Jul 02

(1 SGD = 25 THB)

ห่างหายไปปีกว่ากับการเดินทางออกนอกประเทศ ช่างรวดเร็วเสียนี่กะไร พอได้ดี๊ด้าออกนอกประเทศก็ต้องเก็บเรื่องราวมาเล่าเสียหน่อย 🙂

การไปสิงคโปร์รอบนี้ได้รับมอบหมายจากบริษัทให้ไปออกบูธที่งาน CommunicAsia 2012 เพื่อโปรโมทสินค้าตัวใหม่จากการร่วมมือกันระหว่างหัวลำโพงและสามย่าน หลังจากปีที่แล้วได้ไปเปิดตัว MOLOME แล้วได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และเกิดการต่อยอดทางธุรกิจอีกมากมาย

#รู้สึกชักจะเริ่มทางการไปล่ะ เปลี่ยนโหมดๆ

ถ้าดูจากจำนวนวันที่ไปก็คงคิดว่าจะเป็นอิหรอบเดิมกับ Business Trip ทั่วไป แต่หารู้ไม่ 7 วันที่นับได้นี้ ทำงานสัก 5 วันเข้าไปล่ะ เหลือเวลาไปแรดเต็มวันได้ 1 วัน อีกวันตื่นมาก็ต้องกลับล่ะฮะ

บล็อกนี้จะแบ่งเป็น 2 ภาคนะฮะ เพื่อแบ่งแยกบรรยากาศการทำงานและการท่องเที่ยวออกไปให้ชัดเจน ^^

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

ภาคทำงาน (18-22 Jun)

อยากจะสารภาพว่าก่อนไปออกบูธเนี่ย ความรู้ในตัวผลิตภัณฑ์เข้าใกล้ศูนย์มากเนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องปั่นโปรเจคลากยาวมาไม่จบเสียที ปั่นงานไปจนถึงนาทีสุดท้ายเลยก็ว่าได้ เอาวะ! ค่อยไปบรีฟกันหน้างานละกัน

คณะเดินทางครั้งนี้ไปกัน 6 คน แบ่งทีมทำงาน 3 คน (เรา เกด พี่เม่น) ส่วนอีก 3 คนมาให้กำลังใจและท่องเที่ยวเป็นหลัก (นู๋เนย นู๋นิช ปี้แองจิ้ม)

18 Jun
ไปถึง Changi บ่ายสาม ก็รีบจับแท๊กซี่บึ่งเข้าที่พักทันที เพื่อไปจัดบูธให้ทัน 5 โมงเย็น ปีนี้เนื่องด้วยงบมีจำกัด จึงถูกอัปเปหิไปอยู่ชั้น 5 ซึ่งห่างไกลปืนเที่ยงมากกกกก.. ใครเคยไป Marina Bay Sands คงไม่น่าเคยขึ้นไปเกินชั้น 3

Thailand Pavilion ปีนี้เจ้าภาพร่วมระหว่าง Software Park และกรมการส่งออก จัดบูธแบบ minimalist แต่กลายเป็นว่าโดดเด่นที่สุดในชั้นนั้นแล้วมั้งเพราะประเทศอื่นๆตั้งบูธเป็นคอกหมดเลย แต่ของไทยเป็นโล่งๆ แล้วมี Stand กว้าง 1 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร วางเฉียงเรียงรายกันอยู่ และบูธของบริษัทเราก็เป็นบูธที่ทำเลดีสุด หันหน้าเข้าทางเดินหลักและอยู่หน้าสุด การันตีได้ว่าใครเดินเข้ามาชั้น 5 ต้องเห็นบูธเรา เพราะเด่นและมีพริตตี้สาวสวยยืนยิ้มแย้มเตรียมให้ข้อมูลอยู่ 🙂

แต่สุดท้ายก็มีปัญหาจนได้เนื่องจาก Organizer ของ Thailand Pavilion ให้ข้อมูลและเตรียมการได้แย่มาก ขนาดบูธก็บอกผิด เราสั่งจอ LCD 22”  มาบอกว่าบูธแคบมากไม่มีที่ตั้ง แม้แต่จอ LCD ก็ตั้งไม่ได้ ต้องสั่ง Stand มาตั้ง ถามชัวร์แล้วว่า stand ใช้กันได้ พอมาถึงหน้างาน มี stand มาตั้งข้างๆ แต่จอวางอยู่ที่บูธ (อ่าววว ไหนบอกไม่มีที่ฟร่ะ) ถามไปถามมาคุยกับช่างที่นู้นบอกว่า จอ 22” ติดบน Stand ไม่ได้ ต้องขนาด 32” ขึ้นไป.. ไอ่คุณ Organizer ก็หายหัวไปล่ะ ต้องไปติดต่อเอง คุยไปคุยมาเอาว่ะ เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มแถมคิดค่าปรับอีก 10% ตอนนั้นทุกคนเดือดดดด..อยากกรีดหน้า Organizer มาก.. พี่ในทีมจะโทรไปวีนละ แต่ Organizer แม่งเงินในมือถือหมด รับสายไม่ได้อีก แสรดดดดดด..

จบวันแรกไปด้วยอารมณ์นอยด์สุดๆ กลับที่พัก  รีบไปหาของกิน เดินๆกินข้างถนนใน China Town ราคาเฉลี่ยประมาณ 6-10 SGD ประมาณ 150-250 บาท (วันแรกๆยังแปลงเป็นเงินไทยอยู่ ทรมานใจมากกกก)

กินเสร็จก็กลับมาพักผ่อน ซื้ออาหารไปฝากพี่อีกคนที่ขาเดี้ยงอยู่ แล้วก็บรีฟงานนิดหน่อย (ข้อมูลในหัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 20% ล่ะ แฮะๆ) จากนั้นแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเตรียมพร้อมสำหรับวันงานรุ่งขึ้น

19-22 Jun
ตื่นมาแต่เช้า.. ตื่นเต้นจังเลย เป็นงานระดับอินเตอร์งานแรกของเราเลย ที่สำคัญมันต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วยนี่แหละ เป็นอะไรที่กังวลมากกกกกกกกกกก อุปสรรคลำดับรองลงมาคือเรามีข้อมูลในตัวผลิตภัณฑ์น้อยมาก ขนาดพูดภาษาไทยยังยากเลยฮะ แล้วนี่จะให้พูดภาษาอังกฤษอีก ไม่ต้องพูดถึงเลย เละ! พูดตรงๆเลยนะ โคตรเครียดเลย.. เครียดจริงๆ ถ้าเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันหรือในสิ่งที่เราคุ้นเคยและมีข้อมูลอยู่ในหัว ผมจะไม่เครียดเลย ยังพอพูดแถไปได้ แต่ตอนนี้ข้อมูลมันเป็นในเชิง Concept มาก และคนที่มาคุยส่วนใหญ่เค้าต้องการถามข้อมูลในเชิงลึก กูละอึ้งแดรกเลย…  สารภาพเลยว่าวันแรกนี่คิดเยอะมากคิดคำพูดอยู่ในหัวตลอดเวลา คิดวกวนไปมา คิดแบบดักทุก combination ถามมางี้ตอบงี้ เครียดจนถึงขนาดว่าอยากจะออกไปจากบริเวณนั้นเลยจริงๆ พยายามเลี่ยงไม่รับหน้าแขกตลอด ประมาณว่าฉันออกไปรับแขกเมื่ออีก 2 คนไม่ว่างเท่านั้น แม่งเลวจริงๆ แต่ตอนนั้นรู้สึกแย่จริงๆ รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กมากกกกกก เล็กจนอยากจะให้เอาไม้กวาดกวาดทิ้งเลยทีเดียว ก็ต้องขออภัยพี่เม่นและเกดด้วยนะฮับ ที่ทำตัวเยี่ยงนั้นไป คงสังเกตกันเห็นหน่ะแหละ

คืนนั้นกลับที่พักก็รีบซ้อมบทพูดเลยทีเดียว ยังไงแล้วพรุ่งนี้ฉันต้องทำได้ดีกว่านี้ ไม่อยากให้ใครต้องมารู้สึกว่าไอ่นี่ไปทำไมฟร่ะ ไปแล้วไม่เห็นทำตัวให้เป็นประโยชน์เลย

วันที่สองก็ดีขึ้นครับ รับหน้าได้ดีขึ้น กล้ามากขึ้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ

วันที่สามในความเห็นส่วนตัวดีขึ้นนะ แต่ดันมาเจอ Investor แขกขาวถามคำถาม in-depth มาก แถมฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วฉันตอบไม่ได้ด้วย ดูเหมือนเค้าไม่ค่อยพอใจเท่าไร ก็เลยต้องส่งต่อให้เกด และเกดก็ส่งต่อให้พี่เม่นอีกที หึหึ…  ฉันรู้สึกเฟวอีกรอบ ฉันคง Transfer Concept ได้ดีขึ้นตามที่รู้สึกนั่นแหละ แต่ Responsive นี่ยังแย่อยู่ คล้ายๆกับเป็นหุ่นยนต์ยังไงยังงั้น ถ้ายังไม่ได้โปรแกรมมากูก็อึ้งแดรกนะฮะ

วันที่สี่สุดท้ายแล้ว.. ดีใจ จบแล้ว.. เมื่อเทียบกับวันแรกก็รู้สึกว่าพัฒนาขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า average อยู่ ก็คงต้องพัฒนามากกว่านี้ล่ะครับ ยังไงแล้วกลับมาก็ตั้งใจจะปรับ skill ด้วยล่ะครับ ไม่งั้นคงรู้สึกแย่ติดตัวไปมากกว่านี้

อย่างน้อยมางานนี้ก็ดีนะ คือถูกบังคับให้ใช้ภาษาอย่างจริงจัง ได้เห็นรูปแบบภาษาในเชิงธุรกิจ ได้เห็นบรรยากาศงานระดับอินเตอร์ ที่ครั้งหนึ่งฉันเคยใฝ่ฝันไว้ว่าอยากมีโอกาสได้มาเดินดูงาน CommunicAsia บ้าง และครั้งนี้ฉันก็ได้มาแล้ว ไม่เพียงแต่ได้เดินดูงาน แต่ได้มาออกบูธเพื่อนำเสนอผลงานของบริษัทเลยล่ะ 🙂

ภาพรวมหลังจากผ่านไป 4 วัน ก็มีคนเข้ามาคุยแลกเปลี่ยนความคิดเยอะดีครับ ตั้งแต่นักล่าของรางวัล, developer, investor ลากยาวไปจนถึง CEO ของหลากหลายประเทศที่สนใจใน Product เรา ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิตเลยละครับ ^^

(To be continued…)