญ่มีทางน้ำไหลไปตลอดเส้นทางที่ผมนั่งรถผ่านนั้น อยากจะบอกว่าใช้เวลาตั้งหนึ่งชั่วโมงกว่า ถึงจะสามารถผ่านพ้นทะเลสาบนี้ได้ ของเค้าใหญ่จริง ก่อนจะสิ้นสุดเส้นทางทะเลสาบ ก็มีแวะเก็บภาพทะเลสาบระยะใกล้ ไปแลดูความใสของน้ำศักดิ์สิทธิ์ ส่องดูฝูงปลาแหวกว่ายกันอย่างชื่นมื่นในดินแดนแห่งนี้ที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดจะมาดักจับ กองหินที่นักท่องเที่ยวสร้างต่อขึ้นมาเป็นสุมทุมลักษณะเหมือนเจดีย์ตั้งกระจัดกระจายริมฝั่ง มองไปมองมานึกว่ามาก่อเจดีย์หินซะอย่างนั้น พวกผมมีเวลาไม่นานในการเก็บภาพในแต่ละสถานที่ กดถ่ายภาพกันคนละมุม แม้ว่าเวลาจะน้อย แต่กล้องถ่ายรูปตั้งห้าตัวแน่ะ ยังไงก็พอที่จะช่วยบันทึกภาพความทรงจำเหล่านั้นเอาไว้ได้พอสมควรครับ แชะๆๆ หันมา แชะๆๆ โดดๆ เอ้าโดด แชะ!

                ครึ่งทางของทะเลสาบพวกผมก็กินข้าวเที่ยงที่เมืองนานกาเซ่ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ กองทัพยังไงก็ต้องเดินด้วยท้องครับ เป็นที่น่าดีใจมากที่อาหารมื้อนี้กว่าที่คิดไว้มาก เอร็ดอร่อยจนไม่ต้องขนเสบียงใดๆออกมา รสชาติเหมือนอาหารจีนในครัวบ้านเราอย่างไงอย่างงั้นเลย ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดวันหนึ่งบนโต๊ะอาหารในทิเบตเลยก็ว่าได้ สุดยอดไปเลยคร๊าบบบบ งั่มๆๆ กินเสร็จขึ้นรถ ไกด์ก็บ่นอุบอิบว่าพวกผมช้า แม้ว่าพวกผมทำเวลากันจะตายแล้ว รีบแดกรีบถ่ายรีบฉี่รีบขี้ วิ่งขึ้นวิ่งลงรถ โอยยยย ก็เข้าใจนะว่าตารางมันแน่น จะให้ทำไงล่ะคร๊าบบบบบบบบบ ระหว่างทางบางจุดพวกผมก็อยากแวะอีก ก็มันสวยนี่นา จะให้ผ่านไปได้ยังไง สุดท้ายแล้วพวกไกด์ก็บอกว่าคงไปไม่ทันแน่นอนคงต้องตัดบางโปรแกรมออกไป เพราะมันไม่ทันแน่ๆ จะไปไว้พรุ่งนี้ก็จะถึงลาซาช้ากว่าปกติ เพราะอารามทาชิหลุนโปกว่าจะเปิดก็เก้าโมงครึ่งแล้ว เป็นไงล่ะชิหาย ไม่ยอมบอกกรูแต่แรกแล้วมายัดวันนี้ ด้วยความที่ทั้งกลุ่มเกลียดกิจกรรมชะโงกทัวร์มาก ขอเดินทางสบายมีเวลาดื่มด่ำ เลยบอกให้ไกด์ช่วยตัดสักอัน คิดว่าอันไหนงั้นๆเดิมๆเอาออกไป และแล้วทาชิหลุนโปก็ตกไป เหลือแต่ไปสถูปคุมบุนอย่างเดียว แล้วชิลด์เอาท์ระหว่างทางได้มากครึ่ง

รู้ไหมว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งที่สองครับ การตัดบางอย่างออกไปก็ต้องได้บางอย่างกลับคืนมา และที่สุดแล้ว เวลา คือสิ่งที่ผมอยากได้มากในสถานที่ดีๆแบบนี้  ไม่เสียใจครับที่ทริปนี้พลาดทั้งพระราชวังนอบูริงคา และอารามทาชิหลุนโป ทุกที่สวยทั้งนั้นล่ะครับ แล้วผมมีบ่นเล่นๆว่า “เหลือทิ้งไว้ เผื่อมาเที่ยวอีกละกัน” เสียง “…เฮือกกกกก” ดังสนั่นพร้อมกันในรถอย่างไม่ได้นัดหมาย O_o! แค่บอกว่าจะมาอีกรอบ ทุกคนก็เฮือกกันไปเลยทีเดียว พลางส่ายหน้า ทำปากบูดเบี้ยว จะไม่ให้ร้องเฮือกเฮิกอะไรได้อย่างไรครับ ในเมื่อบ้านเมืองนี้เข้ายากซะขนาดนี้ เดินทางก็ลำบาก สื่อสารก็ยาก กินก็แทบจะไม่รอด มีชีวิตรอดมาได้บุญแค่ไหนแล้วจริงมั๊ยครับ สวยแค่ไหน ณ ตอนนั้นก็ต้องเอาความเหนื่อย และชีวิตเข้าแลกเหมือนกันนะครับ คิดว่าคงต้องเที่ยวที่อื่นบ้างก่อนที่จะกลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้งครับ เพราะมันดูดพลังชีวิตตรูชัดๆ

                ครั้งนี้ได้มาผมที่ทิเบต ผมก็เหมือนได้ก้าวผ่านความฝันที่ยิ่งใหญ่ไปหนึ่งแล้วครับ ถึงตอนนี้พูดอย่างไม่อายใครเลยว่า ผมมาพิชิตทิเบตแล้วนะครับ หลังคาโลกนี้ทำอะไรผมไม่ได้ ผมกระโดด เดินและโลดแล่นบนผืนดินนี้ ด้วยความสุขครับ ฟังมาเยอะครับว่าหลายคนมาเที่ยวไม่ไหว บ้างก็นอนซม รายที่แย่ๆก็ต้องรีบจองตั๋วเครื่องบินกลับไปที่ที่อยู่ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าระดับความสูงนี้ แล้วจะไม่ให้ผมภูมิใจได้อย่างไรเล่า ว่า ผม มา พิชิต ทิเบต แล้ว จริงมั๊ยครับ

                นั่งรถชมวิวชมเขื่อนเรื่อยไปจนถึงสถูปคุมบุน เจดีย์สไตล์เนปาลขนาดที่ใหญ่ที่สุดในทิเบต ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้ที่ผมยืนจ้องอยู่ พยายามตัดความคิดว่าที่เนปาลสวยและใหญ่กว่ามาก ก็ใช่อยู่นี่ครับ เมื่อประเทศเนปาลเป็นต้นแบบก็ต้องสวยและใหญ่กว่าเป็นธรรมดา เนื่องด้วยเมืองแห่งนี้ชิดติดค่อนไปทางเนปาล เคยเป็นป้อมปราการต่อต้านการบุกรุกจากชาติมหาอำนาจอย่างอังกฤษในอดีต ที่ตั้งฐาน ณ อินเดีย บุกทะลุผ่านเนปาลมายังเมืองแห่งนี้ ก่อนที่จะถูกตีเมืองสำเร็จ ทลายกำแพง แล้วมุ่งหน้าตรงสู่มหานครลาซาในขณะนั้น ผมรู้มาว่าการสู้รบ ณ ตอนนั้น ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าผลการรบจะเป็นอย่างไร ในเมื่อกองทัพอังกฤษเพียงหยิบมือห้าร้อยกว่าคนแบกปืนคนละกระบอก โจมตีนักรบทิเบตนับหมื่นที่ท่องมนต์สักยันต์ คว้ามีดค้อนกระบองไม้ อย่างหรูก็คานดีดคานงัดเล็กๆน้อยๆ มีหน้าไม้ไว้ดีดไว้ยิงฝรั่งหัวแดง ฉากรบที่เริ่มไม่ถึงวันก็จบลงด้วยหมู่ชนทิเบตที่ล้มตายระเนระนาดบนกองเลือดอายดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มหกรรมปลาใหญ่กินปลาเล็กเริ่มขึ้นและเสร็จสมบูรณ์เพียงหนึ่งเสี้ยวคำ ปิดฉากอิสรเสรีภาพของทิเบตนับตั้งแต่บัดนั้น องค์ดาไลลามะจำเป็นต้องยอมเพื่อไม่ให้ชาวทิเบตต้องนองเลือด ผมจำไมได้ว่าสุดท้ายทิเบตทำท่าเข้าข้างจีน หรือพยายามให้จีนมาช่วยกันชนกับอังกฤษ ไม่รู้ว่าอย่างไร แต่เรื่องน่าเศร้าสุดท้าย องค์ดาไลลามะก็ตัดสินพระทัยลี้ภัยไปอินเดีย ปิดฉากอิสระเสรีของทิเบตอย่างเสร็จสมบูรณ์จนถึงปัจจุบัน ปราการที่ผมได้เห็นรอบๆสถูปนี้ ปัจจุบันก็ยังคงอยู่ครับ รายล้อมรอบผู้เขาหินสีน้ำตาลแดง ตากแดดผ่านร้อนหนาวมานับพันปี ซากปราการเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ให้รุ่นลูกหลานของคนที่นี่ได้เห็นอารยธรรม ความแข็งแกร่งของชาวทิเบตในอดีตกาลครับ หากใครดูหนังเรื่อง Prince of Persia ปราการและภูมิทัศน์รอบนี้ก็เหมือนอย่างนั้นเลยครับ ผมประทับใจนะครับ ณ เมืองเจียนเซ่แห่งนี้

                ล่ำลาเมืองปราการโบราณก็ดิ่งสู่เมืองปลายทางอย่างรวดเร็ว ก่อนตะวันตกดินวันนี้ต้องไปให้ถึงให้ได้ เพราะมันยังอีกยาวไกลเหลือเกินกว่าจะถึงปลายทาง การที่มีจุดตรวจเช็คเวลาเพื่อจำกัดความเร็วก็ทำเอาหงุดหงิดไม่ใช่น้อย เสียเวลาอย่างมากเลยครับ ที่ต้องแวะจอดๆเรื่อยๆแบบนี้ เมื่อถึงปลายทางเมืองที่ผมจะมาพักพิงอิงแอบในค่ำคืนนี้ เมืองชิกัทเซ่ในสายตาผมนับว่าเปิดตัวได้ไม่ดีนัก เมื่อสิ่งก่อสร้างจำนวนมากเตรียมผุดขึ้นจากพื้นดินกระจายไปทั่วเขตเมือง ฝุ่นฟุ้งกระจายตลบอบอวนไปทั่ว เมืองหลวงอันดับสองของทิเบตแห่งนี้ กำลังจะพลิกผันไปสู่ศูนย์กลางความเจริญในอนาคต ผมมองหาความเก่าของเมืองนี้แทบไม่เจอเลยล่ะครับ ไม่รู้เพราะว่ารถไมได้ขับผ่าน หรือว่าฝุ่นเยอะเกินเกินไปจึงไม่ได้เห็นเนื้อแท้ของเมืองนี้รึเปล่า ทำเอาผมรู้สึกชินชากับเมืองนี้อย่างเห็นได้ชัด คงจะบวกกับความเหนื่อยด้วยมั๊งครับ แรงจะให้แต้มคะแนนความงามของเมืองนี้จึงถูกกดขี่ซะติดดินเลยทีเดียว ก็พวกผมเดินทางบนรถเจ็ดชั่วโมงกว่าๆนี่นา ถูกดูดพลังแทบหมดสิ้นเลยล่ะครับครานี้

                เข้าโรงแรมวางของเสร็จ คาราวานนักท่องเที่ยวก็กลายร่างเป็นนักกินครับ หิวกันแล้วก็ไปลุย Hotpot กันเลย ต้มๆลวกๆที่วาดฝันไว้ วิ้ววๆๆๆ ผมแอบดีใจเล็กน้อยครับกับอาหารมื้อนี้ เพราะตั้งแต่เข้ามาในร้านก็รู้สึกดีเล็กน้อย ดูสะอาด และไร้กลิ่นเครื่องเทศอันไม่พึงประสงค์ ความดีใจนั้นมาเพียงชั่วพริบตา เพราะน้ำซุปที่ตั้งเทไว้ข้างหน้า พนักงานก็มาทำให้มันน่ากลัวด้วยการเทน้ำมันสีเหลืองประมาณครึ่งลิตรลงไปในหม้อ ตามด้วยพริกเผาโคตะระเผ็ดที่แช่ในน้ำมันเมือกใสลงไปในหม้ออีกประมาณเกือบลิตร น้ำจิ้มเพิ่มรสเติมแต่งด้วยน้ำมันงาชุ่มกระเทียมผักชีตั้งไว้ข้างหม้อ “Oh my Budha พระเจ้าๆ โอย คุณพระๆ Oh my god Oh my god” ผมอุทานอะไรออกมาไม่ได้มากกว่านั้น เพราะช็อกตลึงกับความมันเมือกมหาศาลที่ทำท่าเดือดพล่านอย่างน่ากลัว อย่างกับกระทะทองแดงอย่างไงอย่างงั้นเลย ผมรีบกินรีบเคี้ยวรีบกลืน พยายามปลงและไม่สนใจเรื่องความมัน แล้วคิดบวกในใจว่า “ไม่เป็นไร เรามาเรียนรู้วัฒนธรรมการกินที่นี่ hotpot จีนมันเป็นอย่างนี้หนอ มันมันอย่างนี้หนอ มันหนอมันหนอ” สุดท้ายก็หมดจนได้ กับความมันรอบปาก หน้าฝากผมก็เลยสำแดงเดชเต็มที่ แวววับจับใจภายในชั่วโมงเดียว เจ็บปวดใจจริงมื้อเย็นนี้ ทำเอาอยากวิ่งburnน้ำมัน ที่กินเข้าไปซะตอนนั้น นี่ถ่ายไม่กลัวนอนพะงาบๆริมทางเดินที่ชิกัทเซ่คงวิ่งไปแล้วล่ะครับ

                ไม่มีอะไรถูกใจในเมืองนี้ และอาหารเย็นนี้ อาการปวดหัวเล็กน้อยกับความเพลียเหนื่อยล้าที่มาตามไล่ให้ผมเข้านอนก่อนเวลา ผมซัดพาราไปสองเม็ดก่อนนอน พร้อมทั้งบอกลาความเมื่อยล้าในวันนี้อย่างรวดเร็ว ราตรีสวัสดิ์ครับชาวโลก

Day6(1/8/2555) : Shigatze – Lhasa

                เปิดตามองเพดานด้วยความง่วงในยามเช้า โอย เช้าแล้วหรอเนี่ย ฝ่ามือก็เที่ยวตะเกียกตะกายหาโทรศัพท์ ภารกิจปลุกสมาชิกของผมก็เริ่มต้นขึ้น โทรเรียกห้องข้างเคียงให้ลืมตาดูโลกอย่างผม ก่อนจะหิ้วตัวเองเข้าไปอาบน้ำยามเช้า ก็แค่แปรงฟันล้างหน้าเท่านั้นเองครับ แค่นี้ก็สะอาดมากพอแล้วครับ

                กิจกรรมวันนี้ของผมไม่มีอะไรมากครับ นั่งรถตรงดิ่งกลับลาซาอย่างเดียวครับ มีแวะกลางทางเล็กน้อยเพื่อถ่ายรูป และชมวิวแม่น้ำที่ไหลรายทางไปเรื่อยๆ ทางที่กลับนี้จะถึงเร็วกว่าขามาเล็กน้อยครับ แค่ไม่อ้อมมาก แต่ก็ยังไกลอยู่ดี ต้องนั่งรถถึงหกชั่วโมงกว่าจะกลับไปถึง พวกผมก็พยายามทำเวลาเช่นกันครับ จึงไม่ได้วุ่นวายอะไรมาก ประกอบกับวันนี้ ทุกคนดูอ่อนเพลียกัน เห็นนอนหลับในรถตื่นแล้วตื่นอีกอยู่หลายรอบ วัตถุประสงค์เดียวของพวกผมในวันนี้คือทำอย่างไรก็ได้ให้กลับไปถึงลาซาให้เร็วที่สุดครับ คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายครับที่จะได้นอนที่เมืองนี้ ตั้งใจว่าจะไปถึงให้เร็ว เดินชิลด์ๆ หายใจรดถนนหนทางแถวนี้ ตระเวนหาของฝากที่ถนนบาร์คอร์ กินเค้ก summit café อีกสักมื้อ ซึมซับบรรยากาศยามเย็น แล้วไปเดินส่องโปตาลายามค่ำคืนเป็นการส่งท้าย วีดวิ้วววว อย่างกะ มาออกเดทกับเมืองนี้เลยนะครับ

                นึกแล้วใจหายเหมือนกันครับ ไวจัง ผมเพิ่งจะวิ่งเหินเดินคล่องได้ไม่เท่าไรก็ต้องเตรียมไปกลับไปซะแล้ว พรุ่งนี้ก็ไปเที่ยวและนอนค้างที่ทะเลสาบนัมโซอีก เตรียมโบกมืออำลาได้เลยล่ะครับ

                ที่พักในค่ำคืนนี้ต้องเปลี่ยนที่ครับ เพราะเกิดความขัดข้องในการจองเล็กน้อย ทำให้ต้องพวกผมต้องย้ายไปอยู่โรงแรมHeritage โรงแรมเปิดใหม่ที่แทรกตัวในชุมชนทิเบต ทำเอางงเหมือนกัน เพราะพอเปลี่ยนที่ก็ไม่มั่นใจว่าจะเดินหลงรึเปล่า ไกด์เลยต้องพาพวกผมมาเดินแอ่วรอบถนน ก่อนจะอำลาพวกผมไปพักผ่อน สงสัยแกคงเพลียเหมือนกัน ผมว่านะ ก่อนที่แกจะมาปล่อยพวกผมไกด์ก็พามาร้านPeace of mind ร้านขายของฝากทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ Magnet ผ้าพันคอ หวีจากเขาจามรี หินเทอร์คอยซ์ และหินทิเบต เดินวนเวียนอยู่หลายรอบล่ะครับกว่าจะได้ของมา เพราะมันแพงจนไม่อยากจะซื้อ เบี้ยน้อยหอยน้อยกันทั้งนั้น สิ่งหนึ่งที่ซื้อติดกลับมา เพราะว่ามีขายที่เดียวในโลก และโลกนี้ก็คงมีที่เดียวที่มอบความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสิ่งนี้…หินทิเบตครับ หินสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มที่ได้รับการแต่งลายที่เป็นเอกลักษณ์ เคลือบเงาแวววาวไร้รอยขีดข่วน ใส่แล้วช่วยดูดซับโรคภัยไข้เจ็บ เค้าบอกว่าคนที่เชื่อมั่นหินก็จะศักดิ์สิทธิ์มากครับ ผมก็ซื้อกลับมาชิ้นหนึ่งครับ เอามาห้อยคอ ลงทุนสักเล็กน้อยในราคาที่พอไหวสองพันบาทกว่าๆ ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์อะไรผมไม่รู้ครับ แค่ผมคิดในสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดว่า ผมชื่อในทุกสิ่งที่เป็นบวกอยู่แล้ว และเชื่อว่าจะมีสิ่งดีๆไร้ภัยไร้โรคา กฎแห่งUniverse ที่ว่าด้วยพลังแห่งความเชื่อมั่นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะทำให้ความคิดผมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ นี่ล่ะครับ ศัรทธาของผม…ไอ่ย่ะ ไอ่ย่ะ ไอ่ย่ะ ชื่นชมกับความศัรทธาของตัวเองสามรอบ เพื่อความสิริมงคล ^^

                เสร็จจากร้านหิน ไกด์ก็พาผมไปหาซื้อเสื้อชนชาติทิเบต คือผมบังคับไกด์ว่างั้นเถอะครับ จะพูดภาษาไทยตรงๆว่า กูอยากได้ กูจะเอาง่า เมิงไปต่อราคาให้หน่อย เดินวนเวียนอยู่ไม่นาน กับแดดร้อนๆเปรี้ยงปร้าง ลองใส่ได้สองตัว เลิกดีกว่าครับ ตัวแรกใส่แล้วพอดีไหล่แต่เอวลอย อีกตัวใหญ่โคล่งแขนยาวจนเอาสามารถเอามีดมากรีดขีดให้เป็นฝอยทำพู่ได้สบายๆ การเดินหาของตอนนี้ในช่วงเวลาที่อากาศร้อนบรม ผมเลยยกเลิกการเฟ้นหาเสื้อครับ เดินหาอะไรที่พอฝากได้ดีกว่า แล้วไปหาที่หลบร้อน สุดท้ายก็ได้Magnetมากันคนละชิ้นสองชิ้นครับ ระหว่างที่ยังเดินหาของฝากกันยังไม่เสร็จ ความหิวระดับสิบเข้ามาเยือน มันมาเยือนแบบไม่เตือนครับ เพราะหิวจนปวดท้องปวดบิดทันที ตอนนั้นคิดในใจเลยว่า มาแล้วdyspepsia แค่กินอาหารผิดเวลา หรือกินได้น้อยไม่กี่มื้อมันก็จะมาเยือน ทำไงได้กระเพาะอ่อนแอนี่หว่า ยิ่งมีประวัติไม่ดีเคยอาเจียนเป็นเลือดมาหนึ่งครั้ง ทำให้รู้ว่ากระเพาะผมมันบางกว่าหน้าผมอีก ผมเลยหาร้านอาหารกินทันที ในเวลานั้นก็มีพี่ๆเพื่อนๆในกลุ่มบางคนก็มีหิวบ้างแล้วครับ เลยลากกันไปหาของกินกัน ร้านอาหารที่รีบปรี่เข้าไปเป็นร้านเดิมที่เคยกิน ร้านNamaste Lhasa ตอนนั้นจำได้ว่าถึงขั้นระดับโมโหหิว พูดจากวนตีนมากเลยล่ะครับ พยายามจะเบรกตัวเองแล้วแต่ไม่สำเร็จ ผมรีบสั่งแล้วนั่งสงบสติ นั่งรออาหารไม่นานก็ได้กิน ของผมมาก่อนก็จ้วงเข้าปากเคี้ยวๆกลืนทันที ฮ่าๆ กินไปสามคำค่อยยังชั่ว สีหน้าอารมณ์ค่อยๆเปลี่ยน สีหน้าจากสีแดงกลายสีขาวๆคล้ำแดดหน่อยๆอย่างรวดเร็ว เหมือนหมาบ้าได้ยาสลบอย่างไงอย่างงั้นเลย ฮี่ๆ อิ่มๆก็นั่งดูคนอื่นกิน เอนหลังนั่งไขว่ห้างดูนู้นดูนี่ กระดิกเท้า ดิ๊กๆๆ รอคนอื่นกินเสร็จครับ

                หลังเอาอาหารเติมใส่ท้องก็เดินหาพวงกุญแจของฝากอย่างสุดท้ายที่ผมอยากได้ครับ เดินตระเวนสบายๆ แดดเริ่มอ่อนลงพอได้รู้สึกสบายตาบ้าง จังหวะที่ซื้อพวงกุญแจ ก็สื่อสารกันอย่างออกรส ต่อราคาภาษาจีน ภาษามือ และภาษาเครื่องคิดเลข กว่าจะสำเร็จทำเอามึนไปตามๆกัน เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีพวกชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาดูแล้วมันทำหน้าอารมณ์ประมาณว่า ทำไมหนุ่มหน้าตี๋อย่างผมจึงพูดไม่รู้เรื่อง ผมอยากจะโบกหัวรายคนเลยล่ะครับ  เพราะพวกนี้มันดันมาช่วยอธิบายแทนคนขายเป็นภาษาจีนใส่ผม ผมเลยรีบชิงพูดอย่างไว “หว่อสื้อไท่กว๋อ หว่อปู้จือเต้า” แปลตามอารมณ์ได้ว่า “กูเป็นคนไทย กูไม่เข้าใจ” แล้วผมก็ทำหน้าหงุดหงิดผสมสยามเมืองยิ้มกลับไป เหล่ากองทัพชาวจีนพวกนั้นก็ล่าถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว หลังได้ของฝากครบ ก็ซื้อผลไม้อีกเล็กน้อยเผื่อออกไปนอกเมืองจะกินอะไรกันไม่ได้ แล้วก็ไปนั่งพักกันที่ร้านกาแฟครับ Summit Café แหล่งพักผ่อนหย่อนเท้าของผม ฮ่า! สบายจัง นั่งไปเรื่อย จิบช็อกโกแล็ตเย็น กินเค้ก โอ้ว ไร้กลิ่นจามรี มีความสุขเป็นไหนๆ ช่วงเวลาสั้นๆวันนี้ พวกผมก็ได้เป้าครับ เดินชิลด์นั่งชิลด์กันเล็กน้อย รอพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน แล้วถ่ายรูปหน้าวังโปตาลากัน

                ส่งท้ายลาซาคืนนี้ที่หน้าวังโปตาลาครับ พวกผมเดินไปไม่ทันพระอาทิตย์ตก เพราะมัวแต่ชิลด์กันอยู่ เลยไปนั่งเก็บบรรยากาศ ลาซา และโปตาลายามค่ำคืน ในคืนนี้เหล่าผู้คน ทั้งคนทิเบต หมู่นักท่องเที่ยว เดินสวนไปมาก็ยังขวักไขว่ ไหล่กระทบหลังกระแทกกันตลอดทาง ภาพที่พวกผมไม่คุ้นเคย และถูกยัดเยียดจนคุ้นชินจากเหล่าทหารตำรวจ ก็ไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ใส่พวกผมได้อีก เดินยืดทำงานของพวกเมิงไป พวกกูพลเมืองดีไม่สนใจหรอกนะ งานของผมคือแบกขาตั้งกล้องไปให้พี่แป๊บเก็บภาพหน้าวัง และตั้งใจว่าจะถ่ายภาพหมู่กัน ส่วนกล้องอื่นๆก็เก็บภาพกันตามอัธยาศัย ระบำน้ำพุก็แสดงต้อนรับ และเตรียมอำลาพวกผมในค่ำคืนนี้

                ตำแหน่งเก็บภาพวังโปตาลามีหลายจุด พวกผมถ่ายไล่ไปเรื่อยจนไปหยุดอยู่ที่ลานจัตุรัสกว้างด้านหน้าพระราชวังครับ พอได้ไปยืนตรงนั้น จะสามารถมองเห็นปราสาทขาวที่โอบล้อมปราสาทสีแดงน้ำตาลไว้ทั้งหลังอย่างชัดเจน แสงไฟสปอร์ตไลท์ช่วยส่อง ขับให้พระราชวังฤดูหนาวแห่งนี้ดูมีพลังและน่าเกรงขามมากขึ้น ผมนั่งมองยืนมองสักพัก ก็รู้สึกอยู่ในใจอยากบอกกับวังนี้ว่า คุณนี้ช่างเป็นคนที่ไร้ชีวิตชีวาเสียจริงๆ ผมรู้สึกว่าคุณก็แข็งแกร่งมากนะ ที่สามารถอดทนถูกขังจองจำบนบ้านเมืองตัวเองแบบนี้ และคุณก็เก่งมากนะที่ยังยืดหยัด ณ ตรงนี้ เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวให้กับคนทิเบตทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเกิดจากพลังอะไรที่มีอยู่ในตัวคุณ ณ ตอนนี้ผมก็ศรัทธาในตัวคุณเหมือนกัน ชื่นชอบคุณมาก ประทับใจคุณมาก จึงได้ดั้นด้นทรมานกายมาถึงที่แห่งนี้ แล้วก็ไม่ผิดหวังสักนิด คุณไม่เพียงนำพาให้ผมรู้จักคุณเพียงอย่างเดียว คุณทำให้ผมหลงรักประชาชนคนทิเบตของคุณ คุณทำให้ผมหลงใหลในความน่ารักที่ยังคงมีซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ที่พบได้ไปเหยียบบนดินแดนของคุณ ผมยังไม่รู้จักคุณมากนัก แค่เพียงรู้จักคุณมากขึ้น และผมเชื่อว่าคุณยังเป็นคนลี้ลับในสายตาผม และคนทั้งโลกเสมอ คุณไม่จำเป็นต้องเปิดเผยอะไรทั้งสิ้น เป็นอย่างที่คุณเป็นอย่างนี้ล่ะ จะได้ไม่ทรมานบอบช้ำไปกว่านี้ และให้คุณรู้ไว้นะครับว่า ความลี้ลับและความศักดิ์สิทธิ์นั้น คือเสน่ห์ของคุณ ขอบคุณมากครับโปตาลา

                พวกผมได้มีโอกาสเก็บภาพส่งท้าย พร้อมเสียงหัวเราะกันหน้าพระราชวัง นับว่าเป็นวันที่เหนื่อยล้า แต่มีความสุขมากครับ ยิ้มแบบที่ใจอยากยิ้ม สลัดความกลัวต่างๆที่เคยมีทิ้ง สิ้นสุดแล้วครับคืนนี้ที่ลาซา โบกมือลา พร้อมเร่งฝีเท้ากลับเข้าที่พักก่อนที่เวลาจะเกินเลยไปมากกว่านี้ ราตรีสวัสดิ์ครับ

>> to be continue >>

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part III

Tagged with: