Jan 03

ผ่านไปแล้ว 1 ปีเต็ม ได้เวลาทบทวนปณิธานที่ได้ตั้งไว้ตอนต้นปี (1 Jan 2015 : สวัสดีปีใหม่ 2015 ปีดีด๊ารอเราอยู่)

11155104_10152828151563806_7653279620555154659_o

1. Backpack ต่างประเทศคนเดียว
ยกยอดมาจากปีที่แล้ว อยากพิสูจน์ตัวเองให้จงได้

‣ ก็ยังทำไม่ได้ซะที เวลาทั้งหมดของปีนี้ ทุ่มไปให้กับการวิ่งหมดเลย ปีหน้าว่ากันใหม่นะ

 

2. Full Marathon งานกรุงเทพมาราธอน
มันคงเป็นอะไรที่ฟินมาก ณ วินาทีกระเผลกเข้าเส้นชัย และรับเสื้อ Finisher

‣ ผ่านมาแล้วโว้ยยยยย แม่งฟินสรัดๆ จบปีซัดไป 3 มาราธอน (Khaoyai Trail 7:09 / Bangkok 6:09 / Chiangmai 5:24) เกินเป้ามากๆ ได้สะสมเสื้อ finisher เหมือนคนอื่นเค้าบ้างล่ะ ตอนนี้ยังจบแบบเจ็บๆ ปีหน้าต้องพัฒนา 

 

3. พยายามนอนเร็วตื่นเช้าให้ได้
ก้าวข้ามสิ่งเร้าต่างๆให้ได้ ฝึกสมาธิ นอนให้พอ จะได้มีแรงไปสู้รบกับงาน

‣ ทำได้มาครึ่งปี สุดท้ายช่วงปลายปีกระเจิงกระจุยกระจายหมดเลย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เครียดจนผมร่วมเป็นหย่อมเลย

 

4. ออกกำลังกายเข้าฟิตเนส
กล้ามไม่ต้องเยอะ แต่พุงต้องหายไป

‣ เริ่มต้นมาดีนะ พอช่วงปลายปี งานเยอะ ป่วย ไม่ได้เข้า gym มาสองเดือนเต็มๆ แต่ยังกินเท่าเดิม กล้ามหาย พุงออก นน.ขึ้นรวดเร็วมาก

 

5. พัฒนาภาษาอังกฤษ
พยายามใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด

‣ แรกๆทำได้นะ หลังๆก็กระเจิง ไม่รู้ว่าช่วงปลายปีเป็นอะไรเหมือนกัน เละเทะมาก

 

6. ทำใจให้สงบมากกว่านี้
ช่วงปีที่ผ่าน รู้สึกว่าใจร้อนขึ้น Mental breakout ง่ายมาก จะพยายาม maintain ให้ได้เหมือนเดิม

‣ Maintain ได้มากขึ้นนะ แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีเท่าไร เจอจิตตกช่วงปลายปีอีก หลุดไปไกลเลย

 

สรุปสำเร็จอย่างเดียวคือเรื่อง Full Marathon ส่วนเรื่องอื่น Fail หมด นั่งพิมพ์ๆก็เพิ่งมารู้ตัว ช่วงปลายปีกูเป็นไรวะ มันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แล้วมีอยู่ช่วงนึงโคตรเครียดกับที่ทำงาน คือก็พยายามจะกดให้ down deep เหมือนทุกทีที่เคยทำตอนเผชิญกับปัญหา แต่รอบนี้แม่งไม่ crystalized สักที จนร่างกายแม่งพัง ร่างกายแม่งงอแง ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองแม่งเลยไง ผมร่วงเป็นวง ป่วย..​  กลายเป็นคนป่วยโดยสมบูรณ์ เบิร์นร่างกายมากเกินจนร่างกายทำงานเพี้ยน

ไม่บอกก็ควรจะรู้ตัวนะ ว่าปีหน้ามึงต้องทำไงกับชีวิต สุขภาพแม่งสำคัญนะ มึงวิ่งไปขนาดนั้น ร่างกายเหมือนจะแข็งแรง แต่ถ้าใจพัง ร่างก็พังตามหว่ะ สมดุลให้ดีๆ มันไม่ใช่แค่ work-life balance แล้ว มึงต้องแตก life ออกมาเป็น physical-mental balance ด้วยแล้วล่ะ

 

ธีรเดช
ค้นหาสมดุลให้ชีวิต

Jan 03

ทบทวนกิจกรรมตลอดทั้งปี 2015


  • ดำน้ำ 1 ทริป – สิมิลัน, พังงา
  • ปีนเขา 3 ทริป – ภูกระดึง, เลย / ดอยเชียงดาว, เชียงใหม่ / อันนาปุรณะ, หิมาลัย, เนปาล
  • Backpack ต่างประเทศ 1 ทริป – Kathmandu Bhaktapur Pokhara Nargakot, Nepal
  • ชิลชิล 1 ทริป – ปราณเบอร์รี่, ปราณบุรี
  • ละครเวที 2 เรื่อง – โหมโรง / วันสละโสดกับโจทก์เก่าๆ
  • HLP Outing  2 รอบ – Surf House, Huahin / Camping and Resort, Rayong
  • วิ่ง 14 รายการ 8 จังหวัด
    • 3 Full Marathon (Khaoyai Trail 7:09 / Bangkok 6:09 / Chiangmai 5:24)
      4 Half Marathon
      4 Mini Marathon
      1 Trail 25k
      1 Trail 15k
      1 Road 10mi
    • [1] 18-Jan-15, 21.50km, Chom Bueng Marathon / ราชบุรี
      [2] 31-Jan-15, 15.20km, The North Face 100 / นครราชสีมา
      [3] 14-Jun-15, 10mi, 10 Miles Super Sports
      [4] 28-Jun-15, 21km, Sukhothai Marathon / สุโขทัย
      [5] 26-Jul-15, 21km, Active Run 2015 / นครนายก
      [6] 02-Aug-15, 25km, Columbia Trail Masters episode IX / ปราจีนบุรี
      [7] 12-Aug-15, 10.5km, August 12th Half Marathon
      [8] 12-Sep-15, 10.8km, Central Group
      [9] 13-Sep-15, 21km, Mizuno River Kwai / กาญจนบุรี
      [10] 04-Oct-15, 42km, Khao Yai Trail Marathon / นครราชสีมา
      [11] 18-Oct-15, 9km, Suankularb Mini Marathon
      [12] 19-Nov-15, 10.1km, ICMM Intania Marathon
      [13] 15-Nov-15, 42.195km, Bangkok Marathon / กรุงเทพมหานคร
      [14] 20-Dec-15, 42.195km, Chiangmai Marathon / เชียงใหม่

กิจกรรมหลักๆของปีนี้ก็คือการวิ่ง ไม่รู้จะวิ่งอะไรนักหนา คงเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองล่ะมั้ง
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือมีความสุขที่ได้ทำ ได้วิ่งได้ออกกำลังกายพบปะเพื่อนฝูงกลุ่มใหม่ๆ โคตรสนุก ^^

ได้ไปเดินป่าไกลถึงเนปาล ได้ไต่ขึ้นเทือกเขาหิมาลัย ได้ย่ำบนภูเขาหิมะ พร้อมชุดจัดเต็ม
มี trekking pole ด้วย แม่งโคตรแห่งความใฝ่ฝัน ประทับใจมากกก

ดำน้ำน้อยลง เที่ยวต่างประเทศน้อยลง ทิ้งทริปโฮจิมินห์ไปหนึ่งทริปเพราะเคลียร์งานไม่ทัน
เสียใจนะที่ต้องทิ้ง แต่ก็ต้อง trade off กัน ปีหน้าว่ากันใหม่

 

ธีรเดช
ค้นหาสมดุลแห่งชีวิต

Sep 06

ค้างหัวข้อ การเตรียมตัว ไว้ที่ Blog ก่อนหน้า (http://theeradej.com/12296) ขอมาอัพเดตก่อนจะลืมเลือนไป

หลังจากที่เพื่อนร่วมทริปส่งต่อบทความต่างๆมาให้อ่าน เพื่อสร้างบรรยากาศและเตรียมตัวก่อนเดินทาง
อ่านไปเราก็ list รายการที่ต้องเตรียมไป เยอะแยะ มากมายไว้ใน Google Keep

2015-03-30 03.39.42

วันนี้ก็ขอมาไล่ทีละรายการ แบบเจาะลึกกันไปเลยว่า อันไหนควรเอาไป หรืออันไหนควรทิ้งไว้ที่บ้าน จะแบกไปทำไมให้หนักกระเป๋า (ฟร่ะ!)

ความสำคัญไล่เรียงตามลำดับ Rating ช่องขวาสุดเลย

[****] ต้องเอาไป ห้ามลืมโดยเด็ดขาด จำเป็นกับการดำรงชีวิตเพื่ออยู่รอด

[ *** ] สำคัญนะ ควรเอาติดตัวไป ถ้าไม่เอาไปอาจจะลำบากชีวิตหน่อย แต่ก็ยังลุยได้จนจบทริป

[  **  ] เอาไปก็ดี ได้ใช้บ้าง ตามแต่โอกาส จะได้เที่ยวหนุกๆ ไม่ต้องพะวงกังวลอะไร

[   *   ] ไม่จำเป็น ไม่ได้ใช้ เอาไปให้อุ่นใจ แล้วก็แบกกลับมา

Tagged with:
May 28

คืนหนึ่ง ณ ร้านนั่งชิลแถวห้าแยกลาดพร้าว ผมได้พบเจอกับแก๊งค์ backpack สายโหดที่เคยติดตามอยู่ใน facebook ของผองเพื่อนเป็นครั้งแรก ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนช่วงเวลาดีๆในต่างแดน รวมถึงแพลนในอนาคต ผมเผลอหลุดคำว่า “เนปาล” ออกไป..

ใครจะไปรู้ว่า มันเป็นจุดเริ่มต้นของทริปที่สุดของที่สุดในชีวิตผมเลยทีเดียว

10478804_10152891394368806_3627849916791571404_o

หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนกลุ่มนั้นก็มาชวนผมไปปีน ABC ที่เนปาล

“เอ๊ะ! ABC คุ้นชื่อจัง เหมือนจะเป็น basecamp อะไรสักที่ ที่ต้องเดินไกลๆ”

พูดตรงๆว่าตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ABC คืออะไร ย่อมาจากอะไร รู้จักก็แต่ Poon Hill สถานที่ชมวิวหิมาลัยยอดฮิต ที่คนเที่ยวเนปาลต้องไปสัมผัส

แต่สุดท้ายผมก็ตอบตกลงไปแบบไม่ยั้งคิด เพียงเพราะจะได้ไปปีนหิมาลัยตามที่ใจใฝ่ฝัน

11154935_10152825186488806_4294275901042097632_o

ABC ย่อมาจาก Annapurna Base Camp เป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ Annapurna Sanctaury เป็น Base Camp สำหรับนักไต่เขามือโปร เพื่อปีนขึ้นไปยอดเขาสูงสุดในย่านนี้ ส่วนพวกนักเดินเขามือสมัครเล่นแบบพวกเรา การที่ได้เดินขึ้นมาถึง Base Camp ก็ถือว่าสุดยอดแล้ววววว

10854475_10153232419939120_6905207469406169874_o

 

ทริปนี้ใช้เวลาทั้งหมด 15 วัน ตั้งแต่ 31 Mar – 14 Apr จองระยะเวลาเต็มโควต้าตั๋วโปรการบินไทยและวีซ่าเนปาลเลย (ลา 8 วันได้ 16 วัน เผื่อ 1 วันไว้เผื่อเดี้ยงง ก่อนจะไปลุยงานวันต่อมา)

Screen Shot 2558-05-28 at 00.56.36

แบ่งเวลาออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ
1. ภาคเดินป่า (Trekking) 10 วัน

เนื่องจากมีเป้าหมายอยู่ในใจว่าอยากไป Poon Hill ด้วย ไหนๆมาทั้งทีก็เอาให้ครบ ก็เลยต้องขยาย route เดินเป็นวงกลม โดยที่เป้าหมายหลักของเราอยู่ที่ ABC ใช้เวลาเดินขึ้นทั้งหมด 7 วัน เดินลง 3 วัน ตามเส้นทางนี้

11148821_10152822823323806_7573278242630457966_o

สีเขียว – ขาขึ้น
สีชมพู – ขาลง
วงกลม – ค้างแรม

2. ภาคเที่ยวเมือง (City Tour) 4+1 วัน

หลังจากลงจากเขาก็ตระเวณเที่ยวในตัวเมืองทั้งหมด 5 ที่ Kathmandu / Pokhara / Patan / Bhaktapur / Nagarkot ใช้วิธีเหมารถจอดแวะไปเรื่อยๆ แต่ละที่ก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป

 

1537447_10152837902588806_1059758843191181307_o

Kathmandu เมืองหลวงของเนปาล รถเยอะ วุ่นวาย สกปรก ฝุ่นเยอะมากกก มากระดับต้องคาด mask ตลอดเวลา มีดีอย่างเดียวที่ย่าน Thamel อุปกรณ์เดินเขาก็อปราคาถูก พอใช้งานได้ อุปกรณ์กันหนาวโอเค แต่พวกกันน้ำไม่แนะนำ เค้าว่ากันไม่อยู่นะ ไม่เหมาะกับการอาศัยเพื่อการพักผ่อน ออกไปนอกเมืองเถิดดดดด

 

11009921_10152804064763806_1719201188367846693_o

Pokhara เมืองศูนย์กลางสำหรับนักเดินเขาทั้งหลาย บรรยากาศชิวดี อากาศดี วิวดี มีของขายเยอะแยะ ฝุ่นก็พอมีแต่น้อยกว่าเมืองหลวงเยอะ นอนอยู่ชิวๆก็ดูเป็นทางเลือกที่ดีนะ

 

11154720_10152843075533806_972788707478897163_o

Patan เมืองเก่า สวยงามดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าในเมืองหลวง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยนกพิราบปีศาจมากมาย ทำให้ภาพรวมก็เลยดูสกปรกไปเสียหน่อย

 

20150412_163424

– Bhaktapur เป็นเมืองเก่า สวยงามมากกกกก ชอบมากที่สุดในทริปนี้ ดูจะเป็นเมืองที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐมากที่สุดแล้วล่ะ มีเก็บค่าเข้าค่าบูรณะราคาสูงกว่าเมืองอื่นๆ เป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีชีวิต หรือที่เรียกกันว่า Living Heritage คือเป็นเมืองมรดกโลกที่มีคนอาศัยอยู่จริงๆ มีคนใช้ชีวิตอยู่จริง มีเวลาอยู่ที่เมืองนี้เกือบหนึ่งวัน น่าเสียดายที่ฝนตก ฟ้าครึ้มตลอดเวลา เลยไม่มีโอกาสได้ถ่ายรูปฟ้าสวยๆ แต่นั่นก็ทำให้เราได้ภาพที่แตกต่างไปจากคนอื่นๆ เดินเรื่อยหลบฝนเรื่อย สุดท้ายก็เดินได้ไม่ครบทั้งเมือง ถ้ามีเวลาแนะนำให้นอนที่นี่สักสองคืนจะดีมาก ใช้ชีวิตช้าๆในเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่งดงาม

 

11149794_10152822441718806_4462312285088001383_o

Nagarkot เมืองบนยอดเขา ทางตะวันออกของ Kathmandu เป็นเมืองตากอากาศที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง รายล้อมด้วยป่าใบเขียว พร้อมวิวเทือกเขาหิมาลัยยาวตลอดแนว เหมาะกับการมานอนชิวๆ โรแมนติกกับคู่รักเป็นที่สุด

 

การเตรียมตัว

เดี๋ยวไว้บล็อกหน้าจะมาเขียนรายละเอียดให้แบบฟันธงไปเลยว่า อะไรจำเป็นต้องเอาไปหรือเอาไปทำไมหนักกระเป๋าเปล่าๆ กาง Checklist ที่ใช้จริงไล่ดูทีละรายการกันเลย

*** อัพเดตแล้ว กดตามเข้ามาดูกันเลย http://theeradej.com/12338

 

รายละเอียดการเดินทาง

ผมขอยก section นี้ให้กับ เพื่อนกิ๊ก หนึ่งในผู้ร่วมทริป ซึ่งได้เขียนบันทึกใน pantip ไว้อย่างครบถ้วน อ่านง่าย น่าติดตาม รับรองว่าคุณจะไม่เบื่อเลยล่ะ

Screen Shot 2558-05-27 at 23.36.59

>> NAMASTE Nepal << ABC Trekking มิตรภาพเกิดได้เพียงก้าวเดิน

 

ค่าใช้จ่าย

Trek ใช้ติดต่อ Agency ผ่านทาง email ไปตั้งแต่จากไทย ส่วน City Tour ก็ติดต่อลุยกันเองที่นู้น

ราคาอาจจะสูงหน่อย ถ้าไปติดต่อไกด์หรือลูกหาบกันเองที่หน้างานก็น่าจะได้ราคาถูกกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงกันไป เดี๋ยวนี้ผมเน้นราบรื่นๆ ไปเที่ยวให้มีความสุข ไม่จำเป็นต้องเป็นทริปที่ถูกที่สุด ประหยัดที่สุด ขอแค่เป็นทริปที่เรามีความสุขและประทับใจที่สุดก็พอล่ะ

Screen Shot 2558-04-21 at 22.39.26

พอสรุปค่าใช้จ่ายมาแล้วปรากฎว่าแพงกว่าที่ตั้งไว้พอสมควร ตอนแรกตั้งไว้ว่า 40k น่าจะเหลือๆ แต่เรามีการปรับเปลี่ยนแผน trek เพิ่มมาอีกหนึ่งวัน / บิน local flight แทนนั่งรถตอนขากลับมา Kathmandu / เหมา Jeep เพื่อย่นระยะเวลาเดินทางช่วงวันท้ายๆ รวมๆแล้วก็ประมาณ 5000++ ในความคิดผม ทริป 15 วัน กับราคานี้โคตรคุ้มค่าเลยนะ ได้ประสบการณ์ดีๆ ได้เจอคนดีๆ ไกด์ดีๆ ลูกหาบดีๆ ที่สำคัญได้เห็นวิวสวยๆ ที่ชีวิตนี้ไม่รู้จะได้มีโอกาสไปบุกไปลุยไปเห็นวิวสวยสุดตรีนแบบได้อีกเท่าไร

ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ อยากให้ไปลองกัน เดิน 10 วัน มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ ฟิตร่างกายสักนิด ที่เหลือก็ปล่อยให้ใจคุณนำพาไปครับ ^^

 

ธีรเดช ณ วันที่ได้ก้าวเดินตามความฝัน

 

Note

อัลบั้มภาพวิว
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10152812421693806.1073741856.528018805&type=1&l=027a955fd1

อัลบั้มภาพเดอะแก๊งค์
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.10152822123058806.1073741857.528018805&type=1&l=4ba3409a48

 

 

Tagged with:
May 05

เดือนพฤษภาคมผ่านมาอีกหน อายุของ blog แห่งนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี จนถึงปีนี้ ครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษ พอดิบพอดี

เป็นทศวรรษแห่งการเรียนรู้
เป็นทศวรรษแห่งห้วงความคิด
และเป็นทศวรรษแห่งการเติบโต

 

นิสัยการจดบันทึกของผมเริ่มมาจากคาบเรียนวิชาภาษาไทยตอน ม.1 (1997) อาจารย์บอกว่าการจด diary มันก็เหมือนการทบทวนชีวิตตัวเอง เป็นการบันทึกความคิดของตัวเองตอนนั้น แล้วเมื่อโตขึ้นไปได้ย้อนกลับมาอ่าน จะเห็นว่าความคิดเปลี่ยนไปอย่างไร ได้เห็นว่าเราโตขึ้นขนาดไหน  มันก็เหมือนจดหมายเหตุทางความคิดนั่นแล และสักวันหนึ่งเธอจะเห็นว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจมากมายเพียงไร

หลังจากนั้นผมก็พยายามเขียน diary ให้ได้ทุกวัน แต่เขียนไปได้ไม่นานก็รู้สึกว่า มันก็เป็นเรื่องเดิมๆ เป็นชีวิตประจำวันที่คิดว่าสิบปีข้างหน้ากลับมาอ่าน ก็คงไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก

ผมจึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเขียนเป็นบันทึกแทน ผมมีสมุดเล่มหนึ่งเก็บไว้ใต้ลิ้นชักหัวเตียง เป็นสมุดที่ผมจะหยิบมาเขียนเมื่อมีความทุกข์ เมื่อผมเสียใจ เมื่อผมต้องการใครสักคนที่รับฟัง และทุกหน้าจะมีหยดน้ำตาเป็นลายเซ็นไว้เสมอ มันคือสมุดบันทึกแห่งความทุกข์เล่มพองๆเล่มหนึ่ง หลายคนคงมีคำถามว่าความทุกข์จะจดไว้ทำไม ลืมๆมันไปซะดีกว่า ผมว่าความทุกข์พวกนี้มันเป็นบทเรียนชั้นเลิศเลยนะครับ ระหว่างที่เราเขียนอยู่มันก็ช่วยทำให้เราฉุกคิดอะไรได้หลายๆอย่าง ความคิดมันไวกว่าการจดบันทึกเยอะ ช่วงเวลาที่เราใช้กลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ มันก็มีเวลามากพอที่ทำให้เราได้คิดทบทวนเรื่องราวให้รอบคอบ และทุกครั้งที่เราย้อนกลับมาอ่าน บางทีมันก็อาจกลายเป็นเรื่องตลกแล้วก็ได้ ผมอยากให้ลองดู

 

windowsLivew[25].png

 

ผมเขียนสมุดเล่มนั้นจนมาถึงเข้ามหาวิทยาลัย (2003) ช่วงนั้นมี weblog เกิดขึ้นมากมาย ผมจึงอยากลองย้ายมาเขียนในคอมพ์บ้าง สมัครของ Windows Live Spaces http://thee98.spaces.live.com ไป (2005) เพราะคิดว่าสะดวกดี และมีสังคมนักเขียนอยู่ในนั้น เราเขียนของเรา คนอื่นเข้ามาอ่านได้ แล้วเราก็ไปอ่านของเค้าได้ กลับมาบ้านทุกเย็นก็จะมานั่งอ่านเรื่องราวที่คนอื่นเขียน โคตรมีความสุขเลยจริงๆ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่าน blog คนอื่นเยอะมาก มันเรียลมาก ผมยังเสียใจจนถึงทุกวันนี้ทีสังคมแบบนี้ไม่มีอีกแล้วในโลกออนไลน์ (บันทึกแรกของผม : 22 April 2005 ก่อนขึ้นค่าย…)

 

Screen Shot 2558-05-05 at 18.15.02

 

รูปแบบของ blog นี้ก็ปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องราวทั่วไป เป็นไลฟ์สไตล์ไม่เน้นวิชาการ แต่หนักเรื่องของความคิดสักหน่อย เขียนไปได้สักปีกว่าๆก็รู้สึกว่ามันช้ามากกกกก (เครื่องคอมพ์ที่บ้านช้าด้วยแหละ -.-“) ก็เลยลองย้ายไปอยู่ที่ exteen – http://thee98.exteen.com (2006) แต่ก็โดนกระแสเพื่อนๆใน spaces live ลากกลับมาจนได้

ท่ามกลางสังคมออนไลน์ยุคใหม่ที่ผุดขึ้นมาทั้ง Facebook และ Twitter ที่เน้นจุดขายในการแสดงตัวตน “ไม่ต้องร่ายยาว ก็โพสต์ได้” “160 คำ คิดอะไร รู้สึกอะไร ก็จิ้มๆไปเหอะ” ทำให้สังคมนักเขียนค่อยๆจางหายไป ถูกถ่ายโอนไปสู่สิ่งที่ง่ายและสะดวกกว่า จนในที่สุด spaces live ได้ปิดลงตัว ณ วันที่ 16 มีนาคม 2011

Screen Shot 2558-05-05 at 18.14.16

 

บันทึกทุกอันถูกโอนไปอยู่ที่ WordPress.com – http://thee98.wordpress.com (2011) ก็เลยคิดว่าในเมื่อเราได้ Database ทั้งหมดมาอยู่ในมือแล้ว ทำไมเราไม่สร้าง weblog ของตัวเองเลยล่ะ ก็เลยจดโดเมน theeradej.com ขึ้นมา และเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เชียวแหละ ฮ่าๆ

 

Screen Shot 2558-05-05 at 18.16.20

 

หลังจากนั้นก็สถิตย์อยู่ที่ theeradej.com มาจนถึงทุกวันนี้ 🙂

 

ผ่านไป 10 ปี กับ 362 โพสต์ที่บันทึกไว้ เมื่อเทียบกับระยะเวลาก็ดูน้อยแหละ (เฉลี่ยประมาณ 10 วันต่อ 1 โพสต์) ถ้าเทียบกราฟการผลิต blog ออกมาเทียบกับระยะเวลา กราฟคงเป็นระฆังคว่ำครึ่งซีก ที่ปลายหางดิ่งลงเข้าใกล้ศูนย์

บอกตรงๆว่าไม่รู้จะเขียนอะไร หรือบางทีมีประเด็นอยากเขียน แต่ก็เขียนไม่ออกเลยครับ มันไม่มีอารมณ์ที่จะเรียบเรียงคำพูดออกมา

หากว่าฝืนเขียนฝืนนึกต่อไปก็จะปวดหัว มันกลายเป็นว่าไม่ได้กลั่นออกมาจากสุนทรียะ มันก็ออกมาไม่ดีหรอก

เหตุผลแวดล้อมที่พอนึกออก คือ feedback นี่ล่ะ.. ก่อนหน้าตอนอยู่ที่ spaces live มันเป็นสังคมมันเห็นชัดเจนว่ามีคนมาอ่านแล้วกี่คน มีคนมาคอมเมนท์ มีการแชร์ประสบการณ์ระหว่างกัน พอมาตอนนี้โพสต์ไปน้อยคนนักที่จะเปิดเข้ามาอ่าน เค้าไม่มาสนใจไลฟ์สไตล์อะไรของคุณแล้ว ลำพังแค่อ่าน news feed ก็หมดเวลาชีวิตล่ะ คำพูดสวยหรูที่บอกว่า ผมก็เขียนของผมไป ใครมาอ่านหรือไม่มาอ่านก็ช่าง ในความเป็นจริงมันก็อาจจะไม่ได้ดูแข็งแกร่งหนักแน่นในคำพูดได้อย่างนั้นตลอด เมื่อมีคนเขียน ก็ต้องมีคนเสพ เกื้อหนุนกันไป เป็น eco-system กันไป ก็พูดตรงๆว่าพอคนเข้ามาอ่านน้อยลง บางทีก็หมดพลังในการเขียนอยู่เหมือนกัน

เขียนมาจนถึงตอนนี้.. ผ่านไป 10 ปี ได้กลับมาอ่านในสิ่งที่ได้ลงแรงเขียนไป มันก็เป็นจริงตามที่อาจารย์เคยบอกกับผมไว้ตอน ม.1 ..​

“..เธอจะเห็นว่าความคิดเธอเปลี่ยนไปอย่างไร
เธอจะเห็นว่าเธอเติบโตขึ้นมามากมายเท่าไร
และเธอจะได้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจต่อเธอมากมายจริงๆ..”

 

ธีรเดช ณ ห้วงความคิด ความทรงจำ และการเติบโต