Apr 07

ขณะที่ข้าพเจ้ายังยุ่งวุ่นวายกับเรื่องบ้านไม่จบไม่สิ้นเสียที ก็ทำให้มองตัวเองย้อนกลับไปในหลายๆเหตุการณ์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เด็ก ที่ต้องทำอะไรล้ำหน้าเกินกว่าสิ่งที่เพื่อนๆในวัยเดียวกันต้องทำ ต้องรับผิดชอบ จนรู้สึกว่า มีบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต ไม่ได้สัมผัสในสิ่งที่คนในวัยเดียวกันได้สัมผัส

นับตั้งแต่เด็กช่วงก่อนเข้า ป.1 ก็คงได้ทำอะไรตามประสาเด็ก เนื่องจากอาจยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก ก็ใช้ชีวิตเด็กจริงๆ แต่เหมือนเป็นเด็กที่เรียนรู้เร็ว ก็เลยโดนจับเข้าสู่ชั้นป.1 เร็วกว่าเพื่อนๆในรุ่น ตอนนั้นก็น่าจะเกือบ 6 ขวบมั้ง.. ยังวิ่งไล่จับตั้กแตน จับจักจั่นอยู่เลย แต่ก็ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาเสียแล้ว.. ต้องมีการวัดผลอะไรต่างๆนานา และหลังจากเรียนไปได้ไม่ถึงเทอม ก็ต้องย้ายไปกรุงเทพฯ.. ต้องลาจากเพื่อนๆ ลาชีวิตชนบท ลาห้องเรียนตามทุ่งนา เข้ามาสู่ ห้องเรียนในเมือง ห้องเรียนแห่งความวุ่นวายและการแข่งขัน

เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ตอน ป.1 – ม.3 ก็เป็นหัวหน้าห้อง คิดดูนะ.. ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นมา ความคาดหวังต่างๆ กับเด็กอายุ 7 ขวบ.. คนส่วนใหญ่จะบอกว่าดีสิ จะได้ฝึกความเป็นผู้นำ จะได้มีวินัย แต่เด็กอายุ 7 ขวบ เค้าก็อยากมีโลกของเค้า อยากจะทำอะไรในสิ่งที่เด็กๆในวัยเดียวกันพึงได้ทำบ้าง กับการที่บอกว่าเพื่อนๆผิดไม่มีใครยอมรับหัวหน้าโดน จดชื่อคนคุยจดไม่ได้หัวหน้าโดน หัวหน้าไปทำนู้นให้ครูหน่อย ไปทำนี่ให้ครูหน่อย เข้าแถวไม่ทันเวลาหัวหน้ารับผิดชอบ รวบรวมสมุดที่หัวหน้าแล้วมาส่งก่อนวันนี้เวลาเท่านี้ จนบางที ความคาดหวังหรือคำขู่พวกนี้มันก็แทบจะกินกบาลอยู่เหมือนกันนะ ต้องมีสมุดจดตารางงานติดตัวไว้เลยล่ะ โคตรเนิร์ดแต่เด็ก

กลับมาบ้านก็ต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายของที่บ้านอีก ซึ่งจุดๆนี้แหละยิ่งทำให้ข้าพเจ้าจิตตกเข้าไปใหญ่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นหัวหน้าห้อง ใช่ มันมี มันได้รับการปลูกฝังมา แต่บรรยากาศภายในบ้านมันไม่ได้เอิ้อให้เด็กชายคนนี้ได้เอาความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ได้เลย เหตุผลอยู่ไหน แสดงความเห็นไป แล้วการรับฟังอยู่ไหน ตัดสินใจไป แล้วเคยเคารพการตัดสินใจบ้างไหม มีแต่การใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ยังผลให้เกิดแต่การทะเลาะเบาะแว้ง กลายเป็นภาพที่ชินและชา และฝังจำ  มันเหนื่อยมันท้อกับภาวะที่ต้องทำอะไรเป็นคู่ขนานกัน นอกบ้านอย่างนึง ในบ้านอย่างนึง ข้าพเจ้าเหมือนอยู่สองโลก สองสังคม นั่นทำให้ข้าพเจ้ามีบุคลิกที่หลากหลายตามแต่สังคม แต่ก็นะคนโบราณเค้าจะบอกว่า ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า สุดท้ายมันก็เป็นสภาพอย่างงี้ล่ะ…  เรื่องมันเยอะครับ

ผ่านไปจนจบมหา'ลัย ในขณะที่เพื่อนๆได้ไปนู้นไปนี่ ใช้ชีวิตอิสระในวัยทำงาน ในวัยที่อยากได้อะไรก็ได้ อยากเที่ยวไหนก็เที่ยว เก็บสะสมตังค์ได้จำนวนนึง ก็ใช้จ่ายในสิ่งที่สนองนี๊ดตนเองได้ โดยที่เราหาทำเช่นนั้นได้ไม่.. ทุกสิ่งอย่างยังคงอยู่ใน My Wish-List ทั้งกล้อง ทั้งรถ บลาบลา ตั้งแต่เริ่มทำงานข้าพเจ้าต้องทุ่มเวลาที่มีอยู่ไปกับการหาบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวตัวเอง เป็น Checklist อันดับต้นๆเลย ต้องไปคุมช่าง คุยกับช่าง (จะไม่ลงรายละเอียดเพราะบ่นไปเยอะมากในบล็อกเก่าๆ) ทุกอาทิตย์ แบกความหวังของคนในบ้านที่ไม่รู้เรื่องการช่างเสียเท่าไร การเป็นตัวกลางคนในบ้านแบบย่อหน้าข้างบนและคนนอกบ้านเป็นอะไรที่โลกแตกมาก จิตตกมาก.. เพื่อนๆชวนไปเที่ยวไหนก็ต้องขอบาย ขอบายบ่อยๆจนเพื่อนเลิกชวนไปแล้ว..

หลายคนพออ่านมาถึงตรงนี้ก็คงบอกว่า "เช้ดดดด มึงเยี่ยมจะตาย ซื้อบ้านให้ครอบครัวได้แล้ว กูนี่ยังทำงานต๊อกต้อยอยู่ ใช้ชีวิตไปวันๆ แดกเหล้าไปวันๆ กูโคตรจะอิจฉาเลย"  "โหยย.. เรื่องรถเด็กๆ มึงผ่านการสร้างบ้านได้แล้ว อย่างอื่นนี่เรื่องเล็กไปเลยจริงๆ" "เฮ้ย.. เรื่องเที่ยวมึงจะไปเที่ยวตอนไหนก็ได้ มึงทำภาระกิจอันสุดยอดนี้ให้ครอบครัวสำเร็จ แล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย"   ครับ มันก็จริงล่ะครับ.. แต่ประเด็นมันยังอยู่ที่ เราไม่ได้ชีวิตในแบบที่คนอื่นๆในวัยเดียวกันใช้… ความรับผิดชอบ อะไรต่างๆนานา มักจะล้ำคนอื่นไปเสมอ.. มันจะมองว่าเป็นข้อดี ก็ใช่ครับ.. แต่การที่ต้องอยู่กับภาวะอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่สนุกเลยนะครับ…

ธีรเดช ณ 25 ปี 8 เดือน

จดไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางความคิด


5 Responses to “7 Apr 10 : อยากใช้ชีวิตให้เหมือนคนอื่น”

  1. unigodx says:

    โห หล่อจริงรูปนี้

  2. unigodx says:

    อากาศเย็นสะเบยยมั้ยครับพี่

  3. Eun Junso says:

    ไม่รู้ว่าการที่มาได้พูดคุยกันจะทำให้พี่รู้สึกแย่ขึ้นรึป่าว
    เพราะเต้เป็นคนฝันมากน่ะ มากมายเกิน
    อยากจะบอกว่า อะไรหลายอย่างๆมันแก้ไม่ได้จริงๆ ซึ่งพี่ก็คงต้องอยู่กับมัน
    บางอย่างที่เต้แก้ไม่ได้เต้ก็ต้องอยู่กับมัน นั่นคือความจริง…พยายามอย่าเอามาเป็นทุกข์นะครับ เพราะจะทุกข์สุดก็คือใจเรา
    …อย่าลืมนะ มีคนอีกหลายคนที่อิจฉาพี่ อยากทำได้อย่างพี่ คอยให้กำลังใจอีกมากมาย น้อยคนนะครับที่จะได้รับโอกาสนี้ โอกาสที่คนจะรักเราน่ะครับ
    สิ่งที่อยู่ในWish list มันซื้อได้ด้วยเงิน แต่สิ่งที่พี่ได้รับโดยไม่ต้องใช้เงิน แล้วพี่ลืมไปว่ามันอาจจะเป็นอันดับต้นๆในWish list นั่นคือความรักจากคนรอบข้าง จากโลกcyber
    มาให้กำลังใจครับผม
    ปล. ส่วนเรื่องเที่ยวไม่ต้องห่วง ถ้าเต้มีโอกาสจะชวนอย่างไม่ขาดสาย ลากพี่เจเข้าป่าอีกคนด้วยท่าจะดี 555

  4. ช้าลงบ้าง…ดีมั๊ย ธี

    ธีเคยอ่านเรือง “ปริญญาสองใบ” ของ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนวรางกูร มั๊ย

    ให้เวลากับตัวเองบ้าง…ก็ดีนะ 🙂

  5. euphoria says:

    เราอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่อยากบอกว่าคุณทำได้ดีแล้วค่ะ
    เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ
    แต่ถ้าเหนื่อยมาก ก็พักบ้างนะ….