Sep 05

Day3(29/7/2555) : Potala Palace – Jokung Temple – Deprung Monastery

                Tashi de rek สวัสดียามเช้าแด่ฟ้าวันใหม่แห่งลาซา เอ! อาหารเช้าที่นี่กินที่ไหนว่ะเนี่ย อ่อ!ชั้นห้า อ๋อย…เสียงเหี่ยวๆกระเด็นออกมาจากปาก เมื่อต้องเดินขึ้นไปชั้นห้าโดยที่ไม่มีลิฟต์ ณ ดินแดนที่สูงแบบนี้ กว่าจะได้กินมันเหนื่อยรู้มั๊ยนั่น เป็นความสงสัยมากว่าทำไมต้องชั้นห้า เดินหอบแฮ่กขึ้นไป แล้วก็ต้องร้อง อู้หูววววว…พาโนรามิควิวเลยนะเนี่ย เทือกเขาสูงสีเขียวสด ฉาบด้วยแสงแดดเป็นปื้นๆ โอบล้อมห่อหุ้มเมืองลาซาแห่งนี้ครบทุกด้าน หลังคาดาดฟ้าตึกเก่ามีฝุ่นเกาะ กระจายไปทั่วเมือง หมอกยามเช้าจางๆลอยตัวคลุ้งอยู่ในอากาศไกลสุดลิบตา สุดยอดไปเลยครับ ทำเอาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที อาหารเช้าวันนี้เป็นข้าวต้มผักดอง และพืชพรรณพื้นบ้านของทิเบต เอ่อ! กรูกินไม่ได้อ่า ต้องพยายามเลือกที่กินได้มากที่สุดมายัดใส่ท้อง ไข้ต้ม ถั่วลิสง มะเขือเทศ ผัดผักที่หน้าตาดูคุ้นเคย เอามาคลุกๆกินเป็นอาหารเช้าได้พอผ่านไปหนึ่งมื้อ

เช้าวันใหม่บนดาดฟ้าโรงแรม ผมประทับใจนะ

                โปรแกรมวันนี้ค่อนข้างแน่นทีเดียว เริ่มด้วยพระราชวังโปตาลาซึ่งต้องนัดคิวเข้าชม พวกผมไกด์ได้ติดต่อให้ในช่วงเช้า หลังกินข้าวเสร็จก็ไปยืนต่อแถวรอเข้าชมกันเลย สภาพรอบๆโปตาลาก็จะมีกระแสกลุ่มชนชาวทิเบตเดินแกว่งกงล้อมนตรา เจียดลูกประคำในมือทีละเม็ดหลังสวดภาวนาจบบท พร้อมทั้งเดินตามเข็มนาฬิกาเพื่อเป็นความสิริมงคล เรียกพิธีกรรมตามภาษาทิเบตว่า “Kora” ส่วนตัวผมเองไม่รู้อะไรในบทสวด แต่เวลาจะเดินเที่ยวในวัดไหนก็ตามจะต้องเดินวนตามเข็มนาฬิกาทุกๆที่ไป ก็จะเรียกการเดินวนรอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ว่า Kora เช่นกัน

ลัลล้าบนโปตาลา

พระราชวังโปตาลา จากมุมบนวัดโจคัง

                อันเนื่องด้วยที่พระราชวังโปตาลา ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ไม่ใช่ว่าเพราะอายุเยอะถึง 1400 กว่าปีอย่างเดียว แต่ด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ข้าวของเครื่องใช้อายุนับพันปี ที่บรรจุรักษาอยู่ในพระราชวังสีแดงเลือดหมูที่โอบล้อมไปด้วยวังสีขาวรอบๆแห่งนี้ ทำให้ปราการสีแดงขาวนี้มีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเชยชมวันละมากถึงสองพันคนต่อวัน(คิดว่าเป็นตัวเลขในช่วงที่นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ปกตินะครับ) พระราชวังแห่งนี้สร้างอยู่บนท่อนซุงนับหมื่นนับพันต้น เดิมเป็นที่พำนักและปฏิบัติราชการของกษัตริย์ สร้างโดยพระเจ้าซองเซ็มกัมโป หลังระบอบกษัตริย์ล่มสลาย องค์ดาไลลามะทั้งหลาย(หลักๆคือองค์ที่ห้า)ก็เข้ามาบูรณะเพิ่มเติม และใช้ปฏิบัติงานราชการต่อมาหลายรุ่นๆจนถึงรุ่นที่สิบสี ที่ต้องระหกระเหเร่ร่อนออกจากบ้านเกิดไปอยู่ ณ ต่างแดน จากเดิมที่เรียกว่าพระราชวังแดง(สร้างอยู่บนภูเขาแดง มีชื่อภาษาทิเบต ผมจำไม่ได้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเรียกตามสีที่สร้างพระราชวังด้วยรึเปล่า) ภายหลังได้รับการตกแต่งแล้วเปลี่ยนมาเป็นชื่อ พระราชวังโปตาลา(พระราชวังฤดูหนาว) ในเวลาถัดมา

มุมบนที่ต้องยอมแลกกับความเหนื่อย

ส่วนกลางที่ดาไลลามะจะใช้สำหรับออกมาดูงานเทศกาล

                เล็กๆน้อยๆกับข้อมูลพระราชวัง จะบอกว่า ผมได้ศึกษาข้อมูลมาพอสมควรกว่าจะได้มาเห็นของจริง มันยิ่งใหญ่จริงๆครับ พระราชวังแดงเลือดหมูล้อมด้วยปราการขาวหันหน้าเข้าสู่เมืองโปตาลา ลายละเอียดเมื่อมองดูชัดๆจะเห็นว่ามีต้นซุงค้ำอยู่เป็นพันต้นจริงๆ บางผนังกำแพงก็ใช้วัสดุบางอย่างที่ไม่ใช่ปูนหรือหิน เป็นแค่ไม้เส้นๆเอามามัดทำผนังกำแพง ห้องหับนับพันที่ไล่เดินไต่ระดับความสูง ทำเอาเหนื่อยไม่ใช่น้อย นึกภาพไม่ออกว่าสมัยก่อนเค้าจะเหนื่อยกันมั๊ยเนี่ยที่ต้องเดินขึ้นลงในพระราชวังแห่งนี้ ในวังไมได้รับการอนุญาตให้ถ่ายรูปครับ จึงได้แต่เก็บวิวบันทึกภาพจากด้านนอกเป็นหลัก ส่วนด้านในหลักไกด์จะพาเข้าชมเป็นบัลลังค์ของดาไลลามะแต่ละองค์ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ของใครของมันไม่มีใช่ปนกัน หลุมศพของดาไลลามะก็บรรจุอยู่ในนี้ จำไมได้ว่าองค์ไหนบ้าง โดยท่าบรรจุศพจะทำในท่านั่งสมาธิ ทำพิธีศพตามด้วยครอบเจดีย์ด้วยทอง(Funeral tomb) ตกแต่งด้วยหินสีอันมีค่าของทิเบต อย่างเช่น หินเทอร์ควอยซ์ หรืออัญมณีสีอื่นๆ นอกจากนี้ก็ยังมีMandara เข้าใจว่าเป็นวิมานของเทพเจ้าในชาติต่างๆที่เค้าจิตนาการขึ้นมา ทั้งโลกนี้ โลกหน้า ส่วนใหญ่จะทำจากบรอนซ์สีเหลืองทองอร่าม ตกแต่งทั้งนอกและในวิมานอย่างสวยงาม เมื่อมีวิมานก็ต้องมีเทพเจ้า ในพระราชวังนี้มีเทพเจ้าหลายองค์เลย สร้างซ้ำๆกันก็มี ที่จำได้ก็ God of wisdom, God of compassion และ God of protection จำได้แค่นี้ เทพเจ้าแต่ละองค์ก็ทำหน้าที่แต่งต่างกันออกไป ไม่มีใครทำงานซ้ำกัน

รอยเท้า ศรัทธา vs ความอยากเก็น

ยิ้มหน่อยคร๊าบบบ

                ระหว่างเดินเยี่ยมชมก็จะได้กลิ่นกำยานของไม้หอมทิเบต ลอยคลุ้งอบอวนไปทั่ว ไม่ค่อยคุ้นกับกลิ่นเท่าไรนัก แต่ไม่ถึงขึ้นกระอักกระอ่วมจนอยู่ไม่ได้ แสงเปลวไฟจากตะเกียงถูกต่อเชื้อด้วยน้ำมันหอมระเหย(Gleez)ของชาวทิเบตที่ทำจากพืช แล้วนำมาใช้เติมแทนน้ำมันตะเกียง คนทิเบตบางคนก็จะหิ้ว Gleez มาบีบใส่เชิงตะเกียงเพื่อต่อเปลวไฟให้สว่างโชติช่วง ใส้ตะเกียงที่นี่ก็ใช่สำลีเอามาปั้นทำเป็นเส้นแทนเชือกหรือไส้เทียน ใช้จุดได้นานเป็นสัปดาห์เลยทีเดียว ผมและเพื่อนๆดำผุดดำโผล่ขึ้นลงไปมาในวังจนเหนื่อยได้ที่ ใช้เวลาสามชั่วโมงยังไม่สามารถซึมซับได้ทั่วสักเท่าไร หน้ามืดหน้าซีดกันไปตามๆกัน เดินซึมซับพอได้อารมณ์ก็ต้องออกจากวัง เพราะเค้าจำกัดเวลาเข้าออก เพื่อไม่ให้คนเข้ามาแน่นเกินไป กว่าจะออกมาจากวังได้ ตอนเดินลงก็เหนื่อยแฮะ นี่เราเดินขึ้นมาสูงถึงขนาดนี้เชียวหรอเนี่ย แฮ่กๆ มองออกไปนอกวังจากมุมสูง เมืองลาซานี่สวยจริงๆ อยากให้หยุดความเจริญไว้แค่นี้จริงๆ ถ้าดาไลลามะมาได้เห็นบ้านเมืองตัวเอง ณ ตอนนี้ คงจะงงไม่น้อย เพราะมันคงเปลี่ยนไปเยอะหลังจากที่ท่านลี้ภัยออกไป เมื่อ 53 ปีก่อน(ลึ้ภัยเมื่อ 17 มีนาคม 2502) ส่วนหนังเรื่อง Seven years in Tibet ที่ได้พระเอกดังแบรดพิตมาเล่นนั้นไม่ได้ถ่ายทำที่ทิเบตนะครับ เค้าไม่อนุญาต เพิ่งรู้ว่าภาพที่เห็นทั้งหมดในเรื่องนั้นอยู่ที่ประเทศอินเดีย แหล่มเลย อุตส่าห์เชื่อมาตลอดว่าถ่ายที่ทิเบตนะนั่น

ประตูเก่าแก่พันปีก็ยังอยู่ยั้งคงทน

                ชมวังเสร็จก็ชมวัดต่อ มุ่งหน้าสู่วัดโจคัง วัดที่ไปดราม่ามาเมื่อวานนั่นล่ะครับ วันนี้เลยมาดราม่าต่อ เวลาเที่ยวตอนนี้หิวข้าวเที่ยงมากแต่ต้องเก็บโปรแกรมเช้าให้หมดก่อน เนื่องจากพวกผมช้ากันเอง จึงไล่ต้อนกันเองเพื่อไปเที่ยวกันต่อ            วัดโจคังเป็นวัดโบราณที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระราชวังโปตาลา ในสมัยก่อนที่ทิเบตยังไม่มีวัดไว้สักการบูชา พระเจ้าซองเซมกัมโป(คนนี้อีกแล้ว จริงๆก็มีดังอยู่ไม่กี่คน กษัตริย์องค์นี้ กับท่านดาไลลามะที่ห้า ที่สร้างและนำความเจริญมาสู่ทิเบต) อยากสร้างวัด จึงโยนเหรียญขึ้นบนฟ้า ถ้าไปตกที่ไหนก็จะสร้างวัดตรงนั้น เหรียญก็ลอยขึ้นฟ้าแล้วตกลงบนแม่น้ำ การถมดินเติมพื้นสร้างวัดจึงได้ก่อกำเนิดขึ้นได้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ให้ได้เดินเล่นกันทุกวันนี้(เค้าเล่ากันมาอย่างนั้นนะครับ) ด้วยความที่วัดโจคังยังคงมีชีวิตอยู่ มีพระลามะมาสวดมนต์ทำวัตร ทำให้สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ดูมีชีวิตมากกว่าโบราณสถานที่ไร้อารมณ์อย่างโปตาลา การหมอบกราบอัษฎางคประดิษฐ์ที่เคยเรียนในหนังสือเรียนก็ได้เห็นจริงๆวันนี้ ผุดลุกผุดกราบเป็นสิบๆรอบไม่หยุด เหมือนวีดิโอเทปที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆรอบของคนๆนึง ไม่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย สายตามุ่งมั่นกับการสวดมนต์ภาวนา แล้วคุกเข้าไถลตัวกับพื้นไปเรื่อยๆ พวกผมใช้เวลาชั่วครู่ในการเก็บภาพอัศจรรย์นี้ก่อนจะเข้าไปในวัด ส่วนตัวผมเองที่เคยคิดจะกราบอัษฎางคประดิษฐ์หน้าวัดได้มลายให้ไป เพราะไม่กล้าจะเอาความศรัทธาของคนที่นี่มาล้อเล่น การทำเพื่อความสนุกล้อเลียนคงทำไม่ได้ในบริบทแบบนี้เป็นแน่แท้

ที่สูงส่งไม่ใช่อยู่ที่ความชิดใกล้กับพื้น …มันสูงส่งจากภายในจริงๆ

ระฆังวัดโจคัง งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

                การเข้าชมวัดก็ยังคงต้องเดินวนตามเข็มแม้กระทั่งด้านในวัด และห้องหับต่างๆ เห็นพระลามะอยู่บ้างในช่วงเที่ยงวันแบบนี้ สงสัยคงไปนอนกันหมด เดินชมความเก่าแก่พันปีที่ยังหายใจได้ เสียอยู่แค่ว่าหายใจได้แบบติดขัด ไม่มีอิสรภาพละมั๊ง จำได้ว่าตอนที่ไปเนปาลเที่ยวเมืองโบราณที่หายใจได้ ไม่ว่าจะเป็นเมืองปาตัน บักตาปูห์ เสียงหายใจของคนที่นี้โล่งกว่าที่ทิเบตเยอะ เพราะมันคือของๆเค้า เปรียบเทียบได้สักพักก็มีคนสะกิดให้ผมมองไปยังคนแก่วัยสักหกสิบมายืนเกาะริมรั้วมองไปยังบัลลังค์ปฏิบัติงานของดาไลลามะองค์ก่อนๆ ลำตัวก้มโค้ง มือพลางจะเอื้อมจับ สายตาละห้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรอยเหี่ยวย่นหรือความโศกเศร้าที่มี ถึงทำให้ภาพที่เห็นมันดำดิ่งซะขนาดนี้ แล้วผมก็ได้ทำใจแล้วเดินต่อ พลางเห็นภาพหญิงชราคนนี้วนทับซ้ำในหัวอยู่หลายครั้งกว่าจะมลายหายไป

เจ้าชายเจอเด็กจีนแล้วอิจฉา ขอทำท่าบ้างคร๊าบบบ

                หลังคาสีทองสะท้อนแสดงแดดยามเที่ยงตรง กงล้อธรรมจักรกับกวางหมอบขนาบทั้งสองข้างตั้งเด่นตระหง่านเป็น

สัญลักษณ์ให้คนที่ผ่านไปมาได้รู้ว่า นี่ล่ะคือวัดทิเบต จากชั้นดาดฟ้ามองไปทางด้านหน้าวัดสามารถมองเห็นพระราชวังโปตาลาอย่างชัดเจน เหลือบมองด้านล่างก็จตุรัสโจคังนี่ล่ะ มีพวกขยะชุดเขียว(ทหาร)ชุดฟ้า(ตำรวจ)เดินไปมารกลูกหูลูกตาชะมัด ขนาดจะถ่ายวิวจากมุมบนยังต้องระวังไอ่พวกทหารsniperที่เล็งอยู่ตามดาดฟ้ารอบๆวัดนี้ นี่มันอะไรกันเนี่ย กรูมาเที่ยวทิเบตนะ ไม่ได้มาสามจังหวัด ทำหวาดระแวงตลอดเวลา ในกลุ่มพยายามเบี่ยงความสนใจ ลบภาพขยะชุดเขียวฟ้าออกจากใจ แล้วถ่ายรูปกันต่อ เที่ยวให้มีความสุขยิ้มด้วยความดีใจ แชะ! ภาพหมู่ภาพแรกของทริปมาแล้ว กว่าจะได้ครบห้าคน หาจังหวะอยู่ตั้งนาน ถ่ายรูปเสร็จก็ลงจากวัด เก็บตกความศรัทธาที่เห็นก่อนจะออกมาจากวัด

                ไกด์บอกว่าดีที่มาวัดนี้วันเสาร์อาทิตย์ เพราะวันธรรมดานักแสวงบุญจากทั่วทิเบตจะมาเยอะมาก เข้ามาในวัดจนแน่น เสียงดังอื้ออึงไปหมด อธิบายอะไรก็ไม่รู้เรื่อง อย่างที่มาวันนี้ดี ได้มีโอกาสเดินสบายๆ เก็บบรรยากาศวัดได้เต็มที่ แต่ก็มีบางกลุ่มนักท่องเที่ยวอยากเห็นบรรยากาศอัดแน่นของนักแสวงบุญในวัดแห่งนี้ เห็นบอกว่ามีดูได้บรรยากาศดี แต่ไม่ใช่กลุ่มของผมแน่นอนที่ต้องการแบบนั้น ร้อนอิตายแล้วนิ!

                ร้อนจังนิ! เดินไปบ่นไป หิวด้วย เสียงสมาชิกร่วมทีมเริ่มบ่นอุบอิบ ได้เวลาข้าวเที่ยงพอดี ตอนนั้นก็บ่ายโมงกว่าๆเห็นจะได้ เที่ยงนี้ไกด์พาไปกินร้าน Namaste Lhasa ไม่รู้ว่าจำชื่อผิดมั๊ย แต่รสชาติถือว่าอร่อยเลยทีเดียว เน้นสั่งอาหารฝรั่งกันทั้งนั้น ปล่อยให้นักชิมอย่างเบิ้ม เฮียธีร์ และพี่แป๊บ ชิมของแปลกกันไป เช่น Naans แผ่นแป้งคล้ายโรตีเอาไปอบกินแทนข้าว หรือว่าจะเป็นสเต้กเนื้อจามรี ส่วนผมกับพี่เจเราสำนึกรักบ้านเกิด ถือconceptยอมตายไม่ยอมเสียลิ้น จริงๆมันก็ไม่ดีเลยล่ะครับ ส่วนตัวผมเองอยากเป็น Backpacker แต่กินยากอย่างนี้ เสียชื่อหมด ผมแค่พลังเยอะ นอนง่าย ถ่ายคล่อง(หมายถึงขี้ และการถ่ายรูป) ชิมได้ถ้ามีคนให้ลองชิม แต่ถ้ากินเป็นมื้อเจ้าชายขอบายดีกว่า นึกแล้วก็รู้สึกพลาดที่ไม่ได้ตระเตรียมอาหารแห้งมา ถ้ามีมาม่าล่ะก็ อะไรก็ไม่กลัวทั้งนั้น ผงชูรสที่กินมันคงไม่ทำให้ผมผมร่วงไปกว่านี้หรอก นั่งพักเติมแรงกันอิ่มแปล้ ดูพี่ๆนั่งจิ้มโทรศัพท์กัน เช็คและโพสต์รูปกัน ทำให้ผมรู้สึกขัดตาเล็กน้อยกับการจดจ่อกับเทคโนโลยีพวกนี้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แค่รู้สึกว่าอยากให้ใช้อย่างพอดี เงยหน้ามาคุย และกินลมชมวิวเหมือนเมื่อสี่ห้าปีก่อน ก่อนที่smart phoneทั้งหลายเหล่านี้จะบุกโลก ผู้คนคงได้สื่อสารกันได้ดีกว่านี้ และมองเห็นพื้นโลกได้มากกว่าปัจจุบันที่ทำกันอยู่

ทิเบตนะ ไม่ใช่กรีซ

                อีกหนึ่งเป้าหมายของวันนี้อยู่นอกเมืองเสียด้วย นั่นคือ พระอารามเดปรุง หรือ Deprung monastery พระอารามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อาจจะงงว่าเดี๋ยว Monastery เดี๋ยว Temple มันต่างกันยังไง ง่ายๆว่า Temple ก็วัดตรงๆตัวนั่นล่ะ ส่วน Monastery เป็นเหมือนกับวิทยาลัยของลามะทำนองนั้น จึงทำให้พระอารามแห่งนี้ยังคงเคลื่อนไหวต่อได้ ในอดีตนั้นพระอารามแห่งนี้ใช้ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เมื่อรัฐบาลจีนมาปกครองล้อมกรอบ พระอารามนี้จึงถูกจำกัดสิทธิ์หลายๆอย่าง รวมไปถึงจำนวนพระลามะที่หดหายไปด้วย จากหลักหมื่นเหลือเพียงหลักร้อยเท่านั้น

รูปหมู่ นะจ๊ะ

                ความเหนื่อยยากในการเข้าชมอารามนี้ก็เพราะความสูงอีกเช่นเคย รถพาไต่ขึ้นมาบ่นเขา พอจอดรถแล้วก้าวออกมาสัมผัสผืนดิน ทุกคนปวดหัวตุ๊บๆ มึนงงไปพร้อมๆกัน แดดก็สาดส่องแบบไม่แยแสกรูสักนิด โอย! มึนโว้ย ยืนปรับตัวได้ไม่นาน ไกด์ก็พาเดินชมอารมด้านนอกก่อน โดยวนตามเข็มอีกแล้ว ช่วงแรกก็พาไปดูจุดที่ใช้ขึงผ้าทังก้า(Thangka)ขนาดยักษ์ ที่ใช้ตอนงานเทศกาล แล้วเดินวนสำรวจอาราม เข้าไปด้านในสักการะพระพุทธรูปทำจากไม้ขนาดยักษ์ ดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เดินลอดม้วนผืนผ้าทังก้าขนาดยักษ์เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนจะออกมาเดินวนภายนอกอีกรอบ รู้สึกเหนื่อยจับใจจริงๆ แต่ยังไงก็เหนื่อยไม่เท่าคุณกาญจนา หงส์ทอง ที่เขียนบรรยายไว้ว่า “หัวใจของฉันมันกำลังเต้นแร้งเต้นกาทำท่าเหมือนอยากจะทะลักออกมาดูเดรปรุง เมื่อหายใจไม่คล่องจมูก ปอดกระพืออย่างผิดปกติ หัวใจกระเพื่อมแบบรัวจังหวะ เราทั้งคู่จึงตัดสินใจหยุดเดิน” โอ้วอ่านของคุณกาญจนาแล้วผมหายเหนื่อยไปเลยทีเดียว เขียนบรรยายได้ใจผมมากครับ หลายครั้งที่ได้หยุดพักหอบแฮ่กอย่างที่คุณกาญจาบอก แล้วเงยหน้ามองดูวิวทิวทัศน์สักมุมไหนมุมหนึ่งของพระอาราม ก็จะเห็นความสวยงามเล็กน้อยๆที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแมวทิเบตที่นอนหนาวขดอยู่ข้างท่อนซุง หมาน้อยนั่งกระสับกระส่ายดูนักท่องเที่ยวที่เดินไปมา พระลามะยืนบิดผ้าชำระล้างชุดเสื้อผ้า หม้อน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์อันแสดงถึงวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับลามะที่นี่มานับร้อยปี นี่ล่ะครับจุดพักเหนื่อยอย่างที่ผมว่า มันมีอะไรในความไม่มีอะไรจริงๆ

ชีวิตของคนที่นี่ กับคนอย่างเรา ต่างกันเลยนะครับ

                กลับจากปราการแห่งความรุ่งเรืองทั้งสามแห่ง ก็เข้ายังไม่วายที่สภาพร่างกายจะเข้าสู่ระดับปกติ ทุกคนยังดูเพลีย และมึนกับกิจกรรมวันแรกนี้ ด้วยความที่กิจกรรมแน่นมาก และความช้าอันเนื่องมาจากพวกผมต้องถ่ายรูปทุกสิบก้าว ไกด์จึงได้เสนอตัวเลือกในการท่องเที่ยวในวันถัดไป โดยจะใช้เวลาที่ Ganden Monastery ให้มากขึ้น กินข้าวเที่ยงที่วัด แล้วดูพระโต้พระธรรม(Monk debating)กันที่ Sera Temple แล้วแนะให้ตัด Norbulingka palace ออก ณ ตอนนั้นเหนื่อยจริง และมีข้อมูลว่าที่ Norbulingka palace นั้นเป็นพระราชวังฤดูร้อน หน้าตาข้างในเหมือนโปตาลา และถ่ายรูปไม่ได้ พวกผมทั้งห้าคนจึงตัดสินใจตัดโปรแกรมนี้ออกไป เพื่อความคล่องตัวในวันรุ่งขึ้น ด้วยความที่ไม่ชอบเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ ตัดแบบนี้ผมก็ยอมครับ

ตรอกนี้ยังมีชีวิต

พี่แป๊บ ตากล้องประจำทริป ยินดีที่ได้รู้จักอีกรอบคร๊าบบบ

                มื้อเย็นของวันนี้เป็นมื้อที่ผมปวดใจที่สุด Local Tibetian Food โอ้วโน่ว! ไม่ไหวนะ รสชาติ กลิ่น เออะ…ไม่พร้อมจริงๆ กินได้ไม่กี่คำก็อิ่มทันที ปล่อยให้นักชิมที่เหลือจัดการอาหารบนโต๊ะกันต่อไป ไม่ขอจดจำอะไรมากกับอาหารมื้อนี้ กลับโรงแรมมาเก็บภาพพระอาทิตย์ตก(ไปแล้ว)ที่ดาดฟ้าโรงแรม แลลาซายามเย็น ดูเหมือนจะทำให้ผมมีความสุขมากกว่าการจะต้องมานั่งบนโต๊ะทนกินอาหารเย็นนี้อยู่หลายเท่าตัวนัก

                แสงไฟที่ส่องกระทบโปตาลาให้จรัสจ้ายามค่ำคืน ดาวระยิบระยับน้อยๆจากห้องเล็กห้องน้อยตามบ้าน ที่ฉายวับแวมตามลมที่สะบัดผ่านผ้าม่าน แสงดาวตกจากไฟหน้ารถบนท้องถนนสวนไปมาอย่างช้าๆและนุ่มนวล แสงสุดท้ายจากพระอาทิตย์ฉายขึ้นมาจากขอบภูเขาให้เห็นเป็นสีแดงระเรื่อ ฟ้าสีม่วงแดงอำพันกำลังเปลี่ยนเป็นสีดำทีละน้อยๆไม่รู้ว่าภาพนี้จะได้เห็นอีกเมื่อไร พวกผมแข่งกันถ่ายกับเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จดจำภาพผ่านม่านสายตา ซึ่งผมยังเชื่อว่าสายตาคือกล้องที่บันทึกภาพได้สวยงามที่สุด …ผมได้หลับตาลงแล้วจดจำภาพนั้น ท่องไว้ให้รู้ว่านี่คือ สวรรค์ที่ชื่อว่าลาซา

ค่ำคืนนี้ มีแสงไฟ อยู่เป็นเพื่อน ภาพมุมบนจากดาดฟ้า ถ่ายไปยังบ้านที่อยู่ละแวกนี้ครับ

สงบ และงดงาม

Day4(30/7/2555) : Gandem Monastery – Sera Monastery

                เมื่อคืนแอบมึนหัวเล็กก่อนนอน ซัดพาราไปสองเม็ดจึงเริ่มดีขึ้น เช้านี้แจ่มใสจริงเน้อ วันที่สองที่ต้องลุ้นกับอาหารเช้า วันนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ หวังว่าเปลี่ยนวันเมนูอาหารจะเปลี่ยนบ้าง พอได้ไปสอดส่องอาหารหนึ่งรอบก็ไดรู้ว่า มันเหมือนเดิมเลย ไม่น่ากินสักนิด กรอกท้องให้อิ่มกินเหมือนเดิมดีกว่า งัดไข่เค็มที่พี่เจเตรียมมา มากินกับข้าวต้ม หมูหวานสักนิดพอได้ที่ อิ่มพอดีกับอาหารเช้า เตรียมตัวเตรียมใจไป Ganden Monastery ลุยโลดดดดดคร๊าบบบบ

                ใช้เวลาเดินทางจากลาซาออกไปนอกเมืองใช้เวลาไปประมาณสองชั่วโมง วนขึ้นเขาสูงอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงไปถึงที่วัด ระหว่างทางก็มีวิวงามๆให้ได้ดูตลอด บ้านของคนทิเบตส่วนใหญ่จะมีสองชั้น โดยชั้นล่างใช้ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์และขายของ ส่วนชั้นบนมีเพื่อพักผ่อนหลับนอนเท่านั้น ดาดฟ้าของทุกบ้านก็จะมีธงภาวนาทั้งปักทั้งเสียบ ทั้งพันทั้งร้อยอยู่แทบทุกบ้าน สีสดบ้างจางบ้างตามกาลเวลา ตามท้องทุ่งทางเดินก็ยังเห็นคนทิเบตเดินถือกงล้อ คล้องลูกประคำ ติดไม้ติดมือคนละชิ้นสองชิ้น บ้างก็นั่งตากแดดสวดภาวนาไปเรื่อย บ้างก็พิงประตูนับเม็ดลูกประคำไปด้วย จะว่าไปมันก็วนมาที่ศรัทธาความเชื่อของคนทิเบตครับที่ยังคงฝังลึกอยู่ในชีวิตประจำวันของคนที่นี่แทบทุกอณูของลมหายใจ

ทางผ่านมาก็ยังน่าพิศมัย

                เช้านี้ถ่ายรูปได้มากขึ้น เพราะออกมานอกเมือง ตำรวจทหารน้อยกว่าเยอะ ไกด์จอดให้บางจุด เพื่อถ่ายรูปวิวบ้าง จามรีบ้าง คิดว่าคงทนพวกผมโวยวายกันในรถไม่ไหว เพราะจังหวะที่ขับรถผ่านเส้นทางซิกแซ็กคดเคี้ยวของภูเขา เสียงชัตเตอร์ก็ดังรัวๆบ่งบอกว่ากรูอยากได้ภาพมากๆๆ อีกอย่างมันคือสัญญาณบ่งบอกว่าพวกผมเริ่มปรับตัวได้กับออกซิเจนระดับนี้แล้ว ฮิฮิ…ลุยโลด แชะๆๆ

ขึ้นเขาไปเกนเด็มกันคร๊าบบบ

หยุดเก็บภาพก่อนเข้าไปเดินรอบเขาครับ ^^

                พอมาถึง Ganden ก็เริ่มเดินรอบเขากันเลย เพื่อทำKora ทีแรกไกด์เรียกว่าHiking ถึงกับตกใจ เพราะพวกผมทำได้แค่เดิน ปีนไม่เป็นเด้อ พอเริ่มออกเดินเท่านั้นเหนื่อยนรกเลย แค่บันไดสิบขั้นทำเอาหอบไปตามๆกัน ด้วยเหตุนี้มั๊ย ไกด์เลยเรียกว่าHiking ขนาดพยายามเคลื่อนไหวให้ช้าที่สุดแล้วนะ ก้าว…ย่าง…ก้าว…เพียงยี่สิบกว่าขั้นเท่านั้นพวกผมก็ไปนั่งพักหายใจฟืดฟาดกัน ส่วนพี่เจหญิงสาวคนเดียวของกลุ่มก็คว้าออกซิเจนกระป๋องมาลองใช้สักที เจ๊บอกไม่ไหวแล้ว ขอใช้สักที บีบแล้วหายใจช้าๆ เห็นว่ารู้สึกหายเหนื่อยทันตาเห็นเลย ขนาดพวกผมปรับตัวกันมาแล้วหลายวันแล้วนะครับ ยังเหนื่อยหอบซะขนาดนี้ ดีนะที่ไม่ใช่โปรแกรมวันแรก(เกร็ดความรู้: จริงๆการใช้กระป๋องออกซิเจน ผมจะไม่ให้ใช้ในช่วงแรกๆที่กำลังปรับสภาพร่างกายนะ เพราะถ้าใช้ร่างกายจะไม่ปรับ อาการจะทรุดได้ง่าย แต่อย่างกรณีพี่เจซึ่งอยู่ลาซามาแล้วสามวัน ผมเลยไม่ห้าม สามารถใช้ได้เลยครับ) ความสูงของอารามแกนเด็ม ประมาณ 4500เมตรเหนือระดับน้ำทะเลครับ ส่วนลาซาเฉลี่ยอยู่ที่ 3500 เมตร โอ้ว…ถึงว่าทำไมพวกผมเหนื่อยกันจัง ออกซิเจนเบาบางซะขนาดนี้สินะ กรูถึงเหนื่อย แล้วพวกผมก็เดินต่อ ช่วงหลังเหนื่อยเริ่มชินมากขึ้น เส้นทางขึ้นลงเล็กน้อย พอทำให้หายเหนื่อยบ้าง ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้หายเหนื่อยได้มากที่สุด คือ บรรยากาศรอบๆเขานี้

ธงภาวนา ขอให้ลมที่พัดนำพาบทสวดไปให้ถึงเบื้องบนที

เดินKoraรอบเขา

พืชพรรณตามโขดหิน สวยดีครับ

                พวกผมเดินรอบอารามไปทางด้านหลัง ได้มีโอกาสเห็นหุบเขาด้านหลัง ซึ่งมีความสวยงามมาก ผมแทบจะต้องหยุดทุกฝีก้าว ถ่ายวิวพลาง ถ่ายคนพลาง ฟ้าพอเป็นใจแง้มเปิดก้อนเมฆเล็กน้อยให้เห็นสีฟ้าอยู่บ้าง มันเป็นที่ราบใหญ่ครับ มีรอยกัดเซาะตามเขา มีแก่งเกาะอยู่ด้านล้าง ทั้งแอ่งน้ำเวิ้งน้ำหลายเวิ้งพันกันไปหมดจนเดาไม่ถูกว่าน้ำไหลไปทางไหน ที่ราบที่เพาะปลูกได้ก็เพาะพืชพรรณสีเขียวสีเหลืองสลับกันไป ภูเขาที่ยกมาโอบล้อมรอบๆเขียวชอุ่มไปทั้งหมด ผมว่านิวซีแลนด์ที่ผมเคยไปมานั้นสวยมากแล้วนะครับ แต่ที่นี่สวยกว่าเยอะมาก เดี๋ยวจะหาว่าไปDiscredit นิวซีแลนด์ แต่นิวซีแลนด์(ผมก็ยังชอบอยู่และอยากกลับไปเที่ยวอีก) ไม่เหนื่อย กินง่าย เข้าประเทศง่าย สะอาด และปราศจากเชื้อ นี่ล่ะข้อดีที่ชนะขาดลอย กลับมาชื่นชมทัศนียภาพของทิเบตต่อ มันก็สวยจริงๆอย่างที่ได้กล่าวไว้ ทำให้ไม่นึกเสียดายสักนิดที่ตัดโปรแกรมเข้า Norbulingka ออกไป การเดินชิลด์ๆหายใจหอบรอบเขาในท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ น้อยคนนักที่จะได้มีโอกาสสัมผัสอย่างพวกผม กรูมาถึงทิเบตแล้วโว้ยยยยยย ฮิ้ววววว

เก็บภาพใส่ตา และใส่กล้อง เหนื่อย และพอใจ

                บางยอดเขาก็จะมีคนเอาซากศพมาทิ้งเอาไว้ ไกด์ชี้ให้ดูว่าตำแหน่งเขานี้คนจะนำศพมาตั้งทิ้งไว้ให้นกแร้งสัตว์ป่ามาเก็บกิน การทำศพของคนทิเบตมีสามแบบครับ แบบแรกก็ Federal tomb ทำพิธีอย่างงดงาม แด่ผู้ทรงเกียรติต่างๆ ที่ได้เชยชมที่โปตาลา ส่วนชาวบ้านทั่วไปก็จะทำกันสองแบบหลัง นั่นคือ Sky tomb แบบนี้ทิ้งไว้บนยอดเขาให้สัตว์มากิน โดยจะมียอดเขาเฉพาะที่ที่รู้กัน ไม่ใช่ว่าจะเอายอดไหนก็ได้นะครับ และสุดท้ายคือ River tomb ปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ ให้ชีวิตคืนสู่ชีวิต และทุกชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ เพราะว่าหนึ่งชีวิตนั้นมีค่า เมื่อหนึ่งชีวิตมอบให้คนอื่นได้หลายชีวิต นั่นคือชีวิตนั้นตายอย่างมีค่า คนทิเบตจึงนิยมบริโภคสัตว์ใหญ่อย่างเช่น จามรี หมู และวัว และคนทิเบตจะไม่กินสัตว์ในน้ำทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา เพราะหนึ่งชีวิตที่เสียไปไม่เพียงพอกับชีวิตอื่นๆ อาหารของที่นี่จึงไม่สามารถพบเห็นสัตว์น้ำวางขายมีให้กินได้ทั่วไป นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าประหลาดใจมากของคนที่นี่ และน่าสนใจไม่น้อยเมื่อได้มาสัมผัสของจริงครับ

สุขอื่นใดของคนทิเบตไม่เท่าศรัทธาที่เชื่อมั่น

                เดินด้านนอกใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงได้ ก็เดินดูอะไรเล็กๆน้อยๆในอารามด้านใน เก็บบรรยากาศจนอิ่มเอม ท้องก็เริ่มร้องหิวโหยอยากอาหารเที่ยง ประกอบกับเวลาที่เหมาะสม งั้นก็ไปกินกันเถอะ ไกด์พาเดินลัดเลาะไปยังทางออก แล้วให้กินร้านอาหารที่แสนจะlocalมากๆ ภาพแรกที่เดินเข้าไป ก็เจอะกับแมลงวันแมลงหวี่กกำลังบินเซิ้งกันรอบโต๊ะอาหารทั้งจับคู่ ฉายเดี่ยว และแปรอักษรกันเป็นกองทัพ ขยะเกลื่อนกลาดเต็มพื้นอาจจะเป็นศิลปะอะไรบางอย่างของที่นี่ คนทิเบตที่มาKoraนั่งกินอาหารซดน้ำซุปกันอย่างเมามัน ซ่วบๆ พวกผมเดินไปเลือกเมนูอาหารที่เป็นผักซะส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าไกด์กลัวอาหารสะอาดไม่พอ(เพราะเห็นพี่เจท้องเสียไปแล้วหนึ่งคน) จึงสั่งNoodleใส่เนื้อจามรีให้กินแทน และแล้วผมก็ไม่มีทางเลือกที่จะหลีกหนีจามรีอีกต่อไป เลยมานั่งสวดมนต์ภาวนาขอพรให้กินได้ ณ ตอนนั้นคงต้องเชื่อในศรัทธาบ้างแล้ว …เมื่ออาหารมาตั้งโต๊ะ เสียง ซ่วบๆแจ็บๆ เสียงซดผสมเคี้ยวดังขึ้นจากผมและหนุ่มนักชิมทั้งสาม ไม่นานชั่วอึดใจ ทุกคนก็สิ้นสุดบทสนทนากันสักครู่ …ตามด้วยสิ้นสุดเสียง ซ่วบๆแจ็บๆสักขณะกลั้นลมหายใจ …สบตากันแล้วพูดว่า เส้นไม่สุก ไม่อร่อย น้ำไม่ร้อน มีแต่เศษจามรี บลาๆๆ และแล้วเที่ยงนี้ทุกคนก็ถือศีลอดโดยพร้อมเพียงกัน งดการภาวนาใดๆทั้งสิ้นเพื่อประหยัดพลังงาน เสบียงขนมหวานที่พอมีก็แกะออกมาเพื่อเติมน้ำตาลในเลือดบ้าง M&Mถูกนำวางบนลิ้นอย่างประณีตเพราะกลัวจะหล่น ไม่กล้าที่จะโยนขึ้นฟ้ากระโดดงับเหมือนทุกครั้งไป ทุกเม็ดนี้มีค่าจริงๆ

เดินวนรอบแกนเด็มเล็กน้อย

สีสันสดใส

                ระหว่างรอไกด์กินเสร็จ นักชิมทั้งสามก็เริ่มวิจารณ์ถึงจุดเดือดของที่สูงระดับนี้ ที่ซึ่งมีผลต่อการสุกของเส้นนั่นเอง ส่วนผม นั่งฝั่งด้วยความโหยหา ฉันหิวๆๆๆ นึกในใจว่า พวกเมิงยังมีแรงวิจารณ์อะไรกันหรอ กรูหิวๆๆ พอไกด์กินเสร็จก็เดินออกมายิ้มให้พวกผม แล้วมองมาที่โต๊ะ คงตกใจไม่ใช่น้อย ที่ทุกถ้วยยังอุดมไปด้วยเส้นแป้ง และน้ำซุปควันลอยอยู่ครบทุกถ้วย แทบจะแก้ตัวไม่ทันเลยว่าน้ำมันไม่เดือดเส้นมันไม่สุก ไม่รู้ล่ะ กรูกินไม่ได้เฟร้ย

                ก่อนกลับก็บอกให้ไกด์ซื้อมันฝรั่งทอดที่ขายตรงทางขึ้นวัดมากินประทังชีวิต ก็ยังพอกินได้นะ กินๆมันเข้าไปก่อนจะหมดแรง ยังเหลืออีกวัดที่ต้องไปด้วยสิ สู้ๆคร๊าบบบ ขากลับนั่งสักพักก็ผล็อยหลับไปลืมแล้วซึ่งความหิว ตื่นมาอีกทีก็ถึง Sera Monastery วัดอารามแห่งนี้ภายในก็ไม่ต่างจากวัดหรืออารามอื่นมากนัก ความเก่าแก่ก็ไม่ได้แพ้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ที่นักท่องเที่ยวอยากผม และอีกร้อยกว่าคนที่ดั้นด้นมาที่วัดแห่งนี้ มาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือ มาดูพระลามะประลองวิชายุทธ์โต้ปัญหาธรรม ปุจฉา-วิสัชนา เพราะว่าวัดนี้เป็นวัดเดียวที่เปิดโอกาสให้เข้ามาชมได้ครับ มีแค่ตอนช่วงบ่ายสองบ่ายสามของทุกวันยกเว้นวันอาทิตย์

พระลามะโตปริศนาธรรม ไม่รู้ว่าแสดงละครมั๊ย แต่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสเห็น

                จังหวะการถามตอบของลามะ ดูดุเดือดไม่ใช่น้อย พระลามะที่ถามจะยืนต้อนพระลามะอีกฝ่ายที่นั่งรอคำถาม หากตอบช้า ตอบไม่ได้ ทำท่าง่วงหลับ ลามะฝ่ายถามจะเหวี่ยงประคำ ง้างมือขึ้นฟ้าแล้วตบมือล้มมาเชือดเฉือนจนเกิดเสียงดัง ให้อีกฝ่ายตื่นจากภวังค์และตื่นตัวในการโต้ตอบการสนทนาธรรม พระลามะนับสิบคู่นั่งกลางลานกว้างแล้วโต้ตอบกันถึงพริกถึงขิง อย่าว่าแต่ผมไม่รู้เรื่องเลยครับ ไกด์ก็ฟังไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาหรือคำเฉพาะของลามะที่ได้มาศึกษา นั่งดูสงครามเก็บภาพกันพออิ่ม ก็ถอยทัพกลับเข้าเมืองลาซาทันที หาอะไรกินน่าจะดีกว่าหิ้วท้องถ่ายรูปแบบนี้

…ธรรมะทิเบต

เก็บไว้ในความทรงจำอิเล็กทรอนิกส์

                แต่ละคนสภาพสะบักสบอมหิ้วตัวเองกลับมายังโรงแรม นอนเอนตัวสักพัก คิดว่าเหนื่อยจังแล้วนิ นี่ขนาดตัดแต่งโปรแกรมแล้วนะ เย็นนี้กว่าจะได้กินก็สองทุ่มแน่ะ ได้จองการแสดงพร้อมอาหารเอาไว้ จะรอถึงตอนนั้นคงไม่ไหวเป็นแน่แท้ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง พวกผมนำโดยเฮียกับพี่แป๊บก็ลาดตระเวนหาร้านกาแฟในฝัน ที่มีคนบอกว่าอร่อยมาก ห้องน้ำสะอาดที่สุดในทิเบต เค้าว่ากันอย่างนั้น หน่วยลาดตระเวนชาวไทยห้าคนก็ออกจากโรงแรมเสาะแสวงหาร้านกาแฟด้วยความศรัทธาอีกครั้ง เดินไปเดินมา หลงซะงั้น ไม่รู้ว่าแผนที่ผิดหรือว่ามันย้ายร้าน ก็ได้ไกด์ของเราบอกทางผ่านโทรศัพท์ให้ พี่ท้องสองก็เดินรี่กันอย่างเมามัน ทิ้งผม เบิ้ม และพี่เจไว้ คลาดกันจนได้ สัญชาตญาณความหิวของผมก็เดินไปเรื่อย ตาเริ่มลอย แล้วบอกพี่เจว่า ถ้าไม่เจอใครก็หาอะไรกินแล้วเจอกันที่ที่พักแล้วกัน น้องหมดแรงคร๊าบบบบ สักพักก็เห็นคนโบกมือมาแต่ไกลจากเฮียกับพี่แป๊บทำสีหน้ายินดียิ่งกว่าการค้นพบขุมทองโกโบริ “เจอแล้วๆ มันอยู่ในนี้” พวกผมก็เดินรี่ตามเข้าไปอย่างไม่รั้งรอ

อยากใส่เสื้อตัวนี้มากกกก สวยคร๊าบบ แต่แพง

                Summit café จำชื่อเต็มไม่ได้ครับ ที่ตั้งอยู่หน้า Shambala hotel ไปหาดูแล้วกันถ้าใครอยากไป ต้องบอกก่อนว่า การที่ได้มาเจอร้านนี้เหมือนได้ขึ้นสวรรค์ชั้นที่เหนือกว่าลาซาเลยล่ะ โอ้วววว เค้กอร่อยมาก ช็อกโกแล็ตใส่น้ำแข็งเย็นอร่อยมากมาย ทุกอย่างไร้กลิ่นจามรีทั้งสิ้นทั้งปวง ขอบคุณที่ฟ้ายังมีตากรุณาให้พวกผมได้กินอาหารมื้อนี้ เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาทิเบตที่ผมสามารถยิ้มได้อย่างเต็มปากหลังจากกลืนลงคอไปแล้ว Oh my god! Yummy!

                อิ่มหนำกับอาหารมื้อบ่าย พวกผมก็เกิดความฉลาดขึ้นมาทันควัน คิดได้ว่าจะต้องซื้อเสบียงมาตุนไว้ในการเดินทางออกนอกเมืองในวันรุ่งขึ้น อาจจะไม่มีอะไรให้กินก็เป็นไปได้ ชีวิตผมต้องอยู่รอดให้ได้ จึงตัดสินใจหาซื้ออาหารที่ทำให้อิ่มท้องได้ นั่นก็คือ กล้วยหอม และซื้อผลไม้เจ้าถิ่นไปหน่อยไหนๆมาถึงแล้วก็ ลูกท้อ ไงครับ ส่วนของคาวเตรียมไปสะสมในตอนที่กินอาหารเช้าของโรงแรมครับ คิดว่าเท่านี้น่าจะพอยาไส้ละมั๊ง อยากจะบอกว่าด้วยอาหารการกินที่มันยากลำบากนัก ทำให้ลืมงานทุกสิ่งอย่างที่เมืองไทย วันๆคิดอยู่แค่ว่า จะกินอะไรดี จะทำยังไงให้อยู่รอดได้ว่ะเนี่ย >

ซื้อผลไม้กับน้องคนทิเบต ^^

แชะสักที ก่อนชทมการแสดงครับ สู้ว้อยยยย

                เย็นวันนี้กินอาหารบุฟเฟต์สไตล์ทิเบต ร่วมกับดูการแสดงระบำพื้นเมืองครับ กินได้แค่บางอย่าง กินให้มันอิ่มๆไปเท่านั้น ในที่สุดถึงขั้นต้องลองกินข้าวเปล่าผสมLassi(โยเกิร์ตของที่นี่) แหยะๆเปรี้ยวๆ เคี้ยวๆกลืนมันลงไป นั่งซดเบียร์ลาซาอ่อนๆล้างปากพอได้สบายคอบ้าง ได้พิงหลังนั่งฟังเพลงกระดิกเท้าดูระบำพื้นเมืองสบายจังครับ ปิดท้ายด้วยการเชิญแขกมาเต้น ^^ เหนื่อยมากครับวันนี้ กลับไปนอนหลับปุ๋ยเตรียมออกเดินทางวันต่อไปเลยดีกว่า

เวที คือ ที่ของผม ^^ ฮิฮิ

ความสุขเกิดที่เกิดขึ้น เมื่อปิดตานอน ทิเบตครับ

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part II

Tagged with:
Sep 05

กลับมาย้อนลุย blog Tibet ให้สมบูรณ์สักที เนื่องจากเวลาผ่านไปค่อนข้างนานและความทรงจำในรายละเอียดคงเหลืออยู่น้อยนิด จึงขอยกบทความของน้องชายข้าพเจ้าที่เขียนไว้ใน Facebook Note ด้วยความสมบูรณ์และความสดใหม่ระดับ 9.9/10 มาลงไว้ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ ใครสนใจในรายละเอียดการท่องเที่ยวหรืออยากพูดคุยกันสามารถ comment ทิ้งไว้ในนี้ หรือเข้าไปในเพจของน้องชายข้าพเจ้า Eun Junso ได้ครับ

ขอให้เพลิดเพลินกับการอ่าน 
ขอพลังการเที่ยวหลังชนฝาจงสถิตในตัวท่าน (แม้จะไม่มีตังค์แล้วก็ตาม)

ธีรเดช


 

               หันมากระแทกแป้นพิมพ์อีกครั้ง ห่างหายการเพ้อเจ้อมานานแสนนาน จะว่าไปทุกครั้งที่หายไปก็จะมาบ่นแบบนี้ทุกครั้งน่ะครับ จริงๆอยากมาเล่าเรื่องราวความเป็นไปตอนไปฝึกงานที่ United Kingdom ณ เมือง Colchester ด้วยล่ะครับ แต่เนื่องด้วยมันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและแสนไกลมากเลยต้องแขวนขึ้นหิ้งเอาไว้ก่อน จนจะลืมหมดแล้วว่าไปไหนมาบ้าง

                ครั้งนี้กลับมาด้วยความอยากเขียนอีกครั้ง ขอกระโดดข้ามมาเล่าชีวิตบนหลังคาโลกก่อนดีกว่า ของกำลังร้อนเลย ไม่รู้จะเริ่มเล่าถึงดินแดนนี้ยังไงดี เพราะปัญหามันมากมายจริงๆ และไม่แน่ว่าการเดินทางไปทิเบตครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายชีวิตของผมก็เป็นไปได้

ภาพแรกที่เปิดจากในgoogle แล้วผักดันให้ผมไปเหยียบที่หลังคาโลกครับ สี่ถึงห้าปีที่แล้วครับ

                แรงบันดาลใจก่อนจะไปถึงดินแดนทิเบตนั้นจำไม่ได้ว่าอยากไปมากเมื่อไร เท่าที่นึกออกคือมีรุ่นน้องไปเที่ยว     แชงกริลา-ตาลี่-ลี่เจียง(น้องสุ่น,กัน,เดียร์,นิกส์ พี่ขออ้างชื่อแล้วกัน เพราะน้องทำให้พี่อิจฉาและอยากไป) และมีไปชุมชนทิเบตอะไรนี่ล่ะ ทำให้รู้สึกว่า วันนึงต้องไปเหยียบทิเบตให้ได้ และต้องไปให้ได้มากกว่าแค่ชุมชนหรือเมืองทิเบตจำลอง หลังจากนั้นก็เริ่มเดินดูหนังสือท่องเที่ยวต่างๆมากมาย จนมีโอกาสไปคว้าหนังสือมาได้เล่มหนึ่ง ชื่อ “แบกเป้ขึ้นรถไฟ…ไปหลังคาโลก” (เขียนโดย คุณกาญจนา หงษ์ทอง) ทำให้รู้สึกอยากไปทิเบตมากขึ้น หากใครที่เคยได้ลองหยิบผลงานของผู้หญิงคนนี้มาอ่าน จะได้อรรถรสของความฟุ้มเฟ้อถ้อยคำร่ายรำพรรณนาโวหารมากมาย จนเนื้อหาจริงๆของทิเบตมีเพียงหนึ่งในสี่ของเล่ม ที่เหลือคือโวหารของเธอทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จริตการใช้ภาษาของผู้หญิงคนนี้ก็ได้ ทำให้ผมเห็นภาพที่ไม่ต้องวาด ความรู้สึกที่ไม่ต้องสัมผัส ลอยออกมาจากกระดาษ จะว่าเว่อร์ก็เป็นไปได้(ไม่งั้นคงไม่อ่านหนังสือของคุณกาญจนาหรอก อีกอย่าง ถ้อยคำที่ผมใช้จะบอกว่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเธอเสียด้วยซ้ำ ผมอินน์จนอ่านจบไปสองรอบอย่างรวดเร็ว) แต่ตอนนั้นรู้สึกแบบนั้นจริงๆ และชื่นชมในการใช้ภาษาของเธอมาก ยังไงก็ขอบคุณมากจริงๆครับคุณกาญจนา ที่ช่วยเป็นผู้แต่งเติมประกายความฝันของผมให้ปะทุชัดเจนมากยิ่งขึ้น

หนังสือเล่มนี้เองครับ ที่ผลักดันผมอย่างแรงให้ไปทิเบต …ตอนที่ไปเนปาล ตอนนั้นก็อ่านหนังสือของนาธานครับ ตอนนั้นไม่รู้ว่าโดนหลอก ถึงโดนหลอกก็ไม่สน อะไรที่inspireผมได้ สิ่งนั้นมีค่าเสมอครับ ขอบคุณครับคุณกาญนา หงษ์ทอง

                หลังจากมีเป้าหมาย ก็มาดูแผนการดำเนินงานของผม  …เมื่อหนึ่งปีก่อน ก่อนที่ผมจะตัดสินใจไปเที่ยวประเทศนิวซีแลนด์นั้น ผมได้วางแผนจะไปเที่ยวทิเบตมาอยู่ก่อนแล้วครับ หาข้อมูล ติดต่อทัวร์เรียบร้อย แต่ในที่สุดทางทิเบตก็ประกาศปิดประเทศซะงั้น ทำให้ฝันในการเดินทางไปทิเบตล่มสลาย และแม้ว่าจะมาประกาศย้อนหลังว่าเปิดประเทศแล้วหลังจากที่ผมจองตั๋วไปนิวซีแลนด์แล้ว ยิ่งตอกย้ำความเจ็บใจเข้าไปใหญ่ โครงการสำรวจหลังคาโลกจึงต้องพับเก็บไปโดยปริยาย มาปีนี้ ผมก็กางปฏิทินหาวันที่น่าจะไปได้มากที่สุดอีกครั้ง และคลี่โครงการท่องหลังคาโลกใหม่อีกครั้ง รวบรวมกองทัพสมาชิกได้สี่ชีวิต เตรียมบุกหลังคาโลก เนื่องด้วยบ้านเมืองนี้มีกฎว่าจะเที่ยวทิเบตได้อย่างปลอดภัยนั้น จำต้องมีไกด์นำเที่ยว การท่องเที่ยวแบบสะพายเป้ของผมสั่นคลอนเล็กน้อย แต่ก็ยังยืนยันที่จะไปให้ได้ ทัวร์ก็ทัวร์วะ ผมจึงทำหน้าที่หลักในการหาทัวร์ที่เที่ยวแบบที่ผมต้องการและราคาถูกที่สุด หลังจากติดต่อไปสิบกว่าบริษัทล้วนก็ตอบกลับมาทั้งหมด พร้อมทั้งราคาทัวร์ ผมนำข้อมูลเที่ยวของทุกทัวร์มายำรวมกัน ใครว่าอะไรดีเอามาใส่ให้หมด และติดต่อกลับไปยังทัวร์ที่ให้ราคาถูกที่สุด หลังจากนั้นการติดต่อทัวร์ระยะยาวก็เริ่มขึ้น และแผนการชัดเจนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้วว่า เราจะได้ไปกัน!

แผนที่ที่เปิดกางไว้เมื่อปีที่แล้ว

                ด้วยความที่ประเทศทิเบต ยังมีปัญหากับประเทศผู้ยึดครอง นั่นก็คือ ประเทศจีน ทำให้เกิดการประท้วงอยู่เรื่อยๆและล่าสุดก่อนผมไปสามสัปดาห์ มีพระลามะเผาตัวเอง ทำให้ประเทศเปลี่ยนกฎกะทันหัน จำกัดคนเข้าประเทศ และต้องเข้ามาเป็นกลุ่ม อย่างน้อยห้าคน สัญชาติเดียวกัน เข้าและออกประเทศพร้อมๆกัน และทางทัวร์ก็ไม่ยืนยันด้วยว่าจะสามารถติดต่อให้พวกผมเขาทิเบตได้หรือไม่(เรียกว่า Tibet permit ครับ) ซึ่งพวกผม จองตั๋วไปจีนแล้ว โอนเงินไปแล้วบางส่วน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะหาสมาชิกอีกคนจากไหน ทำให้พวกผมสี่คนเครียดไปตามๆกัน ตื่นตัวกันหาคนเพิ่ม ทั้งโทรหาคนที่น่าจะไปได้ postลงboardพันธ์ทิพย์และfacebook สุดท้ายก็ไม่มีใครตอบรับ จนท้ายสุดก็ได้อีกคนมาปิดท้ายให้ครบห้า การดำเนินการวีซ่าอย่างเร่งด่วนจึงเริ่มขึ้น ติดต่อทัวร์ซ้ำ หาข้อมูลใหม่ ลุ้นกันในช่วงสามสัปดาห์นี้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตั๋วอะไร ทั้งรถไฟ เครื่องบิน ในจีน ยังไม่ได้ทั้งนั้น จนในที่สุดทุกอย่างลงตัวเพียงสองวันก่อนออกเดินทาง ความพร้อมในการจัดของรวมไปจนถึงการเตรียมเสบียงอาหารครั้งนี้ไม่สามารถทำได้ครบครันเหมือนทุกๆครั้ง จัดกระเป๋าทันดีแค่ไหนแล้ว จากครั้งนี้จึงทำให้รู้สึกว่า เข้าทิเบตยากขนาดนี้ ลุ้นจนไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ คิดว่าหากครั้งนี้ไม่ได้ไป คงปิดตำราหลังคาโลกไปเลยทีเดียว ไม่เอาแล้วเข็ดจริงๆ

                ต้องขอบคุณผู้ร่วมเดินทางมากมายที่ช่วยกันฟันฝ่าวิกฤตทุกอย่างมาด้วยกัน ตั้งแต่ก่อนไป ขั้นตอนการติดต่อทัวร์ โอนเงิน วางแผน จัดแจงกันติดต่อ ใครว่างก็มาช่วย จนสามารถ”ดิ้นรน”ไปถึงจนได้ หากไม่ได้ความมุ่งมั่นของเพื่อนๆพี่ๆ ป่านนี้ผมคงไปเดินปลูกผักที่จิวจ้ายโกวเป็นแน่แท้ เพราะพูดตรงๆว่า มันหมดแรงมากๆกับทิเบต  จนคิดกับตัวเองว่า อะไรกันนักกันหนาประเทศนี้ ถ้าเรื่องมากก็ไม่ไปก็ได้ นี่ถ้าไม่ติดว่าจองตั่วไปลงที่เฉิงตูไปแล้วล่ะก็ คงเบนเข็มไปนานแล้ว ฮ่วย! บ่นอีกที กลับมาขอบคุณอีกครั้งในช่วงเดินทางกันไป ทุกคนเหนื่อย อึกอัด มีขัดแย้งกันบ้าง ก็เรียนรู้กันไป การเที่ยวเป็นกลุ่มก็อย่างนี้ เราต้องไปด้วยกัน ตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งจะกำหนด และทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแผนการ กำหนดการ อาหาร รวมไปถึงอารมณ์ของคน

                ยังไม่ได้สาธยายอะไรมากเกี่ยวกับทิเบต เพระมัวแต่เกริ่นอยู่นี่ล่ะ ไปลุยพร้อมกันเลยครับ ว่าเจ้าชายเจออะไรมาบ้าง

Day1(27/7/2555) : บินเฉิงตูประตูสู่ทิเบต

                 วันนี้เราเริ่มออกเดินทางจากเมืองไทยครับ หลังจากที่สมาชิกครบพร้อมหน้าพร้อมตาห้าคน ก็กินข้าว และเช็คอินกันไป ตามธรรมเนียมก็ต้องแนะนำตัวกันก่อนว่าใครไปกันบ้างในทริปนี้  คนแรกก็ผมครับ ชื่อเต้ ไม่เคยได้รับตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มแต่อย่างใด เพียงแค่สถาปนาตัวเองขึ้นมาว่าเป็นผู้นำกองทัพครั้งนี้ บุกทิเบต ฮิ้วววว, คนที่สองก็ เบิ้ม เพื่อนสนิท คิดไม่ซื่อของผม ขอมอบตำแหน่งหิวตลอดเวลาไว้กับมันไปเลย เพราะทั้งทริปบางครั้งก็เข้าใจว่าป่วยจากภาวะAltitude sickness แต่พอมันได้กิน มันหายเองเกือบทุกครั้ง ป่วยนิ,

สมาชิกนักกิน ไอ่เบิ้ม

เฮียธีร์ หน่วยตรวจสอบ

คนที่สาม เฮียธีร์ หน่วยตรวจสอบข้อมูล “เชิญเช็คเลยครับ เตือนด้วยครับ” ของไม่หาย เงินไม่ขาดแน่, คนที่สี่ พี่เจ สาวนักtwitของทริป พยายามหาทางยังไงก็ได้ ขอได้ลงมือระบายอารมณ์กับtwit และงานของเจ๊คือโพสต์ภาพฆ่าเพื่อนๆ เพราะอดอยากการท่องเที่ยวมานาน นอกจากนี้พี่เจยังเป็นผู้ที่กุมชะตาของกินไว้ เพราะเป็นคนเดียวที่หอบอาหารมาในทริป และสุดท้ายที่มาช่วยทำให้ทริปนี้เรายังไปต่อกันได้ พี่แป๊ป เป็นตากล้องประจำทริป ซึ่งทุกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาคอยดูรูป นับว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการถ่ายรูปของผม ฮ่าๆ จะบอกว่าพี่เค้ากินเก่งมาก และลองได้ทุกอย่าง พลาดอย่างเดียวคือ ควบคุมลำไส้ไมได้ ห้องน้ำจึงเป็นสถานที่ที่พี่ชอบไปsurveyให้คนอื่นมากที่สุด

พี่แป๊บ ตากล้องของเราครับ

พี่เจหญิงเดี่ยวคนเดียวของทริป "ชั้นอยากจะทวิตรัวๆๆ" นี่คือประโยคเด็ดของพี่เจ

                ในการเดินทางเข้าทิเบตไม่มีบินตรงจากต่างประเทศครับ ต้องมาลงสักเมืองในจีน พวกผมจึงเลือกเมืองที่เดินทางน่าจะสะดวกที่สุด และเจริญพอสมควรเพื่อการปรับตัว บางคนเริ่มเดินทางจากซีอาน ไม่ก็ซีหนิง แล้วแต่จะชอบเลยครับ ส่วนในที่เฉิงตูก็ไม่มีอะไรมากนัก วันนั้นฝนตกหนัก รถติด เมืองดูอึดอัด อาหารไม่อร่อย คนพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก และเจอคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่แสนไร้มารยาท ทำเอาผมเกิดอาการCulture shock เล็กน้อย มึนกันไปเลยทีเดียว ไม่อยากพูดถึงคนประเทศนี้จริงๆ ทำเอาประสาทเสียได้ง่ายๆเลยละครับ               

ในตามแผนการวันพรุ่งนี้จะต้องนั่งเครื่องไปลาซาครับ หลังจากพวกผมไปจัดการเคลียร์เงินที่บริษัททัวร์เรียบร้อย เดินสำรวจเฉิงตูคร่าวๆ ก็กินAcetazolamide หรือที่เรียกว่าทั่วไปว่า Diamox ก่อนนอน เพราะว่าประเทศทิเบตเป็นที่ราบสูงที่สูงที่สุดในโลก จึงได้รับการยกให้เป็นหลังคาโลก ด้วยความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 4600 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล คงงงว่ามันสูงแค่ไหน เทียบง่ายๆว่าดอยอินทนนท์ที่ว่าสูงสุดในไทย มีความสูงเพียงแค่ 2565 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นความสูงที่ระดับ 4600 เมตรนั้น ไม่ธรรมดาแน่นอน ใครไปทิเบตแล้วร่างกายไม่พร้อม ก็ได้นอนเล่นบนเตียงเฝ้าของในโรงแรม บ้างก็เป็นหนักจนต้องหิ้วขึ้นเครื่องเพื่อมาอยู่ที่ระดับความสูงปกติที่ร่างกายรับได้ พวกผมเลยกินยาป้องกันกันไปก่อน ซึ่งตามจริงก็ไม่รู้ว่าจะมีอาการรึเปล่าหรืออย่างไร เพื่อการท่องเที่ยวและทุกคนต้องรอด งั้นกินยากันซะ ใครอยากรู้การกินยา ยามีผลอะไร หรือว่าจะเตรียมตัวอย่างไรหากจะไปที่สูงๆแบบนี้ ไว้ถามนอกรอบนะครับ หรือจะหาข้อมูลในinternetได้ครับ แหล่งข้อมูลเดียวกันครับ

                นอนให้เร็ว หลับให้สบาย เตรียมร่างกายให้พร้อม เครื่องบินออกตั้งแต่หกโมงครึ่งแน่ะ ต้องตื่นตีสี่ นอนดีกว่าครับ ในคืนแรกก็ไม่ได้จินตนาการอะไรถึงลาซาเมืองหลวงแห่งหลังคาโลก มีแค่ภาพคร่าวๆในหัวว่า เดี๋ยวนี้ทิเบตเจริญไปมาก สิ่งก่อสร้างเยอะขึ้น ความเจริญกำลังมาพลิกโฉมศรัทธาชาวทิเบต และคนทิเบตกำลังกลายเป็นเจ้าถิ่นที่ไร้สิทธิ์ในบ้านเกิดของตัวเอง นั่นคือข้อมูลที่ผมรู้มา พยายามมองให้แย่ ไม่คาดหวัง แค่อยากจะเห็นทิเบตสวยงามอย่างที่ทิเบตเป็น

จตุรัสโปตาลา กลางคืนมีน้ำพุโชว์ด้วย

Day2(28/7/2555) : Lhasa Drama

                ตื่นมาด้วยความงวยงง นี่เช้าแล้วหรอเนี่ย ผมรีบจัดแจงภารกิจกันทันที พร้อมทั้งโทรปลุกอีกห้อง หวังว่าเราจะเดินทางกันทัน และแล้วปัญหาเริ่มแต่เช้าเมื่อพนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แล้วใครจะตามtaxiให้ตรูไปสนามบินล่ะเนี่ย ถึงขึ้นต้องขุดภาษาจีนที่เคยเรียนมาใช้แบบไม่ทันเคาะสนิม “หว่อเหย้าชวี้เฟยจีฉั่ง” สดๆกันตรงนั้น โชคดีที่หน้าผมทำให้สำเนียงจีนฟังดูชัดขึ้นมาบ้าง มันก็ตามรถมาให้ครับ แต่รถtaxiก็พูดไม่ได้อีกเช่นกัน จะคุยอะไรยังไง ก็ลำบาก เพราะมันบ่นภาษาจีนออกมา จนผมต้องหาพนักงานอีกโรงแรมมาช่วย แล้วบอกมันว่า “เมิงไปส่งกรูที แล้วราคาตามนั้นแหละ” ฮ่วย! หงุดหงิด หน้ากรูเหมือนคนจีนตรงไหน พูดกับกรูอยู่ได้ บอกว่ากรูคนไทย “หว่อสื้อไท่กั๋ว” แม่งก็พูดจีนใส่อยู่ได้ อยากโบกกะโหลกสักที ขนาดนั่งtaxiคนขับยังพยายามอีกนิดหน่อยที่จะพูดจีน อยากจะพูดกับมันว่า “หยุดเถอะ ไอฟาย กรูฟังเมิงไม่ออก มีหน้าที่ขับก็ขับไป แล้วส่งให้ถึงที่” สุดท้ายมันก็มาปล่อยถึงที่ แค่ผิดterminalเอง กรูจะบ้าตาย โชคดีนะที่มีShuttle car ขนาดเล็กรับส่งไปอีกที่ ไม่งั้นก็แบกกันเข้าไป

                พอถึงสนามบินเฉิงตู ก็ทำการเช็คอินทันที “ผมจะไปลาซาแล้ว“ คิดอยู่ในใจสักพัก ก็มีเหล่ากองทัพนักข่าว มาถ่ายรูปพวกผมกันใหญ่ มากันเยอะมาก ยิ้มแทบไม่ทันเลยทีเดียว สงสัยว่าพวกเมิงจะเอารูปกรูไปโปรโมทอะไรไม่ทราบ ค่าตัวก็ไม่ให้ ขออนุญาตสักนิดก็ไม่มี แชะๆๆๆ แล้วพวกผมก็สรุปกันว่า สงสัยนักข่าวชาวจีนพวกนี้คงมาทำข่าวสร้างภาพว่ารัฐบาลจีนดีเหลือล้น ทนเหลือหลาย ให้อิสระกับทิเบต คนเข้าประเทศไปเที่ยวได้ อะไรทำนองนั้น …แล้วผมก็สบถในใจ(อีกแล้ว)เปิดประเทศได้กับผีอะไรล่ะ กว่าจะได้เข้าทิเบต ทัวร์เพิ่งบอกว่าที่ติดต่อเข้าทิเบต มีเพียงสองกลุ่มที่ทัวร์ติดต่อให้เข้าได้เท่านั้น คือกลุ่มผม กับกลุ่มชาวรัสเซีย โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เข้าไปได้ มีเพียงห้าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือ แม่งพวกชาวจีนมารยาทแย่เพ นี่พวกผมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยหรอเนี่ย แต่ว่านะ นักข่าวจะถ่ายพวกผมไปก็เท่านั้น เพราะหน้าตาพวกผมแต่ละคน ฝรั่งมากอะ หัวดำ ตาขีด ตัวเตี้ย โปรโมทประเทศยังไงก็ไม่ขึ้น ขนาดตอนจะขึ้นเครื่องนักข่าวยังวิ่งเข้าไปอออยู่ที่gate และวิ่งตามไปดูพวกผมก้าวเท้าขึ้นเครื่องบิน เยอะไปป่ะเนี่ยไอ่พวกนี้ เอ หรือว่าพวกนั้นจะรู้ว่าผมเป็นเจ้าชาย!

                ณ จุดตรวจต่างๆก่อนเข้าทิเบต เข้มงวดมาก สุ่มตั้งแต่กระเป๋าbackpack มันสุ่มจริงๆ แต่งงว่าทำไม มันตรวจแค่ใบเดียว แล้วริบกระป๋องออกซิเจนไปหนึ่ง ส่วนตรงจุดตรวจpassportก่อนเข้าไป ต้องโชว์Tibet permit ให้พวกมันดู ว่าพวกเราเข้าได้จริงและถูกต้องตามกฎการเข้าประเทศทุกอย่าง แล้วพอมันเริ่มสาดคำถามภาษาจีน พวกผมก็ตอบไปอย่างทันควันว่า “หว่อสื้อไท่กั๋ว” นอกจากความหมายว่า ฉันเป็นคนไทย แล้ว ก็ยังมีความหมายอื่นอีก คือ เมิงอย่ามาคุยกับพวกกรู ฟังไม่รู้เรื่องเฟร้ย สุดท้ายมันก็ไม่ถาม เพราะสื่อสารกับพวกผมยังไงก็ไม่รู้เรื่องแน่ และแล้วก็ผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง(ทิเบต)ไปได้ คิดว่าถ้าเข้าไปเมืองอื่นคงจะสบายๆกว่านี้

ภาพเรียกน้ำย่อยจากมุมบนของโปตาลา

                ในช่วงแรกที่เครื่องบินออกจากเฉิงตูผมหลับไม่รู้เรื่อง มาตื่นอีกทีก็คือใกล้จะถึงแล้ว นั่งหันซ้ายหันขวาสักพัก มองไปนอกหน้าต่างพอเห็นภูเขาหิมะลิบๆ ไม่รู้หรอกนะว่าอันไหนเป็นเอเวอเรสท์ มีคนบอกว่าจะเห็น แต่ไม่มีใครประกาศบอกเลย …ในช่วงจังหวะก่อนเครื่องกำลังจะลง ผมได้มีโอกาสเห็นแนวเขาที่ถูกยกตัวเสียดฟ้าเรียงรายอยู่เป็นทิวแถว ส่วนยอดดันปุยเมฆสีขาวจนลับหายไป บางสันเขาทำมุมคมชัด ลับกับแนวร่องเขาที่ทำเส้นแยกแตกออกมา ทำให้ผืนเขาสีเขียวมีจังหวะหักมุมลดไปมาจนเป็นมิติ สีเขียวหลากสี บ้างก็มีแดดทอลงมาให้สว่างสดใส บ้างก็เขียวครึ้มจากเงาเมฆที่ก่อตัวหนาลอยละเลียบเหนือผืนดิน ดินแดนแห่งนี้มันคือทิเบตสินะครับ สวยจัง ผมคิดพร้อมกับอุทานออกอีกครั้งว่า “สวยมากกกกกกก” ความรู้สึกอยากรู้อยากลองไปเดินซอยเท้าในทิเบตได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง นั่งทนรอเครื่องลงถึงพื้นอีกสักนิด ก็จะได้ไปสูดอากาศข้างนอกแล้ว จะเป็นอย่างไรนะ ที่ราบสูงที่มีออกซิเจนเบาบางเพียงหกสิบเปอร์เซ็นต์เนี่ย จะไหวมั๊ยน้อ

ประสบการณ์บนเขาสูงที่เนปาล ก็สอนอะไรผมหลายๆอย่าง และทำให้ผมรู้จัก Altitude sickness

                รอกระเป๋าจากสายพานไม่นานก็ เดินออกมาข้างนอกมองหาป้ายที่เขียนชื่อใครสักคนในกลุ่ม “นั่นไง เจอแล้ว ที่เขียนว่า Roparat” ผมก็เดินรี่เข้าไปหาไกด์ของเรา สิ่งแรกที่ไกด์ทักทายคือ การนำผ้าสีขาวมาคล้องให้ที่คอ เพื่อแสดงการต้อนรับแบบคนทิเบต “Tashi de rek” คำกล่าวสวัสดีของคนที่นี่ ก็ได้นำมาใช้ในการเริ่มสนทนา ไกด์ของผมเป็นคนทิเบตโดยกำเนิดครับ ชื่อ Tenzin เราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษครับ ซึ่งไกด์ของผมภาษาอังกฤษแข็งแรงกว่าพวกผมทั้งกลุ่มซะอีก นึกในใจว่ารอดตายแล้วกรู ไกด์พูดอังกฤษได้ อยู่ทิเบตคงจะรอดชีวิต เพราะภาษาจีนก็ใบ้กินไปแล้ว แอบขอบคุณกฎเข้าประเทศว่าต้องมีไกด์นำทาง ไม่งั้นคงมาเดินสะพายเป้หนีกระสุน อดอยากอยู่ข้างทางที่นี่ก็เป็นได้

ที่พักที่ผมให้คะแนนถึงสี่ดาวครึ่ง

ถ่ายตัวเองก่อนอันดับแรก

                ในวันแรกที่ทิเบตนี้ ไม่มีอะไรมากนอกจากการทำให้ตัวเองเดินช้าลง กินน้ำเยอะๆ พักมากๆ ระวังAltitude sickness จะถามหา บางคนก็มีอาการปวดศีรษะมึนงงรวมทั้งผมด้วย บ้างก็ชาปลายนิ้วกันบ้างซึ่งน่าจะเป็นผลขางเคียงจาก Diamox หลังจากเอาของเข้าที่พัก Lhasa Yak Hotel โรงแรมสามดาวที่ดูแล้วผมเลื่อนให้เป็นสี่ดาวครึ่งไปซะเรียบร้อย เนื่องด้วยสะอาด ดูดี และใกล้แหล่งเดินเล่นหาของกิน แหล่มไปเลย มื้อเที่ยงมื้อแรก ก็เอาท้องไปฝากที่ร้าน New Mandara Restaurant ผมเริ่มด้วยการกินข้าวผัดไก่ก่อนเลย ทำใจกินจามรีไม่ได้จริงๆ มีคนอื่นเริ่มกินเนื้อจามรีกันบ้าง แอบชิมหน่อยๆ ไม่ไหวจริงๆ เหนียวยิ่งกว่าเนื้อควาย เหม็นสาบด้วย โอยๆ ยอมแพ้คร๊าบบบบ ผมขะมักเขม้นกินมื้อแรกให้อิ่ม แล้วฝึกทำตัวให้เคลื่อนไหวช้าดีกว่า มันรู้สึกมึนหัวจริงๆ ระลอกความทรมานเลยเข้ามาเรื่อยๆ มันมาแล้วสินะ Altitude sickness ผมจดจำอาการได้เป็นอย่างดี เพราะตอนที่ผมไปtrekkingที่เนปาลก็ประสพปัญหาแบบนี้ การไต่เขาขึ้นpoonhill ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 3210 เมตร เพื่อไปชมยอดเขาที่สูงสิบอันดับของโลกนะครานั้น ทำเอาผมสนิทกับAltitude sickness ไม่ใช่น้อย เพราะเพื่อนผมทั้งกลุ่มก็โดนมันกระโดดเกาะเช่นกัน เมื่อเคยมีอาการแล้ว ครั้งนี้ก็อาจมีอาการอักเป็นแน่ จึงต้องท่องไว้ว่า ต้องกินน้ำให้พอ อย่าลืมกินยา(Diamox) แล้วเคลื่อนไหวช้าๆ ท่องเอาไว้เจ้าชาย

วิวสวยวามจากห้องน้ำบนpoonhill สูงจากระดับน้ำทะเล 3210 เมตรครับ ณ ตรงนี้ ผมได้รูกจัก Altitude sickness เป็นอย่างดี ที่ลาซายิ่งรู้จักมากขึ้นไปอีกเลยครับ

                บ่ายวันแรกก็เดินสำรวจหาไปรษณีย์ เพราะพอมีเวลาส่งpostcardเล็กน้อย เดินลุยแดดกันเข้าไป ที่ลาซาอากาศหนาวเย็นเวลากลางคืน กลางวันก็เย็นแต่ถ้าออกมาข้างนอกเจอแดดละก็ ร้อนทันที แดดที่นี่แรงมาก ก็เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาตั้งเยอะ รู้สึกถูกUVแผดเผาลูบไล้เลียผิวกันเป็นแถบๆ เลยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนทิเบตที่นี่ ผิวคล้ำกันเพ แถมวัยรุ่นบางคนตีนกามาเกาะตั้งแต่วัยเยาว์ แน่นอนว่าสาเหตุจากUVละแวกนี้เป็นแน่แท้ แต่คนที่นี่เค้าก็คงคุ้นชินและมีความสุขในแบบของเค้า เพราะที่นี่คือบ้านของเค้า

เอามาเจิมก่อน ผมมาถึงแล้วนะ ฟ้ายังไม่เปิดเลย

                พูดถึงความสุขของคนที่นี่ ไม่รู้ว่ามันสุขจริงแท้แค่ไหน ผมเดินเห็นรอยยิ้มของคนทิเบต ทั้งแก่ เด็ก และรุ่นๆอย่างผม ผ่านไปมาตามท้องถนน ที่แออัดไปด้วยรถราและนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าใจว่าเป็นแค่ความสุขไปวันๆหรือเปล่าไม่รู้ เพราะรอยยิ้มที่ลอยผ่านไปมาก็ถูดสอดแทรกด้วยสีหน้าถมึงตึงของทหาร ตำรวจ จำนวนไม่น้อยที่เดินนวยนาด วางท่า และเดินอาจหาญตรวจตราอยู่ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเดินไปทางทิศไหนก็เจอ ทำให้การบันทึกภาพในวันแรกไม่สามารถจะทำได้อย่างสบายใจ เพราะว่ากลัวจะถูกจับซะเหลือเกิน ถ้ามีตำรวจทหารหรือสถานที่บัญชาการมาติดอยู่ในกล้อง ผมเลยคิดแทนคนทิเบตว่า ที่ยิ้มคงยิ้มเพราะจำยอม ไม่มีทางสู้ และต้องอยู่กับมันให้ได้สินะ

                ชีวิตที่เป็นพลเมืองชั้นสองของคนทิเบตดูเหมือนจะจริง คนขับสามล้อ ขายของริมทาง กวาดขยะริมถนน เป็นคนทิเบตทั้งนั้น พลเมืองชั้นหนึ่งของที่นี่คือคนจีนที่คนเงินมากว้านซื้อทุกอย่าง เปิดกิจการ แล้วจ้างคนทิเบตอีกที แย่นะ…กับความรู้สึกแบบนี้ เป็นแบบความรู้สึกที่ไม่ดีเอาซะเลยกับสภาพจำยอม อีกไม่นานการกลืนชาติของจีนคงสำเร็จ เพราะตึกราบ้านช่องผับบาร์มาถึงที่นี่หมดแล้ว ลาซาที่ผมเห็นก็เหมือนที่ได้ทำใจไว้ ตึกสูงระฟ้า ห้างสรรพสินค้า สินค้าแบรนด์เนม เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัดพามาพร้อมกับคนจีน ภายหลังจากที่เส้นทางม้าเหล็กทำการสร้างสำเร็จ เส้นทางนี้ได้ทอดยาวข้ามเทือกเขาสูงเชื่อมให้ทิเบตได้ถูกสัมผัสต้องโลกได้ง่ายมากขึ้นกว่าเก่า ชีวิตของชาวที่ราบสูงทิเบต กำลังจะเปลี่ยนมาจับมือถือแทนกงล้อมนตราในอีกไม่นานเช่นกัน

                เสร็จกิจการสำรวจโลกยามบ่าย แต่แดดยังคงร้อนเปรี้ยงปร้างไปจนถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง แม้ว่าพวกผมจะหลบเข้ามานอนในห้องพักกัน เพื่อปรับตัวกับสภาพความสูง(Acclimatization) แต่ก็ไม่วายปวดมึนศีรษะอยู่ดี ซัดพาราไปสองเม็ดก่อนออกเดินทางชมบรรยากาศรอบๆวัดโจคังก่อนจะเข้าพักผ่อน โดยร้านอาหาร Lhasa Kitchen ที่ไกด์แนะนำมื้อเย็นรสชาติก็พอใช้เหมือนเดิม กินให้อิ่มไปงั้นๆ ดื่มLassiซะหน่อย โยเกิร์ตที่นำมาผสมให้เหลวมากขึ้น ปรุงเล็กน้อยปั่นกับผลไม้ อร่อยสุดแล้วในบรรดาเครื่องดื่มของที่นี่

ความเคลื่อนไหวรอบๆโปตาลา

                ในละแวกวัดโจคังมีถนนบาร์คอร์ล้อมรอบไว้ให้เดินดูของฝาก ของพื้นเมืองซึ่งมีขายเต็มไปหมด ไกด์บอกว่าถ้าจะซื้อก็ซื้อได้ที่นี่ล่ะ ถูกที่สุด ไม่ต้องซื้อนอกเมือง เพราะว่ารับมาจากที่นี่เช่นกัน สินค้าของฝากต่อได้หมด ตั้งไว้ร้อยต่อลดไปถึงยี่สิบถึงสามสิบเปอร์เซ็นได้เลย มีเพียงผลไม้ ของกินต่างๆที่ไม่ต้องต่อราคา เพราะราคาเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว วันแรกนี้ที่ลาซาจึงสำรวจคร่าวๆ มองวิวกินบรรยากาศยามเย็น บริเวณที่สวยที่สุดตรงนี้ก็จตุรัสหน้าวัดโจคังนี่ล่ะ เดินสำรวจดูห่างๆ เข้าไปไม่ได้เพราะมีป้อมตรวจ สแกนของ วันนี้กลัวคนในเครื่องแบบ ขอเดินดูก่อนละกันครับ

                ในขณะที่กินลมชมวิว ก็รู้สึกสะกิดใจว่า ณ วัดโจคัง สถานศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบตที่มีชีวิตแห่งนี้ มีไว้เพื่อใครกันแน่ ชาวจีน และชาวต่างชาติสามารถเดินเข้าไปเหยียบย่ำหยอกล้อกันได้อยากอิสระเสรี ผิดกับคนทิเบตที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชนถึงจะมีโอกาสเข้าไปสักการะกราบไหว้ได้อย่างใจปรารถนา บางคนไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าไป ผมเห็นหญิงชราร่างท้วมได้แต่นั่งคุกเข่า หมุนกงล้อ นับลูกประคำท่องบทสวด พร้อมทั้งมองไปยังวัดโจคังที่ห่างออกไปจากเบื้องหน้าเกือบสี่ร้อยเมตร ผุดลุกนั่งขึ้นลงขอพร เข่ากระแทกพื้นเป็นสิบๆครั้งด้วยความศรัทธา การเดินทางนับร้อยกิโลเมตรของชาวทิเบตก็เพื่อความศรัทธาที่ถูกถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในอดีตความมุ่งมั่นเพียงเท่านี้ก็ทำให้สุขล้น อิ่มเอมใจกลับบ้านได้อย่างภาคภูมิ ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตความเชื่อความศรัทธาก็ได้บรรลุเป้าหมาย ในปัจจุบันเพียงแค่ความศรัทธานั้นคงไม่พอ หากไม่มีกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กที่มีชื่อและรูปหน้าพกติดกระเป๋าได้ แค่เพียงเท่านี้ ศรัทธาก็แค่ศรัทธาเถอะคงจบลงได้แค่ตรงหัวเข่าที่กระแทกซ้ำๆอยู่หน้าวัดโจคังอย่างหญิงชราคนนี้

                อนาถใจที่สุดที่คนทิเบตไม่สิทธิ์ในดินแดนที่เรียกว่าทิเบต แล้วมันคือสิทธิ์ของใคร ของผมหรอ นักท่องเที่ยวที่โชว์แค่พาสปอร์ตแล้วลอยเข้าไปในวัดได้ ผมสะเทือนใจครับ เป็นวันแรกในลาซาที่หดหู่อย่างบอกไม่ถูก ผมบอกความรู้สึกของผมต่อหญิงชราคนนั้นกับทุกคนในทริป เพราะว่ามันอัดอั้นจริงๆ สุดท้ายคงได้แต่ปล่อยวาง ให้รู้ขีดจำกัดว่าเรามันเป็นแค่นักท่องเที่ยว อย่าทำลายอะไรที่นี่ และอย่าทำร้ายคนที่นี่ให้บอบช้ำไปมากกว่านี้น่าจะดีที่สุด และผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าความเชื่อความศรัทธาที่ผมได้เห็นในวันนี้ ก็ทำให้ผมสุขล้น อิ่มเอมใจกลับเมืองไทยได้อย่างภาคภูมิว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมได้เห็นความเชื่อความศรัทธาที่งดงามและยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง …ราตรีสวัสดิ์ครับ นี่ล่ะครับ Lhasa Drama

กินข้าวกันบนนี้ครับ วิวสวยงามยามเข้า

>> to be continue >>

By Eun Junso : Tibetan story: Believing in BELIEF part I

Tagged with: