Jan 01

The PANORAMA review via Kiwi way

ระหว่างเขียนบันทึกการเดินทางก็นึกอยากเอารูปPanorama มาลง เพราะมันไม่มีที่ลง ใส่ลงใน file พาไม่ได้

ภาพค่อนข้างเล็ก เวลาดูจากในFBนี้น่ะครับ

พอดีเห็นว่าเอาใส่ลงในบันทึกได้เลยเอามาลงครับ

แด่การเดินทางที่เสนพิเศษ New Zealand, Cool life here!!!

สวนสาธารณะ

ทางไปFrans Josef

ทางเข้า Matheson Lake

วิวรายทางก่อนจะไปถึง Wanaka

chill out @ Te Anua

Mirror lake, Can you see?

ทางเข้า The Chasm

อันนี้ถ่ายขากลับตรง Highway มรดกโลก น่ะครับ

เส้นทางจาก Te Anau มุ่งสู่ Queens town

อีกภาพที่ยังจดจำ

และอีกภาพที่ยังตราตรึง

แวะจอดเก็บตกที่ Wakatipu lake

ผืนน้ำ Wakatipu lake

Wakatipu lake ตรงมุมไกลลิบนั่นคือ Queens town

Nissun sunny EZW993 รถคู่ใจของผม

Autumn in Arrow town

Lindis pass

Pakoki lake กำลังจะไป Mt Cook กัน แต่คงไม่ทันแล้ว

แวะเก็บภาพ ที่ไกลลิบนั่นคือยอดเขา Mt cook

Lake Tekapo สีฟ้า

ในน้ำมีตะกอนจากธารน้ำแข็ง ยามที่ไม่มีแสงจะเห็นทะเลสาบเป็นสีน้ำนม แต่หากวันไหนฟ้าสวยแดดี ตะกอนที่ต้องแสงนั้นจะทำให้ทะเลสาบเห็นเป็น สีฟ้าบริสุทธิ์

อีกมุมนึงครับ Tekapo lake

หมดแล้วครับกับการเดินทางผ่าน The Panorama

ปล. ภาพเล็กไปหน่อยนะครับ เสียดายๆ

ภาพใหญ่เข้าไปดูได้ที่นี่เลยคร้าบบบ

https://picasaweb.google.com/103623534756195880870/ReviewThePANORAMANewZealand?authkey=Gv1sRgCOyFmJG4mJaRzwE&feat=directlink

 

Ref : The PANORAMA review via Kiwi way


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter
Tagged with:
Jan 01

Day8 : 20May2011 “Lake Tekapo, Akaroa”

ทะเลสาบสีฟ้าบริสุทธิ์

                … เช้าวันก่อนวันสุดท้ายก็มาถึง เร็วจังเลยว่ะ ยังไม่ทันได้เที่ยวเลย นี่จะครบสัปดาห์แล้วหรอเนี่ย เพิ่งรู้สึกว่าเพิ่งมาถึงนี่เองนะ  …ฟ้าวันนี้โปร่งมั๊ยเนี่ย ขอให้ฟ้าโปร่งฟ้าเปิดนะครับ ทะเลสาบจะได้สวยๆ ทะเลสาบที่นี่มันมีความพิเศษอยู่อย่าง นั่นคือสีของทะเลสาบเป็นสีฟ้าบริสุทธิ์ยามแสงส่องตกกระทบผืนน้ำ เนื่องจากในน้ำที่นี่จะมีตะกอนหินที่ถูกบดจากเขาบนหิมะแขวนลอยอยู่ แล้วไหลมารวมกันที่แอ่งน้ำนี้ วันที่ฟ้าเปิดแสงส่องถึงก็จะทำให้เกิดการสะท้อนหักเหให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็นสีฟ้าบริสุทธิ์ หากวันใดเมฆเยอะ ฟ้าไม่เปิด สีทะเลสาบก็จะขาวเหมือนน้ำนมนั่นเอง แล้วด้วยคำขอร้องขอพรของผมก็เป็นจริง เทวดาเห็นใจคนอย่างผม เลยประทานแดดมาให้…เพียงนิดเดียวในช่วงเช้า แดดหลอมแหลมๆ ทำตรูลุ้นตลอดว่ามันจะสว่างหรือมืด

                อาหารเช้านี้ก็เอามาม่าที่เหลือมาทำลายซะ ไม่ต้องแบกกลับประเทศเรา กินกันเข้าไป เนื่องจากยังคงมีผักอยู่แต่ไม่มีหมอต้มแบบทั่วไปอีกแล้ว เลยเอากาต้มน้ำ(ที่เปิดฝายัดผักไม่ได้)มาต้มให้น้ำเดือน แล้วเอาผักกะหล่ำปลีที่หั่นแล้วใส่ลงในแก้วน้ำโรงแรม ราดน้ำเดือดลงไปให้ทั่ว แล้วนั่งรอ นึกภาพดู มันน่าอนาถใช่น้อย ได้เวลาสักพักก็ต้มน้ำอีกรอบแล้วราดใหม่อีกครั้ง อารมณ์เหมือนลวกผักครั้งที่สอง ลองชิมพอมันสุก เป็นอันโอเค มาม่าเช้านี้กับผักต้มยัดใส่ลงไป อร่อยไม่เบา ใช้เวลากับการทำอาหารเช้าพอสมควร กินเสร็จเก็บของก็ออกเดินทางไปชมวิวทะเลสาบที่ Mt John ดีกว่า มันคงกำลังจะเปิดระหว่างขับรถนี้ Receptionเมื่อวานบอกว่า จะเปิดตอน 8.30 มี café กินบนเขาด้วย รู้แค่นี้ ระยะทางไม่ทราบ แต่มั่นใจว่าทัน ไปโลดดดครับ ผมขับกลับมาย้อนทางเดิมเล็กน้อย พอเจอะป้ายขึ้น Mt John ก็ไปตามป้ายทันที

The Tekapo Lake

The Tekapo Lake

The Tekapo Lake with H'Thee

              ขับได้ไม่นานก็ถึงทางขึ้น แต่ว่าปิดอยู่ บอกว่าเปิดตอน 9.00 ก็พอรอได้ไว้ขับมาใหม่ เลยขับตรงขึ้นไปอีก ชมวิว Tekapo lake จากอีกมุมก็สวยดีครับ ขับไปเอื่อยๆ รอถึงเวลา บริเวณที่ไปถ่ายรูป ฟ้าเปิดชัด แสงส่องพอดี ทะเลสาบเป็นสีฟ้าจริงๆ สีฟ้าสะอาดอยู่ในแอ่งขนาดใหญ่ มีเมฆมาประดับเพดานฟ้าให้สวยงามมากขึ้นไปอีกดีใจจังเลยครับที่ขับรถเวิ่นเว้อมาทางนี้ จากมุมนี้ช่างงดงามจริงๆ พอได้เวลาทางขึ้น Mt John จะเปิดประตู ก็รีบขับกลับไปตำแหน่งเดิม ผมก็นึกอยู่ว่านี่เพิ่งจะเก้าโมงเป๊ะ ไม่นานนี้เอง ไปนั่งหรอแหงมๆ ทันทีที่รถมาถึงทางเข้า ปรากฏว่าประตูที่ล็อคเปิดออก เส้นทางขึ้นเข้าเป็นริ้วยาวคดเคี้ยวไปถึงยอดได้รับการอนุญาตจากเจ้าของแล้ว ผมจึงขับขึ้นไปทันที และคิดในใจว่า ที่นี่เค้าช่างตรงเวลากันจัง รู้สึกอายจังที่ไม่สามารถรักษาเวลาให้ดีได้เท่าบ้านเมืองเค้า บ้านเราอีกสิบนาทีเปิดประตูรึยังก็ไม่รู้ คิดบ่นอยู่ในใจ แล้วก็ขับเลาะขึ้นไปบนเขาอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ทรหดรถมานาน บรึ๊นๆๆๆ เลียวไปมาจนถึงยอดของภูเขา Mt John บนนี้เป็นหอดูดาวนี่เอง จะมีนักศึกษามาเรียนที่นี่ด้วย จากตรงนี้มองลงไปจะเห็นที่ราบกว้างใหญ่ มองอีกด้านก็จะเห็นทะเลสาบ และตัวเมือง Tekapo ครับ สวยมากครับ อัศจรรย์ใจจริงๆ ทะเลสาบสีฟ้า กับท้องฟ้าสีฟ้า งดงามจับใจ ผมเก็บภาพไปเรื่อยๆ พระอาทิตย์ส่องแสงสะท้อนได้แรง ไม่ส่องหลอมแหลมเหมือนตอนก่อนหน้านี้ อยากจะนอนที่นี่ดูทะเลสาบไปเรื่อยๆ อีกสักคืนจัง

Meet the sky here!!!

The Tekapo Lake with Birm

               บนเขานี้เป็นหอดูดาว มีอุปกรณ์อะไรไฮโซมากมายอยู่ข้างใน แด่แค่แอบเดินด้อมมองทะลุเข้าไปในกระจก เผื่อจะเจออะไรแปลกๆ แต่ก็ไม่เจอแฮะ ได้เวลาอิ่มจากภาพมุมบนก็ไปถ่ายทะเลสาบมุมใกล้ๆบ้าง ขับไปเลาะเรียบถนนริมทะเลสาบ นั่งดูเป็ดว่ายน้ำ

Smiling day

behind the scene

beside the church

                หามุมที่ทะเลสาบเป็นสีฟ้ามากที่สุด แล้วก็ปิดท้ายของการชมทะเลสาบที่ Church of the good shepherd มุมนี้ใครมาถึงก็ต้องมาถ่ายครับ เพราะสวยจริง โบสถ์ที่สร้างด้วยการเอาหินมาซ้อนกันเชื่อมต่อด้วยปูน เด่นตระหง่านอยู่ตรงเนินดินริมทะเลสาบ เดินกินลมหนาว ชิมวิวสีฟ้า ทั้งน้ำทั้งท้องฟ้ากันจนหนำใจ ก็เดินทางต่อไปยังเมืองหลวงเกาะใต้กันต่อ ไม่รู้ว่าอาหารมื้อเช้าน้อยไปมะ ทุกคนเริ่มหิวกันตั้งแต่สิบโมงเช้ากันเลยทีเดียว ถ้าเวลาเหลือเยอะนะ จะวนไปกินปลา Salmon ก่อนด้วยซ้ำ งั่มๆ

หมากับหมู

หมากับแกะ

หมา กับเพนกวิน

ทำเท่ห์นะ

มอง เมิน ผ่านฟ้า

                ขับได้ประมาณชั่วโมงหน่อยก็มาถึงเมือง Geraldine หิวได้ที่ และหนังสือทั้งสองเล่มต่างแนะนำว่ามีร้านเบเกอรี่ร้านดังเปิดอยู่ มีอาหารกินด้วย พวกผมจึงมาฝากท้องกันที่นี่แล้วล่ะ หิวไม่ไหวแล้ว อาหารเที่ยงมื้อนี่ ช่างชืดเสียนี่กระไร รสชาติก็ไม่ได้อร่อยมากนะครับ แต่คนก็เข้าตลอด หรือว่าเราลิ้นแย่ว่ะเนี่ย เอาว่ะ ตัดสินกันที่ขนมหวานนี่ล่ะ แจ่มสุด เพราะมันbakeryดังนี่นา เดินไปเลือกแล้วเอามานั่งกิน อืมมมม… ก็ใช้ได้นะ แต่ไม่โดนเท่าไร ไม่สามารถทำให้ผมตะโกนคำว่าสุดยอดได้ ก็เท่านั้นครับ ฮ่าๆๆๆ เอาตัวเองเป็นมาตรฐานมากอะครับ ผมมันลิ้นคนไทยครับ ชอบรสจัด ไม่ชอบเลี่ยน ขนมปังแข็งๆหวานเลี่ยนไม่ผ่านครับ ยังไงก็แล้วแต่ ก็กินจนหมด เพราะเสียดายเงิน แล้วไปแวะธนาคาร West pac เพื่อชำระค่าปรับ แหม่ น่าภูมิใจจริงๆ มาเมืองนอกทั้งทีได้เข้าธนาคารด้วย จะมีใครอิจฉาบ้างมั๊ยเนี่ย

ต่อแถวซื้อของดิน หิวๆๆๆอยากถ่ายกับวัวบ้าง

Bakery ry ry ry!

ถูกปรับ ฮือๆ

                เส้นทางเข้าเมืองหลวงวันนี้รถเยอะขึ้นจริงๆครับ เข้าใจเลยว่านี่คือถนนเส้นหลักเพื่อเดินทางลงใต้ มีรถบรรทุกเพิ่มขึ้นถนัดตา ทุกคนขับรถกันสุภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทไหน จากถนนสองเลนที่เจอปกติ บางครั้งเป็นสี่เลนสักไม่กี่กิโลเมตรแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นสองเลนต่อ มีไว้แค่เพื่อแซงรถในบ้างครั้งครับ ช่างน่าตกใจก็ตอนที่เห็นถนนสี่เลนนี่ล่ะ ไม่นึกว่าจะได้เจอ ขับมาสองพันกว่ากิโลเมตรเจอแต่สองเลนจริงๆ ผมก็แซงตรงสองเลนนั้นแหละ ฮ่าๆๆ

ขับออกจากGeraldine ไม่นานผมก็ง่วงอีกแล้ว ให้เบิ้มขับต่อเลย ถึงแม้ว่ามันง่วง แต่แค่น้อยๆ ส่วนผมพอได้นั่งปั๊บก็หลับทันที หัวเอียงสะบัดไปมาตลอดทาง มาตื่นอีกทีกำลังขึ้นเขา อ่า ไอ่เบิ้มเลี้ยวรถบนเขาเหวี่ยงได้ใจมาก เสียงมันควงพวงมาลัยดังพลั่กๆๆๆ ตรูตื่นเลย ฮู้ววววววว…สวยจัง พอตื่นมาก็โวยวาย ตรงนี้สวยๆ ขอถ่ายรูป กระโดดจากรถกันทันทีแล้วลงไปถ่ายรูปกันอีกแล้ว

Going to Akaroa

Akaroa town

                มองจากมุมบนก่อนถึงเมือง Akaroa  สวยชะมัด บริเวณนี้เรียกว่า Bank peninsula ตรงนี้สมัยก่อนเคยเป็นเขตภูเขาไฟมา

ก่อน มีสองลูก ชื่อ Akaroa กับอีกลูกนึงจำชื่อไม่ได้ มันระเบิดแล้วทำให้เกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศแบบนี้ คือ เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีแอ่งน้ำเว้าไปมา และติดต่อกับทะเลด้วย มองจากแผนที่จะสังเกตว่ามันหน้าตาแปลกประหลาดมากคับ เหมือนคาบสมุทรกลมๆที่ยื่นออกในทะเล หลังจากที่พื้นที่นี้แปรพสภาพเป็นพื้นดินเมื่อหลายล้านปีก่อน หลังจากนั้นอีกหลายล้านปีถัดมาก็มีการยึดครองของชาวฝรั่งเศส เข้ามาอยู่อาศัยตั้งรกรากที่นี่ ทำให้ปัจจุบัน ลักษณะบ้านเรือนของที่นี่ หรือแม้กระทั่งภาษาที่ใช้ก็ยังเป็นแบบฝรั่งเศสอยู่

DOG exercise area

ณ ตรงนี้คือ สนามเด็ก

สนาม เด็ก เล่น เข้าใจมะ

เจอะตำรวจ

หุ่นวาดคน

                ชมวิวได้สักพักก็ขับเข้าไปลุยกันในตัวเมือง Akaroa กันต่อ ในตัวเมืองสวยงามมาก เป็นบ้านหลังเล็กๆ ติดทะเล สงบ มีเรือจอดเทียบท่า นกสยายแบปีกไปมาอย่างไม่กลัวคน อากาศเย็น ผู้คนเดินกันเรื่อยๆสบาย นักเรียนหลังเลิกเรียนมายืนคุยกัน วัยรุ่นบางคนหลังเลิกงานก็มายืนไถสเก๊ตบอร์ด บ้านที่มีครอบครัวก็พาลูกมาเล่นสนามเด็กเล่น คนสูงอายุเดินจูงสุนัขไปตามทางอย่างเพลิดเพลิน ความรู้สึกตอนนั้นอยากนอนพักที่นี่สักคืนจัง แต่ไม่ได้จองไว้ว่ะ วันนี้ต้องกลับไปที่ Christchurch เสียดายจัง อยากมานั่งชิลด์ๆแถวนี้ นั่งจิบเบียร์ชนไวน์กันริมทะเลสาบ เอนตัวแอ้งแม้งกับบรรยากาศยามเย็น พักตาสักครู่กับเสียงนกร้อง พอถึงเวลาค่ำก็นั่งผิงไฟ พูดคุยกับเพื่อนพี่น้องตามประสาคนสนิทมักคุ้น หลับไปบนโซฟาพร้อมกับผ้านวมผืนโตให้นอนซุกหลบหนาว ตื่นเช้าวันใหม่กับฟ้าใส่ จิบชาฝรั่งเศสพออุ่นคอ แล้วเดินกินบรรยากาศยามเช้าโอ้วววว…แค่คิดก็สุขใจแล้ว แผนการนี้ได้แต่วนอยู่ในฝันอยู่ชั่วขณะ โลกความจริงคือยังเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ ความสงบงดงามของเมืองนี้ หลงเสน่ห์เข้าอย่างเต็มเปาเลยล่ะ ใช้เวลากับเมืองนี้จนอิ่มตัวระดับนึง ก็ต้องกล่าวรอกันอย่างกะทันหัน เวลายังคงเดินไป พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ก่อนจะสิ้นแสงผมจึงรีบขับออกจากเมืองให้พ้นเข้าสูงชัน ดินแดนภูเขาไฟแห่งนี้ให้ได้เร็วสุดก่อนพระอาทิตย์จะตก

Akaroa, ^^

                เส้นทางขากลับมักจะรู้สึกว่าระยะทางสั้นกว่าเดิมเสมอ ไม่นานนักก็ขับรถพ้นช่วงเขาไปได้สบายๆ เร่งความเร็วตามประสาคนแรง แต่ไม่เร็วจนอันตรายนะครับ ขับเร็วได้สักพัก ไม่วายเจอรถตำรวจจอดอยู่ข้างทาง ไม่รู้จะซุ่มอะไร พอผมเห็นจึงชะลอความเร็ว หลังจากนั้นมันก็ขับตามรถผม ไม่รู้มันดักจับความเร็วรึเปล่า สักพักมันก็ขับแซงไป แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ เพราะใบสั่งมันตามหลอนมาถึงเมืองไทยได้อีก(ซึ่งตอนนี้ที่ผมกำลังบันทึกการเดินทางนี้ ค่าปรับของการเดินทางวันแรก น่าจะเป็นบริเวณเมือง Hokitika ก็มาถึงแล้ว หลังจากนี้ไม่รู้จะมีอีกมั๊ย ต้องลุ้นที่ Akaroa ที่สุดท้ายล่ะครับ ที่มีการมาดักจับ เสียวจริงวู้ยยย) บ้านเมืองนี้ดูสงบ แต่ทันสมัยมาก ตำรวจที่นี่ก็ปฏิบัติตัวดีด้วยครับ ไม่แหวกกฎ ไม่ฝ่าฝืน ขับรถไม่เร็ว ไม่เหมือนบ้านเราแม้แต่น้อยครับ ใบสั่งที่ปรับเขียนระบุชัดเจน ไม่มีมาเก็บนอกรอบหรือใต้โต๊ะใดๆ ประทับใจครับ ยอมจ่ายเลยด้วย เพราะถ้าถูกปรับไม่จ่าย จะโดนBlacklist จากบริษัทเช่ารถ มาเที่ยวนิวซีแลนด์ครั้งหน้า จะไม่มีรถให้เช่าได้ครับ เพราะเราdiscreditตัวเองไปแล้ว อนาคตผมยังต้องมาอยู่ ยอมจ่ายครับยอม ผมผิดเองไม่เถียง

อีกมุมมอง แห่ง Akaroa

                ฟ้าเริ่มมืด แต่เข้าเขตเมือง ไม่ต้องห่วงเรื่องถนนหนทาง มีไฟตลอดทาง มาหาที่พักขับวนไปมาจนเจอ แล้วขึ้นไปสำรวจห้องนอนทันที Mateคืนนี้เป็นคนแก่ผู้ชาย น่าจะมาอยู่หลายคืนแล้ว เพราะวางของได้เต็มที่มาก แกบอกว่าเป็นคนยุโรป แล้วแกล้งทักผมว่าเป็นคน แอฟริกา ไม่รู้ว่าแกเล่นมุขหรือยังไง ผมรับไม่ทันเลยทำหน้าเจื่อนปนงง แล้วยิ้ม สิ้นสุดร้อยยิ้มผมไม่นานแกก็ออกไปจากห้อง สงสัยจะเสียselfที่เล่นมุขแล้วแป้ก

                มื้อเย็นวันนี้กลับมากินที่ Food court ที่ห้างที่มาเดินกันวันแรก ที่ Riccarton road อาหารที่เปิดขายก็จะเป็นอาหารที่อร่อยของแต่ละประเทศ ประเทศที่ชิงชัยมาขายได้แก ร้านอาหารจีน(ฮ่องกง) ร้านอาหารไทย ร้านอาหารอินเดีย ร้านญี่ปุ่น และร้านอาหารฝรั่ง ดีใจที่อาหารบ้านเรา ดังระดับโลก เลยมีกิน ผมเดินไปสั่งผัดไทยก่อนเลย พอจ่ายตังค์เสร็จก็ได้วัตถุกลมแบนสีดำมาถือ อะไรว่ะเนี่ย ตอนแรกนึกว่ามันคือ บัตรคิวผัดไทยที่รอผัดอยู่ เอาไว้แล้วเวลาผัดเสร็จ สักพักเฮียก็เดินมาแล้วบอกผมว่า รู้จักไอ้นี่มั๊ย ผมบอก ไม่รู้อะ เฮียเลยบอกว่าเคยใช้ที่ไต้หวัน ให้ถือเอาไว้ พออาหารเสร็จมันจะร้องแล้วเราเดินไปเอาอาหารที่สั่ง บางอันก็จะมีขึ้นเลขคิวเอาไว้ ..ผมเข้าใจถูกนิดนึง ผิดอีกนิดนึง สรุปว่าภายหลังเข้าใจเป็นพอ อยู่ไม่รู้เรื่องเลยตรู ไอเบิ้มก็เดินมาหาผมแล้วทำหน้างงๆ พร้อมกับกำวัตถุดำเช่นกัน ผมก็เลยบอกมันอย่างที่อาเฮียบอก มันก็โอเคครับ อาหารเย็นวันนี้อร่อยพอแก้ขัดรสชาติอาหารไทยแท้ไปได้บ้าง กินเสร็จก็ไปเดินซื้อไอศกรีมกิน ครั้งนี้ขอกินดี ไปซื้อ Natural new Zealand มากิน อร่อยเหาะไปเลย ไม่นึกว่าตัวเองจะติดไอศตรีมขาดนี้ครับ ผมกินทุกวันตั้งแต่มาแอ่วแดนกีวี่นี้ สิ่งที่กินรองลงมาก้คือไวน์ครับ กินไปซะครึ่งทริป เริ่มตั้งแต่ Te Anua  แล้วไล้มาทุกวัน วันนี้ก็ด้วย พวกผมเดินหาไวน์แดงกินส่งท้ายอีกครั้ง ครั้งสุดท้ายนี้เลือกเอง ยี่ห้อเขียนว่า Penfold ทำจากออสเตรเลีย  เอามานั่งจิบกันในคืนสุดท้ายของการเดินทาง

                ค่ำคืนสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้น พวกผมเริ่มใช้ชีวิตซ้ำซากครั้งสุดท้ายด้วยการเดิน shopping ของกินครับ เดินดูว่าจะซื้ออะไรมาทำอาหารเช้าวันพรุ่งนี้ เมนูคือข้าวต้มล่ะครับ เพราะข้าวมันเหลือ รู้สึกดีที่ได้มาเดิน super market ด้วยกันสามคน เดินวนไปวนมา ดูนู้นดูนี่ ทุกคนดูเมื่อยล้าหมดแรงกับการเดินทาง ลึกๆคงแอบซึมจากการที่จะต้องลาจากการเดินทางที่แสนพิเศษครั้งนี้ พอได้ของกินเสร็จก็ขับรถกลับที่พัก ไม่ได้ไปต่อที่ไหน เมืองChristchurchในยามนี้ก้ยังไม่ฟื้นคืน ไม่มีแสงสีเสียงให้ไปลัลล้า การกลับโรงแรมจึงไม่ใช่ทางออกที่น่าเบื่อในค่ำคืนนี้ พวกผมกลับมาที่พัก อาบน้ำ

ผีผ้าห่มผีหัวเตียง เวอร์ชั่นการบินไทย

ถ่ายรูปกันแก้เซ็ง สนุกดี ผมถ่ายเวอร์ชั่นผีไปเจ็ดแปดรูป ได้ซี๊ดดดดด อีกทีก่อนกลับ หลังจากทุกคนชำระล้างความเหน็ดเหนื่อยกันเสร็จ ก็ลงมากันในครัวมาหั่นผักเตรียมอาหารพรุ่งนี้เช้า ไวน์แดงก็เปิดออกเพื่อเฉลิมฉลองความสุขกันอีกครั้ง ยืนชิมนั่งชิม กินกันโม้กันเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมองนาฬิกา มึนเล็กน้อยกับไวน์ รู้สึกว่าหน้าร้อนฉ่าอีกครั้งกับไวน์รสเลิศ เลิศที่สุดตั้งแต่กินมา รู้งี้เลือกเองตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง เวิ่นเว้อกันจนจะเที่ยงคืนก็เข้านอนกัน โดยวางแผนกันไว้ว่า พรุ่งนี้จะไปเมือง Lytleton กัน เพราะว่าในเมืองไม่มีอะไรให้ทำ

จิบไวน์อำลาคืนสุดท้ายยยยย

                ลาก่อนคืนสุดท้ายที่นิวซีแลนด์ แดนเมฆขาวยาวของผม มีความสุขกับชีวิตอิสระในคืนสุดท้ายกับเพื่อนและพี่ที่รู้ใจ ปิดตาลงอย่างสงบ อากาศอุ่นๆในห้อง ฝันดีครับ

Day9 : 21May2011 “See ya, CHC”

                วันสุดท้ายก็มาถึงในที่สุด เช้านี้ตื่นมาด้วยความหดหู่เล็กน้อย นี่ต้องกลับแล้วหรอเนี่ย เฮ้อ… ลงไปทำข้าวต้มกันก่อน ของที่เตรียมไว้เมื่อคืนก็จัดแจงใส่เข้าไป แครอท กะหล่ำปลี หมูสับกระเทียม มีอะไรเหลือใส่ไปให้หมด แล้วกินเข้าไป อร่อยมากกับอาหารมื้อเช้าร้อนๆกับอากาศเย็นๆ

ข้าวต้ม

หลังhostel

เมืองLytleton

                แผนการเดินทางเช้านี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จากแผนการประมาณหนึ่งชม.น่าจะถึง Lytleton มุ่งหน้าออกเดินทางทันที ขับไปเพียงสิบนาทีได้ อ่าวถึงแล้วหรอเนี่ย ขับหลงงงทาง เมืองนี้เป็นเมืองท่าครับ เป็นเมืองที่เผ่าเมารีอาศัยดั้งเดิมกันที่นี่ แต่ก็ไม่ได้ผิแตกต่างจากเมืองอื่น ทุกอย่างดูเหมือนกับเมืองที่เคยผ่านมา มีสิ่งหนึ่งที่ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นคือ ที่นี่โดนแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวเช่นกัน ตึกรามบ้านช่องเละ ทะลายลงมาเป็นแถบๆ ถนนยกตัวเหลื่อมกันเล็กน้อย พวกผมก็พิเรนขับเข้าไปในที่ที่มีป้ายห้ามเข้า สุดท้ายก็ดูเหมือนจะไม่ปลอดภัยเลยขับออกมากัน ตามทางเสารั้วลอยมั่วค้างกับอากาศ พวกผมพูดกันน้อยลง เพราะอึ้งเล็กน้อยกับสภาพหลังแผ่นดินไหว

Quaked House

วนรถได้ไม่นานก็ขับออกมาจากเมืองกลับสู่ Christchurch กันต่อ เข้ามารขับรถในเมือง มองหาCathedral square ผ่านรั้วมุ้งลวดที่กั้นเขตไว้ ยังคงมีเสียงเครื่องจักกจัดการซากปรักหักพังต่างๆ ดังตึงตังตลอดเวลา ขับรถไปมาอย่างไร้จุดหมาย และมาหยุดอยู่ที่เดิมที่เคยมา นั่นคือ สวนสาธารณะ พวกผมเดินค่าเวลา ชมวิว ดูความสงบ อำลาบ้านเมืองนี้ด้วยความสุขอิ่มเอมอีกครั้ง

Chill out on the last day

Still Peace

Still Beautiful

                อาหารมื้อเที่ยงมาถึงก็ยังไปอำลากันที่ Food court ที่กินกันเมื่อคืน กินไอศกรีมส่งท้ายอีกครั้งนึง แล้วออกเดินทางไปคืนรถที่สนามบินครับ

                ทุกอย่างพร้อม รถไม่มีปัญหา ก็เข้าสนามบินเตรียมตัวบินลัดฟ้ากลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของเรากัน

ไอศครีมอร่อยจัง

หนังสือเดินทางกับตั๋วเดินทาง

                ต้องบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ผมอยากเขียนถึงให้น้อยที่สุด เพราะมันเป็นอารมณ์ที่ทุกคน ต่างก็รู้สึกว่ามันเร็วมาก มันไม่ทันตั้งตัว เมื่ออยู่ดีๆวันที่ต้องเดินทางกลับก็มาถึง หลายภาพที่พยายามยิ้มและบ้า เพื่อให้ไม่ต้องรู้สึกถึงการสูญเสียอิสรภาพที่กำลังจะมาถึง ทุกคนต่งารู้ว่าเมื่อได้มาเที่ยวก็คือการได้มาชาร์ตพลัง โดยเน้นพลังใจเป็นหลัก มันเต็มแล้วล่ะครับ ณ เวลานั้น และเข้าใจว่าทุกคนก็เผื่อใจที่จะต้อง depress ไว้แล้วด้วย ในโลกของความจริงมันเริ่มต้นตั้งแต่มาเดินทางนั่นล่ะ แค่ความจริงตอนที่เดินทางมาถึงที่นี่ มันเป็นความจริงที่ได้วาดฝัน ว่าจะได้ท่องเที่ยวแบบอิสระเสรี และเมื่อความจริงที่ฝันไว้มันสิ้นสุด ความจริงที่จริงจังก็กลับมาหาพวกผม เตือนให้รู้ว่า เมื่อชาร์ตเต็มก็กลับมาทำงานซะนะ

Sad person

So sad

                ขึ้นเครื่องครั้งนี้ก็ยังไปนั่งเล่นบนเครื่องบ๊องกันนตามเคย ไม่วายตีหน้าเศร้าถ่ายรูป ให้มันซี๊ดส่งท้ายกันอีกที ถ่ายออกมาภาพดูFake ดี  ชอบในความFakeของภาพนี่ล่ะ มันดูมีชีวิตดี และในที่สุดความซี๊ดของผมก็ส่งไปถึงเบิ้มและอาเฮีย ภาพซีรี่หมอนหนุนปํญญาอ่อนก็กำเนิดขึ้น ซี๊ดกันรอบสอง บนเครื่องบิน โชคดีจริงที่แอร์ไม่ไล่พวกผมลงไปจากเครื่อง ถ้ามันไล่จะตะโกนใส่เลยว่า "ผมไม่ได้บ้านะครับ ผมเป็นเจ้าชายนะ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำกับผมแบบนี้"  ฮ่าๆๆ เว้อกันสามคนกลบเกลื่อนความเศร้าได้ชั่วขณะ นั่งได้สัีกพัก ต่างก็นั่งดูหนังฟังเพลง พักผ่อนกันตามอัธยาศัย transitที่Sydney อีก 2 ชม. ก็ไปเดินวนกันในสนามบินออสเตรเลีย ว่่างจริงจังนะนี่ เริ่มทำใจได้แล้วล่ะ พร้อมกลับเมืองไทยแล้วครับ คิดถึงอาหารไทยจัง อยากกินก๋วยเตี๋ยวแล้วง่ะ อยากกินแกงส้มแล้วด้วย เอาว่ะกลับไปสู้กับงาน ตั้งใจร่ำเรียนต่อ สู้โว้ยยยยยยย

ว่างที่Sydney

2ชม.ที่ว่างมายืนถ่ายรองทีนกัน

               จิบไวน์แดงฝรั่งเศสบนเครื่องก่อนนอนขากลับ แล้วหลับไปกับรอยยิ้มที่รู้สึกได้จากมุมปากของตัวเอง

               ลาก่อนนะการท่องเที่ยวอันน่าจดจำ ความสุข ความทรงจำ ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แล้วผมจะกลับมาอีกนะ นิวซีแลนด์

ตะวันลับ บินกลับรัง

Day10 : 22May2011 “Miss you already, New Zealand”

               หมู่เมฆยาว พราวสายรุ้ง คลุ้งกลิ่นไวน์

จากไปอย่างชื่นใจ

              เช้าอีกวันหลังจากเผชิญกับโลกความจริง กลับมาถึงเมืองไทยแล้วววว คิดถึงนิวซีแลนด์จัง แวปแรกที่ลุกขึ้นมากก็นึกถึง เมฆขาวยาวววววว รุ้งที่เห็นกันรายวัน และไวน์ที่กินกันแทนน้ำ สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่นิวซีแลนด์ แดนกีวี่ที่พวกผมเพิ่งจากกันมา สมองเริ่มทำงานแบบไม่ตั้งใจอีกครั้ง ภาพท้องฟ้า แม่น้ำ ภูเขา ทะเลสาบวนเข้ามาตลอด Flash ลงบนสมองอยู่เป็นจังหวะๆ มองเห็นคนเดินShopping ซื้อของกันในตลาดก็นึกคิดถึงวันที่ไปเดินหาของกินกันในSuper market พอได้กลับมาขับรถก็อดนึกถึงตอนเหยียบคันเร่งทำเวลาตอนอยู่ที่นู้นไม่ได้ แค่กลับมาไม่ถึงวันก็คิดถึงจนจะบ้าแล้ว อยากกลับไปอีก อย่าหาว่าผมบ้าเลยนะครับ เชื่อว่าไม่ว่าใครที่ได้เที่ยว หลังกลับจากเที่ยวต้อง depress กันทุกคน ไม่มากก็น้อยล่ะครับ

             วันนี้ก็เดินทางกลับหาดใหญ่แล้วครับ เฮ้อ ไวจัง สวัสดีหาดใหญ่ กลับมาแล้วครับ มาทำงานอย่างเคย จะตั้งใจเรียนแล้วนะครับ

มองไปให้หวนคิดถึง

             หมดจากทริปนี้ก็ยังไม่รู้จะมีโอกาสได้เที่ยวแบบนี้อีกเมื่อไร หากมีโอกาสได้ท่องโลกกว้างอีก คงสะพายเป้ตะลอนอีกครั้ง ยังติดค้างมากมายทั้ง ทิเบต ภูฏาน ญี่ปุ่น ได้จังหวะพอดีอันไหนก็ลุยแล้วกัน ส่วนนิวซีแลนด์ก็ต้องกลับไปแวะเวียนแน่นอนอย่างที่บอกไว้นะครับ ก่อนจะเที่ยวเหนืออื่นใด ต้องเก็บเงินก่อนล่ะ ตอนนี้กำลังเป้นหนี้เป็นสินอยู่ T-T เพื่อเวลาพร้อม เงินพร้อม ก็ลุยได้ทันที คนพร้อมเสมอนะครับ ฮิ้วววววววว "Miss you already, New Zealand"

ไว้มาซี๊ดดดดด กันสุดๆอีกคร๊าบบบบ

Let's follow us via Kiwi way NEXT TIME

Ref : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part IV


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter
Tagged with:
Jan 01

Day6 : 18May2011 “Milford sound – the world heritage, Queens town”

…Ohh Goddd

Breakfast

Frosty

       หนาวๆๆๆๆๆๆ หนาวมากมาย เช้านี้แทบไม่อยากตื่นนอนเลย อยากนอนเอาหัวซุกหมอนไปทั้งวันท่องเอาไว้ เรามาเที่ยวนี่หว่าไม่ได้มานาน กระเด้งตัวขึ้น แล้วทำมาม่ายามเช้าพร้อมผักที่เหลือจากเมื่อวาน อาบน้ำและนอน เอ้ยย!! แล้วออกเดินทางกันเล้ยยยย!

พอก้าวเท้าออกมาจากบ้านถึงกับสะดุด อูยยยย หนาวมาก หนาวๆๆๆ เฮ้ย! แม่คะนิ้งเกาะรถทั้งคันเลย (ความรู้ใหม่: แม่คะนิ้ง เป็นภาษาอิสาน ส่วน เหมยขาบ เป็นภาษาเหนือ ส่วนภาษากลางเรียก น้ำค้างแข็ง ฝรั่งเรียก frost) ถ่ายรูปกันตั้งแต่หัววัน แตกตื่นกับแม่คะนิ้งกันสามคน ตลกกันจริงพวกนี้

       ฟ้าเริ่มสว่างมากขึ้นก็ออกเดินทางกันที วันนี้มีนัด(ที่จองออนไลน์ไว์) กับเรือนำเที่ยว Milford sound ตอนเวลา 11.00 น. ลุยๆ เริ่้มการเดินทางรายวันกับสภาพภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป วันนี้จะได้ไปเยือนมรดกโลกทางธรรมชาติ สวยงามเพียงใดคงได้เห็น ขนาดเส้นทางที่ไปยัง Milford sound ยังเป็น Highway มรดกโลกเลย เส้นทางนี้มีอะไรมากมายมาการันตี และมีจุดแวะพักที่รออยู่อีกตลอดเส้นทาง ทั้ง Mirror lake, Knob flat, The chasm ผ่าน Homer tunnel สุ้ท้ายปลายทางคือ ท่าเรือ

มุมมอง ผ่านมองมุม(กล้อง)

ตากล้องประจำทริป

เราสามคนมาถึงสวรรค์แย้วววววว

ต้องยอมรับว่าเส้นทางวันนี้สวยจริงๆ สวยมากๆ เหมือนสวรรค์เลย แม้ว่าไม่เคยไปสวรรค์ แต่ก็เข้าใจว่ามันคือที่ที่งดงาม สงบเงียบ และบริสุทธิ์ แล้วมันต่างอะไรกับเส้นทางที่กำลังขับไปนี่ล่ะ เช้านี้ยังพอมีเวลาชมทางไปเรื่อยๆ เพราะว่าออกกันมาเช้าพอสมควร มีหลายจุดที่แวะพักถ่ายรูป  เพราะมันสวยเกินจะบรรยายจริงๆ

Like the heaven

แดดเริ่มทาพื้นสวรรค์

แดดเริ่มละเลงแสงสีทองอีกครั้งหนึ่งในเช้าวันนี้ ทอลงบนทุ่งหญ้าสีเหลืองประกายของเกล็ดน้ำแข็งเกาะกันทั่วทั้งทุ่ง ไอหมอกยามเช้ายังคงทิ้งตัวลงหนักลอยอยู่เหนือทุ่งหญ้าอย่างช้าๆ ยอดเขาสีเขียวเข้มค่อยๆแสดงตนเมื่อแสงแดดค่อยเผยใบหน้าของขุนเขาให้ได้เห็น ลมเย็นๆเพียงพัดผ่านผิวอย่างนุ่มนวล ไม่กระโชกให้ผิวหนังรู้สึกเจ็บและเหน็บหนาว เสียงนกร้องในดงป่าส่งเสียงมาช่วยบรรเลงคลอ เตรียมเบิกโรงความงามที่จะเอในข้างหน้าอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้ รู้สึกว่าสวรรค์แดนนี้ มันเป็นจริงมากขึ้นไปอีกในทุ่งระยะทางที่ล้อหมุนเข้าไปใกล้จุดหมายปลายทางเรื่อยๆ

The Mirror lake

         หยุดถ่ายรูปอยู่นานพอสมควร ยืนทึ่งกับความงาม ความมหัศจรรย์ที่ได้เห็น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้เห็นความสวยงามแบบนี้อีกเมื่อไร จดจำมันไว้ฝังลงดวงตาทั่งคู่แล้วเดินทางกันต่อ ก็พบเจอะ Mirror lake ทางซ้ายมือ กับท้องฟ้าสีฟ้าในขณะนั้น จึงอดไม่ได้อีกครั้งที่จะเสียเวลาการเดินทาง พวกผมกระโดดกันลงมาจากรถวิ่งมาดู Mirror lake ลุ้นจริงๆว่ามันจะสะท้อนอย่างที่คิดไว้มั๊ย และพอได้เห็นได้ยลจริงๆจังๆ ก็ประจักษ์หัวใจเลยว่า นี่ล่ะคือ  Mirror lake ไม่มีทางจะเป็นชื่ออื่นได้ ภาพสะท้อนบนผืนน้ำสวยกว่าของจริงซะอีก น้ำนิ่งมาก โชคดีเช้านี้เป็ดยังไม่ตื่นมาก่อกวนผิวน้ำในทะเลสาบ ภาพสะท้อนวันนี้จึงชัดแจ๋วเลยทีเดียว

Panorama of Mirror lake

Mirror mirror

Mirror me

          ขณะขับไปทางยังคงคดเคี้ยวเลี้ยวเลาะในป่าเขามรดกโลก เวลาก็เริ่มกระชั้น ทำให้การแวะจุดต่างๆเอามาเติมในขากลับ ที่น่ากลัวก่อนจะถึงก็ตอนจะเข้า Homer tunnel นี่ล่ะ อุโมงค์ยาวเป็นกิโลเมตร เจาะทะลุภูเขาเพื่อไปอีกฝั่งนึง อุโมงค์มืดมากกกก ทำเอาคนกลัวที่แคบอย่างไอเบิ้มกลัวไปเลย ส่วนผมกลัวตอนขับมากกว่า ทางมันลาดลง กลัวถนนลื่นแล้วมันไถลในถ้ำครับ ขับได้สักระยะก็ออกมาทะลุอีกฝั่งนึง เขาสูงหน้าผาชัน ตรูต้องขับรถเลี้ยวเลาะไปอีก เสียวชะมัดเลย เปิดหน้าต่างได้กลิ่นผ้าเบรคไหม้ด้วย แอบเครียดนะนี่ แต่ยังไงก็ต้องไปต่อ ใกล้เวลาแล้วจะมาหยุดพักไม่ได้ ขับไปเรื่อยๆ พยายามแตะเบรคให้น้อยที่สุด เพื่อพักผ้าเบรค เวลากระชั้นเข้ามามากขึ้นอีก ณ เวลานั้น อีก 15 นาที เรือจะออกแล้วจะทันไม่นี่ โอยๆๆๆๆ ผมมั่นใจว่าทันนะ ก็ยังขับไปต่อ ด้วยอัตราเร็วเพิ่มขึ้น เล็กน้อย เห็นรถของบริษัทเรือขับมาอยู่ด้วยแถวนี้เลยมั่นใจว่า โอเค นั่งเรือลำเดียวกัน ไปด้วยกันละกันนะ ขับตามไปเรื่อยๆจนถึงท่าเรืออย่างเฉียดฉิว พวกผมจอดรถตรงที่ห้ามจอด(มันไม่ทันแล้ว) แล้วรีบไปยื่นตั๋วทันที ดีครับที่มาทัน พวกผมขึ้นเรือ เอาของวาง สักพักไม่นานเรือก็ออกจากท่า เฮ้อ…โล่งกันไประลอกนึง ทันแล้วๆ ดันมาชิลด์ตอนเช้ากันดีนัก แต่วิวสวยจริง ประทับใจ ชมวิวบนเรือกันต่อดีกว่าครับ

Milford sound

           แนะนำ Milford sound นิดนึง มันคือการยุบตัวของเปลือกโลกในยุคน้ำแข็ง  เกิดเป็นแหลมยื่นเข้าไปในทะเล ในส่วนที่เป็นพื้นดิน เรียกว่า  Ford(Fjord) ส่วนที่เป็นพื้นน้ำ เรียกว่า Sound ครับ

So much happy

สู้ตายกับน้ำตก

           หลังจากเรือออกจากท่าก็เอาของวางเข้าที่ เอาsnackที่สั่งไว้มากิน แต่ไม่ได้กิน เพราะวิวสวยอีกแล้ว เลยไปยืนถ่ายรูปหน้าเรือตลอดเลยครับ เยี่ยมชมความสวยงามทางธรรมชาติอย่างอิ่มเอมเลย อากาศเย็นบนผิวน้ำเข้ามาปะทะตลอด ปะทะจนหน้าบานเลย นับจากนั้น หน้าเลยบาน เสียใจโฮก นิวซีแลนด์ทำผมดูเตี้ยแบบฮอบบิทแล้วยังทำตรูหน้าบานอีก ฮือๆ.. นั่งเรือชมหลายจุด จุดแรกที่แวะก็เยี่ยมชมน้องแมวน้ำ น่ารักมาก ยิ่งตอนมันเดิน มันจะบิดๆต้วมเตี้ยมๆ ตอนเจอสองตัวกำลังพลอดรักกันอย่างมีความสุข ถอดรูปได้ไม่นาน เรือก็ไปอีกจุดพาไปดูน้ำตก แล้วที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นก็ไปเจอฝูงโลมานี่ล่ะ โลมา มันน่ารักมากๆ มันว่ายมาเล่นกับเรือ เจอเยอะมาก เห็นหางแวบๆอยู่หลายที ถ่ายรูปไม่ทัน มีมาว่ายไล่ตามเรือด้วย ไม่นึกว่าจะได้เจอใกล้ชิดขนาดนี้ครับ ชอบๆ เสร็จจากเล่นกับโลมา เรือก็ออกมาที่ปากอ่าว ชมวิวไปเรื่อย แล้ววนเรือกลับ ดูวิว ดูความงดงามไปเรื่อยๆอีกครั้ง รวมแล้วก็เกือบสองชั่วโมงครับ ระหว่างนี้อยู่นอกเรือตั้ง 95% ที่เหลือนั่งในเรือ นั่งน้อยมากเลยล่ะครับ มีแต่เข้าไปกินชาร้อนๆ หลบอากาศหนาวแค่นั้นล่ะครับ

นั่งชมวิวไปเรื่อยๆ มีความสุขจัง อากาศเย็นแต่อุ่นใจ มันเป็นความสุขที่อบอุ่น ไม่เร่งไม่รีบ ไม่ขัดแย้งกับใคร นั่งดูรอยยิ้มของคนที่เดินผ่านมาผ่านไป แต่ละครอบครัวมีความสุขกับการได้มาพักผ่อน บ้างก็พาลูกมา พาแฟนมา ทุกคนล้วนไปมองทางหัวเรือ มองแบบไม่คิดอะไร มองไปข้างหน้า แบบผม ยิ้ม ดูความงาม ความสงบของที่นี่ แล้วทุกคนก็ได้สัมผัสมัน แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นเพียงใด“ความสุขที่อบอุ่น”

my girl haha

 

สวยมากครับ Fjord and Sound

Water fall

          เสร็จจากการล่องเรือ ก็ขึ้นฝั่งมายังลานจอดรถ โดนคนขับรถบัสโวยว่าห้ามจอด แต่ไม่มีล็อคล้อ แหะๆ ยิ้มขอโทษ say sorry แล้วขับไปหาที่จอดจริงๆจังๆนั่งกิน snack ที่สั่งไว้ snack มันใหญ่มาก แค่นี้ก็กินกันอิ่มเลยล่ะ ผมรีบยัดเข้าปาก แล้วลุยต่อ ขับกลับเส้นทางเดิมไปเก็บความสวยงามตามรายทาง

จอดแวะข้างทาง

เล่นหิมะกัน ขว้างด้วยๆ

ผมโยนหิมะใส่หัวตัวเองครับ

Let it Snow !!!

          ทางกลับยังคงมีหิมะขาวโพลนปกคลุมทั่วไปหมด ผมก็แวะจอดอีกตามเคย จอดไปสองสามที่ เจอครอบครัวสิงคโปร์พาลูกสาวตัวเล็กมาเล่นหิมะข้างทาง น่ารักมากๆ ดูอบอุ่นจัง ผมก็ไปจอดเล่นหิมะอีกที่ หิมะใหม่ๆ นี่มันนุ่มจังครับ ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไปหลายช็อต โยนหิมะ ปาหิมะ สนุกๆ ได้เห็นเบิ้มกับเฮียยิ้มแบบว่า มีความสุข สนุกจริงๆจังๆ เลยล่ะ ผมก็ยิ้ม ^^ เล่นไปสักพักก่อนจะขึ้นรถ มองเห็นอะไรลอยแปลกไปข้างหน้า ตอนแรกก็นึกว่าตาฝาดไปคนเดียว สักพักเฮียกับเบิ้มก็ทัก ไอ่ละอองสีขาวที่ค่อยๆลอยลงมาอย่างนุ่มนวลตามกระแสลม นั่นมันคือ หิมะหรือนี่ อยากตะโกนดังๆว่า เย้ๆ หิมะตกๆๆ เสร็จสรรพจากการเล่นหิมะ ก็ไปต่อกันอีก

The Chasm

The Chasm again

           แวะ The chasm ดูการกัดกร่อนของน้ำและลมต่อโขดหิน มองไปยังธารน้ำ สวยเว่อร์, ขับไปแวะ Mirror lake อีกที ถ่ายภาพซ่อมอีกเล็กน้อย, แล้วไปแวะที่ Knob flat หนังสือว่าวิวสวย เจอแล้วเฉยๆ ทางตอนมาสวยกว่าเยอะครับ เอ้อ พูดถึงเวลา ที่นี่ตอนขามาจะสวยกว่าขากลับมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ผมขับมาตอนเช้า แล้วจะได้เจอสวรรค์แบบผม เก็บตกจุดแวะครบหมดก็วิ่งยาวเลยครับ เพราะต้องไปนอนปลายทางที่ Queens town ครับ ผมมีแวะ Te Anau อำลาอีกครั้ง โดยเข้าไปเติมน้ำมัน แล้วซิ่งสายฟ้าครับ ขณะขับกลับไป ก็เจอะกับวิวสวยๆระหว่างทางอีกตามเคย ไม่วายแวะจอดครับ เดินลงไปถ่ายรูปยืดเส้นยืดสายแก้ง่วง ตั้งนาน อิ่มภาพอิ่มใจกันไปตามๆกัน ทุ่งกว้าง สายน้ำ ภูเขา และท้องฟ้าของที่ประเทศนี้ งดงามจริงๆ

Way back to Queens town

ทุ้งหญ้า กับแกะ

ทุ่งหญ้า กับหมู

ทุ่งหญ้า ท้องฟ้า ภูเขา และสายน้ำ

           พอมาถึง Lake Wakatipu ก็เก็บตกภาพอีกที่ค้างไว้ตั้งแต่ขามาเมื่อวานอีก ทะเลสาบยามนี้สวยงามไม่แพ้ทะเลสาบใดที่ได้ผ่านมา

Wakatipu lake

Wakatipu lake

ลมแรงไม่สน ตรูจะถ่ายรูป

รถคันนี้พร้อมรบเสมอ จอดข้าง The remarkable เลยล่ะ

On the way or all the way

          เมื่อมาถึง Queens town ก็หาที่พักกันอันดับแรก ฟ้าเริ่มมืดแล้วครับ ขับไปพักที่ Absolute Value Accomodation reception ที่นี่เซ็กซี่มาก เดินน่าดูทุกท่วงท่า แม้กระทั้งเปิดดูคอม ท่ายังสวยเลย บิดได้จังหวะ เอียงได้มุม สรุปว่าสวยครับสาวเซ็กซี่คนนั้น

ที่พักคืนนี้ก็พักกันสามคน ไม่มีใครมากล้านอนกับพวกผมอีกตามเคย ฮ่าๆๆๆ ห้องสะอาด มีห้องน้ำในตัวเตียงนุ่ม ส่วนตัว ติดทะเลสาบ ราคาเพียง 23$ เท่านั้นเองครับ อาหารเย็นวันนี้ไปกินอาหารเกาหลีกัน อยากกินอาหารปิ้งย่างมาหลายวันแล้ว ดีใจที่ทุกคนตามใจ แหะๆ เบื่อขนมปัง สเต้กมากมายครับ คิดถึงอาหารไทยจับใจเลยล่ะ กินเสร็จ เดินช็อปกันเล็กน้อย มีของน่าซื้อหลายอย่าง ผมเดินซื้อพวกตุ๊กตา พวงกุญแจเป็นของฝากที่เมืองนี้ล่ะ เดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ เพลิดเพลินดี ^^ ตอนเดินเจอครอบครัวสิงคโปร์อีกสองสามรอบ เห็นว่าจะอยู่ที่เมืองนี้ตั้ง 4 คืนแน่ะ อิจฉาๆ เค้าบอกว่า เราพักได้น้อยจัง ผมนึกในใจ เนี่ยมากสุดเท่าที่จะมากได้แล้วล่ะครับ

          คืนนี้ก็ยังมีความสุขกับการได้กินไวน์ในวันที่สอง มาถึงที่กินซะ ครั้งนี้ก็ให้เจ้าของร้าน Liquor Store แนะนำไวน์ครับ อืมมม รสชาติเฝื่อนดี ใช้ได้ๆ ซื้อมาสองขวด ขวดนึงไวน์แดง อีกขวดไวน์ขาว กะว่าไวน์ขาวจะเอาไปกินกับปลาแซลมอนวันพรุ่งนี้ครับ ฮิฮิ พร้อมรบๆ หลังชนแก้วกันเสร็จก็หลับปุ๋ยด้วยความอ่อนเพลีย

          ความสุขที่อบอุ่นในวันนี้ ช่างวิเศษจริงๆ

Day7 : 19May2011 “Queens town, Lindis pass and Lake Pakoki”

Morning Queens town

Maple story

           เช้านี้ที่ Queens town อากาศเย็นสบาย ทะเลสาบยามเช้า พวกผมตื่นมาดูวิว ดูเป็ดว่ายน้ำ ชมเมืองยามเช้า เมืองนี้สวยงามครับ เป็นเมืองที่มีตึกสูงมากกว่าสองชั้นเมืองแรกนับจากChristchurch ครับ สวยงาม น่าอยู่ เหมือนเมืองในยุโรปเลยครับ เดินกันได้ไม่นานก็หิวอาหารเช้าแล้ว เช้านี้พักการทำอาหาร มาเดินหาbreakfast กินกัน เดินไปเดินมาก็ต้องเลือกสักร้าน แม้ว่าจะไม่อยากกินอาหารฝรั่งเท่าไร ก็ต้องกินแล้ว จะต้องไปเตรียมขึ้นเรือ Shot over jet ที่จองไว้ ขับรถหาที่ขึ้น Shot over jet อีก ครั้งนี้ต้องใช้บริการ GPS อีกครั้ง เพราะไปเกือบไม่ทัน หุหุ เกือบไม่ทันตลอดตรู สุดท้ายก็หาเจอ และทันน่ะครับ ต้องขับมาทางเมือง Arrow town อีกเส้นทางนึง มาไม่ไกลจากตัวเมืองก็เจอครับ มาถึงก็เตรียมเครื่องกันหนาวเล็กน้อย แล้วใส่ชุดซังกุงคลุมกันหนาว ใส่แล้วโคตรอุบาทว์เลย ทำไงได้ เค้าให้ใส่นี่หว่า หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อม ทุกคนมาครบ ก็เริ่มความมันกันเลย

From the Gondolar

Wakatipu lake from Gondolar view

Look at me

           พอขึ้นเรือพี่คนขับก็เริ่มสาธยายอะไรมากมาย ไม่รู้เรื่องหรอก เข้าใจแค่ว่าถ้าชูมือขึ้นหมุนๆให้จับให้แน่น เพราะ จะหมุน360องศาน่ะครับ เข้าใจตามนี้ก็เริ่มครับ ความสนุกของการนั่งเรือนี้ก็คือการได้ชมวิวรายทาง น้ำใสไหลเย็น ภูผาสูงชัน ต้นไม้เปลี่ยนสีริมทาง แค่นี้ก็คุ้มค่าเรือแล้ว ได้นั่งเหวี่ยงๆหมุนบนเรือ ก็ตื่นเต้นเล็กน้อยครับ ไม่ได้สนุกสุดเหวี่ยงอย่างที่คิดไว้ แต่ก็โอครับ นั่งเรือเสร็จก็ขับเข้าเมืองขึ้น Gondolaครับ ชมวิวเมือง Queens town ก่อนจะไปต่อ มีคนบอกว่าถ้าไม่ได้ขึ้น Gondolar แสดงว่ายังมาไม่ถึง Queens town เอาว่ะ ขึ้นก็ได้ จริงๆอยากเล่น Luge ด้วย ที่มันไหลลงมากเขา แต่มันจะเสียเวลา เลยข้ามตรงส่วนนี้ไป แค่นั่งกระเช้าขึ้นลงเป็นพอ วิวตรงส่วนที่ขึ้นไปได้เห็นตัวเมืองทั้งเมือง และเห็น Wakatipu lake อย่างชัดเจนก็สวยดีครับ อีกอย่างเห็น The remarkable ชัดด้วย จากมุมบนนี้ไม่ได้สวยอลังการมากมายอะไร แต่ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบครับ เพราะขับรถตลอดก็เหนื่อยเหมือนกัน ดูวิวมุมนี้ก็ดี

Shot over jet

ซังกุงสูงสุด

Shot over jet

            ในเมือง Queens town จริงๆแล้วน่าอยู่หลายวันเลยครับ เนื่องจากเป็นเมืองที่มี Activities มากมายให้ทำ ไม่ว่าจะเป็น Shopping นั่งเรือกลไฟ ขับรถ4WD เล่นsky dive แล้วมีอีกมากมายเลย จึงไม่แปลกที่คนจะมาเที่ยวที่เมืองนี้กันนานๆน่ะครับ ถ้าผมมีเวลาคงจะขับ4WD ตามภูเขา ชมเมือง น่าจะสนุกเยอะเลยครับเสียดายเวลาน้อยน่ะครับ

I love you, Arrow.

            แอ่ว Queens town เสร็จก็กลับไป Arrow town ทันที โดยไปเส้นทางใหม่ ดูวิวอีกบรรยากาศครับ ได้กลับมาเมืองนี้อีกครั้ง ดีใจมาก คิดถึงๆ ต้นไม้ยังคงผลัดใบเปลี่ยนสีรอการกลับมาของผมอยู่ ยังมีความงดงามอีกหลายมุมในเมืองแห่งนี้ และผมมั่นใจว่าได้สัมผัสมากกว่าหลายๆคนที่มาเที่ยว เพราะผมขับมั่วเข้าไปเยอะพอสมควร เดินไปดู Arrow river อีกทีก่อนไปกินข้าวเที่ยง เสียดายไม่ได้มีเวลาไปดู river ตรงจุดที่ถ่ายทำ The Lord คงสวยน่าดู คิดเว่อร์ไปเองอีกล่ะ มื้อเที่ยงวันนี้ได้กินอาหารไทยครับ เดินผ่านแล้วเจอคนไทยมาทัก พอเจ้าของร้านบอกว่ากุ๊กเป็นคนไทย ตัดสินใจกินทันที อยากกินรสเผ็ดไม่ไหวแล้ววุ้ยยยยย กินๆๆๆ สั่งผัดกระเพราะไก่ ต้มยำกุ้ง อร่อยดีครับ ถือว่ารสชาติดี ดีกว่าที่เมืองไทยหลายๆร้านครับ นั่งพักกินอิ่ม ก็ทำเวลาต่ออีก เพราะต่อจากนี้ก็จะยิงยาวเลย โดยจะแวะ Cromwell ก่อน ซื้อของกินเพิ่ม และกินไอศกรีม แวะถ่ายภาพ Lindis pass, ไปเยี่ยมชม Mt.Cook, Pakoki lake และนอนพักที่เมือง Tekapo lake เมื่อพร้อมก็ออกเดินทางทันทีครับ

             ในวันนี้ที่ Cromwell ก็ยังวุ่นวายเหมือนเดิม เบิ้มกับเฮียก็ไปวุ่นวายกับกีวี่สีทอง ส่วนผมก็วิ่งซื้อไอศกรีมกิน โอ้วววว อร่อยเหลือล้น หอมกลิ่นberryผสมกล้วยหอม อร่อยมากมาย ซื้อเสร็จก็ขับด้วยความเร็วสูงอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ครับ เนื่องจากยังอยู่ในเขตเมือง ขับได้ไม่เกิน 80 กม/ชม. แต่ผมขับไป 99 กม/ชม. ตำรวจเลยขับตามจับเลย ในขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนคนขับพอดี แอบง่วงหน่อยๆน่ะครับ ตำรวจเลยเดินมาแล้วแจ้งว่าขับเร็วเกิน แล้วแกดันชะโงกหน้าเข้ามาในรถ เห็นเฮียไม่ได้คาดเข็มขัดอีก ปรับเพิ่มอีก  จากปรับ 120 เพิ่มอีก 150$ สรุปจ่ายตั้ง 270$ แน่ะ ไม่น้อยเลยนะนั่น ถูกปรับเสร็จ หมดแรงเลย แอบเซ็ง เล็กน้อย รู้สึกผิดที่ตัวเองดันขับรถเร็วจังครับ หลังจากนั้นจึงไม่กล้าขับเร็วมากครับ เปลี่ยนให้เบิ้มขับแทนด้วย กลัวๆ หลังจากผ่านเมืองผลไม้ได้ไม่นาน ผมก็หลับครับ หลับครั้งแรกบนรถตั้งแต่เดินทางมา ง่วงเพลีย ทำใจไม่ได้ รถเข้าสู่ความสงบ เฮียก็เจ็บใจที่ถูกปรับด้วย จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ควรจริงๆครับ เรื่องความเร็ว แต่ในบางช่วงถ้าไม่เร่งความเร็วเลย มันไม่มีทางจะเที่ยวได้ครบขนาดนี้ครับ นี่คือเก็บครบทุกจุดแวะ แถมยังเพิ่มรายทางมากกว่าชาวบ้านชาวช่องอีก แวะแต่ละที่ก็กินเวลามากกว่าที่กำหนดครับ ครั้งหน้าถ้ามีโอกาสคงไม่จัดตารางแน่นๆครับ จัดหลวมๆ ขับสบายๆ เพราะครั้งนี้เก็บครบหมดแล้วหนิครับ ฮ่าๆๆ ว่ามะครับ อาเอียบอกว่า ถ้ามานิวซีแลนด์ไม่ถูกปรับ แสดงว่า ยังไม่ได้มาเที่ยวนิวซีแลนด์กับเต้ ฟังแล้วดูเหมือนดีนะครับ หุหุ

             หลังจากหลับไปคอเอียงไปมาได้สักพัก ก็ถูกปลุกว่า ตอนนี้เดินทางมาถึง Lindis pass แล้ว จะถ่ายรูปมั๊ย?  ในความคิดแวบแรก ขี่เกียจอะจะนอน ไม่ถ่าย… อีกไม่ถึงเสี้ยววินาที  ก้มีความคิดใหม่แทรกเข้ามา ไม่ได้ มาเที่ยว ไม่ได้มีโอกาสมาบ่อยๆ ผมเปิดตาทันที แล้วพูดว่า “ถ่ายๆ จอดรถๆ”

Lindis pass 1 2 3 Yo!

             ตรง Lindis pass เป็นทางที่ทุกคนต้องผ่านทุกคน เวลาเดินทางมาเที่ยว Queens town เพราะมันตรงต่อ Christchurch เมืองหลวงของเกาะใต้เลยทีเดียวครับ ตรงทางผ่านนี้เอง เป็นส่วนที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศ ถ้าขับรถเดินทางจะรู้เลยว่า อ่อ เริ่มมีเนินเขาแล้วนะ หน้าตารายทางก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย ตรงส่วนนี้ภูเขาจะยกตัวชัดเจน เห็นเป็นคลื่นๆ แล้วมีหญ้าสีทองปกคลุมไปทั่วเนินเขา มองไปไกลสุดตาก็ยังเห็นคลื่นภูเขาเหล่านี้ จัดว่าสวยมากเลยล่ะครับ ถ่ายได้ไม่กี่ภาพก็ต้องไปต่อ เพราะยังเศร้ากับการถูกปรับ และทำเวลาได้ไม่ค่อยดีเท่าไรด้วย แวะถ่ายภาพรายทางวันนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด วันนี้ผมได้มีโอกาสนั่งกินลมวิวมากขึ้น เพราะวันนี้ไม่ได้เป็นคนขับน่ะครับ จึงไม่ต้องมากังวลทาง มองวิวไปเรื่อยๆ สบายๆ ^^

Lindis pass and ME

Mt Cook Aura

             เมืองที่ผ่านวันนี้น่าแวะน่ะครับ แต่เวลาไม่ทันจริงๆ ทั้งเมืองOamaru และ Twizle อยากแวะๆ ตามจริงในแผนการก็ไม่มีหรอกครับ คิดแต่ว่า ถ้ามันว่างมีเวลานิดหน่อยก็น่าแวะ ผมขับเลยเมืองสำคัญไปจนถึงทางแยกระหว่างสองทะเลสาบ แล้วผมก็เลี้ยวซ้ายไป Mt Cook เลาะเรียบ Pakoki lake เพื่อไปชมความงามของยอดเขา ณ เวลานั้นเวลาก็ล่วงมาเยอะมากขึ้น ห้าโมงเย็นแล้ว ขับไปสักพัก เฮ้อ ยังอีกไกลเลยว่ะ ถึงปลายทางคงมืดทีเดียว กลับก็ได้ครับ แอบเซ็งนะเนี่ย วันนี้ไม่ได้เป็นไปตามเป้าสักอย่าง ไม่ได้แวะถ่ายรูปย่างที่คิด โดนปรับอีก เวลาก็ทำได้ไม่ดี เฮ้ออออออ แอบเสียดายลึกๆนะนี่ ขณะขับกลับไปหาโรงแรมที่จองไว้ ซึ่งผมวางแผนว่าจะใช้อีกเส้นทาง ที่เชื่อมระหว่างสองทะเลสาบ ขับเลาะคลองส่งระหว่างทะเลสาบไป แล้วจะเจอ Salmon farm ที่ตั้งใจจะไปกินกันไว้ ร้านนี้เป็นร้านดังครับ เลี้ยง Salmon โดยอาศัยน้ำจากสองทะเลสาบนี่ล่ะ น้ำจากธารน้ำแข็ง หิมะละลายไหลลงPokoki lake แล้วไหลผ่านคลองเชื่อมที่ว่านี่ โดยไปเชื่อมปลายทางที่ Tekapo lake โม้มาเยอะ แต่พอไปถึงที่ Farm ปลา เค้าปิดร้านกันซะแล้ว เสียใจๆ อยากกิน แม้ว่าจะไม่ได้ถนัดปลาดิบ แต่มาถึงขนาดนี้ก็เสียดายน่ะครับ ล้มเหลวอีกโปรแกรม ผมจึงขับไปต่อปลายทางก็คงที่พักแล้วล่ะ ซึ่งฟ้ามืดไปซะแล้ว คลองที่ขับก็ขนานไปกับถนนนี่ล่ะครับ

To Mt Cook

Mt Cook with the car

Mt Cook with the road

             ขับกลางคืนนี่น่ากลัวแฮะ เป็นการขับกลางคืนครั้งแรกที่นี่เลยล่ะครับ มันไม่มีรั้วกั้นข้างคลองน่ะ มีโอกาสขับตกได้ทุกเมื่อ อีกฝั่งของถนนก็ยกสูงขึ้นมา -,- น่ากลัวจะตกเขา ขับแบบอย่างระมัดระวังมากขึ้นไปอีก ความเร็วก็ลดลง เอาว่ะ อีก 40 กิโลเมตรก็จะถึงปลายทาง ค่อยๆเข้าลูก ในขณะที่ขับไม่เห็นแสงไฟดวงใดนอกจากแสงของรถยนต์ที่ผมนั่ง มืดสนิท มองไปรอบๆก็เห็นเพียงรถขับอยู่ไกลลิบ นึกว่าจะมาทางเดียวกัน สุดท้ายขับเลี้ยวหายไปไหนไม่รู้ เลาะคลองได้สักพักก็มาถึงแยกถนนเส้นหลัก ก็ขับวิ่งตามทางถนนใหญ่ต่อ ดีใจและหายเครียดจนหายใจออกมาแรงๆ “เฮ้อ ไม่ต้องเลาะคลองแล้ว กลัวตกแทบแย่” พอเข้าถนนหลักก็ขับรักษาความเร็วแค่ 80-100 ไม่มากไปกว่านี้ กลัวอันตรายยามค่ำคืน GPS ยังทำงานได้ในเวลาไม่มีแสงตะวัน ดีจริงๆ บอกทางตลอดว่าถึงไหนแล้ว จำได้ว่าในช่วง 15 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนจะถึงเมือง Tekapo ก็พบกับกระต่ายป่า วิ่งตัดหน้ารถครับ มันโผล่มาเร็วมากจากด้านขวาวิ่งไปทางซ้ายกำลังจะตัดหน้ารถ แล้วหันมาทางรถสักแวปหนึ่งแล้ว “อี๊ดดดดด พลั่ก” … กระต่ายตัวนั้นตายครับ รถผมยังคงพุ่งไปที่ความมืดข้างหน้าที่ปูด้วยยางมะตอยด้วยความเร็วคงที่ ผมยังจับพวงมาลัยแน่นต่อเนื่อง เพราะกลัวรถเสียหลัก นั่งนึกตลอดทางว่า สรุปเมื่อกี๊ที่เห็นใช่กระต่ายมั๊ย คิดว่าใช่ เพราะมันหูยาว ตัวสีน้ำตาล แต่ตัวใหญ่มาก สูง 40 ซม.ได้ กะเอาน่ะครับ รู้สึกผิดจังชนมันตายซะงั้น เสียงอี๊ดที่ดันนั้น ไม่ใช่เสียงรถยนต์เบรคน่ะครับ มันคือเสียงสุดท้ายที่มันร้องก่อนตาย รู้สึกผิดจัง แต่ทำไงได้ ขับไปแผ่เมตตาไป สักพักก็ไปถึงโรงแรมที่พักที่ได้จับจองไว้ แล้วเครื่องGPS ก็พูดว่า “You’re reach the destination” เยี่ยมยอดจริงๆครับ

              อ่อ ถนนที่นี่ไม่ว่าเส้นหลักหรือรอง ถือว่าเป็นทางหลวงหมด แล้วก็มีแค่สองเลนสวนขับสวนกันแค่นั้นน่ะครับ ไม่มีกว้างกว่านี้ ป้ายบอกทางก็เล็กพอดีเห็นเท่านั้น ไม่มีติดใหญ่โตอะไร ที่ติดโตๆก็คงยังเป็นป้ายจำกัดความเร็วนั่นล่ะครับ เวลาขับไประหว่างเมือง ต้องค่อยๆวิ่งไปให้เห็นป้าย พอได้อ่านแล้วค่อยเลี้ยวตามจุดหมายปลายทางครับ เลยต้องขับชะลอเวลาเจอแยกทุกครั้ง อุบายแยบยลมาก ตรูเลยต้องชะลอตลอด เพื่ออ่านป้าย

              ถึงก็ดึก ไม่ได้เดินเว้อเลย เมืองนี้ตอนกลางคืนไม่ค่อยมีอะไรด้วยสิครับ เพราะเป็นเมืองผ่านทาง สมัยก่อนเมืองนี้เป็นเมืองสำหรับนักปีนเขาที่ Mt Cook ลงมานอนพักน่ะครับ เมืองนี้จึงได้ชื่อว่า Tekapo ภาษาเมารี แปลว่า Sleep night ไม่รู้ว่า Taka หรือ Apo คำไหนแปลว่า sleep คำไหน night นะครับ จำบ่ได้ เอาของวางเข้าที่พัก แล้วออกหากินทันที เดินหากระด้งแล้วติดปีกบินแบบกระหัง แขว่กๆๆๆๆ อากาศเย็นค่ำคืนนี้ ทำหิวมากขึ้น ทราบว่ามีอาหารญี่ปุ่นละแวกนี้ จึงหากันอย่างตั้งใจมาก หวังว่าอย่างน้อยปลาจากในฟาร์มจะถูกส่งมาขายที่นี่บ้าง สุดท้ายก็เจอจนได้ พวกผมตรงดิ่งเข้าไปในร้าน หาที่นั่งแล้วกางเมนูทันที

Salmon teriyaki

Salmon dong

Bento

พอพนักงานมาถึง คำถามแรกของผมคือ “ปลาSalmonส่งมาจากฟาร์ม ใช่มะครับ” พนักงานตอบทันควันว่า “ใช่ ส่งมาสดๆทุกวัน” ฮิฮิ ยิ้มกว้างเลยทีเดียว เมนูวันนี้ จึงเน้นปลาดิบซะส่วนใหญ่ แล้วก็นึกถึงไวน์ขาวที่ซื้อเตรียมเมื่อวานว่าจะเอามากินในร้าน แต่เค้าคิดค่าเปิดว่ะ เก็บไปกินที่โรงแรมก็ได้ สั่งไปกินอีกก่อนนอน ฮิ้ววววๆๆ ผมสั่งSalmon teriyaki และ Sashimi โอ้วววว อร่อยมากกกกก เนื้อปลานุ่ม หวานเนื้อปลา มันน้ำมันปลา สุดยอดจริงๆ กินจนหมด ก็สั่งเมนูที่สองนั่นล่ะ ไอ่ Sashimi ปลาดิบ อร่อยมาก ทำเอาคนที่ไม่ถนัดกินปลาดิบสักเท่าไร ซัดไปหลายคำ อร่อยมากกกกก วันนี้ทั้งวัน ช่วงเวลานี้มีความสุขมากที่สุดเลยล่ะ อาหารมื้อนี้ยกระดับจิตใจได้มากจริงๆ

              กินเสร็จก็เข้าที่พัก อาบน้ำกันก่อนจิบไวน์ยามดึก แล้วกินปลาที่สั่งมากินที่โรงแรม แล้วก็เริ่มเปิดขวดไวน์ เทลงแก้ววววว แสรดดดดด นี่ไวน์แดงนี่นา ไม่ใช่ไวน์ขาว เสียใจๆ เบิ้มมันบอกว่า ไวน์ขาวสำหรับกินกับเนื้อปลา ไวน์จะช่วยให้เนื้อปลาอร่อยขึ้น ส่วนไวน์แดงนั้นไว้กินกับเนื้อสัตว์ เสียใจๆ อดลิ้มลอง ไม่รู้ฟังกันยังไงเลยซื้อมา เอาว่ะ แดงก็กินได้ ดื่มด่ำไวน์ในค่ำคืนที่สาม วู้วววววว สุขใจๆ นอนอย่างสุขใจอีกคืนครับผม

to be continue, Let's follow us via Kiwi way

Ref : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part III


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter
Tagged with:
Jan 01

Day4 : 16May2011 “Hasst pass, Wanaka”

เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับความสดใส เพราะนอนแต่หัววัน มาม่าหมูสับพร้อม ลงมาทำกินดีกว่า ชวนอาเฮียลงมาทำ เนื่องจากทำอาหารช่ำสุดแล้วในทริปนี้

     ลืมแนะนำ เพื่อนร่วมเดินทางซะสนิทเลย มีผมครับ มีหลายชื่อน่ะครับ เต้ เจ้าชาย น้องเต้ จุนโซ ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านศูนย์คัดกรองนั้นมีอีกมากมาย ไม่เอ่ยล่ะกันครับ เพื่อนร่วมเดินทางคนที่สอง คือ ไอเบิ้ม เพื่อนสนิทตัวกวนของผม ผู้ร่วมวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวกับผม มันหิวตลอดทางเลยครับ และสุดท้ายก็อาเฮียธีร์ ตากล้องและผู้ปักหมุดGPSบอกเส้นทางกันหลงประจำทริป สามหนุ่มsuckseed จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์การท่องเที่ยว ที่ซี๊ดดดดด ไม่รู้ลืมมมมม(วันที่เดินทางมาดันฟังเพลง suckseedไปหลายรอบ ผมแหกปากลั่นรถคนเดียว สะใจมากกกกก มันซี๊ดดดด)

      มาถึงเว้อถึงอาหารเช้ากันต่อ สรุปว่าทำเสร็จ อร่อยมาก เป็นมาม่าที่อุดมด้วยโปรตีนเยอะมากกกกก ใส่หมูไปจะครึ่งหมอ ใส่แฮมเข้าไป แล้วใส่ไข้เข้าไปอีก มีผักกะหล่ำปลีมาช่วยเพิ่มสีสัน ได้บรรยากาศมาก มาม่าร้อนๆกับอากาศเย็นๆเช้านี้ อยากกินอีกจังครับ

เสร็จจากภารกิจยามเช้าก็ต้องมุ่งหน้าไปต่อทันที เพราะตารางวันนี้ยังแน่นอยู่ครับ ตามแผนก็จะไป Fox Glacia แวะ Matheson lake(ชมยอดเขา Mt Cook) แวะชม Haast pass, Bluepool, The neck(คอคอดที่กั้นระหว่างสองทะเลสาบใหญ่ที่มีชื่อว่า Hawea และ Wanaka Lake) ปิดท้ายด้วย Puzzling world แล้วไปพักหลับนอนที่ Base Wanaka เป็นที่พัก Backpacker อีกค่ำคืนของทริปนี้

แผนเช้านี้ก่อนจะข้ามไปยังเมือง Fox เพื่อชม Glacia  ขณะขับผ่านแม่น้ำสีนม Waiho river ก็พยายามหาจังหวะจะถ่ายรูป แต่เนื่องจากฟ้ายังขมุกขมัวไม่เป็นใจเลยขับผ่านไปอย่างน่าเสียดาย ใช้เวลาขับรถเลาะภูเขา ขับยากเหมือนกัน ทั่วไปใช้เวลา 30 นาที แต่ผมขับไป 20 นาที แหะๆ ปลอดภัยนะครับ หายห่วง เริ่มชำนาญทางมากขึ้นด้วยล่ะครับ ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่จะมีเวลาลงมาเดินกันน้อย  บางคนแวะได้แค่Glaciaเดียว พวกผมเก็บหมดครับ เดินเข้าไปชมให้จับใจเลย จริงๆก็อยากจะเดินเข้าไปลุยมากกว่านี้ แต่ตารางมันแน่นจะแย่แล้ว แค่ได้มาเดินนี้ก้อดีถมไปแล้ว จริงมะครับ

เดินชิลด์ตามทาง

@ Fox Glacia

ซี๊ดดดดดดด

จัดน้อยๆ ให้ภาพพอมีชีวิตชีวา

       เมื่อเดินทางมาถึงFox Glacia ทางเดินใกล้กว่าของเมื่อวานอีกครับ ต้องเดินผ่านธารน้ำอยู่สองครั้ง แล้วไปดูความสวยงามของธารน้ำแข็งอย่างห่างๆ สวยอลังการดาวล้านดวงโคตรๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าได้พิชิตGlacia อารมณ์นั้นเลย และจะบอกว่านี่คือGlacia แห่งเดียวในโลกที่ ไม่ได้อยู่เขตขั้วโลก และaltitudeของธารน้ำแข็ง ต่ำสุดในโลกด้วย การที่มันเป็นธารน้ำแข็งได้เกิดจากปัจจัยหลายอย่างทางธรรมชาติของที่นี่สรรค์สร้างขึ้น(จริงๆตรงboardมีเขียนอธิบาย ชี้ทิศทางลมอะไรมากมาย แต่ขึ้นเกียจอ่าน หุหุ) อะไรในวันนี้ก็ไม่สำคัญไปกว่าการได้ถอดเสื้อท้าลมหนาวสมดั่งใจ ได้บ้าซี๊ดๆเต็มที่ อย่างนี้ล่ะ ถึงจะเรียกว่าชีวิตแบบเต้ สุดยอดโว้ยยยยยย โอ้วววววว มีความสุขจัง หลังจากได้โป๊ท่อนบนสมใจ ก็หยุดไว้แค่นั้นครับ กลัวเจ้าป่าเจ้าเขาแดนกีวี่จะตกใจไปมากกว่านี้ เลยใส่เสื้อแล้วเดินเก็บบรรยากาศต่อ

ผมเดินฟังเสียงน้ำไหลไปเรื่อยๆตามทาง สบายใจ หายใจทิ้งแบบไม่มีภาระอะไรมาถ่วง การที่มีชีวิตแบบ ไม่มีพันธนาการสักช่วงหนึ่งในชีวิตก็ดีเหมือนกันนะ มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้เป็นของเรา ตามใจเรา ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ใดๆมาครอบ สมองได้พัก ได้มองอะไรที่น่าชุ่มฉ่ำอิ่มเอมไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมากำหนดระยะเวลา ความสุขแบบนี้มันดีจังครับ ผมดีใจจังที่ตัวเองรู้จักตัวเองดี เลือกวิถีชีวิตให้เหมาะกับชีวิตของตัวเอง แค่นี้ก็สุขใจแล้ว

ทางเข้า Matheson Lake

        ห่างจากGlaciaไม่ไกล ในเขตพื้นที่เดียวกัน ผมก็วนรถไปอีกทางเพื่อเข้าชม Matheson lake ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของความสวยงามรอบทะเลสาบ และเงาสะท้อนบนพื้นน้ำ โดยมียอดเขาที่สูงที่สุดที่มีชื่อว่า Mt. Cook เป็นต้นแบบ และต้องใช้เวลาในการเดินราบทะเลสาบตั้ง 1.30 ชม.แน่ะ นานเชียว เดินกันเมื่อยไปข้างนึงเลยล่ะ ในตอนนั้นฝนตกปรอยๆ ก็เริ่มหวั่นแล้วว่ามันจะเห็นมั๊ยเนี่ย อยากแค่นั่งเฉยๆชมวิวตรงทางเข้าทะเลสาบมากว่า เพราะว่าวิวตรงทางเข้ามันสวยมาก มีทุ่งหญ้าเขียวปูเป็นฉาก มีนกสีขาวบินไปมาให้ภาพน่ามอง และมีวัวเดินกินหญ้าแบบไม่สนใจใคร สะบัดหางและตูดไปมาอย่างอิ่มหนำสำราญ จะให้ไม่เข้าไปก็แอบเสียดาย ไหนๆมาถึงแล้วและพอมีเวลา ผมเลยตัดสินใจเข้าไปเดินวนทะเลสาบ วิวตามทางเขียวชอุ่มมาก ไปจุดชมวิวรอบทะเลสาบก็พบแต่แอ่งน้ำขนาดยักษ์ แต่มันไม่สะท้อนเท่าไร เพราะฝนตกตลอด และฟ้าครึม ทำให้ถ่ายภาพออกมาไม่สวยเท่าไรนักครับ เดินวนจนครบรอบก็เที่ยงพอดี เลยต้องหาของกินมาเติมท้องแก้หิวซะก่อน แล้วค่อยออกเดินทางขับยาวเลยไปยัง Haast pass

Lunch here

Matheson lake in the Cloudy day

        หลังจากที่ได้ขับเข้าสู่แม่น้ำHaast ฝนก็ยังคงตกตลอด ไม่เห็นวิวทิวทัศน์ใดๆ ณ ตอนนั้นรู้สึกเสียดายมากที่อดเห็นวิว ขับไปบ่นไปตลอดทาง ผมเริ่มบ่นตั้งแต่ก่อนจะเข้าแม่น้ำHaastอีก เพราะตรงนั้นมีหน้าผาเห็นทะเล และจุดชมวิวสวยมาก เริ่มพลาดความงามตั้งแต่จุดนั้น พอเข้าส่วนของแม่น้ำก็ยิ่งเสียดาย เพราะปากแม่น้ำกว้างมาก สวยด้วยล่ะ ทุกอย่างถูกรบกวนด้วยหมอกเมฆฝนตลอดเวลา จนช่วงหลังๆเริ่มไมไหว เสียดายความงามใต้ม่านฝน เลยจอดรถลงไปถ่ายซะงั้นเลย ให้มันรู้ไป ว่าใครแรงกว่า หลังจากนั้นไม่นานก็แวะถ่ายรูปมากขึ้น ทั้งตรง Haast river bridge ซึ่งจริงๆมีหลายสะพาน แต่ตรงสะพานเหล็กจะมีน้ำไหลกระแทกโขดหิน

Haast river น้ำไหลเชี่ยวมาก

ตรงนี้สวยสุดครับ ขับไปสักพัก ฝนเริ่มซาลง ด้วยความแรงของพวกผมหรืออภินิหารใดไม่ทราบ เมฆฝนไม่ได้ตามมาอีกเลย ขับทิ้งช่วงฝนได้สักพักก็เจอ Blue pool บ่อน้ำสีฟ้าที่หนังสือแค่แนะนำ แต่ไม่ได้เข้ามา พวกผมก็ตามสไตล์ความแรง ลุยโลด ฝนหยุดตกแล้วนี่หว่า ขอยืดเส้นยืดสายบ้าง จึงมุ่งหน้าออกแรงเดินอีกครั้งหลังจากไปเดินป่ารอบๆ Matheson lake แล้วยังไม่จุใจ เดินตรงนี้ก็ได้อีกบรรยากาศ มอส, เฟิร์น ไม้ป่าหลากชนิดขึ้นแซมกันพอดีๆ เหมือนป่าในนิยายเลยครับ ไม่แปลกใจเลยทำไมจึงมาถ่ายทำ Lord of the Ring ที่ประเทศนี้ สวยงาม อุดมสมบูรณ์จริงๆครับ เดินได้ไม่นานก็ไปถึง Blue pool ต้องข้ามสะพานแขวนทั้งสองครั้ง พอไปถึงก็รีบเก็บภาพกันทันทีก่อนจะมีคนอื่นตามเข้ามาทำลายบรรยากาศ ที่เห็นเป็นธารน้ำสีฟ้าที่ไหลออกมาแล้วขังอยู่ในแอ่งหินสักพักแล้วไหลออกมารวมกับธารน้ำสายอื่น

เข้าไปในป่า ทางเข้า Blue pool

Hobbit in the great forest

Blue pool is here

มันเป็นสีฟ้าใสสวยจริงๆ สวยอีกแล้ว ไม่รู้จะบรรยายคำอื่นยังไงน่ะครับ ก็มันสวยนี่หว่า ชอบครับชอบ เดินชมกันสักพักก็รีบไปต่อ เวลาไม่คอยใคร ฝนจะตกอีกรึป่าวก็ไม่รู้  ไปดีกว่า พวกผมรีบเดินจ้ำออกมากันอย่างรวดเร็ว เพราะตามแผนการวันนี้ยังอีกเยอะนัก แต่เช็คระยะทางแล้วมันก็ใกล้แล้วล่ะนะ

ระหว่างไป The neck

Hawea Lake

           หลังจาก Blue pool ก็ขับกินลมชิววิวไปเรื่อย จนมาสะดุดความงามอลังการอีกครั้งก็ Hawea lake นี่ล่ะครับ อยู่ทางด้านขวามือของรถเลย ผมเป็นคนขับน่ะครับ ได้แค่ชำเลืองเป็นช่วงๆ แวบมองกระจกหลัง มองด้านข้างอยู่บ่อยๆ จนทนไม่ไหวขอจอดถ่ายรูปกันเลยทีเดียว ในช่วงนี้ก็ไมค่อยกลัวเวลาไม่ทันด้วยล่ะครับ เพราะว่าจะถึง The neck แล้ว เลยจอดรถเก็บภาพกันอีก ผมอยู่ฝั่งเขามีหน้าผาชันลัดเลาะด้วยถนนรอบริมทะเลสาบ  มองออกไปเจอทะเลสาบขนาดใหญ่ไกลสุดตา มีภูเขายกตัวรับขึ้นมาเหมือนตีกรอบทะเลสาบให้ไม่กว้างไปกว่านี้ ฟ้าสีฟ้า ภูเขาสีเขียว ผืนน้ำสีน้ำเงินเข้ม งามเหลือเกิน เก็บภาพตรงนี้ได้ไม่นานลมก็เริ่มแรง แรงแทบจะพัดตกทะเลสาบได้เลย เลยรีบขึ้นรถแล้วไปถ่ายรูปข้างหน้าต่อ ขับรถผ่านจุดแคบแล้ว ตรงThe neck หรือคอคอดนั่นล่ะครับ ถ้าไม่เห็นในGPSก็ยังไม่รู้ว่ามาถึงแล้ว ขับเลยมาหน่อยก็เจอ Wanaka lake ทะเลสาบอีกอันที่ทำตัวเสมือนประตู มาคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่เข้ามา ให้ได้เห็นความงามระดับเทพนิยายอีกครั้ง ภาพที่เคยวาดไว้ว่านิวซีแลนด์เกาะใต้นั้นสวยเพียงใด แทบจะมลายสิ้น รู้ไหมว่าทำไมครับ เพราะภาพของWanaka lake ที่วาดขึ้นมาจริงๆนั้น มาสวยกว่าที่คิดไว้มาก

Wanaka Lake wonderful moment

ในช่วงแดดร่ม พระอาทิตย์ใกล้ตก แสงแดดสีขาวทองสาดลงมายังภูเขาหลังทะเลสาบครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งนี้ก็เป็นอีกวันที่ยังคงฉาบทอภูเขานี้ ผืนน้ำสีน้ำเงินที่โรยด้วยระลอกคลื่นลูกเล็กๆถูกสะบัดด้วยลมยามเย็นให้ผืนน้ำส่องแสงระยิบระยับดุจดาวค้างฟ้า ทุ่งหญ้าเขียวเข้มถูกเติมสีเส้นด้วยถนนสีขาวคดเคี้ยวหลอกสายตาให้ภาพมีมิติชวนมองมากขึ้นไปอีก อยากจะนั่งนอนนานๆจังเลยครับ ณ ตรงจุดนี้ไม่อยากไปไหนเลยจริงๆ เก็บอารมณ์ ความรู้สึก ความสวยงามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ สลัดโปรแกรม Puzzling world โดยเอกฉันท์ ไม่ต้องมาประชุมกันให้วุ่นวาย

Wanaka lake Precious time

           เพ้อกับความงามยามเย็นจนได้ที่ก็ขับเข้าเมืองทันที เข้าไปหาที่พักที่ได้จองไว้ ห้องสะอาดครับ ค่ำคืนนี้มีเพื่อนร่วมห้องด้วย แต่เค้าไม่คุยกับพวกผม นั่งเล่นคอมไปเรื่อย เวลาน้อย พวกผมเลยเลือกที่จะออกไปเดินเล่น กินลม ชมวิวทะเลสาบอีกมุมในเมือง เมืองเค้าสงบมาก สะอาดน่า และน่าอยู่ ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวแค่ไหน แต่ประเทศเค้าก็ช่วยกันอนุรักษ์เป็นอย่างดี ไม่เข้ามาทำลายให้เสียหาย ช่วยกันถนอมมันไว้ ไม่ว่าจะกี่สิบปี ธรรมชาติความงดงามของที่นี่ก็ยังอยู่ ผิดกับบ้านเรา แอบบ่นหน่อย อ.ปาย อ.เชียงคาน ใกล้จะล่มแล้ว อีกไม่นาน จ.น่านก็คงเป็นเหยื่อรายถัดไป เพราะอะไรน่ะหรอครับ เพราะว่าความคิดกอบโกยระยะสั้นๆมันเกิดขึ้นง่ายกว่าการคิดอนุรักษ์ระยะยาวครับ แง่มๆ ลืมตัว เสียบรรยากาศหมดเลย เผลอบ่น ^^ ผมถ่ายรูปกินลมชมวิวจนพระอาทิตย์ตก ก็เดินหาของกินกันหนึ่งรอบ สุดท้ายได้ร้านอาหารคนจีนมาที่เปิดขายเป็นอาหารมื้อเย็นครับ ปิดท้ายมื้อดึกด้วยไอศกรีมสองก้อน เดินเล่นอีกสักหน่อย ก่อนจะเข้าไปหลับพักผ่อนเตรียมสู้กับวันใหม่อีก วันรุ่งขึ้นต้องขับไปไกลอีกตามเคยล่ะครับ จุดหมายปลายทางถูกวางไว้ที่ Ta Anau 300กว่ากิโลเช่นกัน

           ราตรีสวัสดิ์นะครับ ฝันดีทุกคน

Day5 : 17May2011 “Te Anua @ the Happiness home”

            งัวเงียๆสุดๆ กับคืนที่ผ่านมา นอนไม่ค่อยหลับเลยแฮะ ตื่นมาหลายรอบเพราะไอ่พวก backpacker ที่พักคนอื่นมันดันมาส่งเสียงโวยวายกลางดึก สงสัยหลังPubปิด ตื่นเลยกรู มีตื่นอีกครั้งตอนที่เบิ้มตะโกนเสียงดังมาก ผมชะโงกหน้าลงไปดู(ผมนอนเตียงบน) ก็ไม่มีอะไร ตอนแรกเข้าใจว่าถูกmateคนอื่นลอบขโมยของ มารู้ทีหลังว่ามันโดนผีอำกลางดึก ขอเล่าๆ มันเล่าให้ฟังว่า ตื่นมาเปิดตาเห็นเด็กผู้ชายหน้าฝรั่ง ลอยอยู่ข้างหน้ามัน มันบอกว่ามันฝัน แต่มองไปรอบๆก็ห้องนอนนี่หว่า มันเลยตกใจมากเอามือปัดเด็กนั้นออกไปพร้อมกับร้องเสียงหลง หลังจากนั้นมันก็พบว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างยังคงเงียบสงัด มันเลยนอนไม่หลับไปสักพักก่อนจะหลับแล้วมีพวก backpacker คนอื่นส่งเสียงรบกวนอีก หุหุ น่ากลัวโฮก ดีนะที่พกพระมา ไม่รู้ว่าผีแดนกีวี่นี่กลัวพระเรารึเปล่านะ

            อาหารเช้าวันนี้กินที่ Subway เด้อครับ ง่ายดีครับ หลังเติมพลังงานเสร็จก็ออกเดินทางไปจุดชมวิวทะเลสาบในเมืองซะหน่อย เสียดายที่มาเช้าไปนิดนึง แสงยังไม่ค่อยสวยเท่าไรครับ เลยได้แค่เดินด้อมๆ หันซ้ายหันขวา เก็บภาพเพื่อยืนยันว่ามาถึงแล้วแล้วรีบไป Puzzling world ต่อ กะว่าไปตอนเค้าเปิดทำการเลย นั่นคือ แปดโมงครึ่ง พวกผมไปตรงเวลาเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน ก่อนเข้าไปก็ทักทายสายรุ้งที่ทอต้อนรับยามเช้าอีกสักครั้งก่อนครับ ถ่ายรูปข้างหน้า ไอบ้านเอียงอะไรนั่นล่ะครับ ที่เห็นๆกัน แล้วรีบเข้าไปเล่นข้างในกันครับ

Puzzling world

Th puzzling worldในที่สุดเต้ก็สูงสมใจนึก

            ด้านใน Puzzling world ก็มีอะไรให้ทำเยอะครับ มีทั้ง illusion zone ทั้งภาพ พื้นเอียงที่หลอกให้พวกผมหัวหมุนเล่น งงกับการปรับสภาพสมดุลตัวเองครับ ที่ชอบอีกอันก็ที่เทคนิกการถ่ายทำให้คนตัวเล็กลง ที่ใช้ในเรื่อง The Lord (อีกแล้ว) ผมก็เลยตัวเตี้ยแคระไปเลย เพราะมุมมองจากเทคนิคนี้นี่เอง ฮ่าๆๆ ชอบๆ และมีเขาวงกตอีกอันให้เล่น เดินกันมึนไปเลย สรุปว่าหลงทาง เลยรีบหาทางออกทาง emergency exit ก่อน เพราะเดี๋ยวเสียเวลาเดินทางอีกครับ(ขนาดทางออกฉุกเฉินยังหาทางออกยากเลย) เสร็จกิจจากตรงนี้จึงรีบดิ่งไปอย่างรวดเร็ว จุดแวะวันนี้มีตั้งหลายที่อีกเช่นเคย ทั้งเมือง Cromwell(เมืองผลไม้) Kawarau bridge(Bungee jump site) Arrow town(เหมืองทองเก่า ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี) และขับไปนอนปลายทางที่ Te Anau โอ้ววว แค่นึกก็เหนื่อยแล้วล่ะสิ หนึ่งวันนี้จะเก็บหมดอีกรึป่าวเนี่ย!

Cromwell เมืองผลไม้

            ขับพ้นจากWanakaมาได้ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงเมืองผลไม้ Cromwell นั่นเอง แวะถ่ายกับสัญลักษณ์ประจำเมืองเสร็จก็ขับหาร้านผลไม้ชื่อดังเลย ผมดันโง่ ขับเข้าไปในเมือง วนสักรอบนึง หาไม่เจอแฮะ เลยให้เบิ้มกับเฮียเปิด GPS อีกรอบ และรู้ว่า มันอยู่ติดถนนใหญ่นี่หว่า เลยวกออกมาแล้วไปแวะร้านผลไม้ Jone’s fruit stall หนังสืออีกเล่มบอกว่า คนไทยชอบเรียกร้านนี้ว่าร้านป้าโจนส์ ผมว่ามันเรียกง่ายดีเลยเรียกแบบนี้นี่ล่ะ ในร้านป้าโจนส์มีผลไม้เยอะมาก ผักก็มีให้เลือกหลายชนิด

Test it! Jones fruit stall

ผักเอ๋ยผักน้อยหร่อยมาก ไปซื้อเสื่อมานั่งปูกินเลยดีก่า

จากวางแผนว่าจะแวะแค่ครึ่งชั่วโมง เพราะคิดว่าไม่มีอะไร ยืดยาวไปชั่วโมงกว่าๆ ชิมผลหมากรากไม้ ลูกอม ช็อกโกแล็ต สมบูรณ์พูนสุขมากๆ สุดท้ายผมได้ช็อกโกแลต และลูกอมกีวี่มาเป็นของฝาก ทั้งยังได้แครอท กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำมาเป็นเครื่องครัวในมื้อเย็นวันนี้อีก สนุกกับการจับจ่ายหลังจากเอาเงินดองในกระเป๋ามานาน เอนโดรฟินเริ่มหลั่งออกมาไม่ขาดสาย พอจ่ายได้ที่ ก็ไปซื้อไอศครีมกินอีก มาที่นี่ต้องมากินไอศครีมครับ เพราะเค้าจะมีให้เลือกรสชาติ(ทั้ง รสวานิลา รสน้ำผึ้ง รสโยเกิร์ต และคุ้กกี้แอนครีม) และมาใส่ผลปั่นเข้าไป อร่อยเหาะอีกแล้ว กินแล้วน้ำตาจะไหล อยากนั่งคุกเข่าลงกับพื้น นั่งปูเสื่อ ชื่นชมรสชาตินานๆ กลิ่นไอศครีมมันหอม หอมกลิ่นmixed berry ด้วย  อร่อยๆๆ กินได้ไม่นานก็ไปชักชวนคนอื่นซื้อกินบ้าง แล้วไปตามขอชิมจากถ้วยอื่น สนุกจังกับการกินวันนี้ หลังจ่ายได้บริหารปากและลิ้นก็มุ่งหน้าสู่ Kawarau bridge กันเลย

          ขณะเดินทางไปนั้นต้องทำเวลาอีกแล้ว เพราะตะกี๊เจอรถบัสฝรั่งคันอื่นที่มาเที่ยว ซึ่งเดินทางตามมาตลอด คาดว่าคงมาแวะ Kawarau เช่นกัน จากการคาดการณ์ฝรั่งพวกนี้โดด Bungee jump กันเกินครึ่งรถ ต่อแถวกันตายแน่นอน พอพวกผมไปถึง โชคดีมากที่ไม่มีใครมา อาเฮียทำใจมาแล้ว ถึงที่ก็รับขี้ให้เสร็จ(บอกว่าน้ำหนักจะได้พอดี) แล้วไปชั่งน้ำหนักจริงก่อนจะเริ่มไปดิ่งตามแรงโน้มถ่วง เห็นว่าต้องการจะดิ่งเอาหัวจุ่มน้ำ มารอดูกัน ในช่วงจังหวะที่กำลังจะโดด พวกผมก็ลุ้นกันอยู่

Bungee jump @ Kawarau bridge

ท่าผีเสื้อ ท่าสวยๆ

หลังอะดรีนาลินหลั่ง ยิ้มไม่หุบเลย

เฮียไปยืนใส่เครื่องยึดต่างๆเพื่อความปลอดภัย แล้วเห็นอาเฮียอีกทีตอนมายืนที่ตำแหน่งกระโดด กลางสะพานกว้าง เวิ้งว้าง และลมหนาวโกรกตลอดเวลา ณ ความหวาดเสียวชั่วอึดใจ เฮียก็กระเด้งตัวออกมาจากแท่น ด้วยท่าว่ายน้ำ ท่าผีเสื้อ โห โดดท่าสวยเว่อ จ้วงท่าว่ายน้ำไม่ถึงเสี้ยววินาที เสียงแผดร้องตะโกนลั่นเขาก็ดังขึ้น “อาาาาาาาาาาาาาาาาา” ตัวเหวี่ยงเด้งขึ้นมาตามแรงหยุ่นของสปริงในเชือก พร้อมกับเสื้อปริ้นขึ้นมารับลมหนาว แล้วเด้งลงไปอีกครั้ง “อาาาาาาาาาาา ฮู้วววววววๆๆๆๆ” มีการรัวของเสียงเล็กน้อย แล้วเด้งขึ้นมาเบาๆอีกที ไวมาก ณ ช่วงเวลาความมันนั้น เออ หัวไม่จุ่มน้ำนี่หว่า ตอนหลังเฮียมาแอบบ่นอุบอิบว่า เสียดายหัวไม่จุ่มน้ำ เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าอยากจุ่มต้องกระโดดดิ่งลงไปตรงๆ ถ้าโดดพุ่งไปข้างหน้า ก็ไม่ถึงแน่นอน… วู้วววววว อยากตะโกน อยากโดดบ้าง แต่กลัวความสูงว่ะ แค่เดินผ่านสะพานยังทำใจไม่ได้เลย T,T ไม่เป็นไร มีสักคนโดดในทริปก็ถือว่าคุ้มแล้ว เสร็จจากการกระโดดBungee ก็เดินทางไปต่อ และก็ได้เห็นว่าพวกทัวร์ฝรั่งมากันแล้ว ต่อแถวเตรียมกระโดดกันให้พรึ่บ ว่าแล้วกรู คาดไว้ไม่มีผิด อย่างไรก็ตามเฮียตรูโดดเสร็จแล้วเฟร้ย ไปแล้วๆ หาข้าวเที่ยงกินที่เมือง Arrow town ดีกว่า

มากิน้ขาวเที่ยวที่เมืองนี้ Arrow town

วิวทางเข้าเมือง ใบ้ไม้เปลี่ยนสีทียังเหลือ

ภูเขาสวยสดงดงามด้วยไม้หลากสี

          มื้อเที่ยงของวันนี้ก็มาฝากท้องที่เมือง Arrow town เมืองนี้น่ารักมาก สงบ สวยอีกตามแบบฉบับของประเทศนี้ เมืองนี้มีดีตรงฤดูใบไม้ร่วงนี้ล่ะ ซึ่งผมกำลังมาพอดี จะได้เห็นใบไม้เปลี่ยนสีกัน มีคนบอกว่าสวยมากๆ แต่ในวันที่ผมไป ส่วนใหญ่ก็ร่วงหมดแล้ว โดยเฉพาะถนนที่ว่าจะเห็นใบไม้เปลี่ยนสีสวยที่สุดนั้น ต้นไม้เหลือแต่ก้าน ยังดีที่ตามเขารอบๆเมือง ยังคงเปลี่ยนสีกันอยู่ ใบไม้ยังไม่ร่วงหมด มองไปตามเขาจะเห็นใบไม้สีเหลือง เหลืองทอง น้ำตาล น้ำตาลแดง และสีแดง บ้างสลับกัน บ้างก็รวมกลุ่มกันเป็นกระจุกๆ ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ผมมองไปดูอยู่หลายรอบ โอวววว มันช่างงดงามอะไรเช่นนี้หนอบ้านนี้เมืองนี้ ประทับใจมากกับบรรยากาศเมืองนี้

walking along the KIWI way @ Arrow town

          เดินชมบรรยากาศในเมืองเสร็จ ก็ไปกินร้าน Saffron ต้องแจ้งชื่อร้านเลยล่ะ เพราะมันทำให้มื้อนี้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของการเดินทางเลยก็ว่าได้ ทั้งยังได้ลงหนังสือ Lonely planet ว่าเป็นร้านอาหารที่ควรมากกินมากที่สุดในเกาะใต้ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาหารมื้อนี้มันอร่อยสุดๆ เริ่มจากเมนูแกะตุ๋น มันมีชื่อฝรั่งไฮโซที่ดีกว่านี้ แต่จำไม่ได้ รสชาติแกะมันลุ่มลึกมาก นุ่มพอดีเคี้ยว หอมกลิ่นเนื้อแกะ พอกินกับชีสต์ที่ใส่มาด้วย แล้วเอาเข้าไปอมรวมกันในปาก ฮื้มมมมมมม อร่อยมากกกกกก(กรุณานึกภาพตามถ้าเคยเห็นผมวิจารณ์อาหาร) มันอร่อยจริงๆ เดิมเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ชนิดอื่นนอกจากหมู ไก่ และอาหารทะเล แกะนี่สุดยอดจริงๆ ลำดับถัดมาคือซุปหอยแมลงภู่ รสชาติดีมาก หอยสดหวาน เคี้ยวมันปาก ซดซุปรสชาติบาดปากเล็กน้อยแก้เลี่ยนให้ได้พอดีคำ เมนูสุดท้ายก็สลัดอะไรสักอย่างนี่ล่ะ หอมเครื่องที่ใส่เข้ามา ช่วยชูรสบนโตอาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ คุ้นๆว่า ตอนสั่งถามเมนูเจ้าของร้านว่าอะไรอร่อย อาหารที่ควรแนะนำ เจ้าของชี้ทุกเมนู แล้วพูดว่า Gorgeous! Fantastic! Miracle! พวกผมนั่งมองหน้ากัน ส่วนผมนึกในใจ เออกรูสั่งหมดนี่ล่ะ อร่อยจริงๆครับ เสร็จจากเมืองนี้ก็ดิ่งต่อเลยครับ เพราะครึ่งเช้านี้ เดินทางกันน้อยมาก เก็บของดีย่านนี้จนครบ กว่าจะได้ออกจาก Arrow town ก็บ่ายสองแล้ว ระยะทาง 200 กว่ากิโลกำลังอยู่ หุหุ ว่าแล้วก็ไปต่อกันเลย

          ก่อนจะไปถึง Te Anau พวกผมก็แวะภาพถ่ายข้างทางกันเล็กน้อย โดยจุดที่ต้องแวะตามหนังสือ คือ The remarkable เป็นฉากภูเขา ที่ใช้ถ่ายทำเรื่อง The Lord อีกตามเคย เห็นว่าเป็นตอนที่ชาวเมืองโรฮาน อพยพหนีใครนี่ล่ะ ตอนที่ผมไปมันใหญ่มาก เห็นยอดไม่ชัด มีเมฆ มาขมุกขมัว แอบเสียดายครับ คิดว่าจะสวยกว่านี้ แต่มันก็สวยล่ะครับ พอดีมีหนังมาการันตีเอาไว้เลยวาดภาพในหัวไว้สวยขึ้นไปอีก ตอนขับไปเส้นทางนี้ ผ่านทะเลสาบอีกอันนึง ชื่อ Wakatipu lake สวยมากครับ แต่วันนี้ทำเวลา ยังไงก็ค่อยกลับมาวันกลับมานอน Queens town ละกัน ผมจึงขับเลยไปเรื่อยๆ ชมวิวรายทาง สวยอีกตามเคย ยังคงเห็นรุ้งประปราย หลังจากเดินทางไปมาครึ่งทางได้ ก็แวะถ่ายรูปกับน้องแกะสัหน่อย มันยืนกินหญ้ากันสลอนเลย น่ารักมาก เอ้ย หน้าโง่มาก มองตาลอยๆมาทางพวกผมทั้งฝูง ไม่แสดงสีหน้าใดๆ นึกว่ามันป็นโรคเอ๋อด้วยซ้ำ แต่น่ารักนะครับ ณ ตำแหน่งนั้น ผมปวดฉี่พอดี เลยยืนฉี่ตรงนั้น ไอพวกแกะก็ยืนมองกันเฉย ไม่รู้จักมองไปทางอื่นบ้าง มันเอ๋อจริงๆเหอะครับ ให้ตายสิ น้องหนึ่งน้องแกะพวกนี้ ได้เวลาอำลาเจ้าแกะแล้วหลังจากเสร็จกิจส่วนตัว ผมก็ลุยต่อครับ ขับรถน้องหนึ่งน้องแกะไปเรื่อย ๆ จนถึง Te Anau จำได้ว่าถึงเวลาประมาณเกือบๆห้าโมงเย็นครับ ติดต่อที่พักเสร็จก็เข้าห้องนอนตีพุงเลย

         วันนี้พักที่ The parkland motel ครับ ชื่อ motel แต่ motel บ้านเค้าไม่เหมือนเมืองไทยนะครับ สะอาดหน้าอยู่ มีแต่คนมาพักตากอากาศมานั่งมานอนเล่น วันนี้ไม่ได้นอนแบบ backpacker ครับ นอนแบบส่วนตัวบ้าง ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน มีพื้นที่หน้าบ้านด้วย ใกล้ๆที่พักก็ติดทะเลสาบ Te Anau แน่ะ แล้วงี้จะให้นั่งนอนเล่นได้ไงครับ พวกผมจึงจัดแจงเอาของลงแล้ว ขึ้นรถไปขับถ่ายรูปชมเมืองกันต่อครับ

Te Anua lake

Te Anau, Je Tam

        ทะเลสาบยามเย็น ช่างเย็นนัก มีลมพัดความหนาวเย็นเหนือทะเลสาบมาปะทะหน้าอยู่ตลอด หนาวๆ ถ่ายรูปไปหนาวไป เมืองน่าอยู่อีกแล้ว น่าอยู่ทุกเมืองที่แวะเลยล่ะครับ อาหารเย็นวันนี้ตามแผนการคือต้องไปกินสเต้กกันครับ วันนี้เปลี่ยนแปลงตาราง เนื่องจากมีอุปกรณ์ทำอาหารกันเล็กน้อย เลยตกลงกันว่าจะหาอะไรมาทำกินกัน จึงไปเดิน super market กันครับ(อยู่ที่นี่เดิน super market ทุกวันครับ…มีความสุขที่ได้เดินดูของกินไปเรื่อย แล้วถามตัวเองว่า จะกินดีมั๊ย จะกินอะไรดี ^^) ได้เครื่องครัวกันพอประมาณ ได้อาหารมื้อหลักอย่างไก่หมัก สเต้กแกะมากินกัน แล้วมีผักจากร้านป้าโจนส์มาเสริมอีก อิ่มแน่ๆ ที่เด็ดไปกว่านั้นคือค่ำคืนนี้เราซื้อไวน์แดงมากินกัน วิธีการเลือกง่ายมากครับ (เนื่องจากเลือกไม่เป็น) ผมจึงเดินไปยังที่ขายไวน์ หาคนที่เดินผ่านแถวนั้น แล้ววิ่งไปตะครุบทันที “โทษนะครับ พอดีจะซื้อไวน์ไปกิน มีไวน์แนะนะมั๊ยครับ” ฝรั่งใจดีคนนั้นก็ทำหน้างง แบบว่า ไอ่นี่มันใครเดินมาทักกรู(ผมคิดแทน) แต่เอาว่ะมันถามก็สงเคราะห์มันหน่อย สงสารเด็กหน้าตาดี ฝรั่งคนนั้นก็เดินไปหยิบมาให้แล้วจากไป อารมณ์ประมาณว่าเสร็จภาระกรูสักที แต่ผมก็ขอบคุณเค้าน่ะครับ ก็เลือกไม่เป็นนี่หว่า ต้องใช้วิธีนี้ล่ะครับ

Hoolay!!! near the lake

         มื้อค่ำนี้เป็นมื้อที่สนุกและมีสีสันกันอีกมื้อนึงครับ เพราะพระอาทิตย์ตกพวกผมก็ไม่รู้จะไปไหนกัน มีเวลามานั่งสุมหัวช่วยกันทำอาหารกัน พอมานั่งนึกย้อนหลังสนุกไม่ใช่น้อย เพราะพวกผมมานั่งหุงข้าวไมโครเวฟ ทำสเต้กแกะจากไมโครเวฟ ไก่หมักไมโครเวฟ น้ำซุปไมโครเวฟ และผักต้มจากกาน้ำร้อน นึกภาพกาน้ำร้อนไฟฟ้า พวกผมหั่นผักยัดลงไป แล้วควักออกมาอีกเพื่อจะกินมัน น่าสนุกมั๊ยล่ะครับ สุดท้ายอาหารก็ออกมาน่ากิน  อร่อยด้วยนะครับ มีความสุขจังในค่ำคืนเว้อๆแบบนี้ ปิดท้ายก่อนนอนด้วยการพิสูจน์รสชาติไวน์แดงที่ฝรั่งผู้นั้นแนะนำมาให้ จำไม่ได้ว่าใครชิมคนแรก แต่หันมากบอกว่า Sparkling wine แง่วเลย แต่ก็อร่อยดีนะผมว่า กินไป จิบไป ในอากาศเย็นๆแบบนี้ สุดยอดไปเลยครับ

Dinner time

ผักต้มอันทรงคุณค่า ยัดมันลงไปซะ

          อำลากันก่อนนอนด้วยการพยากรณ์อากาศในวันรุ่งขึ้น ขอให้ฟ้าใส หิมะไม่ตกเถอะครับ ไม่งั้นอดไป Milford sound แน่ๆ เอาว่ะ นอนดีกว่า มึนแล้วด้วย Sparkling wine ช่างอร่อยนัก มื้ออาหารช่างน่าจดจำ ^^

to be continue, Let's follow us via Kiwi way

Ref : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part II


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter
Tagged with:
Jan 01

และแล้วก็มาถึงประเทศสุดท้ายใน combo เที่ยวทั่วโลกจนได้ นิวซีแลนด์ดินแดนในฝันของข้าพเจ้า ช่วงที่ดู the Lord of the rings เคยฝันไว้ว่าครั้งหนึ่งจะต้องไปเที่ยวประเทศนี้ให้ได้ และก็คิดว่าเป็นแค่ความฝันมาตลอดเพราะต้องใช้เงินมหาศาลในการไปที่ยว แต่สุดท้ายก็จับพลัดจับพลูได้ไปเหยียบดินแดนสามหมอกจนได้..

ทริปนี้เป็นการรวมตัวของน้องชายของข้าพเจ้าที่หาดใหญ่และเพื่อนสนิทของน้องเค้า.. รวมตัวกันสามหน่อแล้วขับรถไปตะลุยกัน ^^

Blogs ทั้งหมดของ New Zealand ขออนุญาตยกกะบิมาจาก blogs ที่น้องชายข้าพเจ้าได้เขียนไว้เมื่อครั้งเพิ่งกลับมาสดๆร้อนๆมาทั้งหมดเลยนะครับ เพราะเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์และยังสดจริงๆ

Plan การท่องเที่ยวตลอด 8 วันเต็มใน New Zealand ตาม spreadsheet นี้เลยครับ :)

NZ Plan 2011

เชิญทัศนาได้เลยครับ

======================================================================================================

The Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011]

               จะเริ่มยังไงดีกับบันทึกการเดินทางครั้งนี้ จะบอกว่ามันคือการเดินทางที่โคตรจะมีความสุขครั้งหนึ่งชีวิต ช่วงเวลาที่อยู่ที่เกาะใต้แห่งนิวซีแลนด์นี้ เดินทางทุกวันจริงๆ รวมระยะทางทั้งหมดที่ขับไปตั้ง 2260 กิโลเมตรแน่ะ ไม่น้อยเลยนะครับ ทุบสถิติการขับรถเลย เพราะปกติเป็นคนขับทางไกลไม่เก่ง ขี้เซาด้วย แต่ครั้งนี้สู้สุดชีวิต ขับไปชมวิวไป วิวมันสวยจริงๆ แทบไม่อยากกระพริบตาเลย(อันนี้เริ่มเว่อร์) หากใครมีโอกาสได้ไป มั่นใจร้อยทั้งร้อยจะหลงรักประเทศนี้ไปอย่างหัวปรักหัวปรำ

หาที่ไปที่ไหนดีน้าาาาาา

               คำถามที่โดนถามบ่อยว่า ทำไมครั้งนี้เลือกไปนิวซีแลนด์ จริงๆแล้ว ประเทศนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่จะไปด้วยซ้ำ เป็นแค่แผนสำรอง เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายในการเที่ยวมันค่อนข้างสูง เลยเลือกไปเที่ยวทิเบตเป็นอันดับแรก หลังจากวางแผนการเที่ยวเสร็จ ก็ดันมาทราบว่า มันปิดประเทศในช่วงนี้ กลายเป็นว่า แผนการบุกหลังคาโลกเป็นอันล่มสลาย

นี่ไง ทิเบต

จึงได้เบนเข็มไปหลังคาโลกอีกฝั่ง เตรียมบุกภูฏาน เมืองในม่านเขา โดยได้ติดต่อกับเจ้าของประเทศเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย สุดท้ายกลับล่มเนื่องจากไม่สามารถจะทำการinviteได้สำเร็จ ณ ตอนนั้นเคว้งคว้างมาก ไม่รู้จะไปไหน เบนเข็มไม่ถูก ความคิดเริ่มกระจาย สถานที่อยากเที่ยวกระเด็นออกมาจากหัวเกลื่อกลาด ทั้ง คานาสือ(ที่ราบเขาชิงไห่ ในประเทศจีน เดินทางลำบากใช่ย่อย) ต้าลี่-ลี่เจียง-แชงกริลา(นี่ก็เมืองในฝัน) ญี่ปุ่น(แผ่นเดินเพิ่งไหว) และก็มาปิดท้ายด้วยนิวซีแลนด์ นี่ล่ะ เอาว่ะ ตอนนั้นคิดว่าแพงยังไงก็ไม่สนแล้ว เป็นไงเป็นกัน โอกาสลาได้นานเป็นสิบวันมันไม่ได้มีบ่อยๆ ผมและเพื่อนพ้องจึงตกลงกันอย่างเอกฉันท์อีกรอบว่าประเทศนี้ล่ะ โลดดดดดด มรสุมถัดมาเข้ามาอีกหลังได้ประเทศเป้าหมาย ก็ได้ข่าวประกาศว่าทิเบตเปิดประเทศแล้ว โอยยย…แย่ล่ะ ลังเลอย่างหนัก จะไปไหนดีๆ และการตัดสินกันรอบสองก็เกิดขึ้น เอาว่ะ นิวซีแลนด์ นี่ล่ะ ฟันธง! เตรียมใจแล้วนี่หว่า ความรู้สึกอยากเที่ยวพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หดหายไปในช่วงหาที่เที่ยวอื่นๆ เพราะว่ามันล้มเหลวไปหลายรอบเช่นกัน ณ ตอนนั้นก็ไปขุดหนังสือท่องเที่ยวที่ซื้อสำรองไว้มานั่งเปิดดู ก็ได้พบคำถามใหม่ในการเที่ยวครั้งนี้ว่า “พวกเราจะไปเกาะไหนกันดี” เกาะเหนือหรือเกาะใต้ เท่าที่รู้มา เกาะเหนือจะเน้นactivities มีความเป็นเมืองซะมากกว่า(ก็เป็นที่ตั้งเมืองหลวงนี่นา) ธรรมชาติก็มีบ้าง ส่วนเกาะใต้ เน้นธรรมชาติเป็นหลัก และหนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะไปที่เกาะใต้นี้ล่ะครับ ประมาณ 90% ของหนังสือท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ก็ไปเกาะใต้ ใครไปใครมาก็บอกว่าถ้าไปนิวซีแลนด์ต้องไปเกาะใต้ให้ได้นะ และนี่ล่ะครับ คือที่มาของคำตอบว่า ทำไมพวกผม จึงไปเที่ยวเกาะใต้นิวซีแลนด์กัน

Aotearoa หมายถึง "ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

               จากการศึกษาข้อมูลหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่ม ศึกษากันที่ร้านขายหนังสือน่ะ…หุหุ ก็มีแนะนำมากมาย สุดท้ายหนังสือที่ถูกตาต้องใจผมก็ไม่พ้น เที่ยวไม่ง้อทัวร์อีกแล้ว ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ บังเอิญชอบสไตล์การแนะนำ การวางแผนเที่ยวของหนังสือน่ะครับ ประกอบกับมีการอิงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า เข้ามาด้วย ทำให้ช่วยเพิ่มอรรถรสในการพกไปเที่ยวระหว่างการเดินทาง

               เมื่อมีเป้าหมาย ผมก็จะมุ่งไป ฮ่าๆๆ ดูมีอุดมการณ์มาก การวางแผนการท่องเที่ยวก็เริ่มต้นขึ้น อย่างจริงๆจังๆ ร่วมกับการหาตั๋วเครื่องบินกันจ้าระหวั่น ต้องหาตั๋วราคาดี เวลาดี สุดท้ายก็ได้สายการบิน Emirate มาครอบครอง โดยไปต่อเครื่อง(via)ที่ Sydney ในด้านที่พักก็ทำการจองที่พัก check ratingว่าที่ไหนดี ที่ไหนถูก ส่วนรถเช่าก็หารถเช่าท้องถิ่นของที่นิวซีแลนด์เอา ถูกกว่าพวกรถเช่าinterตั้งเท่าตัวแน่ะ และก็ทำการจองล่องเรือMilford ไว้ด้วย พร้อมลุย วู้ววๆๆ

               จะบอกว่าค่าใช้จ่ายทริปนี้ล้วนแล้วจ่ายเองทั้งสิ้นนะครับ ถึงเวลาแล้วที่จะได้หาเอง จ่ายเอง ใช้เอง ฮิ้ววววว, อ่อ กรอบแกรบเองด้วย T,T

               บันทึกความทรงจำครั้งนี้ ก็อยากให้เป็นหลักฐานความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่ง เราก็เคยมีความสุข และทำอะไรแบบนี้มาแล้ว หวังว่ากลับไปเที่ยวนิวซีแลนด์ครั้งหน้า(แน่นอน) จะได้มาทบทวนเรื่องเล่าที่ได้บันทึกไว้ในครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

Day1 : 13May2011 “Wow! Emirate”

               วันแรกของการเดินทางก็มาถึง ผมบินตรงจากหาดใหญ่เพื่อมารอเครื่องที่กรุงเทพตั้งหนึ่งคืน จริงๆก็คือพยายามทำยังไงก็ได้ให้ไกลรพ.ที่ทำงานมากที่สุด ตอนนั้นรู้สึกได้ว่า ความอิสระเสรี ที่ขาดหายมานาน กำลังจะกลับมาเยือน อยากทำอะไร..ทำ อยากไปไหน..ไป แม้ว่างบางทีในช่วงก่อนออกเดินทางจะมีโทรศัพท์ดังกวนใจ พร้อมขึ้นชื่อที่บันทึกไว้ด้วยคำว่า PSU ขึ้นมาหลายครั้ง ก็แค่ยกหูแล้วพูดให้ชัดว่า “ผมลางานครับ” แล้ววาง แหมะ สะใจจริงๆ แล้วนึกเพ้อต่ออีก โอ้ว ชีวิตอีกเก้าวันที่เหลือ ช่างน่าพิสมัยอะไรยิ่งนัก จะเดินเดินทางแล้วสินะเนี่ย อีกไม่นานก็หนึ่งทุ่มแล้วเวลาdepart

               เนื่องจากกลัวรถติดมากจึงมาถึงสุวรรณภูมิตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อมากันครบองค์ประชุมก็ไปcheck in ทันที จัดแจงส่งกระเป๋าbackpackerคู่ใจทั้งสามใบให้วิ่งผ่านไปตามสายพานมุ่งตรงสู่เครื่องบิน เตรียมออกเดินทางไปแวะSydney ก่อนจะไปจบปลายทางที่Chirstchurch

               เครื่องบินดูดีมาก เนื่องจากไม่ค่อยได้นั่งเครื่องบินดีๆ ปกตินั่งนกแอร์ ไกลหน่อยไปฮ่องกงก็Cathey pacific พอมาเจอเครื่องมีระดับแบบนี้ ดี๊ด๊าเกินปกติทันที พอได้จับจองที่นั่งก็เริ่มเล่นอุปกรณ์รอบด้านทันที หน้าจอtouch screenจิ้มมันเข้าไป กดๆๆๆ แล้วก็มีโทรศัพท์บนเครื่อง พลิกอีกฝั่งเป็นแป้นกดเล่นเกมส์ได้ พลิกด้านข้างมีที่รูดบัตรเครดิตการ์ด นอกจากนี้ระบบโปรแกรมยังมีหนังให้เลือกดูเป็นร้อยๆเรื่อง เกมส์หลากชนิด เพลงหลากยุค และยังสามารถกดดูวิวด้านหน้า และด้านใต้เครื่องบินอีกด้วย สุดยอดไปเลยพ่อแม่พี่น้อง เล่นบ้ากันอยู่บนเครื่องแบบบ้านนอกเข้ากรุงมาก แต่ไม่สน…ฮ่าๆๆ  นั่งเครื่องไปสักพักก็จะมีแจกแปรงและยาสีฟัน ที่ปิดตา และถุงเท้าไว้ใส่นอนบนเครื่อง ไม่ธรรมดาแฮะ คนที่สนใจเรื่องกินก็ต้องมาเจออาหารบนเครื่อง มื้อใหญ่สองมื้อ และมื้อเล็กหนึ่งมื้อ รสชาติพอใช้ รำคาญเรื่องกินนี่ล่ะ ปลุกมากินตลอดเลย คนจะหลับจะนอน ใครที่อยากกินไวน์หรือวิสกี้ก็บอกพนักงานได้ จะบริการส่งถึงที่เลยล่ะ ตอนขาไปยังไม่ได้สั่ง เพราะยังเกร็งๆอยู่ แต่ขากลับเนี่ย สั่งไวน์แดง แอร์ถามต่อว่าจะเอาของประเทศไหน มีฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย เนื่องจากเพื่อนๆเลือก ออสเตรเลียกันหมด ผมก็เลยจักฝรั่งเศสมากินซะนี่ อร่อยนะครับ ชอบๆ

อีกหนึ่งมุมในสวย

               ใช้เวลาบนเครื่องไปประมาณ 13 ชม.ได้ ไปพักเครื่องที่Sydneyประมาณ 1 ชม. เดินเล่นแดนจิงโจ้ที่airportเล่นๆ ไม่มีอะไรน่าซื้อมากนัก เลยมานั่งรอไปนิวซีแลนด์ต่อดีกว่า ในขาไปเนื่องจากผมดันเอากระเป๋าคู่ใจไปด้วย มันเป็นตุ๊กตาปีศาจ หุหุ นั่นล่ะ ตัวดีเลย ไปที่ไหนก็มีแต่คนจะมาตรวจมัน ตั้งแต่สนามบินที่ไทยแล้ว ตอนผ่านเครื่องสแกนแอบมองดุ หน้าตาเหมือนเด็กทารกเลย พอมาถึงที่ออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ก็รวจหาสารเสพย์ติดกันใหญ่ ตอนนั้นก็แอบกลัวนะนั่น แม้ว่าไม่ได้พกอะไรไป แต่ไม่รู้ว่าร้านที่ขายมันเอาอะไรยัดมารึป่าว คิดไปซะไกลนู้นเลย หลังจากนั่งรอไปไม่นานก็เดินทางไปต่อ ได้งีบบนเครื่องสักประเดี๋ยว ก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกหลายที เพราะว่าใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง ตื่นเต้นน่ะครับ อยากเห็นหน้าตาเกาะใต้ก่อนลงจอดซะเหลือเกิน…อ่า มันขึ้นวันใหม่แล้วนี่หว่า แต่ไม่ได้นอนเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่บอก เลยงงเวลาเล็กน้อยในวันแรก งั้นยกมาโม้ต่อในวันถัดไปเลยนะครับ

Day2 : 14May2011 “Hello New Zealand, Yahoo Christchurch”

    ขณะที่นั่งกินลมชมวิวบนเครื่อง ผัดเปลี่ยนมาเล่นเกมส์บ้างแก้เบื่อ งีบเป็นระยะ สักพักก็ประกาศว่าใกล้จะถึงแล้ว ตอนนั้นไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย คิดแค่ว่า เราจะมาถึงแล้วหรอว่ะเนี่ย มาไกลเกินกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ฝนจะตกมั๊ยว่ะ เมฆเยอะเชียว คิดพลางมองไปที่หน้าต่าง จังหวะที่เครื่องบินเอียงลำเครื่องก็ได้เห็นพื้นสีเขียวชะอุ่มแวบๆ นึกในใจช่วยเอียงเครื่องอีกสักทีได้มั๊ยเนี่ย รอได้ไม่นาน เริ่มทนไม่ไหว เลยตะกุยตัวเองข้ามเพื่อนที่อยู่ติดหน้าต่าง เมิงเกะกะนะ ตรูจะดูวิว

    เขียวชะอุ่มเป็นทุ่งกว้าง มีบ้านหลังเล็กๆล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มีขอบรั้วกั้นกลางระหว่างทุ่งหญ้าด้วยต้นสนสีเขียวเข้มตัดพื้นขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด เห็นสายน้ำเป็นสายยาวใสมาแต่ไกล แนวเขายาวสลับขึ้นลงเป็นคลื่นดินแทรกแซมด้วยทุ่งหญ้าเขียวปนทองไกลสุดลูกหูลูกตา เหลือบมองระดับสายตาเจอเมฆขาวเทายาวลอยละล่องทั่วท้องฟ้า ริ้วเมฆเป็นทิวทางขนานกับสายลม จัดระเบียบกันกลางอากาศอย่างไม่ตั้งใจได้อย่างลงตัว ในบางตำแหน่งจะเห็นแสงแดดแวบเข้ามากระทบกระจกตาเป็นระยะพอให้รู้ว่า ถึงแม้วันนี้มีเมฆมาก แต่ก็พอมีแดดรำไรให้ได้เชยชมบ้าง ในจังหวะช่วงร่อนเครื่องลง สักพักจะเห็น ผืนแผ่นดินยกตัวลอยสูงขึ้น ภาพทุกอย่างที่เห็นค่อยๆชัดขึ้น เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต เห็นฝูงนกโฉบไปมาถลาอยู่ใต้ท้องเครื่อง รถยนต์คันเล็กๆคืบคลานบนท้องถนนอย่างช้าๆ ปุยนุ่นเล็กๆสีขาวที่แปะอยู่บนทุ่งหญ้า เริ่มเห็นขาปรากฏยื่นออกมาใต้ปุยนุ่นเหล่านั้น แกะตัวน้อยกินหญ้ากันตามท้องทุ่งอย่างขะมักเขม้นประดุจว่า ถ้าไม่รีบกินหญ้าวันนี้พรุ่งนี้หญ้าจะหมดโลกกันเลยเชียว เริ่มตื้นเต้นขึ้นมาแล้วล่ะสิเนี่ย ผมนึกบ่นพรึมพรำกับตัวเองในใจ

    หลังจากที่มาเหยียบพื้นโลกอีกครั้ง อันดับแรกก็ต้องบอกสำรวจพื้นดินซะหน่อย พื้นดินไม่ไหวนะจ๊ะฟังธง ต่อมาจึงก้าวย่างอย่างมั่นคง รอรับกระเป๋า แล้วไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง

Are you a doctor? (ผมพยักหน้า แล้วพูดว่า Yes!)

Oh, too young (ผมยิ้ม แล้วนึกในใจว่า Yes แหงมล่ะ)

Goodbye, nice tripppp! (ผมยิ้มรับ และ Thanks you กลับก่อนเดินออกมาด้วยหน้าแป้นแล้นเวลาถูกเยินยอ)

    พอมาถึงจุดdeclareของในกระเป๋า ตรงตำแหน่งนี้คงต้องเล่าอีกหน่อย เจ้าหน้าที่ถามว่า มีอาหารมามั๊ย ผมตอบอย่างทันควันว่า “เยส, อิส อะ มาม่า” ถึงขั้นลืมตัวไปตัวไปเลยว่า มาม่าคือภาษาไทย เลยโดนเพื่อนๆประนามอย่างหนักตั้งแต่เข้าเมืองกีวี่ในวันแรก ใครจะไปนึกว่า มาม่า ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ก็เขียนข้างซองว่า Mama นี่หว่า เพื่อนบอกว่าเดี๋ยวเขาจะนึกว่า เมิงจะเอา แม่ มาdeclareทำพรื่อ! ตลกดีว่ะ ^^

    ผ่านจุดตรวจสอบทั้งหมด สุดท้ายก็ได้มาม่ามาไว้ในครอบครอง เอาเข้าไปประเทศได้ หยิบแผนที่ที่แจกฟรีอยู่ตรงทางออก แล้วติดต่อรับรถทันที รถที่ผมจองในทริปนี้คือ Nissan sunny สีขาว ว้าวๆๆ หลังตรวจเช็คสภาพรถ และให้สอนวิธีการใช้ snow chain เสร็จ ก็ออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองchristchurchทันที ที่ต้องใช้snow chain เนื่องจากว่ามีวางแผนว่าจะไปMilford sound ซึ่งอาจจะเจอหิมะ ถ้าไม่มีรถไหลตกถนนแน่ ส่วนผมคิดในใจว่า ถ้าเจอหิมะเยอะ ขับอันตราย ถอยลูกเดียว ไม่มานั่งเล่นสเก็ตบนเขาหรอก

    เท้าแต่คันเร่งปั๊บ ก็เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองปุ๊บ ขับแบบระวังป้ายเตือนมาก ดีที่มีGPSนำทาง ช่วยได้เยอะ พอดีปักหมุดกันมาแล้ว ขณะขับรถชมบ้านเมืองนี้ รู้สึกว่าอยู่กันน่ารักจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว อย่างมากก็สองชั้น มีต้นไม้ทั้งหน้าบ้านและในบ้าน  ต้นไม้ส่วนใหญ่ล้วนโชว์ก้านกิ่งกันเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วท้าลมหนาว ทั้งสีแดง สีน้ำตาล สะอาดสะอ้านมากมาย …เริ่มจะชอบนิวซีแลนด์ขึ้นมาจริงๆจังๆซะแล้ว

สวนสาธารณะกับAvon river

บรรยากาศสานสาธารณะกับใบไม้เปลี่ยนสี

    ผมและเพื่อนๆเอาของเข้าที่พัก ในคืนแรกนี้พักที่ Ricarton inn น่าพักน่านอนมาก คุยกับเจ้าของเสร็จสรรพ ก็รีบไปเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศในวันแรกที่สวนสาธารณะของเมืองนี้ ชมแม่น้ำAvonที่ไหลผ่านสวน พร้อมกับชมเป็ดลอยน้ำเล่นใน อ่อ พวกผมทราบมาเพิ่มว่า ในเมืองมีพื้นที่โซนแดง ห้ามเข้าเป็นอันขาด ในส่วนของ Cathedal square นั่นคือ โปรแกรมเที่ยวในเมืองถูกตัดทิ้งทั้งหมด(เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ถล่มศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเมืองนี้สินซากไปเลยทีเดียว)  การเดินเที่ยวในสวนสาธารณะ จึงเป็นที่เดียวที่น่าไป ขับรถวนไปวนมาอีกหลายรอบ สวยจังเมืองนี้ นี่คือเมืองที่ใหญ่และเจริญที่สุดในเกาะใต้ใช่มั๊ยเนี่ย สงบจัง ผมเดินเที่ยวถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเย็นในวันแรก รู้สึกสงบ สะอาด อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ เดินจนพระอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า(ลาตั้งแต่ห้าโมงเย็น) พวกผมได้บรรยากาศเล็กๆน้อยๆในวันแรกแค่นี้ก็พอใจแล้ว อย่างน้อยครั้งนี้ก็ไม่มีอาการculture shockเหมือนตอนไปเนปาลครั้งก่อน ก็แน่ล่ะ เพราะครั้งนี้มันดูศิวิไลซ์กว่าเยอะ ดีเหมือนกันที่ได้เห็นอะไรเจริญหูเจริญตาแบบนี้บ้าง ไม่เสียใจเลยจริงๆที่พลาดทิเบตกับภูฏาน เพราะนี่ก็เมืองในฝันนี่นา

    อาหารเย็นวันนี้ก็ไปกินร้านอาหารที่นิวซีแลนด์ ร้านlocalของคนที่นี่เลย อาหารรสชาติใช้ได้ ยังไม่เลี่ยนด้วยล่ะวันแรก พนักงานน่ารักมากพูดจาคล่องแคล่ว สวยอีก พวกผมได้ไวน์แดงมากินฟรีแก้วนึง อร่อยดี ชิมจิบๆก่อนซักวันนึงละกัน เสร็จจากกินอาหารเย็นก็ไปshopping อาหารเช้ามากิน เตรียมท้องก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ได้กีวี่สีทองมากินประเดิมก่อนด้วย อร่อยๆหวานชุ่มคอมากมาย สุขใจจังกับการนอนหลับในดินแดนกีวี่แห่งนี้ นอนให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ดีกว่า…ZZZ

Day3 : 15May2011 “Castle hill, Franz Josef Glacia”

                ตื่นมากับเช้าวันใหม่ สดชื่นจังเลย อากาศหนาวมากมาย 6โมงเช้าแล้ว ยังมืดสนิท ผมจัดแจงอาบน้ำก่อนตามด้วยพลพรรคที่เหลือ เปิดโทรทัศน์ฟังพยากรณ์อากาศ กินขนมปังกันยามเช้า เอานมมานั่งกินกันสลอนก่อนออกเดินทาง เมื่อท้องพร้อม เก็บของเสร็จ ฟ้าเริ่มมีแสงสลัว ก็ออกเดินทางทันที ในช่วงที่ผมมาday timeสั้นมากครับ เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาที่ฟ้าสว่างให้คุ้มที่สุด ขับโลด เช้าวันนี้ฝนตกด้วยสิ ฟ้าครึ้มตลอดทางเลย

ฟ้าสลัวก่อนออกเดินทาง…ในภาพคือเจ้าเบิ้ม

อยากจอดตรงไหนจอด เพราะเส้นทางนี้เรากำหนดเองแล้ว

                แผนการเดินทางวันนี้จะต้องขับผ่าน Arthur pass ไปแวะชม pancake rock ที่ Paparoa national park แล้วไปนอนที่ Franz Josef จากการคำนวณ และระยะทางแล้วจะต้องทำเวลามาก และแน่นจริงจัง เลยตัดสินใจตัดไป Pancake rock ออก แล้วขับชิลด์ระหว่างทางดีกว่า อีกอย่างยังไม่ชำนาญทางด้วย หลังจากปรับแผนกันใหม่ จึงลัลล้าได้มากขึ้น

วิวระหว่างการเดินทาง

Otira highway

                เมืองแรกที่แวะก็เมือง Springfield หนังสือบอกว่าเป็นเมืองนี้เป็นเมืองสุดท้ายที่มีน้ำมันให้เติม เลยเติมให้เต็มอีกทีเพื่อความมั่นใจ ในการเติมน้ำมันรถที่นี่ต้องเติมเองนะ อารมณ์เด็กปั๊ม สนุกดีครับ ก็ครั้งแรกก็ให้เค้าสอนก่อน ไม่ยากอย่างที่คิดแฮะ แค่กดบีบคันโยกจนมันดังแกร๊ก เป็นอันเสร็จ จำราคาที่เติมแล้วเดินไปบอกเจ้าของร้านว่าเท่าไร แล้วจ่ายไปครับ เติมเสร็จก็ออกเดินทางต่อ ฟ้าก็ยังครึ้มๆทึมๆ ใจไม่ดีเลย จะเห็นวิวสวยๆมั๊ยเนี่ยฟ้าปิดซะขนาดนี้ ระหว่างขับก็เจอภูมิประเทศสองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนไป ทางเริ่มคดเคี้ยวมากขึ้น  ขับไปไม่นานก็ไปเจอะ Castle hill กองหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหลังให้ ทำให้สวยงามขึ้นเยอะ ถ่ายรูปไปเยอะ ณ ตำแหน่งจุดแวะแรกแห่งนี้ แล้วรีบเดินทางต่อ ยังต้องไปอีกไกล 200กว่ากิโลเมตร ฮุ่ยๆๆ ระหว่างทางสวยมาก สวยมากแบบทนขับต่อไม่ได้ก็จะจอดรถทันที(จอดอย่างปลอดภัยด้วยนะครับ) ออกมาจากรถท้าลมหนาวเป็นระยะ ถ่ายเสร็จก็วิ่งหนีอากาศเย็นขึ้นรถต่อ ดีที่ในรถheaterทำงานดี อุ่นสบายเลยล่ะครับ จุดสังเกตอีกอย่างระหว่างการเดินทางคือ ดูป้ายสีน้ำตาลด้วยนะครับ จะเป็นview point หรือสถานที่ที่น่าไปดู ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงแรมเมื่อคืนบอกว่า เป็นป้ายที่คนท้องถิ่นที่นี่ชอบไปกัน หากมีเวลาก็แวะบ้าง ระหว่างทางพวกผมก็แวะบ้าง ไม่ได้แวะบ้าง เพราะมันมีหลายจุดเหลือเกิน พูดถึงป้ายแล้วแถมเรื่องป้ายความเร็วรถด้วย ที่นี่จะจำกัดความเร็วเมื่อเข้าเมืองทุกครั้ง จะบอกเลยว่า ตำแหน่งนี้ 30, 50 หรือ 80 ถ้าจะขับ 100กม/ชม. ก็ต้องไปขับนอกเมืองเท่านั้น ส่วนตรงทางโค้งเหมือนกันจะแจ้งความเร็วทุกโค้ง โค้งที่อันตรายหักศอกเยอะก็จะให้ขับช้าๆ มีทั้ง 80, 60, 50, 35 ไปจนกระทั่ง 25 กม/ชม. อยากจะบอกว่าประทับใจกับระบบป้ายจราจรที่นี่มาก ชัดเจนจริงๆ ผมชอบ

ฟ้าสว่างระหว่างเดินทาง ณ ถนนลอยฟ้างดงามเหลือเกิน

                ทางที่ผมขับผ่าน Arthur pass นี้ จะขับจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก หรืออีกฝั่งหนึ่งของเกาะนั่นล่ะครับ ส่วนใหญ่ถ้าคนมีเวลาก็จะมานั่งรถไฟผ่านเส้นนี้ด้วย เพราะถือว่าเป็นทางรถไฟที่สวยมาก สวยที่สุดในประเทศ ยืนยันแล้วครับ เพราะขับรถก็สวยมากจริงๆ พอเข้าฝั่งตะวันตกต้นไม้เริ่มหนาตาขึ้น เหมือนเข้าเขตป่า ขับผ่าน Otira highway เค้าบอกว่าเป็นHighway ที่สวยเหมือนขับบนสวรรค์ แต่ตอนขับมาก็ไม่เห็นจะเจอสวรรค์เลย แต่สวยจริงครับ วิวทิวทัศน์สองข้างทาง ทำเอาคนขับรถขี้เซาอย่างผม ตื่นเต้นตลอดทาง ตามองทุกกระจก ทั้งด้านหน้า ข้าง และหลัง สวยทุกมุมมองเลย ชมความงามเพลินจนมาทะลุฝั่งตะวันตก ก็เห็นทะเลแวบหนึ่งตอนโผล่พ้นเขตเขา แล้วเลี้ยวซ้ายลงใต้มาพักกินข้าวที่เมือง Hokitika เมืองนี้เน้นการขายหยกเป็นหลัก แต่พวกผมไม่ซื้อหรอก แพงน่ะครับ แค่มาแวะกินFish&Chips ถ่ายรูปชมเมืองเล็กน้อย แล้วเดินทางกันต่อ เพราะตอนนี้มาถึงครึ่งทางแล้ว ถ้าไปถึงไวจะได้ลัลล้าได้อีก

สามคนกับเงาสามเรา ถ่าย ณ เมืองHokitika

แวะข้างทางเมื่ออยากแวะ

รุ้งสองวงซ้อนกัน ครั้งแรกในชีวิตครับ

                 ในฝั่งตะวันตกนี้มีฝนตกอยู่เป็นช่วงๆ สลับกับแดดจ้า เลยได้พบปะกับสายรุ้งอยู่หลายครั้งหลายครา ครั้งแรกที่เห็นก็ดีใจมาก หลังจากไม่ได้เห็นมานานแสนนาน แต่ขับไปสักพักก็เจออีก สวยโฮก ที่สวยที่สุดแล้วก็ตอนเห็นรุ้งโค้งครบวง แล้วซ้อนกันสองชั้น สวยมากๆๆๆ เกินจะบรรยายเลยล่ะ เคยฟังเพลง Over the rainbow แล้วแบบว่ามันยังไงนะ พอเจอเข้ารู้เลยว่า somewhere over the rainbow ก็คือสวรรค์นั่นล่ะ เส้นทางในช่วงหลังนี้ก็เข้าใกล้เมือง Franz Josef มากขึ้น เลยเริ่มมีการจอดแวะพักถ่ายรูปรายทาง จำได้เลยว่าขณะกำลังขับ แล้วมองไป นึกในใจว่า สวยว่ะ ขับไปอีกก็คิดอีกว่า ทำไมมันสวยอย่างนี้วะ ขับไปอีกเลยพูดว่า สวยไม่ไหวแล้ว ขอจอดถ่ายรูปอีกแล้วกัน บางจุดที่เจอป้ายสีน้ำตาลก็แวะเข้าไปดู สวยจริงดังป้ายเตือนบอก นี่ผ่านมาหลายป้ายไม่ได้แวะแอบเสียดายนะนี่ แต่ต้องทำเวลานี่เนอะ ขับต่อๆ(ป้ายสีน้ำตาลที่ให้แวะเข้าไปไม่ค่อยบอกระยะทางครับ กลัวจะเสียเวลาเกินไปถ้ามันเข้าไปลึกน่ะครับ) ก่อนจะถึงเมืองปลายทาง มีขับผ่านป่าช่วงสุดท้าย ผมเจอนกกีวี่สองสามตัว เล่นกันอยู่ข้างทาง พอผมขับมันเลยวิ่งหายไปเข้าไปในป่า ดีใจมากเลย(ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นนกกีวี่ มานักdiscussถึงรูปร่างหน้าตา เลยรู้ว่า ใช่แล้ว เจอตัวจริงแล้ว) ดีใจๆ น่าเสียดายที่คนอื่นไม่เห็นด้วยกันครับ

แวะเข้ามาตามป้ายสีน้ำตาล สวยแจ่ม

เดินวนชมบรรยากาศ

นั่งชมวิวกับแสงแดดยามบ่าย

                พวกผมมาถึง Franz Josef ก็สี่โมงเย็นแล้ว รีบเข้าที่พัก ซึ่งคืนที่สองนี้พักที่ Montose backpacker เป็นสำหรับพวกสะพายเป้มาเที่ยวนอนกันครับ ห้องพักพวกผมเป็นสี่เตียงนอน แต่โชคดีที่ไม่มี roommate เลยจัดการครอบครองห้องเลยซะนี่ จัดแจงของในห้องเสร็จ สำรวจที่พักมีห้องครัว ห้องนั่งเล่น(คนนั่งกันเยอะมาก ไม่กล้าคุย) และห้องเล่นอินเตอร์เน็ต สำรวจที่ทางเสร็จเวลายังเหลือ ผมเลยโยกตารางเที่ยวของวันถัดไปเข้ามาโปะท้ายของวันนี้แทน ซึ่งแผนการอีกวันนั้นแน่นมาก และมีแนวโน้มไม่ทันสูงมาก แผนการเดิน Franz Josef Glacia ไว้ท้ายตารางสุดของวันนี้ โดยการเดินชมGlacia(ธารน้ำแข็ง) มีหลายเส้นทางมาก ถ้าอยากสัมผัสจังๆคงต้องจ้างไกด์ และใช้เวลาเยอะ พวกผมเลยเลือกเดินกันเอง เดินทั้งสองเส้นทางเลย พลังเยอะจัด โดยไปเส้นทางแรกก่อน ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 20นาที ชมวิวเห็นGlaciaระยะไกล แล้วเดินเข้าไปอีกเส้นใช้เวลา 1.20 ชม.เห็นจะได้ ตอนแรกมองนึกว่าใกล้ ยิ่งเดินยิ่งไกล อากาศเริ่มเย็นขึ้น ฟ้ามืดขึ้นอีก ฝนตกปรอยๆ  สุดท้ายก็ไปกันจนสุดถ่ายรูปทันแล้วรับจรลีออกมา ดีที่ยังหนุ่มยังแน่นเลยเดินทำเวลากันไหว แบบว่าจ้ำอ้าวกันมันเลยล่ะ หอบแฮ่กๆบางช่วงด้วยครับ

ถึงแล้ว Frans Josef Glacia

Light blue in the Glacia

               ความงามของGlaciaนี้อธิบายไม่ถูกเลย เพราะไม่เคยเห็นธารน้ำแข็งมาก่อน มันใหญ่ มันอลังการ มองไปใกล้ๆก็เห็นตัวธารน้ำแข็งเป็นสีฟ้าอมขาว โอ้ววววว สวยไม่ไหวทน นี่มาถึงGlaciaแล้วหรอนี่ เร็วกว่าแผนการที่คิดไว้เยอะเลยนะนี่ เสียดายจังที่มืดเร็ว เลยไม่ได้ถอดเสื้อท้าลมหนาวแบบหนูนาในเรื่องกวนมึนโฮเลย ท่องเอาไว้ ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ยังมีอีกวัน ^^ เดินทางชมธารน้ำแข็งเสร็จก็กลับมาซื้อของเตรียมทำมาม่าพรุ่งนี้เช้า บังเอิญว่ามีครัวนี่ว่า ทำซะหน่อย แล้วก็ไปกินพิซซ่าเป็นอาหารมื้อเย็น ก่อนจะเข้าที่พัก เตรียมตัวนอนกัน วันนี้ไม่ได้เดินชมเมืองเลย เพราะว่าฝนตกหนักมาก เลยต้องมาซุกตัวในที่พัก เดินลงมาห้องนั่งเล่น พวกbackpackerทั้งหลายก็นั่งดู Lord of the Ring กันอย่างไม่สนใจใคร พวกผมเลยไม่กล้าสร้างสัมพันธไมตรี เดินกลับขึ้นมาบนห้อง แล้วนั่งเล่นFB แจ้งข่าวคราวทางบ้านกันก่อนนอน

                หมดไปอีกวันที่งดงามของดินแดนกีวี่แห่งนี้ ผมมีความสุขจังครับ

to be continue, Let's follow us via Kiwi way

 

Ref : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part I


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter
Tagged with: