Jan 01

และแล้วก็มาถึงประเทศสุดท้ายใน combo เที่ยวทั่วโลกจนได้ นิวซีแลนด์ดินแดนในฝันของข้าพเจ้า ช่วงที่ดู the Lord of the rings เคยฝันไว้ว่าครั้งหนึ่งจะต้องไปเที่ยวประเทศนี้ให้ได้ และก็คิดว่าเป็นแค่ความฝันมาตลอดเพราะต้องใช้เงินมหาศาลในการไปที่ยว แต่สุดท้ายก็จับพลัดจับพลูได้ไปเหยียบดินแดนสามหมอกจนได้..

ทริปนี้เป็นการรวมตัวของน้องชายของข้าพเจ้าที่หาดใหญ่และเพื่อนสนิทของน้องเค้า.. รวมตัวกันสามหน่อแล้วขับรถไปตะลุยกัน ^^

Blogs ทั้งหมดของ New Zealand ขออนุญาตยกกะบิมาจาก blogs ที่น้องชายข้าพเจ้าได้เขียนไว้เมื่อครั้งเพิ่งกลับมาสดๆร้อนๆมาทั้งหมดเลยนะครับ เพราะเนื้อหาครบถ้วนสมบูรณ์และยังสดจริงๆ

Plan การท่องเที่ยวตลอด 8 วันเต็มใน New Zealand ตาม spreadsheet นี้เลยครับ :)

NZ Plan 2011

เชิญทัศนาได้เลยครับ

======================================================================================================

The Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011]

               จะเริ่มยังไงดีกับบันทึกการเดินทางครั้งนี้ จะบอกว่ามันคือการเดินทางที่โคตรจะมีความสุขครั้งหนึ่งชีวิต ช่วงเวลาที่อยู่ที่เกาะใต้แห่งนิวซีแลนด์นี้ เดินทางทุกวันจริงๆ รวมระยะทางทั้งหมดที่ขับไปตั้ง 2260 กิโลเมตรแน่ะ ไม่น้อยเลยนะครับ ทุบสถิติการขับรถเลย เพราะปกติเป็นคนขับทางไกลไม่เก่ง ขี้เซาด้วย แต่ครั้งนี้สู้สุดชีวิต ขับไปชมวิวไป วิวมันสวยจริงๆ แทบไม่อยากกระพริบตาเลย(อันนี้เริ่มเว่อร์) หากใครมีโอกาสได้ไป มั่นใจร้อยทั้งร้อยจะหลงรักประเทศนี้ไปอย่างหัวปรักหัวปรำ

หาที่ไปที่ไหนดีน้าาาาาา

               คำถามที่โดนถามบ่อยว่า ทำไมครั้งนี้เลือกไปนิวซีแลนด์ จริงๆแล้ว ประเทศนี้ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่จะไปด้วยซ้ำ เป็นแค่แผนสำรอง เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายในการเที่ยวมันค่อนข้างสูง เลยเลือกไปเที่ยวทิเบตเป็นอันดับแรก หลังจากวางแผนการเที่ยวเสร็จ ก็ดันมาทราบว่า มันปิดประเทศในช่วงนี้ กลายเป็นว่า แผนการบุกหลังคาโลกเป็นอันล่มสลาย

นี่ไง ทิเบต

จึงได้เบนเข็มไปหลังคาโลกอีกฝั่ง เตรียมบุกภูฏาน เมืองในม่านเขา โดยได้ติดต่อกับเจ้าของประเทศเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย สุดท้ายกลับล่มเนื่องจากไม่สามารถจะทำการinviteได้สำเร็จ ณ ตอนนั้นเคว้งคว้างมาก ไม่รู้จะไปไหน เบนเข็มไม่ถูก ความคิดเริ่มกระจาย สถานที่อยากเที่ยวกระเด็นออกมาจากหัวเกลื่อกลาด ทั้ง คานาสือ(ที่ราบเขาชิงไห่ ในประเทศจีน เดินทางลำบากใช่ย่อย) ต้าลี่-ลี่เจียง-แชงกริลา(นี่ก็เมืองในฝัน) ญี่ปุ่น(แผ่นเดินเพิ่งไหว) และก็มาปิดท้ายด้วยนิวซีแลนด์ นี่ล่ะ เอาว่ะ ตอนนั้นคิดว่าแพงยังไงก็ไม่สนแล้ว เป็นไงเป็นกัน โอกาสลาได้นานเป็นสิบวันมันไม่ได้มีบ่อยๆ ผมและเพื่อนพ้องจึงตกลงกันอย่างเอกฉันท์อีกรอบว่าประเทศนี้ล่ะ โลดดดดดด มรสุมถัดมาเข้ามาอีกหลังได้ประเทศเป้าหมาย ก็ได้ข่าวประกาศว่าทิเบตเปิดประเทศแล้ว โอยยย…แย่ล่ะ ลังเลอย่างหนัก จะไปไหนดีๆ และการตัดสินกันรอบสองก็เกิดขึ้น เอาว่ะ นิวซีแลนด์ นี่ล่ะ ฟันธง! เตรียมใจแล้วนี่หว่า ความรู้สึกอยากเที่ยวพุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่หดหายไปในช่วงหาที่เที่ยวอื่นๆ เพราะว่ามันล้มเหลวไปหลายรอบเช่นกัน ณ ตอนนั้นก็ไปขุดหนังสือท่องเที่ยวที่ซื้อสำรองไว้มานั่งเปิดดู ก็ได้พบคำถามใหม่ในการเที่ยวครั้งนี้ว่า “พวกเราจะไปเกาะไหนกันดี” เกาะเหนือหรือเกาะใต้ เท่าที่รู้มา เกาะเหนือจะเน้นactivities มีความเป็นเมืองซะมากกว่า(ก็เป็นที่ตั้งเมืองหลวงนี่นา) ธรรมชาติก็มีบ้าง ส่วนเกาะใต้ เน้นธรรมชาติเป็นหลัก และหนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะไปที่เกาะใต้นี้ล่ะครับ ประมาณ 90% ของหนังสือท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ก็ไปเกาะใต้ ใครไปใครมาก็บอกว่าถ้าไปนิวซีแลนด์ต้องไปเกาะใต้ให้ได้นะ และนี่ล่ะครับ คือที่มาของคำตอบว่า ทำไมพวกผม จึงไปเที่ยวเกาะใต้นิวซีแลนด์กัน

Aotearoa หมายถึง "ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาว

               จากการศึกษาข้อมูลหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่ม ศึกษากันที่ร้านขายหนังสือน่ะ…หุหุ ก็มีแนะนำมากมาย สุดท้ายหนังสือที่ถูกตาต้องใจผมก็ไม่พ้น เที่ยวไม่ง้อทัวร์อีกแล้ว ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ บังเอิญชอบสไตล์การแนะนำ การวางแผนเที่ยวของหนังสือน่ะครับ ประกอบกับมีการอิงข้อมูลพื้นฐาน เช่น ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่า เข้ามาด้วย ทำให้ช่วยเพิ่มอรรถรสในการพกไปเที่ยวระหว่างการเดินทาง

               เมื่อมีเป้าหมาย ผมก็จะมุ่งไป ฮ่าๆๆ ดูมีอุดมการณ์มาก การวางแผนการท่องเที่ยวก็เริ่มต้นขึ้น อย่างจริงๆจังๆ ร่วมกับการหาตั๋วเครื่องบินกันจ้าระหวั่น ต้องหาตั๋วราคาดี เวลาดี สุดท้ายก็ได้สายการบิน Emirate มาครอบครอง โดยไปต่อเครื่อง(via)ที่ Sydney ในด้านที่พักก็ทำการจองที่พัก check ratingว่าที่ไหนดี ที่ไหนถูก ส่วนรถเช่าก็หารถเช่าท้องถิ่นของที่นิวซีแลนด์เอา ถูกกว่าพวกรถเช่าinterตั้งเท่าตัวแน่ะ และก็ทำการจองล่องเรือMilford ไว้ด้วย พร้อมลุย วู้ววๆๆ

               จะบอกว่าค่าใช้จ่ายทริปนี้ล้วนแล้วจ่ายเองทั้งสิ้นนะครับ ถึงเวลาแล้วที่จะได้หาเอง จ่ายเอง ใช้เอง ฮิ้ววววว, อ่อ กรอบแกรบเองด้วย T,T

               บันทึกความทรงจำครั้งนี้ ก็อยากให้เป็นหลักฐานความทรงจำ ว่าครั้งหนึ่ง เราก็เคยมีความสุข และทำอะไรแบบนี้มาแล้ว หวังว่ากลับไปเที่ยวนิวซีแลนด์ครั้งหน้า(แน่นอน) จะได้มาทบทวนเรื่องเล่าที่ได้บันทึกไว้ในครั้งนี้ด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

Day1 : 13May2011 “Wow! Emirate”

               วันแรกของการเดินทางก็มาถึง ผมบินตรงจากหาดใหญ่เพื่อมารอเครื่องที่กรุงเทพตั้งหนึ่งคืน จริงๆก็คือพยายามทำยังไงก็ได้ให้ไกลรพ.ที่ทำงานมากที่สุด ตอนนั้นรู้สึกได้ว่า ความอิสระเสรี ที่ขาดหายมานาน กำลังจะกลับมาเยือน อยากทำอะไร..ทำ อยากไปไหน..ไป แม้ว่างบางทีในช่วงก่อนออกเดินทางจะมีโทรศัพท์ดังกวนใจ พร้อมขึ้นชื่อที่บันทึกไว้ด้วยคำว่า PSU ขึ้นมาหลายครั้ง ก็แค่ยกหูแล้วพูดให้ชัดว่า “ผมลางานครับ” แล้ววาง แหมะ สะใจจริงๆ แล้วนึกเพ้อต่ออีก โอ้ว ชีวิตอีกเก้าวันที่เหลือ ช่างน่าพิสมัยอะไรยิ่งนัก จะเดินเดินทางแล้วสินะเนี่ย อีกไม่นานก็หนึ่งทุ่มแล้วเวลาdepart

               เนื่องจากกลัวรถติดมากจึงมาถึงสุวรรณภูมิตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อมากันครบองค์ประชุมก็ไปcheck in ทันที จัดแจงส่งกระเป๋าbackpackerคู่ใจทั้งสามใบให้วิ่งผ่านไปตามสายพานมุ่งตรงสู่เครื่องบิน เตรียมออกเดินทางไปแวะSydney ก่อนจะไปจบปลายทางที่Chirstchurch

               เครื่องบินดูดีมาก เนื่องจากไม่ค่อยได้นั่งเครื่องบินดีๆ ปกตินั่งนกแอร์ ไกลหน่อยไปฮ่องกงก็Cathey pacific พอมาเจอเครื่องมีระดับแบบนี้ ดี๊ด๊าเกินปกติทันที พอได้จับจองที่นั่งก็เริ่มเล่นอุปกรณ์รอบด้านทันที หน้าจอtouch screenจิ้มมันเข้าไป กดๆๆๆ แล้วก็มีโทรศัพท์บนเครื่อง พลิกอีกฝั่งเป็นแป้นกดเล่นเกมส์ได้ พลิกด้านข้างมีที่รูดบัตรเครดิตการ์ด นอกจากนี้ระบบโปรแกรมยังมีหนังให้เลือกดูเป็นร้อยๆเรื่อง เกมส์หลากชนิด เพลงหลากยุค และยังสามารถกดดูวิวด้านหน้า และด้านใต้เครื่องบินอีกด้วย สุดยอดไปเลยพ่อแม่พี่น้อง เล่นบ้ากันอยู่บนเครื่องแบบบ้านนอกเข้ากรุงมาก แต่ไม่สน…ฮ่าๆๆ  นั่งเครื่องไปสักพักก็จะมีแจกแปรงและยาสีฟัน ที่ปิดตา และถุงเท้าไว้ใส่นอนบนเครื่อง ไม่ธรรมดาแฮะ คนที่สนใจเรื่องกินก็ต้องมาเจออาหารบนเครื่อง มื้อใหญ่สองมื้อ และมื้อเล็กหนึ่งมื้อ รสชาติพอใช้ รำคาญเรื่องกินนี่ล่ะ ปลุกมากินตลอดเลย คนจะหลับจะนอน ใครที่อยากกินไวน์หรือวิสกี้ก็บอกพนักงานได้ จะบริการส่งถึงที่เลยล่ะ ตอนขาไปยังไม่ได้สั่ง เพราะยังเกร็งๆอยู่ แต่ขากลับเนี่ย สั่งไวน์แดง แอร์ถามต่อว่าจะเอาของประเทศไหน มีฝรั่งเศสกับออสเตรเลีย เนื่องจากเพื่อนๆเลือก ออสเตรเลียกันหมด ผมก็เลยจักฝรั่งเศสมากินซะนี่ อร่อยนะครับ ชอบๆ

อีกหนึ่งมุมในสวย

               ใช้เวลาบนเครื่องไปประมาณ 13 ชม.ได้ ไปพักเครื่องที่Sydneyประมาณ 1 ชม. เดินเล่นแดนจิงโจ้ที่airportเล่นๆ ไม่มีอะไรน่าซื้อมากนัก เลยมานั่งรอไปนิวซีแลนด์ต่อดีกว่า ในขาไปเนื่องจากผมดันเอากระเป๋าคู่ใจไปด้วย มันเป็นตุ๊กตาปีศาจ หุหุ นั่นล่ะ ตัวดีเลย ไปที่ไหนก็มีแต่คนจะมาตรวจมัน ตั้งแต่สนามบินที่ไทยแล้ว ตอนผ่านเครื่องสแกนแอบมองดุ หน้าตาเหมือนเด็กทารกเลย พอมาถึงที่ออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ก็รวจหาสารเสพย์ติดกันใหญ่ ตอนนั้นก็แอบกลัวนะนั่น แม้ว่าไม่ได้พกอะไรไป แต่ไม่รู้ว่าร้านที่ขายมันเอาอะไรยัดมารึป่าว คิดไปซะไกลนู้นเลย หลังจากนั่งรอไปไม่นานก็เดินทางไปต่อ ได้งีบบนเครื่องสักประเดี๋ยว ก็ต้องตื่นขึ้นมาอีกหลายที เพราะว่าใกล้จะถึงจุดหมายปลายทาง ตื่นเต้นน่ะครับ อยากเห็นหน้าตาเกาะใต้ก่อนลงจอดซะเหลือเกิน…อ่า มันขึ้นวันใหม่แล้วนี่หว่า แต่ไม่ได้นอนเป็นเรื่องเป็นราวอย่างที่บอก เลยงงเวลาเล็กน้อยในวันแรก งั้นยกมาโม้ต่อในวันถัดไปเลยนะครับ

Day2 : 14May2011 “Hello New Zealand, Yahoo Christchurch”

    ขณะที่นั่งกินลมชมวิวบนเครื่อง ผัดเปลี่ยนมาเล่นเกมส์บ้างแก้เบื่อ งีบเป็นระยะ สักพักก็ประกาศว่าใกล้จะถึงแล้ว ตอนนั้นไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย คิดแค่ว่า เราจะมาถึงแล้วหรอว่ะเนี่ย มาไกลเกินกว่าที่คิดไว้เยอะเลย ฝนจะตกมั๊ยว่ะ เมฆเยอะเชียว คิดพลางมองไปที่หน้าต่าง จังหวะที่เครื่องบินเอียงลำเครื่องก็ได้เห็นพื้นสีเขียวชะอุ่มแวบๆ นึกในใจช่วยเอียงเครื่องอีกสักทีได้มั๊ยเนี่ย รอได้ไม่นาน เริ่มทนไม่ไหว เลยตะกุยตัวเองข้ามเพื่อนที่อยู่ติดหน้าต่าง เมิงเกะกะนะ ตรูจะดูวิว

    เขียวชะอุ่มเป็นทุ่งกว้าง มีบ้านหลังเล็กๆล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มีขอบรั้วกั้นกลางระหว่างทุ่งหญ้าด้วยต้นสนสีเขียวเข้มตัดพื้นขึ้นมาให้เห็นเด่นชัด เห็นสายน้ำเป็นสายยาวใสมาแต่ไกล แนวเขายาวสลับขึ้นลงเป็นคลื่นดินแทรกแซมด้วยทุ่งหญ้าเขียวปนทองไกลสุดลูกหูลูกตา เหลือบมองระดับสายตาเจอเมฆขาวเทายาวลอยละล่องทั่วท้องฟ้า ริ้วเมฆเป็นทิวทางขนานกับสายลม จัดระเบียบกันกลางอากาศอย่างไม่ตั้งใจได้อย่างลงตัว ในบางตำแหน่งจะเห็นแสงแดดแวบเข้ามากระทบกระจกตาเป็นระยะพอให้รู้ว่า ถึงแม้วันนี้มีเมฆมาก แต่ก็พอมีแดดรำไรให้ได้เชยชมบ้าง ในจังหวะช่วงร่อนเครื่องลง สักพักจะเห็น ผืนแผ่นดินยกตัวลอยสูงขึ้น ภาพทุกอย่างที่เห็นค่อยๆชัดขึ้น เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต เห็นฝูงนกโฉบไปมาถลาอยู่ใต้ท้องเครื่อง รถยนต์คันเล็กๆคืบคลานบนท้องถนนอย่างช้าๆ ปุยนุ่นเล็กๆสีขาวที่แปะอยู่บนทุ่งหญ้า เริ่มเห็นขาปรากฏยื่นออกมาใต้ปุยนุ่นเหล่านั้น แกะตัวน้อยกินหญ้ากันตามท้องทุ่งอย่างขะมักเขม้นประดุจว่า ถ้าไม่รีบกินหญ้าวันนี้พรุ่งนี้หญ้าจะหมดโลกกันเลยเชียว เริ่มตื้นเต้นขึ้นมาแล้วล่ะสิเนี่ย ผมนึกบ่นพรึมพรำกับตัวเองในใจ

    หลังจากที่มาเหยียบพื้นโลกอีกครั้ง อันดับแรกก็ต้องบอกสำรวจพื้นดินซะหน่อย พื้นดินไม่ไหวนะจ๊ะฟังธง ต่อมาจึงก้าวย่างอย่างมั่นคง รอรับกระเป๋า แล้วไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง

Are you a doctor? (ผมพยักหน้า แล้วพูดว่า Yes!)

Oh, too young (ผมยิ้ม แล้วนึกในใจว่า Yes แหงมล่ะ)

Goodbye, nice tripppp! (ผมยิ้มรับ และ Thanks you กลับก่อนเดินออกมาด้วยหน้าแป้นแล้นเวลาถูกเยินยอ)

    พอมาถึงจุดdeclareของในกระเป๋า ตรงตำแหน่งนี้คงต้องเล่าอีกหน่อย เจ้าหน้าที่ถามว่า มีอาหารมามั๊ย ผมตอบอย่างทันควันว่า “เยส, อิส อะ มาม่า” ถึงขั้นลืมตัวไปตัวไปเลยว่า มาม่าคือภาษาไทย เลยโดนเพื่อนๆประนามอย่างหนักตั้งแต่เข้าเมืองกีวี่ในวันแรก ใครจะไปนึกว่า มาม่า ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ก็เขียนข้างซองว่า Mama นี่หว่า เพื่อนบอกว่าเดี๋ยวเขาจะนึกว่า เมิงจะเอา แม่ มาdeclareทำพรื่อ! ตลกดีว่ะ ^^

    ผ่านจุดตรวจสอบทั้งหมด สุดท้ายก็ได้มาม่ามาไว้ในครอบครอง เอาเข้าไปประเทศได้ หยิบแผนที่ที่แจกฟรีอยู่ตรงทางออก แล้วติดต่อรับรถทันที รถที่ผมจองในทริปนี้คือ Nissan sunny สีขาว ว้าวๆๆ หลังตรวจเช็คสภาพรถ และให้สอนวิธีการใช้ snow chain เสร็จ ก็ออกเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองchristchurchทันที ที่ต้องใช้snow chain เนื่องจากว่ามีวางแผนว่าจะไปMilford sound ซึ่งอาจจะเจอหิมะ ถ้าไม่มีรถไหลตกถนนแน่ ส่วนผมคิดในใจว่า ถ้าเจอหิมะเยอะ ขับอันตราย ถอยลูกเดียว ไม่มานั่งเล่นสเก็ตบนเขาหรอก

    เท้าแต่คันเร่งปั๊บ ก็เดินทางเข้าสู่ตัวเมืองปุ๊บ ขับแบบระวังป้ายเตือนมาก ดีที่มีGPSนำทาง ช่วยได้เยอะ พอดีปักหมุดกันมาแล้ว ขณะขับรถชมบ้านเมืองนี้ รู้สึกว่าอยู่กันน่ารักจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นบ้านชั้นเดียว อย่างมากก็สองชั้น มีต้นไม้ทั้งหน้าบ้านและในบ้าน  ต้นไม้ส่วนใหญ่ล้วนโชว์ก้านกิ่งกันเต็มที่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้ ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วท้าลมหนาว ทั้งสีแดง สีน้ำตาล สะอาดสะอ้านมากมาย …เริ่มจะชอบนิวซีแลนด์ขึ้นมาจริงๆจังๆซะแล้ว

สวนสาธารณะกับAvon river

บรรยากาศสานสาธารณะกับใบไม้เปลี่ยนสี

    ผมและเพื่อนๆเอาของเข้าที่พัก ในคืนแรกนี้พักที่ Ricarton inn น่าพักน่านอนมาก คุยกับเจ้าของเสร็จสรรพ ก็รีบไปเดินถ่ายรูปเก็บบรรยากาศในวันแรกที่สวนสาธารณะของเมืองนี้ ชมแม่น้ำAvonที่ไหลผ่านสวน พร้อมกับชมเป็ดลอยน้ำเล่นใน อ่อ พวกผมทราบมาเพิ่มว่า ในเมืองมีพื้นที่โซนแดง ห้ามเข้าเป็นอันขาด ในส่วนของ Cathedal square นั่นคือ โปรแกรมเที่ยวในเมืองถูกตัดทิ้งทั้งหมด(เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ถล่มศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเมืองนี้สินซากไปเลยทีเดียว)  การเดินเที่ยวในสวนสาธารณะ จึงเป็นที่เดียวที่น่าไป ขับรถวนไปวนมาอีกหลายรอบ สวยจังเมืองนี้ นี่คือเมืองที่ใหญ่และเจริญที่สุดในเกาะใต้ใช่มั๊ยเนี่ย สงบจัง ผมเดินเที่ยวถ่ายรูปเก็บบรรยากาศยามเย็นในวันแรก รู้สึกสงบ สะอาด อากาศเย็นสบายบริสุทธิ์ เดินจนพระอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า(ลาตั้งแต่ห้าโมงเย็น) พวกผมได้บรรยากาศเล็กๆน้อยๆในวันแรกแค่นี้ก็พอใจแล้ว อย่างน้อยครั้งนี้ก็ไม่มีอาการculture shockเหมือนตอนไปเนปาลครั้งก่อน ก็แน่ล่ะ เพราะครั้งนี้มันดูศิวิไลซ์กว่าเยอะ ดีเหมือนกันที่ได้เห็นอะไรเจริญหูเจริญตาแบบนี้บ้าง ไม่เสียใจเลยจริงๆที่พลาดทิเบตกับภูฏาน เพราะนี่ก็เมืองในฝันนี่นา

    อาหารเย็นวันนี้ก็ไปกินร้านอาหารที่นิวซีแลนด์ ร้านlocalของคนที่นี่เลย อาหารรสชาติใช้ได้ ยังไม่เลี่ยนด้วยล่ะวันแรก พนักงานน่ารักมากพูดจาคล่องแคล่ว สวยอีก พวกผมได้ไวน์แดงมากินฟรีแก้วนึง อร่อยดี ชิมจิบๆก่อนซักวันนึงละกัน เสร็จจากกินอาหารเย็นก็ไปshopping อาหารเช้ามากิน เตรียมท้องก่อนออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ได้กีวี่สีทองมากินประเดิมก่อนด้วย อร่อยๆหวานชุ่มคอมากมาย สุขใจจังกับการนอนหลับในดินแดนกีวี่แห่งนี้ นอนให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ดีกว่า…ZZZ

Day3 : 15May2011 “Castle hill, Franz Josef Glacia”

                ตื่นมากับเช้าวันใหม่ สดชื่นจังเลย อากาศหนาวมากมาย 6โมงเช้าแล้ว ยังมืดสนิท ผมจัดแจงอาบน้ำก่อนตามด้วยพลพรรคที่เหลือ เปิดโทรทัศน์ฟังพยากรณ์อากาศ กินขนมปังกันยามเช้า เอานมมานั่งกินกันสลอนก่อนออกเดินทาง เมื่อท้องพร้อม เก็บของเสร็จ ฟ้าเริ่มมีแสงสลัว ก็ออกเดินทางทันที ในช่วงที่ผมมาday timeสั้นมากครับ เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลาที่ฟ้าสว่างให้คุ้มที่สุด ขับโลด เช้าวันนี้ฝนตกด้วยสิ ฟ้าครึ้มตลอดทางเลย

ฟ้าสลัวก่อนออกเดินทาง…ในภาพคือเจ้าเบิ้ม

อยากจอดตรงไหนจอด เพราะเส้นทางนี้เรากำหนดเองแล้ว

                แผนการเดินทางวันนี้จะต้องขับผ่าน Arthur pass ไปแวะชม pancake rock ที่ Paparoa national park แล้วไปนอนที่ Franz Josef จากการคำนวณ และระยะทางแล้วจะต้องทำเวลามาก และแน่นจริงจัง เลยตัดสินใจตัดไป Pancake rock ออก แล้วขับชิลด์ระหว่างทางดีกว่า อีกอย่างยังไม่ชำนาญทางด้วย หลังจากปรับแผนกันใหม่ จึงลัลล้าได้มากขึ้น

วิวระหว่างการเดินทาง

Otira highway

                เมืองแรกที่แวะก็เมือง Springfield หนังสือบอกว่าเป็นเมืองนี้เป็นเมืองสุดท้ายที่มีน้ำมันให้เติม เลยเติมให้เต็มอีกทีเพื่อความมั่นใจ ในการเติมน้ำมันรถที่นี่ต้องเติมเองนะ อารมณ์เด็กปั๊ม สนุกดีครับ ก็ครั้งแรกก็ให้เค้าสอนก่อน ไม่ยากอย่างที่คิดแฮะ แค่กดบีบคันโยกจนมันดังแกร๊ก เป็นอันเสร็จ จำราคาที่เติมแล้วเดินไปบอกเจ้าของร้านว่าเท่าไร แล้วจ่ายไปครับ เติมเสร็จก็ออกเดินทางต่อ ฟ้าก็ยังครึ้มๆทึมๆ ใจไม่ดีเลย จะเห็นวิวสวยๆมั๊ยเนี่ยฟ้าปิดซะขนาดนี้ ระหว่างขับก็เจอภูมิประเทศสองข้างทางค่อยๆเปลี่ยนไป ทางเริ่มคดเคี้ยวมากขึ้น  ขับไปไม่นานก็ไปเจอะ Castle hill กองหินขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหลังให้ ทำให้สวยงามขึ้นเยอะ ถ่ายรูปไปเยอะ ณ ตำแหน่งจุดแวะแรกแห่งนี้ แล้วรีบเดินทางต่อ ยังต้องไปอีกไกล 200กว่ากิโลเมตร ฮุ่ยๆๆ ระหว่างทางสวยมาก สวยมากแบบทนขับต่อไม่ได้ก็จะจอดรถทันที(จอดอย่างปลอดภัยด้วยนะครับ) ออกมาจากรถท้าลมหนาวเป็นระยะ ถ่ายเสร็จก็วิ่งหนีอากาศเย็นขึ้นรถต่อ ดีที่ในรถheaterทำงานดี อุ่นสบายเลยล่ะครับ จุดสังเกตอีกอย่างระหว่างการเดินทางคือ ดูป้ายสีน้ำตาลด้วยนะครับ จะเป็นview point หรือสถานที่ที่น่าไปดู ซึ่งเจ้าหน้าที่โรงแรมเมื่อคืนบอกว่า เป็นป้ายที่คนท้องถิ่นที่นี่ชอบไปกัน หากมีเวลาก็แวะบ้าง ระหว่างทางพวกผมก็แวะบ้าง ไม่ได้แวะบ้าง เพราะมันมีหลายจุดเหลือเกิน พูดถึงป้ายแล้วแถมเรื่องป้ายความเร็วรถด้วย ที่นี่จะจำกัดความเร็วเมื่อเข้าเมืองทุกครั้ง จะบอกเลยว่า ตำแหน่งนี้ 30, 50 หรือ 80 ถ้าจะขับ 100กม/ชม. ก็ต้องไปขับนอกเมืองเท่านั้น ส่วนตรงทางโค้งเหมือนกันจะแจ้งความเร็วทุกโค้ง โค้งที่อันตรายหักศอกเยอะก็จะให้ขับช้าๆ มีทั้ง 80, 60, 50, 35 ไปจนกระทั่ง 25 กม/ชม. อยากจะบอกว่าประทับใจกับระบบป้ายจราจรที่นี่มาก ชัดเจนจริงๆ ผมชอบ

ฟ้าสว่างระหว่างเดินทาง ณ ถนนลอยฟ้างดงามเหลือเกิน

                ทางที่ผมขับผ่าน Arthur pass นี้ จะขับจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก หรืออีกฝั่งหนึ่งของเกาะนั่นล่ะครับ ส่วนใหญ่ถ้าคนมีเวลาก็จะมานั่งรถไฟผ่านเส้นนี้ด้วย เพราะถือว่าเป็นทางรถไฟที่สวยมาก สวยที่สุดในประเทศ ยืนยันแล้วครับ เพราะขับรถก็สวยมากจริงๆ พอเข้าฝั่งตะวันตกต้นไม้เริ่มหนาตาขึ้น เหมือนเข้าเขตป่า ขับผ่าน Otira highway เค้าบอกว่าเป็นHighway ที่สวยเหมือนขับบนสวรรค์ แต่ตอนขับมาก็ไม่เห็นจะเจอสวรรค์เลย แต่สวยจริงครับ วิวทิวทัศน์สองข้างทาง ทำเอาคนขับรถขี้เซาอย่างผม ตื่นเต้นตลอดทาง ตามองทุกกระจก ทั้งด้านหน้า ข้าง และหลัง สวยทุกมุมมองเลย ชมความงามเพลินจนมาทะลุฝั่งตะวันตก ก็เห็นทะเลแวบหนึ่งตอนโผล่พ้นเขตเขา แล้วเลี้ยวซ้ายลงใต้มาพักกินข้าวที่เมือง Hokitika เมืองนี้เน้นการขายหยกเป็นหลัก แต่พวกผมไม่ซื้อหรอก แพงน่ะครับ แค่มาแวะกินFish&Chips ถ่ายรูปชมเมืองเล็กน้อย แล้วเดินทางกันต่อ เพราะตอนนี้มาถึงครึ่งทางแล้ว ถ้าไปถึงไวจะได้ลัลล้าได้อีก

สามคนกับเงาสามเรา ถ่าย ณ เมืองHokitika

แวะข้างทางเมื่ออยากแวะ

รุ้งสองวงซ้อนกัน ครั้งแรกในชีวิตครับ

                 ในฝั่งตะวันตกนี้มีฝนตกอยู่เป็นช่วงๆ สลับกับแดดจ้า เลยได้พบปะกับสายรุ้งอยู่หลายครั้งหลายครา ครั้งแรกที่เห็นก็ดีใจมาก หลังจากไม่ได้เห็นมานานแสนนาน แต่ขับไปสักพักก็เจออีก สวยโฮก ที่สวยที่สุดแล้วก็ตอนเห็นรุ้งโค้งครบวง แล้วซ้อนกันสองชั้น สวยมากๆๆๆ เกินจะบรรยายเลยล่ะ เคยฟังเพลง Over the rainbow แล้วแบบว่ามันยังไงนะ พอเจอเข้ารู้เลยว่า somewhere over the rainbow ก็คือสวรรค์นั่นล่ะ เส้นทางในช่วงหลังนี้ก็เข้าใกล้เมือง Franz Josef มากขึ้น เลยเริ่มมีการจอดแวะพักถ่ายรูปรายทาง จำได้เลยว่าขณะกำลังขับ แล้วมองไป นึกในใจว่า สวยว่ะ ขับไปอีกก็คิดอีกว่า ทำไมมันสวยอย่างนี้วะ ขับไปอีกเลยพูดว่า สวยไม่ไหวแล้ว ขอจอดถ่ายรูปอีกแล้วกัน บางจุดที่เจอป้ายสีน้ำตาลก็แวะเข้าไปดู สวยจริงดังป้ายเตือนบอก นี่ผ่านมาหลายป้ายไม่ได้แวะแอบเสียดายนะนี่ แต่ต้องทำเวลานี่เนอะ ขับต่อๆ(ป้ายสีน้ำตาลที่ให้แวะเข้าไปไม่ค่อยบอกระยะทางครับ กลัวจะเสียเวลาเกินไปถ้ามันเข้าไปลึกน่ะครับ) ก่อนจะถึงเมืองปลายทาง มีขับผ่านป่าช่วงสุดท้าย ผมเจอนกกีวี่สองสามตัว เล่นกันอยู่ข้างทาง พอผมขับมันเลยวิ่งหายไปเข้าไปในป่า ดีใจมากเลย(ตอนแรกไม่รู้ว่าเป็นนกกีวี่ มานักdiscussถึงรูปร่างหน้าตา เลยรู้ว่า ใช่แล้ว เจอตัวจริงแล้ว) ดีใจๆ น่าเสียดายที่คนอื่นไม่เห็นด้วยกันครับ

แวะเข้ามาตามป้ายสีน้ำตาล สวยแจ่ม

เดินวนชมบรรยากาศ

นั่งชมวิวกับแสงแดดยามบ่าย

                พวกผมมาถึง Franz Josef ก็สี่โมงเย็นแล้ว รีบเข้าที่พัก ซึ่งคืนที่สองนี้พักที่ Montose backpacker เป็นสำหรับพวกสะพายเป้มาเที่ยวนอนกันครับ ห้องพักพวกผมเป็นสี่เตียงนอน แต่โชคดีที่ไม่มี roommate เลยจัดการครอบครองห้องเลยซะนี่ จัดแจงของในห้องเสร็จ สำรวจที่พักมีห้องครัว ห้องนั่งเล่น(คนนั่งกันเยอะมาก ไม่กล้าคุย) และห้องเล่นอินเตอร์เน็ต สำรวจที่ทางเสร็จเวลายังเหลือ ผมเลยโยกตารางเที่ยวของวันถัดไปเข้ามาโปะท้ายของวันนี้แทน ซึ่งแผนการอีกวันนั้นแน่นมาก และมีแนวโน้มไม่ทันสูงมาก แผนการเดิน Franz Josef Glacia ไว้ท้ายตารางสุดของวันนี้ โดยการเดินชมGlacia(ธารน้ำแข็ง) มีหลายเส้นทางมาก ถ้าอยากสัมผัสจังๆคงต้องจ้างไกด์ และใช้เวลาเยอะ พวกผมเลยเลือกเดินกันเอง เดินทั้งสองเส้นทางเลย พลังเยอะจัด โดยไปเส้นทางแรกก่อน ใช้เวลาไป-กลับประมาณ 20นาที ชมวิวเห็นGlaciaระยะไกล แล้วเดินเข้าไปอีกเส้นใช้เวลา 1.20 ชม.เห็นจะได้ ตอนแรกมองนึกว่าใกล้ ยิ่งเดินยิ่งไกล อากาศเริ่มเย็นขึ้น ฟ้ามืดขึ้นอีก ฝนตกปรอยๆ  สุดท้ายก็ไปกันจนสุดถ่ายรูปทันแล้วรับจรลีออกมา ดีที่ยังหนุ่มยังแน่นเลยเดินทำเวลากันไหว แบบว่าจ้ำอ้าวกันมันเลยล่ะ หอบแฮ่กๆบางช่วงด้วยครับ

ถึงแล้ว Frans Josef Glacia

Light blue in the Glacia

               ความงามของGlaciaนี้อธิบายไม่ถูกเลย เพราะไม่เคยเห็นธารน้ำแข็งมาก่อน มันใหญ่ มันอลังการ มองไปใกล้ๆก็เห็นตัวธารน้ำแข็งเป็นสีฟ้าอมขาว โอ้ววววว สวยไม่ไหวทน นี่มาถึงGlaciaแล้วหรอนี่ เร็วกว่าแผนการที่คิดไว้เยอะเลยนะนี่ เสียดายจังที่มืดเร็ว เลยไม่ได้ถอดเสื้อท้าลมหนาวแบบหนูนาในเรื่องกวนมึนโฮเลย ท่องเอาไว้ ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ยังมีอีกวัน ^^ เดินทางชมธารน้ำแข็งเสร็จก็กลับมาซื้อของเตรียมทำมาม่าพรุ่งนี้เช้า บังเอิญว่ามีครัวนี่ว่า ทำซะหน่อย แล้วก็ไปกินพิซซ่าเป็นอาหารมื้อเย็น ก่อนจะเข้าที่พัก เตรียมตัวนอนกัน วันนี้ไม่ได้เดินชมเมืองเลย เพราะว่าฝนตกหนักมาก เลยต้องมาซุกตัวในที่พัก เดินลงมาห้องนั่งเล่น พวกbackpackerทั้งหลายก็นั่งดู Lord of the Ring กันอย่างไม่สนใจใคร พวกผมเลยไม่กล้าสร้างสัมพันธไมตรี เดินกลับขึ้นมาบนห้อง แล้วนั่งเล่นFB แจ้งข่าวคราวทางบ้านกันก่อนนอน

                หมดไปอีกวันที่งดงามของดินแดนกีวี่แห่งนี้ ผมมีความสุขจังครับ

to be continue, Let's follow us via Kiwi way

 

Ref : Let's follow us via Kiwi way @ Southern island, New Zealand [13-22May2011] : part I


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with:
Dec 31

1 THB = 290 IDR (Indonesia Rupiah)

 

เป็นอีกทริปที่จองข้ามปีด้วยโปร 0 บาท ของแอร์เอเชีย จองตั้งแต่ May 2010 จองไว้ 4 ที่ ตอนจองนี่ออนไลน์กันข้ามโลกเลย อยู่อังกฤษ 2 คน ไทยอีก 2 คน สุดท้ายไปได้แค่ 2 คน เพราะแกงค์อังกฤษกลับมาเพิ่งได้งาน ยังไม่ผ่านโปรเลย เลยลาไม่ได้ น่าเสียดายจริงๆ ไม่ได้ไปเที่ยวด้วยกัน

ตอนนั้นจองตั๋วไปกลับ กรุงเทพฯ-บาหลี ได้แค่ 1400 บาทเอง.. ถูกมากกก!! ตอนใกล้ๆบินลองเปิดเช็คราคาดู  ราคาแมร่งโดดไปเที่ยวละหมื่น ไป-กลับ 2 หมื่น จะบ้าตายยย ><

ถ้าพูดถึงบาหลีคุณจะนึกถึงอะไร..  ทะเล? นี่เป็นสิ่งเดียวที่ผมนึกถึงเมื่อกล่าวถึงบาหลี และความตั้งใจแรกที่จองตั๋วไปบาหลี  นั่นคือกรูจะไปเที่ยวทะเล….  แต่พอใกล้ๆไปได้หาข้อมูลและได้รู้ว่าจริงๆแล้วบาหลี การท่องเที่ยวหลักๆของเค้าคือไปดูประเพณีวัฒนธรรม และชื่นชมความงามของวัดวาอารามในสไตล์ของฮินดู และไปเที่ยวธรรมชาติ นอนหลับสบายๆเปิดหน้าต่างชมนาขั้นบันได

 

 

 

บาหลีเป็นเมืองเดียวในอินโดนีเชียที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือฮินดู ทำให้รูปแบบการดำรงชีวิตแตกต่างกับเมืองอื่นที่นับถืออิสลามอย่างชัดเจน บ้านทุกบ้านจะมี temple เป็นของตัวเอง และทุกวันจะต้องเอาพานดอกไม้เล็กๆมาบูชาเทพเจ้า รวมถึงรถทุกคัน จะเห็นมีพานวางอยู่หน้ารถ

สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละที่ค่อนข้างห่างกัน ดังนั้นคนที่ไปเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้วิธีเช่ารถพร้อมคนขับเป็นรายวัน ประมาณวันละ 400,000 IDR  Service time ประมาณ 10 ชม.. เกินกว่านั้นก็จ่ายล่วงเวลาไป เราก็เช่าไปเลยทั้งหมด 5 วัน คือว่าอยู่อย่างราชาเลย ตื่นเช้ามา มีรถมารับไปส่ง พาไปกิน พาไปเที่ยว แล้วก็ขับมาส่งที่รีสอร์ท

Plan ที่ finalize มาแล้วก็ตามนี้

Day 1 (17 April 2011)

-   Air port pick up

-   Take you to hotel / check in at Ubud area

Cost IDR 200.000

 

Day 2 (18 April 2011)

-   Barong dance performance (optional)

-   Tirta empul / holy water temple

-   Kintamani / Batur volcano / Lake Batur (lunch)

-   Ulun danu Batur temple

-   Tegalalang rice terrace

-   Besakih mother temple – day 2

-   Kerta gosha / house of justice – day 2

-   Back hotel in Ubud

Cost IDR 400.000

 

Day 3 (19 April 2011)

-   Taman ayun / Mengwi royal temple

-   Pura ulun danu beratan / temple on the lake

-   Bedugul / strawberry farm

-   Bedugul fruit market

-   Jati luwih rice terrace village

-   Tanah lot / temple on the sea / sunset view

-   Back hotel in Ubud

Cost IDR 400.000

 

Day 4 (20 April 2011)

-   Goa gajah / elephant cave

-   Sukawati / local market

-   GWK / Garuda Wisnu Kencana Statue

-   Uluwatu / temple on the top of the cliffs

-   Kecak and fire dance performance

-   Sea food dinner at Jimbaran

-   Check in at Kuta hotel

Cost IDR 400.000

 

Day 5 (21 April 2011)

-   Back to air port from Kuta

Cost IDR 70.000

นอน Ubud 3 คืน ที่ Suly Resort & Spa Lodging นอนดูนาขั้นบันได ส่วนคืนสุดท้ายที่ Kuta ไปนอนที่ The Flora Kuta Bali Hotel Lodging อยู่ติดถนนคนเดินเลย สะดวกดี

 

 

และที่ขาดไม่ได้สำหรับทริปต่างประเทศคือการชิมเบียร์ท้องถิ่นนั่นคือ Bin Tang รสชาติก็ไม่ค่อยถูกปากเท่าไร ชอบ Bia Hoi มากกว่าเบาๆกินได้เรื่อยๆ

ทริปนี้ไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะอยู่อย่างราชาจริงๆ ควักแต่ตังค์ เอาเงินฟาดๆๆลูกเดียว กลับมาเป็นง่อยไปเลย

ก่อนจบขอแนะนำคนขับรถของเราหน่อย นิสัยดี พูดคุยเป็นกันเอง คุ้นเคยกับคนไทย มี Service mind ให้ความรู้สถานที่ท่องเที่ยว แนะนำวิธีการต่อราคา รวมถึงแปลงร่างเป็นมาเฟียพาขึ้น Besakih อย่างปลอดภัย เยี่ยมจริงๆ 

Today (todayari@yahoo.com

 

หรือจะติดต่อผ่านทาง Teddy คนขับที่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยก็ได้
ตอนนี้ก็มี Team เป็นของตัวเองแล้ว เท่าที่คุยมาน่าจะบริการโอเคทุกคน

http://www.bestbalidriver.com/
ketutsudirta@hotmail.com

 

ชมวิวที่ Tanah Lot

 

รูปอื่นๆ เข้าไปดูได้ที่…

[blog] Bali, Indonesia

 

 


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with:
Nov 14

ไม่มีเวลาพิมพ์สรุปรายรับรายจ่าย ขออนุญาติถ่ายรูปมาจากสมุดบันทึกมาลงแบบโต้งๆเลยนะครับ หวังว่าคงไม่ว่ากัน ^^

เป็นครั้งแรกที่ได้ใช้เงินแสนเงินล้าน ควักกันเป็นว่าเล่นเลย :)

วิธีคำนวนเป็นเงินบาทง่ายๆ คือ หาร 1000 คูณ 1.5 หรือพูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ให้ตัดศูนย์ 3 ตัวหลัง แล้วคูณ 1.5 เช่น 20,000 VND = 20×1.5 = 30 THB ครับ

ไปดูกันเลยครับ อดทนกับลายมือของผมหน่อยนะ ^^

 

มีอะไรสงสัยหรือไม่เข้าใจ สอบถามได้เลยครับ :)


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with:
Nov 14

นอนบนรถไฟด้วยความรู้สึกที่แย่กว่าตอนขามามากมาย ห้องข้างๆปาร์ตี้กันโหวกเหวกโวยวาย กินทิ้งเรี่ยราดเต็มพื้น สูบบุหรี่ กินเหล้า กันอยู่ในห้องแอร์นี่หล่ะ กลิ่นมันก็วนเวียนอยู่ในตู้นี่ล่ะ แย่จริงๆ ก็ข่มตาหลับๆตื่นๆไปตลอดทางเหมือนเดิม

ถึง Hanoi สักประมาณ ตี 5 ได้ หนังสือเค้าบอกว่าห้ามเรียก taxi ที่หน้าสถานีเพราะจะเป็นพวก scam เราก็เดินๆออกไปข้างนอกแล้วนะ ก็เลยบอกปลายทางไปถามว่าไปหรือเปล่า กดมิเตอร์มั้ย ก็โอเค แล้วไอ่คนนี้ก็เดินพาย้อนกลับมาทางเดิม มาแก๊งค์ที่จอดรถหน้าสถานี สุดท้ายก็เป็นกรูอีกแล้วสินะที่จะทำให้ถูกหลอก แต่ตอนนั้นก็หยั่งเชิงไปก่อน เห็นท่าทางดูไม่ได้น่ากลัวมาก ขึ้นรถก็กดมิเตอร์พร้อมออกเดินทาง เริ่มต้นที่ 12,000 VND ซึ่งถูกกว่าที่เคยนั่งมาก่อน 2 เที่ยว ก็แอบดีใจอยู่ แต่หารู้ไม่….

ทันทีที่วิ่งออกไปแค่ 1 นาที ก็เริ่มเห็นอะไรผิดสังเกตุ รถขับพาออกนอกเส้นทาง พาไปอ้อมไกลรอบนอกเมือง ทั้งๆที่ตัดตรงก็ถึงแล้ว พอเราเงยหน้าก็เห็นมิเตอร์วิ่งเร็วจู๊ดจนน่าตกใจ แบบว่าวิ่งขึ้นทุกๆ 5 วินาทีเลย ทีนี้ล่ะ ทุกอย่างลงตัวเป๊ะ ไอ่คนขับมันก็เริ่มกระบวนการโกงอย่างเป็นทางการ พูดประมาณว่า เนี่ยมิเตอร์วิ่งเร็วมากนะ ถ้าไปถึงปลายทางมันจะแพงกว่า 100,000 VND งั้น มันขอเหมาไป 100,000 VND เลยละกัน ไอ่สัดมึงโกงอยู่ชัดเจน อย่ามาทำเนียน เลือดขึ้นหน้าเลยหว่ะ ขามานั่งมาแค่ 30,000VND เอง ขากลับให้สูงสุดไม่เกิน 50,000VND อ่ะ แมร่งมาเรียกแสนนึง คือตอนนี้โกรธมากแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ไม่ได้เตรียมตัวจุดนี้มาก่อน ในหัวตอนนั้นก็คิดอยู่หลายอย่างเลย ทั้งความถูกต้อง ความสูญเสียและความปลอดภัย ใจจริงตอนนั้นอยากจะลงตรงนั้นเลย มึงโกงกู กูไม่ให้ แต่อีกใจนึงเราก็นึกถึงความปลอดภัย เราต้องชั่งน้ำหนักจุดนี้ด้วย เรามาต่างบ้านต่างเมืองเราไม่รู้ว่าแม่งคนพวกนี้เป็นยังไง ติ๋มๆหลอกหน้าด้าน หรือแม่งเป็นพวกอาชญากรว่ะ ถ้าเกิดกูบอกให้มันจอดแล้วแม่งเอามีดมาจี้ เอาปืนมายิง หรือจอดเสร็จแล้วแม่งขโมยกระเป๋าขับรถหนีไปเลย พูดตรงๆว่าในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีตรงนั้น คิดเยอะจริงๆ ชั่งไปชั่งมาสุดท้ายเราต้องยึดความปลอดภัยเป็นที่ตั้ง ตัดอารมณ์โกรธ อารมณ์หงุดหงิดจิตตกที่โดนหลอก ออกไปก่อน แล้วต่อรอง..

ระหว่างที่เราอึ้งไปนั้น เพื่อนเราผู้ผดุงความถูกต้องก็ออกมาชูโรงแทนก่อน ซึ่งก็เชื่อว่าคิดเยอะไม่ต่างจากเรา และคงยึดความปลอดภัยเป็นหลัก ก็ต่อราคาไป 80,000 VND แม่งไม่ยอมด้วยเว่ย.. เอาราคาเดิม แต่เพื่อเราก็เสียงแข็งที่ราคานี้ ก็ขึ้นเสียงโยนราคากันไปกันมาอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ยังไม่สรุปก็ขับไปเรื่อยๆ ถึง รร.. แม่งไม่ส่งถึงที่ด้วย ให้เดินต่อ..  สุดท้ายกูก็ให้ไป 80,000VND แม่งไม่ยอมจะเอาแสนนึงให้ได้ ทีนี้ล่ะ ทุกคนก็พร้อมใจกันรุมมัน เชี่ย!! โกงก็ยังจะโกง แถมมาส่งไม่ถึงที่อีก ไอ่สัด มึงเอาไปแค่นี้ล่ะ เพื่อนข้าพเจ้าก็ด่าตบท้ายไปอีกหนึ่งดอก แล้วทุกคนก็เดินล่าถอยกลับมา shot นั้นแมร่งโคตรเสียวเลย.. เสียวแมร่งเอาปืนยิงตามหลัง สันหลังวาบกันหมด ยังไม่หกโมงเลย ถนนแม่งก็เปลี่ยวเสียวกว่าเดิม…  สุดท้ายก็ผ่านสถานการณ์ตรงนี้มาได้ ทุกคนปลอดภัย ผมพอใจล่ะ.. บางทีมันก็ต้องคิดอย่างงี้ล่ะ คุณอยู่ในกำมือมันแล้ว คุณจะทำอะไรต่อได้ว่ะ.. มันผิดที่กูเรียกมันแต่ต้นแล้วล่ะ… จบทริปครั้งนี้ โดนโกงซะครบเลย นี่ขนาดเรารอบคอบมากแล้วนะ ก็ต้อง up skill ให้มากกว่านี้ เก็บเอาไว้เป็นประสบการณ์

มาถึงโรงแรมตั้งแต่ไก่โฮ่ เจ้าหน้าที่ยังนอนกันอยู่เลย ไอ่เราก็เข้าไปปลุก คุยกันอย่างงัวเงีย สุดท้ายเค้าก็เปิดห้องให้เราไปพักผ่อนก่อน ขึ้นถึงก็จัดแจงอาบน้ำ นอนพักเก็บแรงนิดหน่อย แล้วก็ลงไปทานอาหารเช้าที่เราไปขอใช้สิทธิ์เป็นวันนี้แทน เพราะพรุ่งนี้ต้องบินแต่เช้าคงไม่ทันได้กิน เค้าก็โอเค ^^

หลักๆของวันนี้คือ ดู Water Puppet และซื้อของฝาก ต่างคนต่างเดินไปหาของที่หมายตาไว้ตั้งแต่วันแรก ไอ่เราก็ได้ backpack 80 litres มา 1 ใบ  600 บาท และก็เป้เดินทางใบเล็กอีกใบ 150 บาท ราคาถูกได้ใจมาก งานก็อปเวียดนามมันดีสมคำร่ำลือจริงๆ แล้วก็ไปซื้อกาแฟ G7 ให้ที่บ้านและของฝากเล็กๆน้อย..

 

Water Puppet

  

 

จบคืนสุดท้ายด้วยการตระเวณกินอาหารให้ตังค์หมดฮ่าๆ ก็จัดครบทั้งอาหารทะเล (น้ำจิ้มซีฟู๊ดปรุงเอง ผงชูรส+มะนาว+น้ำปลา+พริกสด) เฝอ ซาลาเปา และปิดท้ายด้วย beer hoi แบบจัดหนัก!! แมร่งงงง ผมมีความสุขมากเลยหว่ะ

 

เดินโงนเงน งัวเงีย มึนๆกลับเข้าที่พัก อาบน้ำแล้วก็แพ็คของเตรียมกลับบ้าน

ผมก็ได้ฤกษ์ใช้ backpack ใบใหม่เลย เอาใบเก่ายัดใส่ได้ทั้งใบเลย โอ้ววววววว ใหญ่จริงๆ

 

ตื่นแต่เช้ามืด.. แบกของขึ้นรถกระบะที่เหมากับทาง รร ไว้ แล้วก็มุ่งหน้าสู่สนามบิน

บ๊ายบายยยยย ฮานอย บ๊ายบายยยยย ซาปา

ปล. หลังจากกลับมาไทยได้ 3 วัน.. ก็ได้ข่าวที่ดังไปทั่วโลกว่า ซาปา หิมะตก ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ตอนนั้นผมรู้สึกเสียใจมาก ผมยังไม่เคยเห็นหิมะ ผมอยากจับหิมะ และมันคงดีไม่น้อยถ้าผมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งนี้ วู้ววว หิมะซาปา ก็ได้แต่นึกเสียใจ และบอกกับตัวเองว่า ฉันต้องหาโอกาสไปสัมผัสหิมะให้ได้!!!


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with:
Nov 13

นอนคืนแรกที่ซาปาอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เนื่องจากได้ข่าวแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นและเกิด Tsunami ครั้งร้ายแรงที่สุด check ข่าวกันให้วุ่น ไม่ชอบเลยเวลาต้องมาเที่ยวในขณะที่คนอื่นเกิดภัยพิบัติเนี่ย โชคดีที่ที่พักและร้านกาแฟในเวียดนามเกือบทุกที่มี Wifi ให้เล่นและเร็วด้วย ทำให้ติดตามข่าวสารได้เรื่อยๆ..  ที่บ้านก็เป็นห่วงว่าเราเป็นไรหรือเปล่า ได้รับผลกระทบหรือเปล่า ก็ติดต่อคุยกันเรียบร้อย.. นอกจากเรื่อง Tsunami ก็ดันมันปัญหากับแพลนทริป Tibet ที่จะไปเดือน พ.ค. อีก เพราะช่วงเวลานั้นเค้าจะไม่เปิดให้ขอ Permit เนื่องจากจะจัดงานครบรอบ 60 ปีสถาปนา Tibet ก็เลยห้ามเข้าประเทศกลัวเกิดจลาจล ก็เลยต้องมาจัดการทริปใหม่ไป Bhutan อย่างเร่งด่วนข้ามประเทศกันเลยทีเดียว ซึ่งสุดท้ายก็ชวดไม่ได้ไป ไว้มาเล่าให้ฟังทีหลังอีกที

 

กลับเข้ามาที่ซาปากันต่อ ตื่นเช้ามากิน Breakfast แบบพอเพียง มีไข่ให้เลือก 3 แบบ ไข่ดาว ไข่เจียว แล้วก็ไข่คน แล้วก็มีขนมปังปิ้ง พร้อมกับกาแฟเวียดนาม แค่นี้แต่ก็อิ่มนะเออ ให้ไข่เยอะอยู่..

วันนี้จะไปลุยกันที่หมู่บ้าน Cat Cat อันลือชื่อ ส่วนใหญ่ที่ไปก็คือไปดูวิถีชีวิตและถ่ายรูปนาขั้นบันได ไม่รู้โชคร้ายหรือยังไง ฝนตกแบบจริงจังตั้งแต่เช้า และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทีนี้ล่ะเสื้อกันฝนที่เตรียมมาจะได้เอามาใช้กันเสียที (เสื้อกันฝนแบบเต็มตัว เป็นสิ่งจำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณต้องพกติดตัวมาซาปาด้วย) เห็นสภาพแล้วไม่น่ารอด พอดีไปเจอกับแก๊งค์คนไทยอีกแก๊งค์นึงเค้าแนะนำว่าฝนตกอย่างงี้ เละ!! ชัวร์!! ต้องรองเท้าบูธเท่านั้น ไม่งั้นจมโคลน เราก็เลยกลับไปหยิบยืมที่ รร. ได้มา 3 คู่ แล้วก็ไปหาซื้ออีก 2 คู่ กะว่าใช้เสร็จก็จะทิ้งไว้ให้ รร เลย (จิตใจประเสริฐสุดๆ).. พอเริ่มเดินทางได้ไม่เท่าไรก็เป็นอย่างงั้นจริงๆ แบบว่าหยิบมิดข้ออ่ะ โอยยยย… ฉันต้องเดินอย่างงี้ไปอีก 3km เหรอเนี่ยยยย..

 

 

เดินไปครึ่งทาง… วิวสวยมากกก มีความสุข ประทับใจ บรรยายไม่ถูก

แต่โชคร้ายที่ครึ่งทางหลังเส้นทางนั้นกลับปกคลุมไปด้วยหมอก.. หมดกันความหวังที่จะได้ถ่ายนาขั้นบันไดสวยๆ ก็อุตส่าห์เดินช้าๆเพื่อรอหมอกจางหายไป แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย.. ก็ถอดใจเดินดูธรรมชาติและวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านแทนละกัน

เดินไปเรื่อยกว่าจะครบก็เย็นละเดินกลับเข้ามาในเมืองอีก 3Km ขาลากพื้นมาเลยทีเดียว

 

 

กลับไปพักผ่อน อาบน้ำอาบท่า แล้วคุยเรื่อง one-day trip ไปเที่ยวตลาด BacHa วันพรุ่งนี้กับเจ้าของที่พัก ตกลงเรียบร้อย เจ้าของเค้าก็พาไปกิน Lau (อีกแล้ว) ทีเด็ดของเค้า แล้วเค้าก็เปิด local white wine มาเลี้ยง… เห็นชื่อแล้วน่าสนใจ แต่มาพอเสิร์ฟ เชี่ย!!! เหล้าขาวบ้านเราดีๆนี่เอง จิบไปนิดเดียวจอดเลย ถ้ากินมากกว่านี้อ้วกพุ่งแน่ๆ ไม่ถูกกับเหล้าขาวเลย กินบนค่ายทุกวันจนได้กลิ่นไม่ได้เลยจริงๆ แค่ได้กลิ่นกระเพาะก็บีบแล้ว แง่งๆ

จบวันที่ร้านกาแฟในตัวเมือง อากาศเย็นๆละเลียดช็อกโกแล็ตร้อนๆมันมีความสุขจริงๆ

=============================

ตื่นมาแต่เช้า จัดแจงเก็บของ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วก็ขึ้นรถตู้ร่ำลา Sapa แล้วเราก็ไปเที่ยว Bacha กันต่อ โย่วๆ

นั่งรถตู้ทั้งวันไป Bacha Market ที่แนะนำกันนักกันหนา.. แต่พอไปถึงแล้วไม่มีเชี่ยอะไรเลย.. ไปดูตลาดค้าสัตว์ ชมวิว ดูตลาดชาวเขาหลายเผ่า แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย ราคาก็ไม่ถูก แนะนำว่าใครจะมาเที่ยวจงอยู่ซาปาให้หนำเสียเถิด

 

แวะกินข้าวเที่ยงที่นี่ รวมอยู่ในทริปด้วย (ซึ่งต้องใช้การเจรจานิดหน่อย เพราะเค้าทำเป็นลืม ฮึ่มๆ!! กูไม่ยอมหรอกนะ!! ครั้งเดียวเกินพอ!)

จากนั้นก็ไปดูชีวิตความเป็นอยู่ของหมู่บ้าน ดูการหมักไวน์ข้าวโพด (Corn Wine) แต่หลังจากที่ชิมแล้วมันก็คือเหล้าขาวดีๆนี่เอง เปลี่ยนจากข้าวเหนียวเป็นข้าวโพด บรึ๋ยๆ

 

เสร็จแล้วก็ดูชายแดนเวียดนาม-จีน เมืองจีนแค่เอื้อม แลดูอีกฝั่งนึงเจริ๊ญเจริญญ.. แฮะๆ ถ่ายรูปพอเป็นพิธีแล้วก็นั่งรถกลับเข้าเมือง Laocai แลกตั๋วรถไฟ แล้วก็นั่งชิวที่ร้านกาแฟแถวนั้น รอรถไฟออก….

ขากลับได้รถไฟแบบ Hard-Sleeper นั่นคือ 6 เตียง/ห้อง แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 3 เตียงชั้นกันอยู่ ยังกะห้องเก็บศพ >< อารมณ์ประมาณตู้นอนชั้น 3 อ่ะ.. ไม่มีน้ำให้ สภาพเยินมากก สกปรก ขยะไม่เก็บ เหม็นบุหรี่ มีกาจั๊ว ห้องน้ำเจ๊ง น้ำไม่ไหล สราดดดดด!!! เจอสาวยุโรปคนนึงไอ่เราก็นั่งเม้าท์กันยกใหญ่ เค้าก็เหลืออดเหมือนกัน พอพูดถึงไทยแลนด์เค้าก็บอกว่าดีกว่าเยอะมากกกกกกก!! ทั้งๆที่เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ดีมาก แต่ถ้าเทียบกับที่นี่เป็นรถไฟชั้น 1 เลยล่ะ จริงๆนะ

สำหรับใครที่สนใจไปซาปาถ้าไม่ได้อยากลิ้มลองประสบการณ์รถไฟเวียดนาม สามารถเลือกนั่งรถบัสก็ได้นะครับ เป็นรถนอนเหมือนกัน นอนแบบว่าเตียงนอนเลยนะ ไม่ใช่เก้าอี้เอนเหมือนบ้านเราถูกกว่า เร็วกว่า ดูจากรูปมันสะอาดกว่านะ แต่ไม่แน่ใจเรื่องกลิ่นเหมือนกัน เพราะมันวางเตียงติดๆกันเลย ไม่รู้ว่าหันหัวชนหัว หรือหัวชนเท้า บรึ๋ยย..  backpacker เท้าเน่าๆ มาอยู่รวมกันในที่ปิด กลิ่นคงอบอวลกันเลยทีเดียว ลองดูนะครับ ใครเคยนั่งเข้ามา comment แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

จากที่ได้อยู่ซาปา 2 คืนสรุปได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณเห็นฝน จงดีใจเสียเถิดเพราะนั่นหมายถึงคุณจะได้ใช้ชีวิตที่ปราศจากหมอกปกคลุมชั่วระยะหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่สำคัญของตากล้องมือฉมังทั้งหลายที่จะได้เก็บภาพชัดๆกลับไปอวดชาวบ้านชาวช่อง.. เพราะเมื่อผ่านช่วงโปรโมชั่นนี้ไปแล้วคุณอาจจะไม่มีโอกาสได้ถ่ายวิวเกินระยะ 5 เมตรอีกก็เป็นได้… เพราะหมอกมันกลืนกินเร็วเหลือเกินนนน 


  • Print
  • PDF
  • Facebook
  • Twitter

Tagged with: