May 10

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูหนัง MI:3 ทีโรงหนังที่ว่ากันว่า เว่อร์ที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้ ใช่แล้วคับ! โรงหนังสยามภาวลัย (Siam Pavalai) โรงที่ 4 ของ Paragon Cineplex : SIAM PARAGON ซึ่งได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 May ที่ผ่านมา สามารถจุคนได้มากถึง 1,200 คน โดยชื่อโรงหนังได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ

 

โรงหนังมีทั้งหมดสองชั้น ราคาก็ไล่ตามลำดับมา ตั้งแต่ 140 160 200 220 600 ไอ่ราคา 220 นี่อยู่ชั้นสอง… ครั้งนี้เราไปดูก็เอาให้มันเต็มที่ไปเลย ขึ้นไปดูชั้นสอง (กะว่าขอดูหนังโรงหรูแบบก้มหัวดูบ้างเหอะ – ที่อื่นจะต้องเงยหมด) เป็นส่วนตัวมากเลย ทั้งหมด 6 แถว เราขอแนะนำเลยละกานนะ ใครที่คิดจะไปดูชั้นสอง ให้ดูตั้งแต่แถวสามขึ้นไป เพราะว่ามันจะมีแผ่นกระจกกันคนตกลงไป มันจะบังจอนิดหน่อย (ตรง subtitle) แต่สำหรับเรา มันรำคาญมากเลยล่ะ 🙂 

 

เข้าไปในโรงครั้งแรกรู้สึกว่าเว่อร์ดี สวยๆชอบๆ กว่าจะไปถึงที่นั่งต้องขึ้นลิฟท์ไปอีก 2 ชั้น พอไปนั่งแล้ว รู้สึกว่าที่นั่ง 220 ระยะห่างแต่ละแถวจะชิดกันมาก แถมไม่เป็น BOX SEAT เหมือนที่โฆษณาไว้เลย เลยรู้สึกว่าแพงไปมากๆๆ…

 

หลังหนังจบก็แอบเข้าไป survey ชั้นล่างดู ดูดีมั่กๆ จอใหญ่เต็มตาดี เลยคิดว่าทีหลังลงมาดูข้างล่างดีกว่า ก็เลยไปนั่งหาทำเลเหมาะๆ ลองดูเผื่อครั้งต่อไปจะได้จองตั๋วถูกที่… แอ่นแอ๊นน… และแล้วเราก็เจอที่นั่งสุดยอดของเรา… ใครอยากดูข้างล่างและพอมีเงินหน่อยแนะนำที่ 200 บาทมันจะอยู่ zone ตรงกลาง จอใหญ่กะลังพอดี (สำหรับจอ MegaScrees นะ) แต่ไปอ่าน board pantip มาเค้าบอกว่าเครื่องฉายเสียงดัง แต่ไม่รุละต้องไปลองดู 555

 

พอหนังเริ่มจอจะยืดออก ยิ่งใหญ่มากๆ สิ่งที่เด่นของโรงนี้คือ ระบบเสียงที่ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใสมากๆๆๆๆๆๆ นั่งดูอยู่ในโรงแล้วสบายที่สุดอ่ะ โล่งดี ไม่อึดอัดเหมือนโรงอื่นๆ

พอหนังจบเค้าก็เปิดไฟทั้งโรง โอ้โห!! ที่นี้ล่ะ ได้เห็นความหรูหราเต็มๆ (คนออกแบบ คือคนเดียวกับคนที่ออกแบบ Kodak Theater ที่ใช้ประกาศผล Oscar อ่ะ) สวยดี อยากนั่งนานๆ ไม่อยากออกจากโรงเลย

 

เอาหล่ะครับ วันนี้ก็พาไปทัวร์โรงหนังสยามภาวลัยพอหอมปากหอมคอ ถ้ามีโอกาสก็ลองไปดูกันนะคับ

สิ่งที่เราชอบอย่างนึงคือ ตั๋วราคาปกติ 140 บาทก็ยังมีสิทธื์เข้าไปดูในโรง Hi-so อย่างงี้ได้   รู้สึกเท่าเทียมกันดี…

 

ก่อนจากกัน.. เรามีรูปโรงหนังมาฝากด้วยล่ะ แอบถ่ายมา จุ๊ๆ อย่าไปบอกใครนะ…

 

 

PS. ที่จิงเด๋วพรุ่งนี้ 10 May  KrungSri IMAX ก็จะเปิดตัวเหมือนกัน ถ้าได้ไปดูมาแล้วจะมา Review ให้ดู 555 จะไปดู POSEIDON ใน IMAX ล่ะ มันเป็นระบบ DIGITAL (IMAX DMR – Digital Re-mastering) แปลงให้เป็น film แบบ 70mm ที่ใช้ใน IMAX รอดูอยู่ค้าบบ.. ชอบ IMAX มั่กๆๆ

 

PS2. ที่เล่าให้ฟังทั้งหมดอย่าเพิ่งมองว่าเรารวย ใช้เงินฟุ่มเฟือยน้าา ไอ่ที่ไปดูหรูๆทั้งหลายเนี๊ยะ ใช้ตั๋วที่ซื้อตอนโรงเปิดใหม่ๆอ่ะ 10 ใบ 1200 บาท… สยามภาวลัย ดูที่นั่งราคาไหนก็จ่าย 120… IMAX ก็จ่าย 120… แฮะๆ ไม่ต้องขอซื้อต่อนะครับ.. ไม่ขาย!!.. จะหมดแว้วววววว

May 07

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูหนังเรี่องเพื่อนสนิทฉบับเต็มมาล่ะ พอดีพี่เราเป็นเพื่อนกับ staff ของงานนี้  ก็เลยได้บัตรฟรีมา ก็ไปดูที่โรงหนัง HOUSE ที่ UMG-RCA อ่ะ


งานนี้จัดขึ้นมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่มีความชื่นชอบหนังเรื่องเพื่อนสนิทมากๆ และได้รวมตัวเป็น "เพื่อนสนิทแฟนคลับ" โดยงานนี้เป็นการรวมตัว FC เป็นครั้งที่สามแล้วล่ะ  (แฮะๆ ที่จิงเราก็เป็นแฟนคลับหนังเรื่องนี้เหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ไปรวมกลุ่มกับเค้า 😉 )

 

วันนี้นักแสดงนำก็มากันครบทุกคนเลย ไม่ว่าจะเป็น ไข่ย้อย(ซันนี่) ดากานดา(นุ่นแอบชิ่งกลับไปก่อนอ่ะ ยังไม่ได้ขอลายเซ็นเลยย) พี่แตน(โอปอล) นุ้ย(น่าร้ากก กว่าในหนังเยอะเลยยย) ฟุเหยิน และก้อ พี่เอส ผู้กำกับ (ซันนี่ตัวจิงแมร่งโคตรขาวเลย..ไปถ่ายรูปมากรูนี่ดำเมี่ยมเลย 55) ทุกคนดูเป็นกันเองมากๆ เลย เราไม่เคยได้ใกล้ชิดดาราใกล้ขนาดนี้มาก่อนเลย แทบเดินกระทบไหล่กันเลย… อบอุ่นมั่กๆ

 

จุดประสงค์หลักที่สำคัญของวันนี้ คือ ดูหนังเพื่อนสนิทฉบับ Director’s cut 3 ชม. (ก่อนจะถูก กองเซ็นเซอร์สับแหลกๆๆ) พี่เอสบอกว่า เป็นหนังที่ตัดต่อครั้งแรก ยังไม่ได้ผ่านการ Mixเสียง ปรับสี ใส่ subtitle และเซ็นเซอร์ใดๆทั้งสิ้น เพลงที่ใช้ก็ยังไม่ใช่ ช่างไม่รุเลย ของพี่บอยพีช สรุปมันยังเป็นหนังที่ดิบมากๆ ซึ่งระหว่างฉายก็จะมี comment ของผกก. แปะอยุ่ในหนังด้วย ฮามากๆ  และก้อ หนัง 3 ชม.นี้มีคนที่เคยได้ดูแค่ 5 คนเท่านั้น ซึ่งพวกเราก็เป็นคนกลุ่มแรกที่จะได้ดู รวมไปถึงนักแสดงด้วย (วันนี้ก็ดูมันพร้อมกันเลย..55)

 

ระหว่างที่ดูหนังก็จะมีเสียงหัวเราะอันดังจากนักแสดงที่ทนความ อับอายของตัวเองไม่ได้ ซึ่งจะเป็นเสียงพี่โอปอลซะส่วนใหญ่(ฉากส่วนใหญ่ที่ถูกตัดไปมักจะล่อแหลม(นิดๆ)และไม่เหมาะสมกับเยาวชน(หน่อยๆ)… และคงไม่ผ่านกองเซ็นเซอร์ 55)

 

หลังจากดูจบก็คิดว่าไอ่ที่ฉายอยู่ในโรงอ่ะดีแล้วล่ะ กะลังลงตัว ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป(ผู้กำกับบอกว่า ถ้าเอาฉบับนี้ไปฉาย ฟุเหยินคงได้เป็นพระเอกแทนไข่ย้อยไปแล้ว – เออจิงๆ มีโคตรเยอะ ฮาๆ) ส่วนไอ่ฉบับนี้มันจะดีตรงที่ว่าทำให้เราได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งสองคู่มากขึ้น ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไรถึงทำให้ไข่ย้อยรักดากานดา หรือ นุ้ยแอบชอบไข่ย้อย มากขนาดนี้… ชอบๆอ่ะ น่าจะเอามาทำ DVD…

 

ดากานดา กับ ไข่ย้อย ดูเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากๆเลยล่ะ ในหนังฉบับนี้มันค่อยๆเพิ่มดีกรีไปเรื่อยๆ อ่ะ… ได้เห็นถึงความเสียสละ และการให้อภัยของเพื่อน…


อยากมียังงี้บ้างจังเลย…

 

 

รุเป่าว่าครั้งนี้เราดู เราก็ยังแอบน้ำตาไหลเหมือนเดิมหว่ะ แต่ไม่มากเหมือนครั้งที่แล้ว อารมณ์มันคนละแบบกันแล้วอ่ะ ครั้งนี้มันรู้สึกหดหู่มากกว่าหว่ะ สงสารไข่ย้อย(คงเป็นเพราะได้เห็นความรักของไข่ย้อยที่มีต่อดากานดามากขึ้น)

 

ครั้งก่อนดูไปแล้วร้องไห้ เพราะว่าโดน… แต่มันก็ยังรู้สึกดีว่ะ ที่ครั้งนึงกรูก็เคยมีความรู้สึกที่บริสุทธิ์อย่างนี้ (ยิ้มไปร้องไห้ไป แม้สุดท้ายกรูไม่รุว่าเค้าเป็นใครก็เหอะ)
แต่ว่าครั้งนี่ดูไปแล้วหดหู่… ไม่รุดิ เหมือนกะว่า.. กรูยังจะมีความรู้สึกนี้อีกสักครั้งมั้ย.. นึกถึงแล้วมันก็มีความสุขทุกทีเลยหว่ะ.. พูดไปแล้วมัน Abstract มากเลยหว่ะ จับต้องไม่ได้ เหมือนวาดวิมานในอากาศ..

 

 

บ๊ะบาย.. เราต้องรอต่อปายยย

 

 

PS. ท่าเต้นตอนเมาของทั้งดากานดา และไข่ย้อย จิงๆแล้วมันมีอีกเยอะมากเลย… ครายจะไปรู้ว่านอกจากท่าทุบหัว กะท่าชี้นิ้วของไข่ย้อย มันยังมี ท่าตำครกด้วย 555 ฮาทั้งโรงๆ
PS2. ตอนนี้แมร่งบ้า เพลงที่ฉันรู้ ของ boyd ‘feat. Champ มากๆเลย.. ลองไปโหลดดู.. ฟรีค้าบบ

 

 

ประโยคเด็ดเพิ่มเติม…

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นบนเขา ที่ทุกคนไปตั้งเตนท์วาดรูปกัน (ก่อนไข่ย้อยนับ 1 – 10)

 

"เค้ากินกันอยู่มานอนได้ไง น่าเกลียด!! ไปเลยๆ ไปกินกะเค้าเลย…"


"ไม่อาวว กรูง่วงนอน.."

"ไม่ได้ๆ มานอนก่อนคนอื่นได้ไง เค้าสนุกกันอยู่"


 
"เออ… กรูเมาแล้ว"

"เมาแล้วก็ต้องไป ปะๆ ไปด้วยกัน กรูไม่ให้นอน.."


 "(ชี้หน้า) มรึงเป็นพ่อกูเหรอ.." ฮาๆๆๆๆ

 

 

 ดากานดาเมา เดินกลับเข้าเต้นท์ จะไปนอน แต่เจอไข่ย้อยกวนตรีนนน…ก็ด่าให้ซะเลย 555

May 02

เพิ่งเห็นว่า blog เราก็เปิดมาครบ 1 ปีเต็มๆแล้วเนอะ….

 

ก็โชคดีอ่ะ ที่เปิด blog ช่วงนั้นพอดี เพราะว่าตลอดปี 2005 เป็นช่วงเวลาที่ชีวิตเราสะพัดมากที่สุดเลย มีทั้งจุดที่เรามีความสุขมากที่สุดในชีวิต และมีทุกข์จะเป็นจะตายมากที่สุดในชีวิต

 

"ถ้า diff กราฟชีวิตของเราในช่วงนั้น แล้วให้เท่ากับ 0 ก็คงจะได้คำตอบออกมาหลายค่า ซึ่งก็มีทั้ง + และ – ปะปนกันไป"

 

แต่มันก็ยังดีที่เราสามารถระบายความรู้สึกเหล่านั้นออกมาที่ blog นี้ บันทึกเอาไว้เป็นอุทธาหรณ์สอนใจ และไม่เพียงแต่เราที่ได้ประโยชน์จากบทเรียนตรงนี้ คนที่เข้ามาอ่าน ก็ยังสามารถเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้… นี่แหละ.. แม้สิ่งที่เราพบเจอจะดูเลวร้ายขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ขอให้รู้ไว้ว่าอย่างน้อยสิ่งที่เราคิดว่าแย่ก็ยังสามารถทำประโยชน์ให้คนอื่นได้…

 

Blog นี้ก็เปรียบเหมือนสมุดบันทึกส่วนตัวของเรา(ขอย้ำว่าส่วนตัวจิงๆ)… มันต่างจาก Diary ก็ตรงที่มัน Public ตอนที่เราเปิด blog นี้ เราก็หยุดเขียน Diary ของเราไปเลยล่ะ… คิดว่าเขียนไปเราก็อ่านคนเดียว (หรือไม่ก็ไม่ได้อ่านเลย หายไปเสียก่อน)… สู้มาเขียน blog แล้วเกิดประโยชน์กับคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ.. แล้วตอนนี้สังคมของเรามันต้องอยู่ด้วยกัน ต้องช่วยๆกันคิด.. เราเขียนไปเราก็ได้อ่าน comment ดีๆซึ่งก็ช่วยเป็นกำลังใจให้เราได้

 

เราก็จะพยายามเขียนให้ได้มากที่สุดอ่ะนะ ถ้ามีเวลา และมีเรื่องให้เขียน…

 

แม้ว่าจะไม่ใช่ blog ที่เกี่ยวกับวิชาการหรือวิทยาศาสตร์ แต่อย่างน้อยคนที่เข้ามาอ่านก็คงได้เรียนรู้วิชาที่เรียกว่า ‘ชีวิต’

 

1 ปีที่ผ่านมา หวังว่าทุกคนคงได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้นนะ.. อย่าเพิ่งมองเราไม่ดีล่ะ 5555

 

สวัสดีคับ Happy Anniversary…..

PS. เพื่อนๆคับ.. ผมว่า Backup Blog ไว้บ้างก็ดีนะ เด๋วนี้ไว้ใจอะไรไม่ค่อยได้เลย.. นึกจะหายก็หาย..ไม่ทันตั้งตัวเลย..