May 05

เดือนพฤษภาคมผ่านมาอีกหน อายุของ blog แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี จนถึงปีนี้ ครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ พอดิบพอดี

เป็นทศวรรษแห่งการเรียนรู้
เป็นทศวรรษแห่งห้วงความคิด
และเป็นทศวรรษแห่งการเติบโต

 

นิสัยการจดบันทึกของผมเริ่มมาจากคาบเรียนวิชาภาษาไทยตอน ม.1 (1997) อาจารย์บอกว่าการจด diary มันก็เหมือนการทบทวนชีวิตตัวเอง เป็นการบันทึกความคิดของตัวเองตอนนั้น แล้วเมื่อโตขึ้นไปได้ย้อนกลับมาอ่าน จะเห็นว่าความคิดเปลี่ยนไปอย่างไร ได้เห็นว่าเราโตขึ้นขนาดไหน  มันก็เหมือนจดหมายเหตุทางความคิดนั่นแล และสักวันหนึ่งเธอจะเห็นว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจมากมายเพียงไร

หลังจากนั้นผมก็พยายามเขียน diary ให้ได้ทุกวัน แต่เขียนไปได้ไม่นานก็รู้สึกว่า มันก็เป็นเรื่องเดิมๆ เป็นชีวิตประจำวันที่คิดว่าสิบปีข้างหน้ากลับมาอ่าน ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก

ผมจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเขียนเป็นบันทึกแทน ผมมีสมุดเล่มหนึ่งเก็บไว้ใต้ลิ้นชักหัวเตียง เป็นสมุดที่ผมจะหยิบมาเขียนเมื่อมีความทุกข์ เมื่อผมเสียใจ เมื่อผมต้องการใครสักคนที่รับฟัง และทุกหน้าจะมีหยดน้ำตาเป็นลายเซ็นไว้เสมอ มันคือสมุดบันทึกแห่งความทุกข์เล่มพองๆเล่มหนึ่ง หลายคนคงมีคำถามว่าความทุกข์จะจดไว้ทำไม ลืมๆมันไปซะดีกว่า ผมว่าความทุกข์พวกนี้มันเป็นบทเรียนชั้นเลิศเลยนะครับ ระหว่างที่เราเขียนอยู่มันก็ช่วยทำให้เราฉุกคิดอะไรได้หลายๆอย่าง ความคิดมันไวกว่าการจดบันทึกเยอะ ช่วงเวลาที่เราใช้กลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ มันก็มีเวลามากพอที่ทำให้เราได้คิดทบทวนเรื่องราวให้รอบคอบ และทุกครั้งที่เราย้อนกลับมาอ่าน บางทีมันก็อาจกลายเป็นเรื่องตลกแล้วก็ได้ ผมอยากให้ลองดู

 

windowsLivew[25].png

 

ผมเขียนสมุดเล่มนั้นจนมาถึงเข้ามหาวิทยาลัย (2003) ช่วงนั้นมี weblog เกิดขึ้นมากมาย ผมจึงอยากลองย้ายมาเขียนในคอมพ์บ้าง สมัครของ Windows Live Spaces http://thee98.spaces.live.com ไป (2005) เพราะคิดว่าสะดวกดี และมีสังคมนักเขียนอยู่ในนั้น เราเขียนของเรา คนอื่นเข้ามาอ่านได้ แล้วเราก็ไปอ่านของเค้าได้ กลับมาบ้านทุกเย็นก็จะมานั่งอ่านเรื่องราวที่คนอื่นเขียน โคตรมีความสุขเลยจริงๆ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน blog คนอื่นเยอะมาก มันเรียลมาก ผมยังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ทีสังคมแบบนี้ไม่มีอีกแล้วในโลกออนไลน์ (บันทึกแรกของผม : 22 April 2005 ก่อนขึ้นค่าย…)

 

Screen Shot 2558-05-05 at 18.15.02

 

รูปแบบของ blog นี้ก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องราวทั่วไป เป็นไลฟ์สไตล์ไม่เน้นวิชาการ แต่หนักเรื่องของความคิดสักหน่อย เขียนไปได้สักปีกว่าๆก็รู้สึกว่ามันช้ามากกกกก (เครื่องคอมพ์ที่บ้านช้าด้วยแหละ -.-“) ก็เลยลองย้ายไปอยู่ที่ exteen – http://thee98.exteen.com (2006) แต่ก็โดนกระแสเพื่อนๆใน spaces live ลากกลับมาจนได้

ท่ามกลางสังคมออนไลน์ยุคใหม่ที่ผุดขึ้นมาทั้ง Facebook และ Twitter ที่เน้นจุดขายในการแสดงตัวตน “ไม่ต้องร่ายยาว ก็โพสต์ได้” “160 คำ คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็จิ้มๆไปเหอะ” ทำให้สังคมนักเขียนค่อยๆจางหายไป ถูกถ่ายโอนไปสู่สิ่งที่ง่ายและสะดวกกว่า จนในที่สุด spaces live ได้ปิดลงตัว ณ วันที่ 16 มีนาคม 2011

Screen Shot 2558-05-05 at 18.14.16

 

บันทึกทุกอันถูกโอนไปอยู่ที่ WordPress.com – http://thee98.wordpress.com (2011) ก็เลยคิดว่าในเมื่อเราได้ Database ทั้งหมดมาอยู่ในมือแล้ว ทำไมเราไม่สร้าง weblog ของตัวเองเลยล่ะ ก็เลยจดโดเมน theeradej.com ขึ้นมา และเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เชียวแหละ ฮ่าๆ

 

Screen Shot 2558-05-05 at 18.16.20

 

หลังจากนั้นก็สถิตย์อยู่ที่ theeradej.com มาจนถึงทุกวันนี้ 🙂

 

ผ่านไป 10 ปี กับ 362 โพสต์ที่บันทึกไว้ เมื่อเทียบกับระยะเวลาก็ดูน้อยแหละ (เฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อ 1 โพสต์) ถ้าเทียบกราฟการผลิต blog ออกมาเทียบกับระยะเวลา กราฟคงเป็นระฆังคว่ำครึ่งซีก ที่ปลายหางดิ่งลงเข้าใกล้ศูนย์

บอกตรงๆว่าไม่รู้จะเขียนอะไร หรือบางทีมีประเด็นอยากเขียน แต่ก็เขียนไม่ออกเลยครับ มันไม่มีอารมณ์ที่จะเรียบเรียงคำพูดออกมา

หากว่าฝืนเขียนฝืนนึกต่อไปก็จะปวดหัว มันกลายเป็นว่าไม่ได้กลั่นออกมาจากสุนทรียะ มันก็ออกมาไม่ดีหรอก

เหตุผลแวดล้อมที่พอนึกออก คือ feedback นี่ล่ะ.. ก่อนหน้าตอนอยู่ที่ spaces live มันเป็นสังคมมันเห็นชัดเจนว่ามีคนมาอ่านแล้วกี่คน มีคนมาคอมเมนท์ มีการแชร์ประสบการณ์ระหว่างกัน พอมาตอนนี้โพสต์ไปน้อยคนนักที่จะเปิดเข้ามาอ่าน เค้าไม่มาสนใจไลฟ์สไตล์อะไรของคุณแล้ว ลำพังแค่อ่าน news feed ก็หมดเวลาชีวิตล่ะ คำพูดสวยหรูที่บอกว่า ผมก็เขียนของผมไป ใครมาอ่านหรือไม่มาอ่านก็ช่าง ในความเป็นจริงมันก็อาจจะไม่ได้ดูแข็งแกร่งหนักแน่นในคำพูดได้อย่างนั้นตลอด เมื่อมีคนเขียน ก็ต้องมีคนเสพ เกื้อหนุนกันไป เป็น eco-system กันไป ก็พูดตรงๆว่าพอคนเข้ามาอ่านน้อยลง บางทีก็หมดพลังในการเขียนอยู่เหมือนกัน

เขียนมาจนถึงตอนนี้.. ผ่านไป 10 ปี ได้กลับมาอ่านในสิ่งที่ได้ลงแรงเขียนไป มันก็เป็นจริงตามที่อาจารย์เคยบอกกับผมไว้ตอน ม.1 ..​

“..เธอจะเห็นว่าความคิดเธอเปลี่ยนไปอย่างไร
เธอจะเห็นว่าเธอเติบโตขึ้นมามากมายเท่าไร
และเธอจะได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจต่อเธอมากมายจริงๆ..”

 

ธีรเดช ณ ห้วงความคิด ความทรงจำ และการเติบโต

May 01

ปี 2011 เดือนมีนาคม ไปแบ็คแพ็คเวียดนามช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งยิ่งใหญ่ในญี่ปุ่น ตอนนั้นอยู่บนซาปา อึ้งมาก รู้สึกจิตตกไปช่วงหนึ่งเพราะเพิ่งกลับจากญี่ปุ่นได้ไม่นาน มันร้ายแรงมากจริงๆ

ปี 2011 เดือนพฤษภาคม ไปตะลุยเกาะใต้ New Zealand ได้เห็นสภาพบ้านเมืองใน Christchurch หลังผ่านแผ่นดินไหวมาประมาณ 3 เดือน รู้สึกหดหู่สุดๆ มองไปทางไหนก็มีแต่ซาก บ้านเรือนพัง โบสถ์อายุนับร้อยปีถูกทำลาย ความเสียหายยากเกินกว่าจะบูรณะซ่อมแซม จนท้ายที่สุดรัฐต้องประกาศสร้างเมืองใหม่

หลังจากกลับมาจึงได้ตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ทริปต่างประเทศหลังจากนี้จะขอให้ความสำคัญกับประเทศที่สุ่มเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และประเทศที่ยากต่อการท่องเที่ยวยามสูงอายุเป็นลำดับต้นๆ

แต่มันไม่ใช่ครั้งนี้ Nepal ไม่ได้เป็นประเทศที่ผมคาดคิดว่าจะเกิดแผ่นดินไหวมาก่อน ผมวางแผนไปเพื่อจะไปพิชิตและเอาชนะตัวเองก็เท่านั้น

1537447_10152837902588806_1059758843191181307_o
ช่วงเวลา 15 วันในเนปาลนั้น ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ผมมีความสุขทุกวัน ทั้งช่วงที่อยู่บนเขา และช่วงที่อยู่ในเมือง คนเนปาลน่ารักมาก ยิ้มแย้ม มีน้ำใจ มีอารมณ์ขัน แม้ภายนอกจะเนื้อตัวเลอะเทอะ ดำคล้ำ หนวดเฟิ้ม ในแบบที่เราไม่คุ้นเคย แต่เท่าที่ได้คุยมาเค้าจิตใจดีมาก เนปาลเป็นประเทศที่ผมรู้สึกปลอดภัย ผมกล้าหยิบมือถือมาถือดูแผนที่ ผมกล้าสะพายเป้ไว้ข้างหลัง โดยไม่กลัวหายหรือถูกขโมยเลย

ช่วงเวลา 15 วันในเนปาลนั้น มันก็มากพอที่จะทำให้ผมรู้สึกตกใจและกังวลใจกับข่าวแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ไกด์ ลูกหาบ ที่ร่วมเดินทางด้วยกันมา 10 วันเต็มๆ เพื่อนนักเดินทางที่พบเจอทักทาย “นมัสเต” กันระหว่างทาง มันรู้สึกผูกพันกันไปหมด อดเป็นห่วงไม่ได้ แต่ได้ยินว่าทุกคนปลอดภัยก็เบาใจ ไม่รวมถึงโบราณสถานที่ภาพข่าวทยอยปล่อยออกมามันก็ยิ่งตอกย้ำความสะเทือนใจให้กับผมอย่างมาก

11154720_10152843075533806_972788707478897163_o

เนปาลไม่ได้เป็นประเทศที่ร่ำรวย คนในประเทศส่วนใหญ่ก็ยากจน รายได้มาจากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ ส่งผลกระทบอย่างหนักแน่นอน โบราณสถานที่พังทลายลงถ้าไม่ได้ความร่วมมือจากองค์กรภายนอกก็ไม่รู้ว่าจะได้บูรณะเมื่อไร และแน่นอนว่าเมื่อการท่องเที่ยวซบเซาลง เศรษฐกิจก็ยิ่งฝืดเคืองมากขึ้น

11203535_10152841430173806_5051495466959966110_o

หลังจากทุกคนได้ทราบข่าว ก็เข้ามาถามไถ่แสดงความห่วงใยมากมาย ผมต้องขอบคุณทุกคนมากจริงๆ โชคยังเข้าข้างผมที่ตารางทริปขยับจากครึ่งเดือนหลังมาเป็นช่วงต้นเดือน ยังมีโอกาสได้เก็บภาพมรดกโลกที่ยังสมบูรณ์ไว้ เป็นภาพแห่งความทรงจำที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้เลย

11182756_10152843122773806_2752378329395846388_o

สุดท้าย..เมื่อเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว ความโศกเศร้าย่อมเกิดขึ้นได้ แต่เราก็ต้องก้าวต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้เนปาลีทุกคนผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี และขอให้ประเทศกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด ใครที่สนใจจะร่วมบริจาคไปให้พี่น้องชาวเนปาลก็สามารถทำได้นะครับ ผมขอขอบคุณทุกคนจากใจจริงๆครับ

ธีรเดช ‪#‎PrayForNepal‬

Jan 04

สวัสดีปีใหม่ทุกคนนะครับ ไม่อวยพรมาก เชื่อมั่นว่าทุกคนก็มีพรมีความตั้งใจอยู่ในตัวกันทุกคนอยู่แล้ว ก็ขอให้สำเร็จลุล่วงกันทุกคนนะจ๊ะ

ปณิธานปีใหม่สำหรับปีแพะ แบะ แบะ.. ก็ไม่ต่างอะไรกับทุกปี

1. Backpack ต่างประเทศคนเดียว
ยกยอดมาจากปีที่แล้ว อยากพิสูจน์ตัวเองให้จงได้

2. Full Marathon งานกรุงเทพมาราธอน
มันคงเป็นอะไรที่ฟินมาก ณ วินาทีกระเผลกเข้าเส้นชัย และรับเสื้อ Finisher

3. พยายามนอนเร็วตื่นเช้าให้ได้
ก้าวข้ามสิ่งเร้าต่างๆให้ได้ ฝึกสมาธิ นอนให้พอ จะได้มีแรงไปสู้รบกับงาน

4. ออกกำลังกายเข้าฟิตเนส
กล้ามไม่ต้องเยอะ แต่พุงต้องหายไป

5. พัฒนาภาษาอังกฤษ
พยายามใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด

6. ทำใจให้สงบมากกว่านี้
ช่วงปีที่ผ่าน รู้สึกว่าใจร้อนขึ้น Mental breakout ง่ายมาก จะพยายาม maintain ให้ได้เหมือนเดิม

 

ธีรเดช
มามา ไปไป ขึ้นขึ้น ลงลง

Jan 01

ทบทวนกิจกรรมตลอดทั้งปี 2014

1074761_846835695332776_479854492_o

  • อายุครบ 30 ปี สารพัดสารพันของขวัญและเรื่องราว
  • ดำน้ำ 3 ทริป – Sipadan, Malaysia / Bali, Indonesia / Chumphon, Thailand
  • ปีนเขา 2 ทริป – ม่อนจอง เชียงใหม่ / ภูสอยดาว อุตรดิตถ์
  • Backpack ต่างประเทศ 1 ทริป – Yangon, Myanmar
  • ชิลชิล 2 ทริป – กุยบุรี / หาดใหญ่
  • บวชเรียน 1 เดือน – วัดชลประทาน, นนทบุรี / สวนโมกขพลาราม, สุราษฎร์ธานี
  • ละครเวที 1 เรื่อง – เลือดขัตติยา
  • คอนเสิร์ต 1 รอบ – DOJO-B5 Super ติ่ง Home Coming
  • วิ่ง 7 รายการ
    • [1] 08-Feb-14, 11.26km p7:24 t1:23, The North Face 100
      [2] 22-Jun-14, 17.19km p7:36 t2:10, 10 Miles Super Sports
      [3] 12-Aug-14, 11.22km p6:56 t1:18, 12 August Half Marathon
      [4] 12-Oct-14, 21.12km p8.38 t3:02, Khao Yai Trail Marathon
      [5] 02-Nov-14, 09.90km p7:21 t1:12, TMB ING Park Run
      [6] 16-Nov-14, 21.50km, p8:27 t3:02, Bangkok Marathon
      [7] 05-Dec-14, 11.00km, p6:59 t1:17, Run for the King

หลายคนบอกว่าเดินทางเยอะ ผมว่ามันก็ไม่ค่อยเยอะเท่าไรนะ
ปีนี้ได้ไป Backpack แค่ประเทศเดียวเอง เน้นไปดำน้ำซะเยอะ
ปีหน้าเดี๋ยวจะสลับไป Backpack บ้าง..​ จะได้สมดุลกัน

 

ธีรเดช
ออกไปค้นหาชีวิต

Dec 31

หลังจากได้ตั้งปณิธานปีใหม่ไว้เมื่อต้นปี (1 Jan 2014 : ไชโย ไชโย่ จั๊กกะเดี่ยมโสภี จั๊กกะดีฟ้าใหม่)

ผ่านไปหนึ่งปีเต็มๆ ได้เวลาทบทวนเรื่องราวต่างๆกันแล้ว

1. บวชเรียน
ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่และแรงกล้า ก็สามารถบรรลุปณิธานข้อนี้ได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ บวชตั้งแต่  1-30 เมษายน 2014 เป็นเวลา 30 วันพอดิบพอดี ได้ไปปฏิบัติต่อที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา สุราษฎร์ธานีด้วย เป็นโอกาสที่ดี และประทับใจมาก 🙂

2. Backpack ต่างประเทศคนเดียว
มีความตั้งใจไว้ แต่เนี่องจากติดปัญหาเรื่องเวลา และหลายอย่างยังไม่ลงตัว ก็เลยยังไม่สามารถออกไปเปิดโลกกว้างได้ ขอส่งผ่านไปปีหน้า

3. หาหนทางใช้ชีวิตในต่างประเทศ
ก็ยังเหมือนเดิม ยังขี้ขลาดอยู่เหมือนเดิม ก็ไม่รู้ว่าจะรอเวลาอะไร ก็ไม่รู้ว่าต้องรอให้พร้อมอีกนานเท่าไร แม้ว่าจะอยู่ในสถานะนี้มันก็ทำให้เราได้คิดอะไรได้บางอย่างในข้อถัดไป

4. ค้นพบเป้าหมายในชีวิต
มันก็ไม่ได้เรียกว่าการค้นพบเป้าหมายสักเท่าไร แต่มันก็ทำให้เราเห็นภาพอะไรบางอย่างในขีวิตได้ชัดขึ้นบ้าง
ปีนี้อะไรหลายๆอย่างเริ่มลงตัว เร่ิมนิ่ง ประกอบกับอายุเข้าสู่เลข 3 มันก็มีอะไรให้คิดเยอะแยะแหละ ถึงอนาคตภายภาคหน้า
ก่อนหน้านี้เราก็พยายามขวนขวายอยากทำให้ได้เหมือนคนอื่น อยากทำให้ได้ดีกว่าคนอื่น คือเรามัวแต่แข่งกับคนอื่น จนมองข้ามไปว่า ที่เราจะไปแข่งกับเค้าเนี่ย ตัวเราเองมีกำลังเพียงพอหรือไม่ ที่บอกบอกกันว่ามีมือมีตีนเหมือนกัน มึงทำได้ กูก็ทำได้ มันก็ไม่ได้จริงเสมอไป คนเราแต่ละคนมันมีต้นทุนที่ต่างกัน บางทีการที่ขวนขวายผลักดันตัวเองมากเกินไป มันก็ทำให้เกิดทุกข์ในใจ

คงได้เวลาปล่อยวางบางสิ่งที่เกินตัว หยุดพัก แล้วมองหาความสุขที่พอดี รอบตัว..

5. วิ่งให้ได้อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์
ก็ยังจริงจังกับการวิ่งอยู่นะ ในช่วงครึ่งปีแรก 2-3 ครั้ง/สัปดาห์เลย แต่ก็หยุดไปพักใหญ่ ช่วงหน้าฝน หลังจากหน้าฝน สวนเบญจกิติที่วิ่งประจำก็มีก่อสร้างเวทีกลางน้ำ แสดงละครเวทีพระมหาชนก วิ่งลำบากมาก ก็ไม่ค่อยได้ไปวิ่งเท่าไร จะฝืนกลับมาวิ่งก็ตอนที่มีรายการที่ลงแข่งไว้นี่ล่ะ

6. ฝึกซ้อมเพื่อ Half Marathon และ Full Marathon
ปีน้ีสามารถพิชิต Half Marathon ได้แล้ว ลงไปสองรายการ KhaoYai Trail Marathon กับ Bangkok Marathon จบมาด้วยเวลาที่ไม่ค่อยดีนัก 3 ชม.แหนะ แต่อย่างน้อยก็ได้รู้ตัวว่า เราสามารถทำได้แล้ว เข้าเส้นชัยได้ทันเวลา cut-off หลังจากนี้ก็คงต้องทำให้เวลาดีขึ้น และฝึกซ้อมเพื่อ Full Marathon ต่อไป

 

ธีรเดช
ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่ต้องดีกว่า